นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปาฐกถาพิเศษในงาน BCCT Multi-Chambers Lunch จัดโดยสภาหอการค้าอังกฤษประจำประเทศไทย โดยมี ม.ล.ปริยดา ดิศกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, Mr. Chris Thatcher ประธานสภาหอการค้าอังกฤษประจำประเทศไทย, นายชลำ อรรถธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, ผู้แทนจากสภาหอการค้าประเทศต่าง ๆ, สมาคมโรงเรียนนานาชาติ และผู้แทนสถานศึกษา เข้าร่วมงาน
แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาในวันนี้ เป็นผลมาจากการปฏิรูปการศึกษาเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว ดังนั้น ควรศึกษาว่ามีการดำเนินงานอย่างไรบ้างในอดีตที่ส่งผลสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา บางเรื่องอาจจะนานถึง 35 ปีกว่าจะเห็นผล หรือหากเป็นไปอย่างเร็วที่สุดก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 10 ปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญประการแรกที่หลายประเทศดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จคือ “การลดความเหลื่อมล้ำ” กล่าวคือ ผู้ปกครองจะไม่มีความกังวลใจเรื่องการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษา เพราะไม่ว่าจะอาศัยอยู่พื้นที่ใดของประเทศ ก็สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
และแม้ว่าที่ผ่านมา ไทยได้มีความพยายามปฏิรูปการศึกษาในหลากหลายวิธี ทั้งการปรับโครงสร้าง การริเริ่มและคิดค้นวิธีการต่าง ๆ เพื่อปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จ ก็คือ ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ผลสอบ PISA พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนน PISA ของเด็กไทยระหว่างกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำยังมีช่องว่างคะแนนห่างกันมาก เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยความเหลื่อมล้ำนับเป็นเวลาประมาณ 7 ปีการศึกษา และตลอดระยะเวลาที่ไทยเข้าโครงการประเมินตั้งแต่ปี 2543 ช่องว่างของคะแนนนี้ไม่เคยแคบลง
อีกทั้งผลการวิเคราะห์คะแนน PISA ยังพบข้อมูลที่สำคัญหลายประการ อาทิ เด็กจากโรงเรียนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จะทำคะแนนได้ดี, กลุ่มโรงเรียนสาธิตยังมีช่องว่างคะแนนระหว่างโรงเรียนสาธิตด้วยกันเอง, โรงเรียนมัธยมในเมืองและต่างจังหวัด มีคะแนนเกาะกลุ่มอยู่ที่ค่าเฉลี่ย และมีนักเรียนเพียงส่วนน้อยที่ได้คะแนนสูง, ส่วนโรงเรียนเอกชนมีเพียงบางแห่งที่เด็กได้คะแนนสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าความยากจนไม่ใช่ชะตากรรมที่ส่งผลต่อการศึกษา เพราะมีนักเรียนในหลายประเทศ ทั้งมาเก๊า ฮ่องกง เวียดนาม และเอสโตเนีย ที่มีฐานะยากจนและพ่อแม่ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการศึกษา แต่สามารถทำคะแนน PISA ติดอันดับท็อปของโลกเทียบเท่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในส่วนการปฏิรูปการศึกษาของไทยในปัจจุบัน มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในหลายด้าน อาทิ การพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า ด้วยหลักการการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแข่งขันอย่างเสรี ไม่เน้นการสั่งการจากส่วนกลาง ตลอดจนการมีระบบการเงินการคลังที่มั่นคง เช่นเดียวกับการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูในพื้นที่ได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามบทบาทหน้าที่ในโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร (คูปองพัฒนาครู) โดยสนับสนุนงบประมาณ 10,000 บาทต่อคน เพื่อเลือกช็อปปิ้งหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาตนเองตามความถนัดและความสนใจ ทางระบบออนไลน์ www.training.obec.go.th ของสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งในปี 2560 มีครูเข้าลงทะเบียนอบรมกว่า 3.2 แสนคน โดยหลักสูตรฝึกอบรมจัดโดยภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อลดอำนาจการสั่งการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งเดิมหน่วยงานจะทั้งเป็นผู้จัดอบรมให้กับกลุ่มเป้าหมายเดิม ด้วยวิทยากร หัวข้อการอบรม ตลอดจนสถานที่เดิม ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ได้ผลลัพธ์แบบเดิมเช่นกัน
นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวทางการปฏิรูปในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไป อาทิ การจัดครูที่เก่งที่สุดให้ได้สอนเด็กที่อ่อนที่สุด เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีคุณภาพ, ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส พร้อมกับป้องกันการทุจริตในวงการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนรอยรั่วของเรือลำใหญ่ หากไม่อุดรอยรั่วโดยเร็ว ก็จะส่งผลเสียหายต่อเรือลำใหญ่ที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานได้
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือจากต่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ เข้ามาจัดการศึกษาในประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา และล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ National Taiwan University มาเปิดสาขาในไทยด้วย
สำหรับความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรนั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด อาทิ การอบรมครูภาษาอังกฤษแบบเข้ม (Boot Camp), ระบบประเมินผลภาษาอังกฤษออนไลน์, ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในการปรับปรุงหลักสูตร STEM Education และ PISA Platform, ความร่วมมือในระดับอุดมศึกษา, การจัดตั้งสถาบันการศึกษาและโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย เช่น Harrow, Shrewbury, Rugby เป็นต้น


















