กรรณิการ์ เยหลุง สาวอาข่าอาสาลบปมเด็กดอย "เดะดอย เดะดอย พูม่ายชัด"

เสียงล้อสำเนียงการพูดของชาวเขา ที่ไม่ว่าจะพูดทีไรก็เรียกเสียงหัวเราะหรือรอยยิ้มเสมอ

          แต่…เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง “ขำ” ของเด็กชาวเขาเลยสักนิด เพราะทุกครั้งที่ถูกล้อ พวกเขารู้สึกอับอายและรู้แปลกแยก

          เพราะ “ปม” นี้ทำให้ “ออย” นางสาวกรรณิการ์ เยหลุง หญิงสาวชาวเขาชนเผ่าอาข่า ใช้เป็นแรงผลักดันให้เธอมุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสามารถคว้าปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชสำเร็จ

          ความมุมานะของกรรณิการ์ ไม่เพียงแต่เพื่อตัวเธอเองเท่านั้น แต่อาข่าสาวคนนี้ยังมุ่งหวังให้ “ชาวเขารุ่นใหม่” ได้รับการศึกษาทัดเทียมกับเด็กทั่วไป ด้วยการตั้งโครงการบ้านผาลาย สอนหนังสือให้กับเด็กเล็กวัย 3-6 ปี เพื่อเป็นการปูพื้นฐานด้านภาษาไทย

          จุดเริ่มต้นกรรณิการ์เล่าว่า ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 2547 มีโอกาสไปเป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาไทยให้กับเด็กพม่าที่จังหวัดระนอง ตามคำชวนของครูมัธยมเป็นเวลากว่า 3 ปี ซึ่งขณะนั้นกรรณิการ์ยอมรับว่า ไม่ได้คิดถึงการพัฒนาเด็กชาวเขาที่บ้านเกิด หมู่บ้านผาลาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ของเธอเลย แค่ต้องการ “ค่าเทอม” เท่านั้น

          ระยะเวลา 3 ปี ภาพเด็กพม่ามิได้เป็นตัวจุดประกาย แต่ความที่เด็กพม่าพูดไม่ชัด แล้วมีเด็กไทยล้อเลียน กลับเป็นเหมือน “หนังฉายซ้ำ”

          “สิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กชาวเขาไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะพ่อแม่ไม่ยอมปล่อยให้ลูกไปเรียน เพราะโรงเรียนอยู่ไกล กว่าจะปล่อยลูกต้องอายุ 8-9 ปี เพื่อให้เข้า ป.1 ที่โรงเรียนประจำ ซึ่งก่อนหน้านั้นเด็กก็ไม่ได้เรียนอะไรเลย ไม่ได้ปูพื้นฐานเรื่องภาษาไทยใดๆ ทั้งสิ้น เที่ยววิ่งเล่นในสวนในไร่ ทำให้ตามเพื่อนไม่ทัน และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะถูกล้อเลียน ถูกกดดันจากเพื่อนๆ แต่เขาไม่สามารถบอกกับพ่อแม่ได้”

          เมื่อกรรณิการ์เรียนจบ จึงกลับมาอยู่บ้าน และเริ่มเขียนโครงการ สำรวจความคิดเห็นจากชาวบ้าน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 นำเรื่องเข้าที่ประชุมหมู่บ้าน จนในที่สุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โครงการก็เริ่มต้นเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว มีเด็กชาวเขาที่มาเข้าเรียนกับ “ครูออย” 20 คน

          “วิชาที่เรียนส่วนใหญ่จะเน้นเรียนภาษาไทย เรียนพยัญชนะไทย เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้กับเด็กชาวเขาเพื่อให้เขารู้จักภาษาไทยที่เขาจำเป็นต้องใช้ในอนาคต นอกจากนี้จะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อ ความกล้าแสดงออก โดยจะเริ่มเข้าแถวเคารพธงชาติเวลา 08.45 น. ชั่วโมงแรกเรียนภาษาไทย จากนั้นก็เปิดซีดีเพลง กขค. เอบีซี พักเที่ยง ให้เด็กนอนตอนบ่าย ก็เล่นตัวต่อ ของเล่น เสริมพัฒนาการ และเป็นการฝึกเข้าสังคม”

          ความคาดหวังของ “ครูออย” นั้น เธอบอกว่า เธอฝันไกลถึงขนาดที่มีองค์กรของรัฐเข้ามาจัดตั้งเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้านผาลายของเธอ แต่ “หวังใกล้” คือ ขอให้เด็กชาวเขามีพื้นฐานความรู้ติดตัวเพื่อไม่เป็น “ตัวประหลาด” เมื่อต้องเข้าโรงเรียน

          “ยุคนี้ยุคใหม่แล้ว มันไม่น่าจะมีการล้อเลียนแบบนี้ ถ้าเป็นรุ่นออยที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ เด็กบางคนเก็บกดถึงขั้นไม่อยากเรียนหนังสือ พอเรียนจบก็กลับมาอยู่บ้าน ติดยา สูบบุหรี่ ออยอยากให้ทุกคนยอมรับว่า ชาวเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ซึ่งหากเด็กๆ ได้รับการปูพื้นฐานเรื่องภาษาไทยเล็กน้อยก็ยังดี เขาก็จะไม่ถูกล้อเรื่องการพูด ซึ่งนั่นก็ทำให้ชาวเขาสามารถอยู่ร่วมกับเด็กบนพื้นราบได้ ที่สำคัญเราอยู่ในเมืองไทย เราก็ต้องใช้ภาษาไทย”

          นอกจากปัญหา “การยอมรับจากสังคม” แล้ว อีกหนึ่งจุดประสงค์ของกรรณิการ์คือเพื่อให้ “ชาวเขา” ได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาด้วยเพราะการศึกษาจะช่วยให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม

          ทุกวันนี้ที่ “โรงเรียนเพิง” ครูออยบอกว่า ยังขาดสื่อการสอนที่เหมาะสมกับเด็กวัย 3-6 ปี ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลง หรือนิทาน การ์ตูน ของเล่นที่เด็กเล่นก็เป็นของชาวบ้าน ครั้นจะให้เธอ “ควักกระเป๋า” ก็ไม่น่าจะพอ เพราะเธอนำเงินจากการเก็บหอมรอมริบไปสร้าง “ห้องเรียนเพิง” แล้ว ส่วนค่าเรียนเดือนละ 150 บาทของพ่อแม่เด็ก ซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้างนั้น ก็กันไว้สำหรับค่าน้ำค่าไฟ และกิจกรรมต่างๆ เช่นวันเกิดของเด็ก เป็นต้น

          เพียงแค่ 1 เดือน กรรณิการ์บอกตรงๆ ว่ายังไม่ถึงจุดที่เธอเป็นสุข เพราะอะไรๆ ไม่ลงตัว แต่เธอไม่ท้อ เพราะหากเธอไม่เสียสละเป็นผู้เริ่มต้น ไม่เป็นตัวอย่างให้กับชาวเขารุ่นใหม่ที่หันกลับมาพัฒนาหมู่บ้านตัวเอง ชาวเขาก็คงไม่ได้รับการยอมรับต่อไปเรื่อยๆ

          หน้า 25–จบ–

          ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon