มาใช้ “ปรอทวัดอุณหภูมิครอบครัว” กันเถอะ

        หากพูดถึง “อายุ” แน่นอนว่า เมื่อตัวเลขเพิ่มมากขึ้น ย่อมมีภาวะป่วยเป็นธรรมดา เช่นกันกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่นานวันเข้า ย่อมเกิดภาวะเหินห่าง และห่างเหินได้ เนื่องจากปัจจุบัน ครอบครัวถูกงานดึงเวลาไปจนหมด คนในบ้านจึงขาดการดูแลหัวใจซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางความรัก และความอบอุ่น ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะมาวัดอุณหภูมิความสุขในครอบครัวกันสักที แต่จะวัดอย่างไรนั้น วันนี้ทีมงาน Life and Family มีคำตอบครับ








ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา
      
       จากประเด็นคำถามข้างต้น “ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา” ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า การสร้างความอบอุ่นในครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่ครอบครัวควรจะได้นำมาใช้ให้เป็นกิจวัตรคือ การใช้ปรอทวัดอุณหภูมิครอบครัว ที่พัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เวอร์จิเนีย สเทียร์ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้น โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นแรก และห้ามลัดขั้นตอนคือ
       
       1. มีการชมเชย และขอบคุณกันหรือเปล่า วันนี้ได้กล่าวชมเชย หรือขอบคุณใครหรือยัง ในขั้นตอนนี้จะขาดไม่ได้ และควรทำบ่อยๆ เนื่องจากจะเป็นประตูสู่การสื่อสารสองทาง และจะต้องมีการชมเชยกันอย่างจริงใจ และเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม
       
       “การขอบคุณ ชมเชยเป็นการสร้างมิตรภาพ บรรยากาศ ถ้าตราบใดที่สมาชิกยังมีเรื่องที่จะชมเชย ให้เวลามากที่สุด ถ้าเวลาจำกัด ไปเว้นตัวอื่นได้ แต่ตัวนี้ไม่เว้น เพราะว่าการที่เรารู้สึกดีกับตัวเราเอง ใจเราจะเปิดรับคนอื่น ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ 2 ทาง แต่ย้ำอีกครั้งว่าต้องพูดเรื่องจริง จริงใจ”
       
       2. มีคำถามอะไรไหม หลังจากมีการชมเชยและขอบคุณแล้ว ก็จะเป็นโอกาสในการพูดคุย โดยในครอบครัว ควรจะมีการเปิดโอกาสให้มีการถามคำถามกัน เช่น บางทีลูกอาจจะมีคำถาม ทำไมหมู่นี้พ่อกลับดึกจัง ในขณะเดียวกันพ่อก็ควรจะได้ถามลูกว่าตอนนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไง มีเพื่อนไหม
       
       3. การเสนอแนะในครอบครัว ควรเปิดสร้างบรรยากาศให้มีการเสนอแนะได้ เช่นให้ลูกมีการเสนอแนะบ้างว่า อยากจะไปดูหนังหรือเปล่า อยากทำอะไร อยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงในครอบครัวไหม มีข้อเสนอแนะอะไรไหมในการที่จะปรับปรุงบ้านให้สะอาดขึ้น


4. ขอบ่น ทุกคนนั้นควรมีสิทธิบ่นได้ แม้กระทั่งแม่ก็บ่นได้ เช่น คุณแม่อาจจะบ่นว่าเหนื่อยจังเลย และหนูก็ยังไม่ได้เก็บของให้เรียบร้อย ในขณะที่ลูกก็มีสิทธิบ่นได้ว่าเบื่ออาหารนี้แล้ว พ่อบ้านก็มีสิทธิบ่น
       
       5. ความคาดหวังในครอบครัวที่อบอุ่น ทุกคนสามารถบอกความคาดหวังหรือบอกความความปรารถนาได้ อย่างเช่น ลูกคาดหวังว่าเสาร์-อาทิตย์นี้คุณพ่อจะอยู่บ้าน หรือจะพาหนูไปเที่ยว อย่างน้อยที่สุดให้เขาพูดออกมา ทำได้หรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เช่น ลูกอยากเลี้ยงสุนัข คุณแม่ก็ต้องบอกว่า “ยังไม่เหมาะนะ เพราะตอนนี้บ้านเราเป็นคอนโดฯ ไม่มีที่ให้สุนัขวิ่งเล่น” ซึ่งต้องคุยกับเขา แล้วก็ถามเขาว่า รออีกหน่อยได้ไหม หรือว่าจะเอาอย่างอื่นแทนได้ไหม
       
       นอกจากนี้ คุณแม่อาจจะคาดหวังว่าคุณพ่อจะทานข้าวพร้อมหน้ากัน อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เมื่อบอกออกไปพ่อก็จะได้ทราบ เป็นต้น แต่ถ้าไม่มีเวลาทำทั้ง 5 ข้อนี้ ข้อที่ขาดไม่ได้ คือ ข้อ 1.ต้องรู้จักชมเชย และขอบคุณ ซึ่งควรจะทำเป็นกิจวัตร ไม่จำเป็นต้องทุกวัน อาทิตย์ละหน หรือเดือนละหนก็ได้
       
       “ในสังคมไทยผู้ใหญ่จะไม่ค่อยขอโทษเด็ก แต่อยากจะบอกว่า ผู้ใหญ่ก็ทำผิดเป็น หลายๆครั้ง พ่อแม่เค้ารู้สึกแย่ เพราะเค้าทำร้ายจิตใจลูก ดิฉันจะบอกพ่อแม่ว่า คุณทำดีที่สุดตอนนั้น แต่ถ้าการขอโทษมันไม่ใช่แต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีขึ้น ใจของผู้พูดเองก็จะรู้สึกดีขึ้น อันนี้เป็นเป้าหมายแรก ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น” ดร.เพ็ญนีกล่าวเสริม
       
       ดร.เพ็ญนี กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้ง 5 ขั้นนี้ อย่างน้อยที่สุดทำอาทิตย์ละครั้ง ให้มีช่วงเวลา ก่อนทานข้าว หลังทานข้าว หรือตอนเย็น ก่อนดูโทรทัศน์ด้วยกัน แล้วชีวิตครอบครัวก็จะอบอุ่นและมีความเข้าใจกัน อย่างไรก็ตาม นอกจากจะใช้ปรอทวัดอุณหภูมิครอบครัวแล้ว ยังนำไปใช้ในเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กๆ แนวใหม่ๆ ได้อีกด้วย โดยในเดือนเมษายน 2553 ที่ทางโรงพยาบาลจะได้จัดกิจกรรมอบรม Manarom Summer Camp เพื่อฝึกทักษะในการแก้ปัญหาร่วมกับการสร้างค่านิยมและการนับถือตนเอง ฝึกทักษะทางการสื่อสาร ฝึกทักษะทางสังคม และฝึกทักษะการเป็นผู้นำ เด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้รับการพัฒนาศักยภาพโดยใช้เครื่องมือนี้ด้วย สนใจขอรายละเอียดโทร. 02-725-9595 หรือเข้าไปที่ โรงพยาบาลมนารมย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์