ใน พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย ในทวีปแอฟริกา มีชนเผ่าพื้นเมืองราว 3,000 ชนเผ่า อยู่กันอย่างอิสระ เช่น ซูลู มาไซ อาชันติ โยรูบา เบอรเบอร์ หนึ่งในชนเผ่าที่เข้มแข็งคือชนเผ่าอาชันติ (Ashanti) ซึ่งอยู่ทางชายทะเลฝั่งตะวันตก บริเวณที่เป็นประเทศกาน่าในปัจจุบัน มีเมืองหลวงชื่อ คูมาซี มีชื่อเสียงด้านแร่ทองคำ และผ้าทอ ชาวอาชันติเป็นนักรบที่ดุร้ายและมีพิธีกรรมอันน่าเกรงขาม พระเจ้าเปรมเปร่ห์ ที่เป็นกษัตริย์กล้าหาญและสุภาพ แต่เหี้ยมโหด ถ้าโกรธ จะหัวเสีย และทำตามอำเภอใจ ผู้ที่ทำให้พระองค์ทรงโกรธ โดยปกติจะหัวขาด
ทหารอังกฤษได้ทำสงครามสู้รบกับชนเผ่าอาชันติยืดเยื้อเกือบ 100 ปี (ช่วงค.ศ. 1824-1900) เพื่อยึดเป็นเมืองขึ้น และ ชิงอำนาจเหนือ ชายฝั่งทองคำ (Gold Coast) ที่มีแร่ทองคำมูลค่ามหาศาล และเพื่อปกป้องชนเผ่าที่เป็นพันธมิตรกับอังกฤษ มิให้อาชันติรุกราน ทหารอังกฤษได้เข้ายึด เก้าอี้ทองคำศักดิ์สิทธิของกษัตริย์อาชันติ (the Golden Stool) ที่ชาวอาชันติถือว่าเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงที่สุด
อังกฤษเกรงว่า ฝรั่งเศส หรือ เยอรมนี อาจเข้ามายึดครองดินแดนอาชันติ จึงส่งกองทหารอังกฤษ ที่มีอาวุธทันสมัยเช่นปืนกล ปืนใหญ่ นำโดย เบเดน โพเอลล์เข้าไปบีบให้ยอมจำนน และเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามเป็นทองคำมูลค่ามหาศาล
ผลสุดท้าย อาณาจักรอาชันติพ่ายแพ้ เพราะมีแต่อาวุธโบราณ จึงถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิอังกฤษ กษัตริย์ เปรมเปร่ห์ ทรงตัดสินใจ “ไม่สู้รบ” เพื่อรักษาชีวิตประชาชนและเมืองหลวงเอาไว้ พระองค์ยอมจำนนอย่างสงบสง่างาม ถูกทหารอังกฤษจับกุม แล้วเนรเทศไปที่หมู่เกาะ เซเชลล์ในมหาสมุทรอินเดียนานถึง 24 ปี
เมื่อกษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกทหารอังกฤษจับตัว พระองค์ทรงรู้ตัวว่าถ้าไม่ระวังคำพูดอาจต้องเสียใจภายหลัง จึงนำผลไม้เปลือกแข็งเช่นลูกนัทบราซิลมาอมไว้ ถ้าอยากจะกล่าวคำทีไม่สมควร จะต้องเอาลูกนัทออกจากปากเสียก่อน
ต่อมา เมื่อบี.พี. พบกับกษัตริย์เปรมเปร่ห์ บี.พี. ได้ยื่นมือขวาออกไปเพื่อทักทายตามธรรมเนียมอังกฤษ แต่กษัตริย์เปรมเปร่ห์กลับยื่น “มือซ้าย” ให้
บี.พี. สงสัยจึงถามเหตุผล กษัตริย์เปรมเปร่ห์ทรงตอบว่า “ในดินแดนของข้าพเจ้า นักรบที่กล้าหาญที่สุดจะจับมือกันด้วยมือซ้าย เพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องวางโล่ที่ถืออยู่ทางซ้ายลง เพื่อแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่สุดต่อมิตรภาพ”
บี.พี. ประทับใจในแนวคิดนี้มาก จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์การทักทายของลูกเสือทั่วโลก เพื่อสื่อถึงความเชื่อใจและความเป็นพี่น้องกัน
ชาวอาซันติได้ตั้งฉายาให้ บี.พี. ว่า “อิมปีซ่า” (Impeesa) แปลว่า “หมาป่าผู้ไม่เคยหลับนอน” (The wolf that never sleeps) เนื่องจากบี.พี. มีวิธีสอดแนมที่ยอดเยี่ยม มักจะออกลาดตระเวณตอนกลางคืนด้วยความเงียบเชียบ ไม่รบกวนผู้อื่น
