โรงเรียนลำปลายมาศ "ธุรกิจเพื่อสังคม"

 โรงเรียนลำปลายมาศ “ธุรกิจเพื่อสังคม”

          “บทบาทภาคธุรกิจเอกชนในการช่วยขจัดความยากจน” ซึ่งเป็นตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจครับ
          ข้อคิดที่ได้จากคุณมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่งไปบรรยายตามคำเชิญของกลุ่มบริษัททีมได้กระตุ้นให้การทำกิจกรรม CSR ของภาคธุรกิจควรมุ่งให้เกิดความยั่งยืนโดยเฉพาะในกรณีที่จะช่วยเหลือให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากความยากจน

          สิ่งที่บริษัทช่วยได้ไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่เป็นความคิดการให้ความรู้และทักษะทางธุรกิจ และสนับสนุนด้านการเงินโดยช่วยตั้งกองทุน ซึ่งเรียกชื่อโก้ๆ ว่า “ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน” ขณะเดียวกัน ธุรกิจก็ช่วยแนะนำการเขียนโครงการตั้งแต่การวางแผน ดำเนินการติดตาม และประเมินผล

          คุณมีชัย ย้ำว่า “จากประสบการณ์ 20 ปี บอกได้เลยว่า มี 5 กิจกรรมที่สำคัญที่ต้องทำถ้าอยากจะขจัดความยากจน”
          1.การพัฒนาองค์กรประชาชน หรือสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
          2.การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
          3.พัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม
          4.ให้การศึกษาพัฒนาเยาวชน
          5.สุขภาพอนามัยและผู้สูงอายุ
          ทั้งนี้ที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความเข้มแข็ง

          สมมุติว่าบริษัท ก หรือกลุ่มทีม สนใจอยากจะสนับสนุน 2-3 หมู่บ้าน ก็เริ่มโดยตั้งคณะทำงานแล้วไปศึกษาว่าเขาทำอะไรกันอยู่เพื่อเป็นข้อมูลมาผนึกกับประสบการณ์ของทีมเองทำให้โครงการเราดีอย่างไรเพื่อช่วยชาวบ้านเขาเข้มแข็ง ทำให้มีรายได้สูงขึ้นและยั่งยืนจนเขาช่วยตัวเองและคนอื่นได้

          ขั้นที่ 2 เราจะส่งตัวแทนไปดูตัวอย่างโครงการที่ทำได้ดี (Best Practice) ไปดูว่าชาวบ้านที่เหมือนเขาทำอะไรบ้าง เขาจะไปเห็นหลายอย่างที่ชาวเขาทำดี แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน เอาของดีๆ จดจำกลับมาอย่างละเอียด แล้วประชุมกันทุกเย็นพิจารณาสิ่งที่ได้เรียนรู้ เมื่อบริษัทไปเยี่ยมเขา ชาวบ้านพาเราไปดูหมู่บ้านของเขา แล้วเล่าสิ่งที่เขาคิดวาดฝันว่าจะเป็นในอนาคต หลังจากนั้นเขาก็มานั่งทำรายละเอียดใหม่ โดยเอาโครงการเก่าบวกกับของที่ไปดูมาแล้ว บวกกับการคุยกับบริษัท ว่าจะมาปรับปรุงแผนของเราอย่างนี้ ในที่สุดก็มีแผนใหม่ที่สมบูรณ์เกิดขึ้นแล้วส่งให้บริษัทหรือบริษัทจะมีคนลงไปฟังกับชาวบ้านหลังจากนั้นก็ทำงานกัน เช่นงานระบบประปาของหมู่บ้านกำหนดว่าห้ามจ้างจากข้างนอก เรามีช่างเทคนิคให้ ซื้อเหล็ก ซื้อหิน ซื้อปูน ซื้อทราย มีแบบก่อสร้างให้

