ความรับผิดชอบคือคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังหมายถึงการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เรื่องราวของ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือบทเรียนแห่งความรับผิดชอบที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย และถูกเล่าขานเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนรุ่นหลัง
ในหน้าประวัติศาสตร์การสู้รบของไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรามักได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของทหารหาญที่ปกป้องอธิปไตย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเด็กชายในชุดลูกเสือคนหนึ่ง ได้ใช้เลือดและชีวิตของเขาปกป้องแผ่นดินเกิด
วันที่ 8-9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยพร้อมกันหลายจุด รวมทั้งที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขยายอำนาจในสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารไทยต้องต่อสู้กับกำลังที่เหนือกว่า ทั้งจำนวนทหารและอาวุธ โดยกระสุนและเสบียงขาดแคลนอย่างหนัก
ในสถานการณ์คับขันนี้ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อายุ 16 ปี พร้อมกับเพื่อนลูกเสืออีกหลายคน ได้อาสาเข้าช่วยงานทหารอากาศไทย ที่กองบินน้อยที่ 5 ในการลำเลียงกระสุนปืนและอาหารฝ่าแนวรบไปให้ทหารที่เขาล้อมหมวก แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แต่เขาก็ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ลูกเสือตรีบุญยิ่งถูกปืนยิงทะลุลำคอแล้วเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เขาเป็น เยาวชนผู้พลีชีพเพื่อชาติ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความรับผิดชอบ โดยต่อมาได้รับพระราชทานยศทหารเป็นพันจ่าเอก เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร เป็นแรงบันดาลใจ และตัวอย่างให้ลูกเสือและเยาวชนไทยตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
เพื่อเป็นเกียรติแก่ความเสียสละ ได้มีการสร้าง อนุสรณ์สถานลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ไว้ที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย และในวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี จะมีการจัดงาน วันรำลึกสดุดีวีรชน โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมวางพวงมาลา เพื่อแสดงความเคารพและสืบสานความทรงจำถึงวีรกรรมของเขา
เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่งสอนให้เรารู้ว่า ความรับผิดชอบ คือการทำหน้าที่แม้ในยามยากลำบาก ความเสียสละ คือการยอมพลีเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และ ความกล้าหาญ คือการไม่หวั่นไหวต่ออันตรายเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง
ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือแบบอย่างของลูกเสือและเยาวชนไทยด้านความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า “เด็กลูกเสือไทยก็ช่วยชาติได้”
การกระทำของลูกเสือตรีบุญยิ่งเป็นการทำตามบุญกิริยา 10 เรื่องการเสียสละ (ปัตติทานมัย) เพราะได้อุทิศชีวิต สละชีพเพื่อชาติ ทำการขนกระสุนปืนให้ทหารสู้รบผู้รุกรานเพื่อปกป้องประเทศชาติจนเสียชีวิต
อาทร จันทวิมล
บทการแสดงรอบกองไฟ :
วีรกรรมลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร “ลูกเสือไทยสละชีพเพื่อชาติ”
ตัวละคร:
- ลูกเสือตรีบุญยิ่ง: ลูกเสือไทยอายุ 16 ปี
- กลุ่มเพื่อนลูกเสือ: 5 คน ถือข้าวกล่อง น้ำดื่มและหีบกระสุนปืนไปส่งให้ทหาร
- กลุ่มทหารอากาศไทย: 2-3 คน (ถือไม้พลองแทนปืน)
- ทหารญี่ปุ่น 10 คน พูดภาษาญี่ปุ่น เช่น บันไซ โอไฮโย่ โดโมอาริกาโต้ ซูบารุ อีซูซุ โตชิบ้า เซมากูเตะ
- ผู้กำกับลูกเสือ & ประธานในพิธี
- ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด มีจังหวะหนักแน่น)
ฉากที่ 1: การสู้รบที่อ่าวมะนาว
(ไฟสนามมืดลง เสียงระเบิดและเสียงปืนดังสนั่น ทหารอากาศวิ่งเข้ามากลางลานแสดง ทำท่าหลบหลังที่กำบัง ยิงโต้ตอบกับทหารญี่ปุ่นอย่างดุเดือด พวกคนดูส่งเสียงแทนปืนระเบิดและเสียงเครื่องบิน บรือๆๆ ปังๆๆ ตูมๆๆๆ )
ผู้บรรยาย: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 กองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังเรือรบและเครื่องบิน มากมาย นำทหารยกพบขึ้นบก ที่หาดทรายใกล้สนามบินทหารอากาศ บริเวณอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเดินทางผ่านประเทศไทยไปรบกับทหารอังกฤษที่สิงคโปร์ ทหารไทยต้องเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่ามหาศาล เสียงปืนดังระงมไปทั่วชายฝั่ง!
ทหาร 1: (ตะโกน) กระสุนทางนี้จะหมดแล้ว! ใครก็ได้ไปแจ้งทางกองบินน้อยที่ 5 ที! ทหาร 2: ขยับไม่ได้เลยครับ! ทหารญี่ปุ่นล้อมเราไว้หมดแล้ว!
ฉากที่ 2: หน้าที่ของลูกเสือ
(ลูกเสือตรีบุญยิ่งและเพื่อนลูกเสือ วิ่งซิกแซกฝ่าเสียงปืนเข้ามา ในมือถือกล่องกระสุนและถุงอาหาร)
บุญยิ่ง: พวกลูกเสือมาแล้วครับหมวด! นี่คือกระสุนและเสบียงที่ส่งมาจากกองบิน! ทหาร 1: (ตกใจ) ลูกเสือเด็กๆ! พวกเธอมาทำอะไรที่นี่? อันตรายมาก! รีบกลับไปเดี๋ยวนี้!
บุญยิ่ง: “ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น” ครับ! พวกผมอาสามาเอง ในยามที่ชาติมีภัย ลูกเสือจะอยู่เฉยได้อย่างไร!
เพื่อนลูกเสือ: ใช่ครับ! พวกเราขอสู้ตายร่วมกับพี่ๆ ทหาร!
ฉากที่ 3: วีรกรรมพลีชีพ
(เสียงปืนดังถี่ขึ้น ทหารไทยเริ่มถอยร่นเพราะกระสุนขาดช่วง)
บุญยิ่ง: พี่ครับ! ที่เขาล้อมหมวกไม่มีใครส่งกระสุนไปถึงเลย ผมจะฝ่าไปทางนั้นเอง! ทหาร 2: อย่าไปเลย ลูกเสือบุญยิ่ง! ทางนั้นมันที่โล่ง จะเป็นเป้านิ่งนะ!
บุญยิ่ง: (กอดกล่องกระสุนแน่น) ถ้าผมไม่ไป พี่ๆ ทหารที่นั่นต้องตายหมด ผมยอมตายเพื่อให้ชาติเราอยู่ครับ!
(บุญยิ่งวิ่งออกไปกลางลานแสดง เสียงปืนญี่ปุ่นดัง “ปัง!” บุญยิ่งชะงัก ล้มลงแต่พยายามตะเกียกตะกายดันกล่องกระสุนไปข้างหน้า เสียงปืนดังอีกนัด “ปัง!” บุญยิ่งเอามือกุมคอ แล้วนอนนิ่งไปพร้อมกับมือที่ยังแตะกล่องกระสุนอยู่)
ฉากที่ 4: จากคนกล้า… สู่อนุสาวรีย์
(ไฟหรี่ลง ทหารและเพื่อนลูกเสือเดินเข้ามาล้อมร่างบุญยิ่งด้วยความเศร้า ทีมงานรีบนำผ้าคลุมมาคลุมตัวบุญยิ่ง ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนนิ่งในท่า “ส่งกล่องกระสุน” อย่างสง่าผ่าเผยภายใต้ผ้าคลุม)
ผู้บรรยาย: 9 ธันวาคม 2484 ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ได้เสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงตำนาน ความเสียสละของลูกเสือไทยวัย 16 ปี ที่กลายเป็นพลังให้ทหารไทยสู้ต่อจนวินาทีสุดท้าย และเพื่อสดุดีในความกล้าหาญ…
(ผู้กำกับลูกเสือ เดินนำ ประธานในพิธี เข้ามาหยุดยืนหน้าอนุสาวรีย์ที่คลุมผ้าไว้)
ผู้กำกับลูกเสือ: (ตะโกนสั่ง) “ลูกเสือ… ตรง!”
ประธาน: (จับชายผ้าแล้วดึงออกอย่างเร็ว เผยให้เห็นบุญยิ่งที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น)
ผู้บรรยาย: (เสียงกังวาน) “ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร วีรบุรุษลูกเสือไทย!”
ฉากที่ 5: สดุดีวีรชน (จบการแสดง)
(ประธานวางพวงมาลาหน้าอนุสาวรีย์ แล้วทำวันทยหัตถ์ นักแสดงทุกคนยืนล้อมรอบทำความเคารพ)
ผู้กำกับลูกเสือ: “ลูกเสือทุกคน… ร้องเพลงเราสู้!”
(ลูกเสือทุกคนทั้งลานแสดงร่วมกันร้องเพลง “เราสู้” อย่างฮึกเหิม)
“บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ… ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า… เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรา รักษาสืบไป……!”
(ไฟดับลง – จบการแสดง)
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคืนรอบกองไฟ:
- ช่วงบุญยิ่งล้ม: ใช้แป้งฝุ่นตบลงที่พื้นให้ดูเหมือนดินฟุ้งกระจาย
- ผ้าคลุม: ใช้ผ้าลื่นๆ เวลาประธานดึงจะหลุดออกมาดูพลิ้วสวยงาม
- ถ้ามีกองไฟอยู่ตรงกลาง ให้บุญยิ่งยืนฝั่งที่แสงไฟส่องถึงหน้าพอดี จะดูขลังมาก
อาทร จันทวิมล


