ศึกษาธิการ – นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ว่า

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังให้เพิ่มคำว่า “หากนักเรียนมีความจำเป็นต้องไว้ทรงผมแตกต่างจากที่กำหนดเนื่องจากความจำเป็นทาง ศาสนา ประเพณีหรือความจำเป็นอื่นใดก็ให้อยู่ในอำนาจของสถานศึกษานั้นเป็นผู้พิจารณา” และให้ตัดคำว่า “ โรงเรียนอาจกำหนดแบบทรงผมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ โดยให้รับฟังความคิดเห็นและทำประชาพิจารณ์ร่วมกับนักเรียนให้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาก่อน” ออกไป ซึ่งหมายความว่า กฎกระทรวงฉบับนี้จะเปิดกว้างให้อิสระกับนักเรียน ขณะที่โรงเรียนไม่มีสิทธิไปกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ เดิมกฎกระทรวงกำหนดว่าเด็กผู้หญิงไว้ผมยาวได้แต่ต้องรวบให้เรียบร้อย แต่บางโรงเรียนกำหนดเพิ่มเติมว่าการรวบให้เรียบร้อย อาจจะหมายถึงการถึงผมเปียอย่างเดียว หรือบางโรงเรียนอาจจะกำหนดว่า ไม่ให้ผมยาวเลยตีนผมไปเกินกว่า 8 นิ้ว เป็นต้น
ดังนั้น หากตัดถ้อยคำนี้ออก เท่ากับว่าโรงเรียนจะไม่สามารถกำหนดอะไรเพิ่มเติมได้อีกเลย เพราะในร่างกฎกระทรวงไม่ได้ให้อำนาจไว้ ซึ่งการแก้ร่างกฎกระทรวงฯ ครั้งนี้ รมว.ศธ.เป็นผู้ขีดฆ่าถ้อยคำ และพิจารณาข้อกฎหมายด้วยตนเอง จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะเดียวกันในขณะนี้เปิดเทอมไปแล้ว โดยได้รับแจ้งว่ามีบางโรงเรียนในต่างจังหวัดไล่ให้นักเรียนไปตัดผมใหม่เกือบ 300 คน ดังนั้น รมว.ศธ.จึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารโรงเรียนว่าเวลานี้ขอให้ยึดถือกฎกระทรวงฯ พ.ศ.2518 เป็นหลัก เพราะกฎกระทรวงดังกล่าวให้เด็กไว้ผมรองทรงได้ หรือไว้ผมยาวได้ตามที่กำหนด ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่ไม่ต่างกับร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ เพียงแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมบ้าง
ทั้งนี้ คาดว่าร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับใหม่นี้ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 จากนั้นเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะถือว่ามีผลบังคับใช้ ซึ่ง ศธ.จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2556 นี้
สำหรับความเป็นมาในเรื่องทรงผมนักเรียนนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนต่อ ศธ. และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้มีมติให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ ครม. โดย ศธ.ให้ยกเลิกกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องแบบทรงผมของนักเรียนที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่ง ศธ.ยังมิได้ดำเนินการออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง ในเรื่องแบบทรงผมนักเรียนตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่อย่างใด ทำให้กฎกระทรวงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ไม่เป็นปัจจุบัน และมีสาระสำคัญบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ได้กำหนดไว้ 3 หมวด คือ หมวด 1 ความประพฤติ หมวด 2 การแต่งกาย และหมวด 3 ทรงผมนักเรียน

หมวดที่ 2 การแต่งกาย นักเรียนและนักศึกษาต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพการเป็นนักเรียนและนักศึกษา นักเรียนต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบนักเรียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบนักศึกษาตามข้อบังหรือระเบียบของสถานศึกษานั้น นักเรียนและนักศึกษาไม่ใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อเสริมสวย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็น ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาพิจารณาเป็นกรณีไป
หมวด 3 แบบทรงผม นักเรียนต้องไว้ทรงผมแบบสุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับกาลเทศะ ดังนี้ (1) นักเรียนชายให้ไว้ผมด้านข้างและด้านหลังยาวไม่เลยตีนผมหรือผมรองทรงก็ได้ (2) นักเรียนหญิงให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อย ห้ามนักเรียนดัดผม ทำสีผม ไว้หนวดเครา หรือทำการอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน
ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ใช้บังคับกับนักเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและนักศึกษา โดยให้ไว้ทรงผมแบบสุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับกาลเทศะตามข้อบังคับหรือระเบียบของสถานศึกษานั้น
หากนักเรียนมีความจำเป็นต้องไว้ทรงผมแตกต่างจากที่กำหนดไว้ เนื่องจากความจำเป็นทางศาสนา ประเพณีหรือความจำเป็นอื่นใด ก็ให้อยู่ในอำนาจของสถานศึกษานั้นเป็นผู้พิจารณา
สรุป/รายงาน
15/5/2556
