ข่าวปฏิบัติการ 3 ชาติ ทุบฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชายแดน (KK Park / ชเวก๊กโก)

ข่าวปฏิบัติการ 3 ชาติ ทุบฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชายแดน (KK Park / ชเวก๊กโก)

หลายคนคงคุ้นเคยกับประสบการณ์น่ารำคาญใจจากการรับโทรศัพท์หรือข้อความจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พยายามหลอกลวงเราไม่เว้นแต่ละวัน ปัญหาที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ตัวและแก้ไขได้ยากนี้ ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนรากฐาน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอาชญากรรมข้ามชาติคือปฏิบัติการร่วมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง 3 ประเทศ ไทย จีน และเมียนมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายใหม่ของการปราบปรามที่ทุกคนต้องจับตามอง

จุดเปลี่ยนของการปราบปรามอาชญากรรมไร้พรมแดน

เป็นเวลาหลายปีที่พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้กลายเป็น “เซฟโซน” และฐานที่มั่นสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “ทุนจีนเทา” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการร่วมไตรภาคีครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างไทย จีน และเมียนมาร์นี้ ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภูมิทัศน์ความมั่นคงในภูมิภาคกำลังจะเปลี่ยนไป ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการทลายฐานที่มั่นทางกายภาพ แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการขจัดภัยคุกคามร่วมกัน

บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงนัยสำคัญของปฏิบัติการดังกล่าว วิเคราะห์ผลของความร่วมมือเชิงนโยบายที่ทั้งสามชาติได้ตกลงร่วมกัน และคาดการณ์ทิศทางความร่วมมือในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจมิติที่ซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงอนาคตของการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การวิเคราะห์ปฏิบัติการ “ทุบฐานคอลเซ็นเตอร์”

ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จทางยุทธวิธีที่สำคัญ โดยมุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรม 2 แห่ง คือ KK Park และ ชเวก๊กโก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งซ่องสุมและฐานปฏิบัติการหลักของแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ การบุกทลายเป้าหมายหลักทั้งสองแห่งนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง
ผลลัพธ์สำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

    • การทำลายฐานที่มั่น : การที่เจ้าหน้าที่เข้าทำลายอาคารสถานที่เป้าหมายจนราบคาบเหลือเพียงซากปรักหักพังนั้น เป็นการส่งสารที่ชัดเจน นี่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึง “อำนาจรัฐ” (performance of state power) ในพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นเขตนอกกฎหมาย การกระทำที่เปิดเผยและรุนแรงเช่นนี้แตกต่างจากการปฏิบัติการข่าวกรองลับ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ของเซฟโซน และทำลายขวัญกำลังใจของเครือข่ายอาชญากรรมทั้งหมด
    • การจับกุมและผลักดัน : ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรและบรรดาลูกจ้างสแกมเมอร์จำนวนมากต้องหลบหนีออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน เปิดโอกาสให้ทางการเมียนมาร์สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวจีนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่เมืองเมียววดี เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่ประเทศจีน

ความสำเร็จของปฏิบัติการภาคสนามครั้งนี้ จึงไม่ได้จบลงที่การทลายอาคาร แต่เป็นการปูทางไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายที่ทั้งสามชาติได้วางรากฐานร่วมกัน

ความร่วมมือไตรภาคี 4 เสาหลักสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากปฏิบัติการภาคสนามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนแล้ว หัวใจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาวอยู่ที่การวางกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายที่แข็งแกร่ง ที่ประชุมไตรภาคีได้บรรลุข้อตกลงใน 4 มาตรการหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดความยั่งยืน มาตรการทั้ง 4 ประการนี้ไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบนิเวศที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อปิดช่องโหว่ทั้งหมดของเครือข่ายอาชญากรรม

    1. การรวมศูนย์ข่าวกรองผ่าน ACSC เพื่อการขยายผลอย่างเป็นระบบ
      การกำหนดให้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของไทยเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านข่าวกรองอย่างมีนัยสำคัญ กลไกนี้จะช่วยให้ทั้งสามประเทศสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่าย เส้นทางการเงิน และรูปแบบการก่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และขยายผลการจับกุมไปยังผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง
    2. จัดตั้งคณะทำงานร่วม
      การจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่มีอำนาจในการขยายผลเครือข่ายภายใน 24 ชั่วโมง เป็นมาตรการที่ตอบสนองต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วในการประสานงานจะช่วยลดโอกาสที่กลุ่มอาชญากรจะโยกย้ายฐานที่มั่น ทำลายหลักฐาน หรือถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ซึ่งจะนำไปสู่การทลายเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    3. การตัดวงจรปัจจัยพื้นฐานโจมตีจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์
      มาตรการนี้โจมตีจุดเปราะบางที่สุดขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ต่างจากอาชญากรรมรูปแบบดั้งเดิม คือการพึ่งพิงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัล การตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ตจึงเป็นการทำลายขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยตรง ความเปราะบางนี้เองที่ทำให้การตัดปัจจัยพื้นฐานกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่การควบคุมโครงสร้างพื้นฐานทำได้ง่ายกว่า
    4. การอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ต้องหา
      การเร่งรัดกระบวนการส่งตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติกลับไปยังประเทศต้นทางเพื่อดำเนินคดี เป็นการปิดช่องว่างทางกฎหมายและลดภาระของประเทศที่จับกุม การส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รวดเร็วไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการยืนยันว่าอาชญากรจะไม่สามารถใช้พรมแดนเป็นเกราะกำบังเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้

โดยสรุปแล้ว กลไกทั้งสี่ทำงานเสริมกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ข่าวกรองที่รวบรวมผ่าน ACSC จะไร้ความหมายหากไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างทันท่วงทีโดยคณะทำงานร่วมที่ตอบสนองภายใน 24 ชั่วโมง การตอบสนองที่รวดเร็วนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อสามารถชิงลงมือก่อนการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐานเพื่อป้องกันการทำลายข้อมูล และปิดท้ายด้วยการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ต้องหาเพื่อรับประกันผลลัพธ์ทางกฎหมายที่ชัดเจน

ทิศทางอนาคตจากปฏิบัติการสู่ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระยะยาว

ความร่วมมือไตรภาคีนี้เป็นต้นแบบของความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่สามารถต่อยอดและพัฒนาไปสู่การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ ได้ในอนาคต
แนวโน้มและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือที่น่าจับตามอง มีดังนี้

    1. การขยายขอบเขตความร่วมมือ : ความสำเร็จของโมเดลไตรภาคีในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่นๆ ที่เป็นปัญหาร่วมกันในภูมิภาค เช่น การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
    2. การยกระดับ : คณะทำงานร่วมที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ อาจถูกพัฒนาไปสู่โครงสร้างความร่วมมือที่เป็นทางการและถาวรมากขึ้น เช่น การจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมชายแดน หรือการทำข้อตกลงระหว่างประเทศที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
    3. ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น : ความยั่งยืนของความร่วมมือนี้อาจเผชิญกับความท้าทาย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในแต่ละประเทศ หรือการปรับตัวของเครือข่ายอาชญากรรมไปสู่พื้นที่หรือรูปแบบใหม่ ดังนั้น การรักษาเจตจำนงที่เข้มแข็ง การปรับปรุงกลไกความร่วมมือให้ทันสมัยอยู่เสมอ และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การมองไปข้างหน้าและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากความสำเร็จเชิงปฏิบัติการไปสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

บทสรุป

ปฏิบัติการร่วมไทย-จีน-เมียนมาร์ในการทลายฐานที่มั่นอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ทั้งการปฏิบัติการภาคสนามที่เฉียบขาด และการวางกรอบความร่วมมือเชิงนโยบาย 4 เสาหลัก แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำหลักการสากลที่ว่า “อาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน” การประสานงานอย่างใกล้ชิดคือคำตอบเดียวที่จะเอาชนะเครือข่ายอาชญากรที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างระหว่างพรมแดนได้

เจตจำนงร่วมที่แสดงออกผ่านปฏิบัติการครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่สำหรับภูมิภาค เพื่อปิดฉากยุคแห่งการใช้พรมแดนเป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติอย่างถาวร