เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กดีต้องสอนให้รู้จักความดีก่อน !






        เด็กดี คือ คืออะไรครับ ? เด็กดี คือ เด็กที่ไม่ดื้อกับคุณพ่อคุณแม่ , เด็กที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานต่าง ๆ , เด็กที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ , เด็กที่ช่วยดูแลคุณพ่อคุณแม่ …………..ฯลฯ
       เด็กไม่ดี คืออะไรครับ ?
       เด็กไม่ดี คือ เด็กที่ดื้อกับคุณพ่อคุณแม่ เด็กที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ , เด็กที่ไม่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ …………… ฯลฯ
       
       แล้วถ้าเด็กเชื่อฟังพ่อแม่ แต่ไม่เชื่อฟังคุณครูหรือคนอื่นล่ะ เป็นเด็กดีหรือเปล่า ?
       
       “เอ่อ..เป็นเด็กดีครับ”
       “เอ่อ..ไม่ใช่เด็กดีค่ะ” …….
       ฯลฯ
       
       ประโยคข้างต้น เป็นคำถามที่ดิฉันลองถามเด็กวัยประถมจำนวนหนึ่ง เพราะสนใจใคร่รู้ว่าเด็ก ๆ วัยนี้เข้าใจคำว่า “เด็กดี” ว่าอย่างไร
       
       คำตอบส่วนใหญ่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ประมาณว่าเด็กวัยประถมส่วนใหญ่จะมีพ่อแม่เป็นศูนย์กลาง ฉะนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการเป็นเด็กดี ก็เลยมีคำตอบค่อนไปทางทิศทางเดียวกันว่า ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ
       
       เด็กที่ตอบแตกต่างออกไป ก็จะไปทางแนวเด็กดีต้องเรียนหนังสือเก่ง เด็กดีต้องพูดจาไพเราะ ฯลฯ
       
       แต่ก็มีเด็กบางคนเก๋มาก บอกว่าเด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน สงสัยเพราะช่วงเดือนที่ผ่านมา มี
       
       “เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” ให้ได้ยินได้ฟังทางโทรทัศน์กระมัง มีใจความว่า
       
       เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
       หนึ่ง นับถือศาสนา
       สอง รักษาธรรมเนียมมั่น
       สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
       สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
       ห้า ยึดมั่นกตัญญู
       หก เป็นผู้รู้ รักการงาน
       เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน
       แปด รู้จักออมประหยัด
       เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา
       สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา
       เด็กสมัยชาติพัฒนาจะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ..
       
………………………………………
       
       เพลงนี้เป็นบทเพลงที่เรา ๆ ท่าน ๆ ที่เคยผ่านวัยเด็กทั้งหลายก็คงเคยได้ยิน และท่องได้ตั้งแต่เด็ก ๆ จนถูกนำมาออกเป็นข้อสอบให้ได้ท่องกันจนจุใจทีเดียวเชียว
       
       ดิฉันก็ท่องได้คล่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาปฏิบัติยึดมั่นอย่างเคร่งครัด ในสมัยนั้นเด็กส่วนใหญ่หนักไปทางท่องเพื่อสอบซะมากกว่า
       
       แต่พอได้มาอ่านทบทวนความหมายของเนื้อเพลง จะเห็นว่าค่อนข้างสร้างสรรค์และคลอบคลุมทีเดียว
       
       เมื่อถึงวันที่มีลูกเป็นของตัวเอง ได้ฟังเนื้อเพลงนี้อีกครั้งก็รู้สึกสนุก ตื่นเต้น และได้ฟื้นความหลังไปด้วย
       
       ทุกวันนี้ เราสอนให้เด็กเป็นเด็กดี แต่ความเข้าใจเรื่อง “ความดี” ของคนเป็นผู้ใหญ่ต่างหากที่มีความต่างกันออกไป
       
       เรื่อง “ความดี” ในบางเรื่องของครอบครัวหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ความดีของอีกครอบครัวหนึ่งก็ได้
       
       ตัวอย่างหนึ่งของเด็กผู้หญิงวัยประถมคนหนึ่ง ที่ได้ไปเห็นเหตุการณ์ของเพื่อนซึ่งเป็นเด็กผู้ชาย 2 คนทะเลาะกัน เด็กชายคนหนึ่งทำกระจกห้องเรียนแตก พอเรื่องไปถึงคุณครู เด็กชายคนที่ทำแตกก็บอกว่าตัวเองไม่ได้ทำ แต่บอกว่าเด็กชายอีกคนหนึ่งทำ เด็กชายอีกคนซึ่งเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาก็เลยโดนคุณครูดุ เด็กผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์ก็เข้าไปบอกความจริงกับคุณครู สุดท้ายเด็กผู้ชายที่เป็นคนทำกระจกแตกก็ถูกลงโทษ
       
       เรื่องไม่จบเท่านั้นค่ะ พอเลิกเรียนเจ้าเด็กผู้ชายที่ถูกทำโทษก็ไปดักรอเด็กผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ต่อว่าว่ามายุ่งเรื่องคนอื่นทำไม ว่าแล้วก็ชกเข้าไปที่ใบหน้าเด็กผู้หญิง พอเด็กผู้หญิงร้องไห้กลับบ้านก็เล่าให้คุณแม่ฟัง
       