ระหว่างที่ถูกทหารอังกฤษจับตัว กษัตริย์เปรมเปร่ห์เตรียมจะหลบหนีเข้าป่าตอนกลางคืน แต่บีพีได้เตรียมนำทหารอังกฤษไปซุ่มรอไว้ล่วงหน้า ทหารของเปรมเปร่ห์คนหนึ่งนำปืนรุ่นเก่ามาจี้ตัวบีพี เข้ากอดรัดต่อสู้กันจนปืนหลุดมือ แล้วทหารบีพีได้เข้ามาคว้าข้อมือที่กำมีดของทหารอชันติไว้ได้ แสดงว่านอกจากมีปืนแล้วทหารอาชันติยังมีมีดซ่อนไว้ในตัวอีกด้วย
เรื่องราวไม่ได้จบลงที่การแพ้ชนะ แต่จบลงด้วยมิตรภาพที่น่าประทับใจ กษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกเนรเทศไปที่เกาะเซเชลส์นานถึง 28 ปี เมื่อพระองค์ทรงได้รับอนุญาตให้กลับมาครองนครคูมาซีอีกครั้งในปี ค.ศ. 1924 บี.พี. และกษัตริย์เปรมเปร่ห์ได้ติดต่อกันอีกครั้ง กษัตริย์เปรมเปร่ห์เป็นตัวอย่างของผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากตามกฎลูกเสือข้อ 8 แม้จะพ่ายแพ้ต่อทหารอังกฤษแล้วถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะถึง 28 ปี ก็อดทนไม่ย่อท้อ จนได้กลับมายังอชันติได้อีก
พระเจ้าเปรมเปร่ห์ทรงศรัทธาในกิจการลูกเสือมาก จนพระองค์ทรงเป็น ประธานสภาลูกเสือแห่งอาซันติ และส่งเสริมให้เยาวชนในเผ่าของพระองค์เป็นลูกเสือ โดยยึดมั่นในความสุภาพและการรับใช้ผู้อื่น บีพี มักหยิบยกเรื่องราวของกษัตริย์เปรมเปร่ห์มาเล่าเสมอ เพื่อสอนว่า:
- ความสุภาพไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ: กษัตริย์เปรมเปร่ห์ยอมแพ้อย่างสุภาพเพื่อส่วนรวม
- การให้เกียรติคือหัวใจของสุภาพบุรุษ: แม้เป็นศัตรู บี.พี. ก็ชื่นชมและให้เกียรติ จนได้รับความไว้วางใจ (การจับมือซ้าย) กลับมา
เรียบเรียงจากหนังสือ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ Rovering to Success ของ เบเดน โพเอลล์ ตอน คนเอาแต่ได้ และคนดีแต่ปาก แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล และ อาทร จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2520
บทการแสดงรอบกองไฟ: กษัตริย์เปรมเปร่ห์แห่งอาชันติ
ตัวละคร
- กษัตริย์เปรมเปร่ห์: ผู้นำที่น่าเกรงขาม สง่างาม แต่มีอารมณ์ร้อน (อมถั่วบราซิล/หมากในปาก)
- บี.พี. (ลอร์ด เบเดน โพเอลล์): ทหารอังกฤษผู้เก่งฉกาจ สุภาพ และช่างสังเกต
- ทหารอาชันติ: นักรบที่ดุร้าย ถือหอก (2-3 คน)
- ทหารอังกฤษ: ถือปืนจำลอง (2-3 คน)
- ผู้บรรยาย
ฉากที่ 1: ดินแดนทองคำและความขัดแย้ง
(เสียงกลองแอฟริกาเร้าอารมณ์ ทหารอาชันติเต้นระบำรอบกองไฟ แสดงความแข็งแกร่ง)
ผู้บรรยาย: ปี พ.ศ. 2439 ( ค.ศ. 1896 สมัยรัชกาลที่ 5) ณ ดินแดนอาชันติ ที่เป็นประเทศกาน่าในแอฟริกาปัจจุบัน กษัตริย์เปรมเปร่ห์ผู้ครองเก้าอี้ทองคำ ทรงเป็นนักรบที่เหี้ยมโหด ใครทำให้กริ้วเป็นต้องหัวขาด! แต่อังกฤษต้องการครอบครองชายฝั่งแอฟริกาที่มีทองคำมาก จึงส่งกองทัพที่นำโดย “บี.พี.” เข้ามาบีบให้ยอมจำนน
กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ตะโกนด้วยความโกรธ) พวกคนผิวขาวจะมาชิงทองคำและเก้าอี้ศักดิ์สิทธิ์ของข้าหรือ! ข้าจะประหารพวกมันให้หมด! (กษัตริย์ทำท่าจะสั่งฆ่า แต่หยุดชะงัก หยิบลูกนัทขึ้นมาอมไว้ในปาก แล้วสงบสติอารมณ์)
กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (พูดเสียงอู้อี้) ไม่ได้… ข้าต้องไม่พูดคำที่ไม่สมควร ข้าจะยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิตประชาชนของข้า เพราะเรามีแต่อาวุธพวกหอกกับโล่โบราณ สู้กับปืนของพวกฝรั่งไม่ได้ !
ฉากที่ 2: อิมปีซ่า หมาป่าผู้ไม่เคยหลับนอน
(ฉากยามค่ำคืน บี.พี. เดินย่องสอดแนมอย่างเงียบเชียบ)
ผู้บรรยาย: บี.พี. นายทหารอังกฤษผู้ได้ฉายาจากคนพื้นเมืองแอฟริกาว่าหมาป่า “อิมปีซ่า” เพราะเขามักเดินตรวจลาดตระเวนอย่างสุภาพและเงียบเชียบ
คืนหนึ่ง กษัตริย์เปรมเปร่ห์พยายามจะหนีเข้าป่า แต่บี.พี. คาดการณ์ไว้แล้ว!
(ทหารอาชันติกระโจนเข้าใส่บี.พี. ใช้ปืนจี้และกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน บี.พี. ปัดปืนหลุดมือ ทหารอังกฤษกรูเข้ามาจับกุมทหารอาชันติได้ แต่ พบว่าในตัวมีมีดซ่อนอยู่อีกเล่ม!)
บี.พี.: (พูดอย่างสุภาพแต่หนักแน่น) ท่านกษัตริย์… ความพยายามของท่านจบลงแล้ว แต่เราขอให้เกียรติในความกล้าหาญของท่าน
ฉากที่ 3: มิตรภาพแห่งมือซ้าย
(บี.พี. เดินเข้าไปหาเปรมเปร่ห์ที่กำลังจะถูกเนรเทศ บี.พี. ยื่นมือขวาออกไป)
บี.พี.: ข้าพเจ้าขอแสดงความนับถือในฐานะนักรบ
กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ไม่รับมือขวา แต่ยื่น “มือซ้าย” ให้แทน) ในเผ่าอาชันติ นักรบที่กล้าที่สุดจะจับมือกันด้วยมือซ้าย เพราะเราต้องวาง “หอกและโล่” ลง เพื่อแสดงว่าเรา “ไว้ใจ” มิตรผู้อยู่ตรงหน้าอย่างที่สุด! (ทั้งคู่จับมือซ้ายกันอย่างสง่างาม)
ฉากที่ 4: 28 ปีแห่งความไม่ย่อท้อ
(ผู้บรรยายอ่านสรุป ขณะที่ตัวละครจัดแถว)
ผู้บรรยาย: กษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกเนรเทศไปเกาะเซเชลส์ถึง 28 ปี! ท่านไม่เคยท้อแท้ ยิ้มรับโชคชะตาจนได้กลับมาครองเมืองอีกครั้ง และความประทับใจในตัว บี.พี. ทำให้ท่านกลายเป็น “ประธานสภาลูกเสือแห่งอาซันติ” ในเวลาต่อมา
กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ถอดชุดกษัตริย์ออก สวมผ้าผูกคอลูกเสือแทน) ลูกเสือเอ๋ย… จงจำไว้ ความสุภาพไม่ใช่ความอ่อนแอ และจงยิ้มสู้กับทุกอุปสรรคเหมือนที่ข้าเคยทำ!
บทสรุปตอนท้าย (ลูกเสือทุกคนยืนขึ้น)
ผู้นำแสดง: กฎลูกเสือข้อ 8 ว่าอย่างไร! ทุกคน: “ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก !”
ผู้นำแสดง: เหมือนกษัตริย์เปรมเปร่ห์!
ทุกคนร้องเพลง “เราเผ่าไทย…” ทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ ซึ่งเป็นเพลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุกว่า 400 ปี https://www.youtube.com/watch?v=C7dWjiYCYZo
“เราเผ่าไทย ต่างคนจากแดนไกล ต่างมารวมใจ สามัคคีทุกหมู่เหล่า
พวกเราพร้อมพรั่ง งามถิ่นเรา ถิ่นไทย ในแดนทอง แหล่งดีคนปอง ไทยเข้าครองต้องรวมกัน ผูกพันรักเผ่า
โบราณนานมาชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี
ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง ตื่นเถิดไทย จงร่วมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่าย ศัตรูร้ายมุ่ง
โบราณนานมา ชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี”
หมายเหตุสำหรับการแสดง:
- อุปกรณ์: ลูกนัทจำลอง (หรือหินก้อนเล็กสะอาด), ปืนไม้, เก้าอี้ทองคำ (กล่องกระดาษพ่นสีทอง)
- เทคนิค: การจับมือซ้ายต้องทำช้าๆ ให้คนดูเห็นชัดเจนว่าเป็นจุดกำเนิดการทักทายของลูกเสือ
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
These documents created by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