          สรุปแล้ว 5 กิจกรรมหลัก ทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีคณะกรรมการหมู่บ้านด้านพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น 2 ส่วน สร้างรายได้ และแหล่งเงินกู้ส่วนกรรมการที่เหลือเป็นสิ่งแวดล้อม การศึกษาเยาวชน และสุขภาพอนามัย

          การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนมีคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านที่เลือกกันขึ้นเองมีหน้าที่รับฟังสิ่งที่ชาวบ้านต้องการต่อไป
          การพัฒนาเศรษฐกิจทำอย่างไร ต้องให้ความรู้ หลายแห่งมีเงินกู้แต่ไม่มีความรู้ก็เลยต้องจน ดังนั้น ก่อนได้เงินต้องรู้ จึงมี “MBA เท้าเปล่า” สอนง่ายๆ เช่น อยากจะกู้ไปเลี้ยงหมู ไปปลูกเห็ด ต้องส่งให้ผ่านการเรียนรู้เรียกว่า “ศศินทร์ ระดับหมุบ้านเท่าไรก็ตามจะต้องแลกกับการปลูกต้นไม้

          บอกชาวบ้านได้ว่า “คุณไม่ใช้คนจนคุณรวยแรงงาน แต่บริษัทผมอาจรวยเงินแต่อาจจะจนแรงงาน” เมื่อคนรวย 2 กลุ่มมาพบกัน แล้วปลูกต้นไม้ โลกก็ได้ต้นไม้แล้วกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้น
          การปลูกต้นไม้เขาไม่ได้คิดค่าแรง แต่เราให้ค่าต้นไม้ เช่น ปลูกต้นละ 40 บาท 25,000 ต้น ก็เท่ากับ 1 ล้านบาท เป็นเงินเข้าไปในหมู่บ้าน เข้าไปในกองทุนไม่ได้เอาไปใช้จ่าย

          เงินที่เข้ากองทุนด้วยการปลูกต้นไม้เมื่อมีการให้กู้คิดดอกเบี้ยเดือนละ 1 แล้วก็กำหนดให้มีการออม และทุกคนต้องเป็นเจ้าของธนาคาร หุ้นละ 10 บาท และมีเงินออมจึงจะกู้ได้แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกู้ได้ราต้องการเน้นคนที่อยู่ปลายทางของสังคมเป็นผู้กู้

          บางบริษัทก็ให้เงินเพิ่มมาในเรื่องสุขภาพอนามัย กรณีนี้ได้พัฒนาคนจน มีดาราใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ เช่น…ผู้หญิงคนนี้เป็นชาวนาธรรมดา แต่เดี๋ยวนี้เป็นนายธนาคารที่เก่ง เพราะฝึกการทำงบทรัพย์สินหนี้สิน งบกำไรขาดทุน รู้หมดขนาด คุณกิติรัตน์ ณ ระนอง อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปเห็นเข้ายังแปลกใจ ไม่คิดว่าชาวบ้านทำได้ก็เพราะว่าไม่เคยให้โอกาสเขาเท่านั้นเอง

          “เสื้อที่ใส่นี่ก็คือชุดเรียนหนังสือของโรงเรียนนาชาติที่อยู่ซอย 15-16 ขอเขามาและชาวบ้านได้ไปก็ไปขายแล้วเอาเงินเข้าธนาคาร” คุณมีชัย เล่าให้ฟัง

          แนวคิดนี้ไม่ได้ต้องการจะให้ไปสร้างเศรษฐีในหมู่บ้าน แต่เราต้องการให้เป็นอย่างภาษาอังกฤษเรียก Social capitalism ให้ทุกคนเป็นนายทุนแบบเล็กๆ ไม่ใช่นายทุนใหญ่ ซึ่งมีตัวอย่างที่ดีมากมาย เราต้องสอนให้ชาวบ้านเขามีผลตอบแทนสูงๆ เช่นเดียวกัน ทำเสื้อ เลี้ยงไก่ ทำสบู่ดำ ดอกไม้ประดับ ที่ทำเป็นกลุ่มหาตลาดกับร้านอาหาร โรงสี โฮมสเตย์