       เรื่องนี้ควรจะดำเนินไปอย่างไร ถ้าเป็นคุณ ?
       วิธีแรก บอกลูกว่าทำถูกแล้ว ที่บอกความจริงคุณครู แม้ตัวเองจะต้องเจ็บตัว แต่ลูกได้ทำดีแล้ว ทำสิ่งที่ถูกต้อง จากนั้นอาจจะไปพบคุณครูแล้วเล่าเรื่องให้ฟัง
       
       วิธีที่สอง บอกลูกว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ไปยุ่งเรื่องคนอื่นทำไม เห็นไหมเจ็บตัวเลย วันหลังอย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น ๆ อีกนะ เขาเป็นคนไม่ดีก็อย่าไปยุ่งกับเขา
       
       วิธีที่สาม บอกลูกว่าอย่าไปยุ่งกับเด็กคนนั้นอีก เพราะกลัวลูกจะโดนทำร้ายอีก ก็เลยให้ทำเป็นเฉย ๆ หรือไม่ก็เลือกที่จะย้ายโรงเรียนไปเลย
       
       คุณแม่ของเด็กผู้หญิงคนนั้นเลือกวิธีที่สอง ซึ่งสร้างความสับสนให้กับลูกสาวค่อนข้างมาก เพราะเด็กเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นความจริง แต่สุดท้ายสิ่งที่ถูกต้องทำให้เขาต้องเจ็บตัว หนำซ้ำยังโดนคุณแม่ดุอีก
       
       ไม่แปลกหรอกค่ะ ที่คุณแม่คนนั้นเลือกวิธีที่สอง เพราะสังคมในยุคปัจจุบัน หลายครอบครัวเลือกหนทางชีวิตโดยยึดตัวองหรือครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก็อย่าไปยุ่ง พบเห็นสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ถูกต้อง แต่ไม่อยากมีเรื่อง ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็เพิกเฉยเสีย
       
       สภาพสังคมยุคนี้จึงค่อนไปทางตัวใครตัวมัน และหมิ่นเหม่ต่อการสอนให้ลูกเข้าใจเรื่อง “เด็กดี” เพราะการจะให้ลูกเป็นเด็กดี ต้องสอนให้ลูกเข้าใจคำว่า “ความดี” เสียก่อน
       
       นี่ ยังไม่นับรวมเด็กผู้ชายที่ไปชกเด็กผู้หญิง ไม่รู้ว่าพ่อแม่เขาจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า และได้อบรมสั่งสอนลูกว่าอย่างไรบ้าง ถ้าเรื่องนี้ถูกปล่อยปละละเลย เด็กก็อาจจะเข้าใจเอาเองก็ได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ถูกต้องแล้ว เป็นเพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นมาหาเรื่องใส่ตัวเอง แล้วถ้าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน เด็กชายคนนี้จะเติบโตขึ้นไปในสังคมรูปแบบใด
       
       พลันให้นึกถึงจริยวัตรอันงดงามของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งมีหลักในการดำเนินชีวิตอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ความจริง ความงาม ความดี ท่านเน้นย้ำว่าทั้ง 3 สิ่งต้องไปด้วยกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
       
       ความจริง – อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุหรือทางจิตใจ ถ้าเป็นความจริงและเป็นสิ่งที่มีค่า ซึ่งตีความไปถึงเรื่องการค้นพบความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และทางสังคมศาสตร์ ทางวัตถุธรรมและจริยธรรม
       
       ความงาม – เป็นธรรมชาติของคนที่ชอบจะเห็นความงาม ความงามไม่ใช่ความสวย แต่ลึกซึ้งกว่าความสวย ไม่ว่าจะเป็นความงามที่เห็นด้วยตา ความงามที่สัมผัสด้วยมือ ความงามที่ได้ยินด้วยหู หรือความงามที่สัมผัสด้วยใจ ศิลปะก็เป็นความงาม วัฒนธรรมก็เป็นความงาม ความงามเป็นสิ่งจรรโลงใจ ทำให้เรารู้สึกจิตใจเบิกบาน ชุ่มชื้น
       
       ความดี – เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีคุณค่า และอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข รวมถึงความดีต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวม
       
       อาจารย์ป๋วยย้ำว่า ทั้ง 3 สิ่งต้องไปด้วยกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ บางคนยึดความจริงกับความงาม แต่ไม่สนใจความดี ในขณะที่บางคนยึดความงามอย่างเดียว ไม่สนใจอีก 2 สิ่ง ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย การจะดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและมีความสุข ต้องมีทั้ง 3 สิ่ง
       
       เดือนนี้เป็นเดือนมหามงคลของพสกนิกรชาวไทยทุกคน เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2550 ก็เลยถือโอกาสเชิญชวนพ่อแม่ทุกคนชวนลูก ๆ ทำความดีถวายแต่พ่อหลวงของเราเถอะค่ะ
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000149844