โรดแม็พปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 ’ไปรอดหรือจอดป้าย’ (ตอนที่ 1)

โรดแม็พปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 ‘ไปรอดหรือจอดป้าย’ (ตอนที่ 1)

          นายกิตติ ทวยภา/ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1
          ตามที่คสช. ใช้ มาตรา44 ในการปฏิรูปการศึกษาและประกาศคำสั่งที่ 10/2559, 11/2559 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยโฟกัสการเปลี่ยนแปลงไปที่การบริหารงานบุคคลในระดับภูมิภาค
          ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการงานบุคคลในส่วนของภูมิภาค ใน ศธ. หลังจากการประกาศคำสั่ง พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้เต็มที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปตามนโยบายอย่างเข้มแข็ง รวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตหลายประการจากผู้ที่เห็นด้วย และผู้ที่มีความเห็นต่างว่า การดำเนินงานครั้งนี้ มีบางอย่างเป็นปัญหาอุปสรรคในการทำงาน เพราะกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจะมีผลอิมแพ็คกับกลุ่มบุคคลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงเป็นเหตุให้การขับเคลื่อนสะดุดเป็นระยะ ทำให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ และมีกลุ่มนักวิชาการด้านการศึกษามองว่า การปฏิรูปยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่จะเป็น เช่น การบริหารงานบุคคล ในการแต่งตั้ง กศจ. และ อกศจ. ยังอยู่ในรูปแบบเดิมๆ กฎ ระเบียบ แนวทางการดำเนินงานไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มผู้บริหาร ข้าราชการครู นักเรียนและ ผู้ปกครองที่เป็นกลุ่ม Stake holder (ผู้มีส่วนได้เสีย) ทั้งที่เห็นด้วยและเห็นแย้ง เกิดความไม่มั่นใจ ลังเลใจว่าจุดหมายปลายทางจะประสบผลสำเร็จ
          ในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ แม้แต่ตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเองซึ่งเป็นประธานกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด (ผอ.สพป.เขต 1 ทุกเขต) ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการและมีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ข้าราชการครูในท้องถิ่น จำนวน 2 คน ผู้แทนภาคประชาชาชนในท้องถิ่น จำนวน 2 คน และมีหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยงานอื่นๆ อีก จำนวน 13 คน รวม 22 คน และคณะ อกศจ.อีกทั้ง 3 คณะคือ 1.) อกศจ.ที่รับผิดชอบงานทางด้านวินัย 2.) อกศจ.ที่รับผิดชอบงานทางด้านวิทยฐานะหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ 3.) อกศจ.ที่รับผิดชอบงานทางด้านเกี่ยวกับการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นการชั่วคราวในครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในการบริหารงานบุคคล ในส่วนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าส่วนราชการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากวงการศึกษา พ่อค้า คหบดี เป็นต้น จึงเป็นสาเหตุของความไม่มั่นใจว่าผู้นำจะนำพาองค์กร ไปสู่อนาคตที่ดีมีความหวังได้หรือไม่
          เหตุผลอีกหลายประการที่สำคัญคือ การดำเนินงานบางอย่างล่าช้า เช่น 1) การบริหารการศึกษา ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะทำงาน มีความคาดหวังว่าจะช่วยให้เกิดการประสานงานและบูรณาการการศึกษาในทุกแท่งภายในจังหวัด ตลอดจนช่วยกำกับ ดูแลการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ และเสนอแนะปัญหาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะนี้การทำงานยังไม่ลงตัวคณะกรรมการ กศจ.บางส่วนยังมีความเห็นต่าง 2) การบริหารงานบุคคล ซึ่งจะดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเดิม คือเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง เรื่องวินัย และเรื่องความดีความชอบ ยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งทุกอย่างมีกฎกติกาอยู่แล้ว ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายในเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่ดำเนินการไม่ทันตามห้วงเวลา อาจทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเสียโอกาส เช่น การบรรจุครูที่ขึ้นบัญชีไว้ครบกำหนด 2 ปีเป็นต้น
          3) การประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา  และการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษาที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ ก่อนเปิดภาคเรียนไม่น้อยกว่า 1 ปี 4) คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน 5) การย้ายครู ที่ได้ขอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบรายชื่อย้ายที่เป็นมติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองชุดเดิม (อกคศ.) ไปก่อน และให้นำเข้าสู่การพิจารณาของ กศจ. แต่การย้ายที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการ ตาม หนังสือ กคศ. ว.16 ที่กำหนดให้การย้ายครูผู้สอนที่มีความประสงค์ขอย้าย ต้องพิจารณาภายใน เมษายน 2559 ที่ผ่านมาแต่ไม่สามารถดำเนินได้ตามห้วงเวลาที่กำหนดการไว้ 6) การเรียกบรรจุจากบัญชีที่สอบขึ้นบัญชีไว้ ซึ่งจะต้องดำเนินการบรรจุครูในอัตราที่ว่างให้แล้วเสร็จภายในปลายเดือนเมษายน 2559
          7) การจัดสอบครูผู้ช่วย8) ประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวกับข้อมูลในประเด็นต่างๆ ที่ไม่เป็นความจริงในหลายเรื่อง ได้แก่ การเปลี่ยนตำแหน่งครูเป็นพนักงานราชการ, การโอนย้ายครูไปอยู่ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), ครูจะไม่มีเงินวิทยฐานะ, ครูไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะถูกยุบให้เหลือจังหวัดละเขต, การยกเลิกโครงการเงินราปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.) และโครงการราปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ส.) ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ยังไม่เคลียร์ ข้าราชการครูบางส่วนยังมีความกังวลใจ ถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะจัดประชุมครูทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ก็ตาม
          ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านเรื่องต่างๆ  ที่เป็นงานบริหารบุคคล ยังขับเคลื่อนได้ไม่มีความชัดเจน แต่มี งานที่เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้คือ “นโยบายลดเวลาเรียน  เพิ่มเวลารู้” และการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1  เป็นที่น่าชื่นชม ยินดีกับผลงานของ ศธ. และอีกนโยบายที่ได้รับการขานรับและสนองตอบจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยให้ความร่วมมือด้วยดีทั้งข้าราชการครู พี่น้องประชาชนทั่วไป นั่นคือค่านิยม 12 ประการ ของนายกรัฐมนตรี
          เป็นที่สังเกตว่าแท้จริงแล้ว การประกาศ คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 ในการปฏิรูปการศึกษา โดยนัยสำคัญมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาการบริหารงานบุคคลในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิด “ธรรมาภิบาล” ของบอร์ดต่างๆ แต่จะเห็นได้ว่าไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องดังกล่าว กลับเป็นงานด้านวิชาการ ที่มีความโดดเด่นกว่าการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานบุคคลในระดับภูมิภาค ถึงแม้ว่าในการบริหารงานบุคคล ศธ.มีความพยายามดึงบุคคลจากหลายภาคส่วนมาร่วมเป็นคณะกรรมการก็ตาม สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดเป็นรูปธรรมกลับไม่ใช่ อนุมานได้ว่า การปฏิรูปการศึกษาจะให้เกิดผลสำเร็จยั่งยืนแท้จริงแล้ว ต้องอยู่ที่ตัวครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน มากกว่าประเด็นปัญหาอื่นๆ เพราะฉะนั้น โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 กระทรวงศึกษาธิการ “จะไปรอดหรือจอดป้าย” คงจะต้องดูความต้องการของสังคม ประชาชน และแนวคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต่อไป

        

          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก