ณ ดินแดนทวีปแอฟริกาอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งมีชนเผ่าพื้นเมืองหลายเผ่าอาศัย และรบพุ่งกันเป็นประจำ เสียงกลองศึกดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้า มีเด็กชายพื้นเมืองชนเผ่าซูลูคนหนึ่งนามว่า “อึนโกซี่” เขามีความฝันเหมือนเด็กชายทุกคนในเผ่า คือการได้สวมชุดขนสัตว์และถือโล่หนังวัวในฐานะ “นักรบซูลู” ผู้กล้าหาญ
แต่การจะเป็นนักรบซูลูนั้น ไม่ได้มาด้วยอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อถึงคืนที่พระจันทร์เต็มดวง หัวหน้าเผ่าได้เรียกอึนโกซี่มาเบื้องหน้า แล้วประกาศบททดสอบที่เรียกว่า “การเดินทางของสีขาว”
อึนโกซี่ถูกจับแก้ผ้า ทาสีขาวโพลนตั้งแต่หัวจรดเท้า สีขาวที่ทาตัวนั้นล้างด้วยน้ำไม่ออก แต่จะหลุดออกไปเองในระยะเวลาราวหนึ่งเดือน เขาได้รับอุปกรณ์ดำรงชีพเพียงหอกเล่มเดียวและโล่หนึ่งอัน หัวหน้าเผ่ากำชับด้วยเสียงอันดังว่า:
“เจ้าต้องเข้าป่าไปเพียงคนเดียว เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากสีขาวนี้ยังติดตัวอยู่ ห้ามให้ผู้ใดเห็นเจ้าเด็ดขาด! เพราะถ้าใครเห็นเจ้า เขาจะล่าและฆ่าเจ้าเสียในฐานะผู้แพ้ และกลับมาหาข้าเมื่อสีขาวจางหายไปหมดจากตัว พร้อมกับจิตใจที่แกร่งดังเพชร”
ในคืนแรก อึนโกซี่เผชิญกับความหนาวเย็นและเสียงคำรามของสิงโตที่ทำให้ใจสั่นสะท้าน ท้องของเขาหิว เขาไม่มีไม้ขีดไฟ ไม่มีผ้าห่ม อึนโกซี่นึกถึงกฎของนักรบ “ต้องไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก”
อึนโกซี่ หยิบไม้แห้งสองอันมาถูกันด้วยความอดทน มือของเขาพองและเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่หยุด “ถ้าข้าย่อท้อ ข้าก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยตลอดไป” เขาพึมพำพลางยิ้มให้ความมืด ในที่สุด ควันสีเทาก็พวยพุ่งแล้วกลายเป็นเปลวไฟที่ใช้หุงอาหาร
ชีวิตใต้เงาไม้และการพรางตัว
หลายวันผ่านไป อึนโกซี่ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตที่เงียบเชียบ เขาฝึกเดินให้เบาดุจขนนก ฝึกตามรอยเท้ากวางเพื่อล่าใสใช้เนื้อเป็นอาหารและหนังทำเครื่องนุ่งห่ม รู้จักจำแนกพืชกินได้จากพืชพิษ
เขาต้องปีนต้นไม้ ว่ายน้ำ และวิ่งทางไกลได้ เพื่อเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายและชนเผ่าศัตรู ต้องไม่ทิ้งรอยเท้าหรือหละลักฐานให้แก่คนที่อาจติดตามมา แไม่กรนขณะนอนหลับ
ครั้งหนึ่ง มีเหล่านักรบในเผ่าซูลูเดินผ่านมาใกล้ที่ซ่อนของเขา อึนโกซี่หมอบนิ่งในพุ่มไม้ หัวใจเต้นรัว สีขาวบนตัวเขาเด่นชัดเหลือเกินในสายตาของเขาเอง แต่ด้วยสติและการไม่ตื่นตระหนก เขากลั้นหายใจและนิ่งสงบจนเหล่านักรบเดินผ่านไปโดยไม่สังเกตเห็น
มีเด็กชายหลายคนที่ถูกปล่อยเข้าไปในป่า แล้วตายเพราะอดอาหารหรือสัตว์ป่าทำร้าย ผู้ที่ผ่านการทดสอบดังกล่าว จึงจะได้รับการยอมรับให้สมัครเข้าเป็น “นักรบซูลู”
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน แสงแดด สายลม และหยาดเหงื่อได้ชะล้างสีขาวออกจากกายเขาจนหมดสิ้น อึนโกซี่เดินกลับเข้าหมู่บ้านด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กชายที่ขี้กลัวอีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มที่มีแววตาแน่วแน่
เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า อุปสรรคไม่ใช่กำแพง แต่เป็นบันได สีขาวที่เคยทาตัวเขาไม่ได้หายไปเปล่าๆ แต่ได้เปลี่ยนเป็นพลังใจที่แข็งแกร่งซึ่งจะอยู่กับเขาไปชั่วชีวิต
เรื่องของนักรบซูลูสอนให้เรารู้ว่า เมื่อเจอความยากลำบาก หากเราเผชิญหน้าด้วย “รอยยิ้ม” และ “สติ” โดยไม่ย่อท้อ เราจะสามารถเอาชนะทุกสถานการณ์ได้ เหมือนที่ บีพี อยากให้ลูกเสือทุกคนมีหัวใจที่ “แกร่ง” และ “นิ่ง” ในทุกวิกฤติ
เรียบเรียงจากหนังสือ คู่มือลูกเสือสำรอง Wolf Cup Handbook ประพันธ์โดย ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล (พ.ศ. 2508)
อาทร จันทวิมล
บทละครสั้นรอบกองไฟ : นักรบซูลู
ตัวละคร
- ผู้บรรยาย
- หัวหน้าเผ่า
- อึนโกซี่ (เด็กชายซูลู)
- นักรบซูลู 2–3 คน
- เสียงกลอง/ลูกเสือช่วยทำเสียงสัตว์ป่า
ฉากที่ 1: ประกาศบททดสอบ
ผู้บรรยาย: ณ ทุ่งหญ้าแอฟริกาอันกว้างใหญ่ เด็กชายซูลูชื่อ อึนโกซี่ ใฝ่ฝันจะเป็นนักรบผู้กล้า
หัวหน้าเผ่า (เสียงเข้ม): “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง เจ้าจะถูกทาสีขาว และต้องเข้าป่าเพียงลำพังหนึ่งเดือน หากใครเห็นเจ้า เจ้าจะถูกล่าและฆ่า! จงกลับมาเมื่อสีขาวหายไป พร้อมหัวใจที่แกร่งดังเพชร”
(ลูกเสือช่วยทำท่า เอาดินสอพองมาทาสีขาวบนตัวอึนโกซี่ (หรือใช้ผ้าขาวพัน)
ฉากที่ 2: คืนแรกในป่า
ผู้บรรยาย: อึนโกซี่เผชิญความหนาวและเสียงสิงโตคำราม
อึนโกซี่ (พูดกับตัวเอง): “ถ้าข้าย่อท้อ ข้าก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยตลอดไป!”
(เขาถูกไม้แห้งกันจนเกิดควัน ลูกเสือช่วยทำเสียง “ฮึบ ฮึบ” แล้วจุดไฟจำลองด้วยไฟแช้กที่ซ่อนไม่ให้คนอื่นเห็น )
ฉากที่ 3: การพรางตัว
ผู้บรรยาย: หลายวันผ่านไป เขาฝึกเดินเบาเหมือนขนนก และซ่อนตัวในพุ่มไม้
(นักรบซูลูเดินผ่าน อึนโกซี่หมอบนิ่ง ลูกเสือทำเสียงกลองเบา ๆ แล้วเงียบ)
ผู้บรรยาย:
เขากลั้นหายใจ ไม่ตื่นตระหนก จนพวกนักรบเดินผ่านไปโดยไม่เห็น
ฉากที่ 4: การกลับสู่หมู่บ้าน
ผู้บรรยาย: หนึ่งเดือนผ่านไป สีขาวจางหายหมดสิ้น อึนโกซี่กลับมาด้วยแววตาแน่วแน่
หัวหน้าเผ่า: “เจ้าพิสูจน์แล้วว่าอุปสรรคไม่ใช่กำแพง แต่เป็นบันไดสู่ความเข้มแข็ง”
อึนโกซี่ (ยิ้ม):“ข้าจะไม่ย่อท้ออีกต่อไป!”
ฉากปิด: บทเรียนลูกเสือ
ผู้บรรยาย: เรื่องของนักรบซูลูสอนให้เรารู้ว่า หากเผชิญความยากลำบากด้วย รอยยิ้ม และ สติ เราจะเอาชนะทุกสถานการณ์ได้ เหมือนที่ลูกเสือต้องมีหัวใจที่แกร่งและนิ่งในทุกวิกฤติ
(ลูกเสือทุกคนยืนทำสัญลักษณ์สามนิ้ว ส่องไฟฉายขึ้นฟ้าแทนแสงจันทร์)
บทละครนี้สามารถเล่นได้รอบกองไฟ ใช้เสียงกลอง เสียงสัตว์ และอุปกรณ์ง่าย ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ โดยเน้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของ ““ความไม่ย่อท้อ” และ “หัวใจที่แกร่ง”
ลูกเสือทุกคนร้องเพลง “งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล้า” แล้วออกมารำวง
อาทร จันทวิมล