          ดังนั้น ก่อนที่จะเสนอโครงการ ในบริษัทอยากให้ออกไปดูไปเห็นว่ามันมีอะไรบ้าง ความเป็นไปได้อย่างไร แล้วมาบวกกับทักษะของพวกเราในบริษัทเอง

          บางบริษัทเขาไม่ทำทุกอย่างใน 5 ด้าน โดยขอทำอย่างเดียวแต่ทำทั้งตำบล เช่น ปตท. สผ. ทำเรื่องตั้งวิทยาลัยข้าวไทย แล้วสอนทุกอย่างเกี่ยวกับข้าว ตอนนี้ก็มีชาวนานำร่องที่ผลิตภัณฑ์พันธ์ข้าวที่ดี ก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ

          ด้านสุขภาพอนามัยก็มีผู้เข้าไปช่วยเหลือ ผู้สูงอายุมีเอ็กซเรย์ให้ครั้งละ 50 บาทบางชุมชนสมิติเวชก็เข้าไปช่วย ตรวจหู ตรวจตา ตรวจทุกอย่าง อาจจะแปลกใจว่าทำไมเอกชนต้องทำในเมื่อรัฐบาลก็มีสาธารณสุขทั้งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลประจำอำเภอก็มีแล้ว คำตอบคือ 80% ของเด็กประถมในโรงเรียนของรัฐมีปัญหาสุขภาพ 35% น้ำหนักเกินบ้างขาดบ้าง 52% เป็นเหา 72% ฟันผุ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสาธารณสุข โรงพยาบาลสาธารณสุขจะเป็นผู้รักษา ในเมื่อประชาชนป่วยแต่ไม่ออกไปสอนการป้องกัน จึงต้องการความช่วยเหลือให้มีผู้รู้และครูผู้ช่วยด้านการป้องกัน

          ส่วนเรื่องอาหารกลางวัน ก็ทำเป็นฟาร์ม ผลิตด้วย ขายด้วย กินด้วย ผู้ปกครองร่วมด้วย แบ่งกำไรกัน เด็กก็ได้เรียนรู้ เช่น ถ้าเลี้ยงปลากะพงขาว 4 เมตรคูณ 4 เมตร ปีหนึ่งได้ 40,000 บาทต่อปี ทำได้หลายอย่าง จุดสำคัญคือเด็กได้ทั้งความรู้ได้ประสบการณ์ ทั้งคะแนน อาหารและมีรายได้เกิดขึ้นด้วย มันก็สนุกสิ ด้านการศึกษาและเยาวชน เด็กมัธยมให้ส่งไปตลาดให้เป็นคู่ๆ ให้ไปเลือกเอาว่าจะทำอะไร 2 ชั่วโมงหลังเลิกเรียน เด็กสองคนนี่…ขอขายไส้กรอกปิ้งก็ขายได้ 400 บาทต่อวัน 2 ชั่วโมง ต้นทุน 200 บาท กำไร 200 บาท แบ่งกันคนละ 100 บาท ก็ได้เดือนละ 3,000 บาท เมื่อก่อนได้ทุนการศึกษาแค่ 600 บาท ตอนนี้แบ่งกำไรให้พ่อแม่ด้วย และขอให้ปู่ย่า ตายายช่วยขายให้ในเวลาที่เขาเรียนหนังสือ ความเป็นนักธุรกิจก็เกิดขึ้น

          นี่เป็นตัวอย่างง้ายๆ ในการให้ทุนเด็กที่ได้รู้เรื่องธุรกิจอย่างจริงจังเกิดขึ้นเป็นการสร้างความพร้อมที่จะดูแลตนเองต่อไป
          เรื่องสุดท้าย คือการศึกษา ระบบการศึกษาของบ้านเราในอดีตและบางทีก็ในปัจจุบันนี้เน้นให้อ่านออกเขียนได้ บวก ลบ คูณ หาร แต่ไม่ได้สอนให้คนมีทักษะในด้านต่อความคิดริเริ่มใหม่ๆ แทนที่จะมุ่งไปที่ปัจจัยของอนาคต ซึ่งทำให้น้อยคนในสังคมของเราที่คิดนอกกรอบ แล้วก็กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ มีความคิดเห็นใหม่ๆ

          เพื่อให้เราหลุดพ้นจากระบบการศึกษาแบบเก่า คุณมีชัยจึงเริ่มโครงการ “ธุรกิจเพื่อสังคม” โดยชักชวนภาคธุรกิจให้เอาเงินมาสร้างโรงเรียน มีค่าบริหารจัดการและมีก้อนสุดท้ายทำเชิงธุรกิจแล้วเอากำไรมาเลี้ยงโรงเรียนต่อไปจะได้ไม่ต้องไปขอเงินตลอดไป และเป็นโรงเรียนทางเลือก ที่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

          วัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อที่จะพัฒนาเด็กในชนบทให้มีทักษะที่จะเป็นและเหมาะสมเพียงพอเพื่อให้เป็นคนดีในอนาคต ซื่อสัตย์ มีความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมช่วยผู้อื่นอย่างจริงใจ

          ที่นั่นให้คนชุมชนเป็นผู้ทอผ้า และคนจนเป็นผู้ตัดชุดนักเรียน ทุกเช้าเด็กต้องกอดกับครูเพื่อให้รู้ว่า การสื่อความหมายความอบอุ่น ป.4 ต้องเย็บเสื้อผ้าเป็น ต้องเก่งคอมพิวเตอร์ที่เริ่มตั้งแต่อนุบาล ตอนนี้กำลังจะขึ้น ม.2กันแล้ว ต้องทอผ้าเป็นด้วย ผู้ชายต้องเย็บผ้าเป็นเท่าผู้หญิง

          นักเรียน ป.4 เขาทำกิจกรรม ทำไบโอดีเซล เขาต้องการเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ตที่เป็นหนังสือของเขา หรือไปศึกษาจากห้องสมุดด้วย พอถึงป.5 ให้ทำขายได้ มีธุรกิจเกิดขึ้น เพราะวันหนึ่งเขาคงต้องทำธุรกิจ
          ระบบการเรียนการสอนเชิงธรรมชาติที่สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ นับว่าน่าสนใจซึ่งคุณมีชัย ยืนยันผลลัพธ์ว่า มหาวิทยาลัยจากออสเตรเลีย จากทัสมาเนีย บอกว่าโรงเรียนลำปลายมาศ สามารถพัฒนาหาความรู้ให้กับตัวนักเรียน ซึ่งเป็นจุดสำคัญมากเป็นโรงเรียนชั้นเลิศที่ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

          สามารถนำไปขยายผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานทั่วทั้งประเทศไทยได้ ตอนนี้ก็มีคนไปดูเดือนละ 1,000 คน และมีฝึกอบรมด้วย เพราะราชการสนใจอยากจะเอาระบบนี้ไปใช้ในโรงเรียนประถมอื่นๆ เขาบอกว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนระดับมาตรฐานโลกสามารถเทียบได้กับโรงเรียนนานาชาติของภาคเอกชนเมืองไทยเราถ้าเป็น ISB ได้ 700,000 บาทต่อปี แต่นี่ไม่ต้องเสียสตางค์เราคิดเป็นแรงงานให้มาช่วยทุกคนเท่ากับ ชั่วโมงละ 50 บาท นักเรียนจะเป็นใครก็ตาม และเข้าได้ด้วยการจับฉลาก
          นี่เป็นตัวอย่างบทบาทของภาคเอกชนที่ไปช่วยเหลือชาวบ้านทั้งการสร้างรายได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอย่างการสร้างโรงเรียนเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่คุณมีชัยได้สร้างต้นแบบที่น่าสนับสนุนมาก
          E-mail : sawat@manager.co.th–จบ

          แหล่งที่มาของข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 – 11 เม.ย. 2553–