เทศบาลยะลา สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ดึงดนตรีกล่อมเกลาจิตใจ กลางบรรยากาศอันระอุ ณ ชายแดนใต้

 src=

 

 src=

 

เทศบาลยะลา สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ดึงดนตรีกล่อมเกลาจิตใจ กลางบรรยากาศอันระอุ ณ ชายแดนใต้ เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับความเคลื่อนไหวของเยาวชนกลุ่มหนึ่ง ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ตั้งแต่วัย 8-18 ปีในจังหวัดยะลา ที่รวมตัวกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมานานกว่า 1 ปี เพื่อเล่นดนตรีในรูปแบบของวงออร์เคสตรา ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน

วงดนตรีวงนี้ เรียกตัวเองว่า ออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา (Yala City Municipality Youth Orchestra หรือ YMO) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในงานแสดงคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

ในสถานการณ์ปกติ การแสดงดนตรีของเยาวชนอาจถือเป็นเพียงกิจกรรมทั่วไป แต่ในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นในพื้นที่จังหวัดยะลา การเกิดขึ้นของวงออร์เคสตราเยาวชนฯ วงนี้ ย่อมไม่ต่างจากดอกไม้ที่ผลิบานขึ้นท่ามกลางความแห้งแล้งเท่าใดนัก แน่นอนทีเดียวว่า คอนเสิร์ตของพวกเขาสามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมในท้องถิ่นให้มาร่วมงานได้เป็นพันๆ คน 

ที่มาที่ไปของวงออร์เคสตราเยาวชนฯ นี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ของ พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรี เทศบาลนครยะลา ในการมองหากิจกรรมดีๆ สำหรับเยาวชนที่เติบโตขึ้นในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรุนแรง 

“ผมไม่อยากให้พวกเขาซึมซับแต่ความรุนแรง ไม่ใช่ว่าตื่นเช้าขึ้นมา ก็มีแต่คำถามว่า เมื่อคืนเกิดระเบิดขึ้นที่ไหน หรือมีใครโดนฟันคอบ้าง ผมอยากให้พวกเขามีจิตใจอ่อนโยน โดยเห็นว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขัดเกลาจิตใจ พัฒนาการของสมอง และการเรียนรู้ของเด็กๆ”

พงษ์ศักดิ์ เล่าให้ “จุดประกาย” ฟังว่า ครั้งหนึ่งระหว่างไปทำหน้าที่เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาของโรงเรียนเทศบาลนครยะลา ได้เห็นขบวนแถวของวงโยธวาทิตของโรงเรียนต่างๆ จึงเกิดไอเดียว่าหากสามารถนำเยาวชนเหล่านี้ ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมมาเล่นดนตรีด้วยกันได้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย 

จากนั้นได้พัฒนาแนวคิดในการทำวงออร์เคสตราเยาวชนต่อเนื่อง โดยขอคำปรึกษาจาก รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งสมัยนั้นเป็นกรรมการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ราวปลายปี พ.ศ.2548 พงษ์ศักดิ์ จัดการประชุมครูดนตรีในพื้นที่จังหวัดยะลา ทั้งครูในสังกัดเทศบาล สังกัดสพฐ. หรือสังกัดเอกชน รวมไปจนถึงครูดนตรีที่เกษียณอายุการทำงานแล้ว แต่ยังอยู่ในแวดวงการศึกษาด้านดนตรี เพื่อมองหาแนวทางการทำงานร่วมกัน ก่อนจะส่งครูเหล่านี้ไปฝึกอบรมที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

“ตอนนั้น ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก เลยคุยกันว่าจะส่งครูไปฝึกอบรมก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้ง”

ในที่สุด ในฐานะนายกเทศมนตรี เทศบาลนครยะลา พงษ์ศักดิ์ ผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น โดยอนุมัติงบประมาณ 4.8 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 109 ชิ้น แบ่งเป็นเครื่องสาย เครื่องเป่า และเครื่องตี พร้อมกับเชิญผู้ฝึกสอนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และโรงเรียนต่างๆ ใน จ.ยะลา สงขลา และพัทลุง จำนวน 19 คน มาฝึกซ้อมให้แก่เยาวชนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในจ.ยะลา ประมาณ 140 คน

“ที่จริง เทศบาลไม่ได้มีเงินมากมายอะไร เรามีรายได้ปีละ 400 กว่าล้านบาท หากคิดเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ประมาณ 1 เปอร์เซนต์ก็จริง แต่เรายังมีค่าใช้จ่ายประจำอีกไม่น้อย แถมมีเงินเสี่ยงภัยที่ต้องจัดสรรออกไปอีก”

ช่วงปี พ.ศ.2551 ทางเทศบาลนครยะลา เปิดตัวโครงการนี้ เพื่อให้เยาวชนที่สนใจมาสมัคร และเริ่มทำการฝึกซ้อม โดยใช้สถานที่ “อาคารพระเศวตฯ หรือ “อาคารโรงยิมเทศบาล” และใช้ “ห้องพักนักกีฬา” สำหรับการซ้อมการปฏิบัติเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ซึ่งในช่วงเปิดภาคเรียน จะมีการเรียนการสอนเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ และมีการเรียนการสอนดนตรีเพิ่มขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน 

นพ.เวตร หงนิพนธ์ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลจังหวัดยะลา ผู้ปกครองของ ด.ช.จิรเวช หงนิพนธ์ วัย 8 ขวบ เล่าให้ “จุดประกาย” ฟังว่า วันหนึ่ง ภรรยาของเขา (เจี๊ยบ จันทร์จิรา) ทราบข่าวจากทางวิทยุ แจ้งว่าเทศบาลนครยะลามีโครงการจะจัดตั้งวงออร์เคสตราขึ้น จึงได้ให้ลูกชายไปสมัครดู 

“… อาศัยว่า ด.ช.วูดดี้ (จิรเวช) พอมีพื้นบ้างจากการเรียนเปียโน มาประมาณเกือบ 1 ปี เลยพอดูโน้ตได้บ้าง ทางวงจึงรับเข้าวง โดยเป็นเด็กเล็กเกือบที่สุดในวง”  จากจำนวนวัยเดียวกันประมาณ 5-6 คน ที่เหลือไล่อายุไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“ลูกผมได้รับการจัดให้เล่นไวโอลิน … วันเสาร์เรียนเต็มวัน 9-15 น. มีช่วงเบรค เด็กๆ ราว 40-50 คน เหมือนจับปูใส่กระด้ง วิ่งกันเจี๊ยวจ๊าว วันอาทิตย์เรียนครึ่งวัน หลังฝึกไป 3 เดือน เขาก็เชิญผู้ปกครองมาดูวันเสาร์เที่ยง มีผู้ปกครองไปดูกัน 20-30 คน วงก็เล่นเพลง ABC, Twinkle Little Star เพลงช้าง ประมาณ 4 เพลงพื้นๆ นี่แหละ แต่ดูแล้วทึ่งครับ คือเล่นเพลงจนจบได้โดยไม่ล่ม ผมว่าโอเคแล้ว” นพ.เวตร กล่าว พร้อมให้เหตุผลว่า เพราะเด็กมาจากหลากหลายวัย อีกทั้งพื้นฐานทางดนตรีไม่เท่ากัน แถมยังมาจากต่างโรงเรียน มีทั้งพุทธและอิสลาม

“นอกจากพื้นฐานเด็กไม่เท่ากันแล้ว การคุมเด็กทั้งวัน 40-50 คน ไม่ง่ายเลยนะครับ นอกจากความซนแล้วยังเรื่องความปลอดภัยจากสถานการณ์อีก มันมีข่าวระเบิด ข่าวยิงกันใน 3 จังหวัดภาคใต้ทุกวัน แล้วเด็กบางคน บ้านไม่ได้อยู่ในเมือง ผู้ปกครองจะเดินทางมาส่ง วันไหนมีข่าวยิง ระเบิด เส้นทางแถวที่ตนจะผ่านก็ต้องหวาดวิตกเป็นธรรมดา…”

ในความเห็นของ นพ.เวตร กว่าจะเกิดกิจกรรมที่ว่านี้ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ทั้งจากตัวผู้สอนและผู้เรียนเป็นอย่างมาก 

“ผมกับภรรยาเคยแอบมาดู ตอนเขาแบ่งกลุ่มย่อยซ้อมกัน ก็โอเคครับ เด็กตั้งใจจริงๆ ยิ่งช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2551 ที่เขาเหล่านั้นรู้ว่าจะมีการขึ้นเวทีเป็นทางการแล้ว ดูเขากระตือรือร้นกันมาก แววตาเด็กดูภูมิใจที่ผู้ใหญ่ให้เกียรติและยอมรับเขาเหล่านั้น”

มุมมองของ ผู้ปกครองคนเดียวกันสอดรับกับความเห็นของ อ.วีระศักดิ์ อักษรถึง ประธานภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ในฐานะผู้อำนวยการฝึกซ้อมและวาทยกร ที่มีข้อสรุปในภาพรวมว่า

“วงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ค่อนข้างรวดเร็วอย่างก้าวกระโดดในระยะแรก … นักดนตรีเยาวชนส่วนใหญ่มีใจรักในเสียงดนตรี และมีความกระตือรือร้นในการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถเล่นเพลงจากความจำ (by heart) ได้อย่างมีความสุข และเหนืออื่นใดคือ นักดนตรีเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นพุทธ หรือ มุสลิม ต่างอยู่ร่วมกันด้วยความรักใคร่กลมเกลียวกัน ซึ่งสามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นทีมเวิร์ค” 

“ขณะที่ เพื่อนร่วมงาน (ครูผู้สอน) มีความศรัทธาในวิชาชีพของตน และเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ จึงตั้งใจและทุ่มเทในการสอน ถึงแม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อยจากการแก้ปัญหาในการเรียนการสอน และการเดินทาง แต่ก็ยังคงยิ้มแย้ม และยังคงสอน สอน สอน โดยไม่ท้อใจ… “

วีระศักดิ์ จบการศึกษาจาก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิชาเอกดนตรี ก่อนมาเป็นอาจารย์ประจำที่ ม.ราชภัฏสงขลา เขาผ่านประสบการณ์ดนตรีมาอย่างหลากหลาย ทั้งการเข้าร่วมคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย เปิดการแสดงที่ฮ่องกง และโรงละครแห่งชาติกรุงเทพ และเคยเป็นหัวหน้าวง CU Band ของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี พ.ศ.2525 – 2526

ด้วยความโดดเด่นทางด้านดนตรีของ วีระศักดิ์ ทำให้นักการศึกษาท่านอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา อันประกอบด้วย อ.สมพงษ์ พรหมสว่าง, อ.ชินวัฒก์ มาสชรัตน์ และ อ.ชวิน บัวบาน ทาบทามให้เขามารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝึกซ้อมและวาทยกรให้แก่เทศบาลนครยะลา โดยตลอดระยะเวลาราวหนึ่งปีที่ฝึกซ้อมมา วีระศักดิ์พบว่าวงออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา มีข้อเด่นตรงความสามารถในการอ่านโน้ตเพลงสากล , มีความรักในเสียงดนตรี และทุ่มเทฝึกซ้อม อีกทั้งมีศักยภาพสูงเกินความคาดหมาย ส่งผลให้วางแผนและเลือกเพลงได้กว้างขวางขึ้น

“ในการเลือกเพลง เริ่มจากเพลงที่คุ้นหูและเป็นที่รู้จักของทั้งนักดนตรีและผู้ฟัง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากเล่นและอยากฟัง ต่อจากนั้น ก็จะเริ่มมีเพลงคลาสสิคเข้ามา เพื่อฝึกเทคนิคการเล่นของนักดนตรีให้เก่งยิ่งขึ้น ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งต่อๆไป ก็จะมีส่วนของเพลงคลาสสิคเพิ่มมากขึ้น” 

วีระศักดิ์ กล่าวว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนบันไดเสียง (Key signature) ให้ง่ายต่อการบรรเลงด้วยเครื่องสาย เช่น Key G Major, D Major, C Major และ F Major เป็นต้น รวมทั้งให้อะเรนเจอร์เรียบเรียงเพลง เริ่มจากง่าย และค่อยๆ ยากขึ้น ตามพัฒนาการของผู้เล่น โดยผู้ทำหน้าที่เรียบเรียงเพลงเกือบทั้งหมด คือ อ.อติพล อนุกูล อาจารย์โปรแกรมวิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

ในเรื่องของ Repertoire ที่แสดงนั้น สูจิบัตรการแสดงของวง ระบุว่า มีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ ลมหนาว สายลม รวมถึงเพลงอื่นๆ จากยุคสมัยต่างๆ ที่คนฟังทั่วไปคุ้นเคยกันดี คือ ลาวดวงเดือน หนอนผีเสื้อ องค์เดียวในโลก ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ เสน่ห์ยะลา และ เลนัง เป็นต้น มาแสดง โดย นพ.เวตร ให้ความเห็นว่าเป็นรายการแสดงที่มีความเหมาะสม อีกทั้งยังมีการบรรจุเพลงคลาสสิกเข้ามาอีกด้วย

“อย่างตอนนี้ ซ้อมเพลง Canon อยู่ ในรถ ลูกผม replay แล้ว replay อีก ซึ่งถ้าเขาไม่เคยซ้อมในวง เราเอาเพลงนี้เปิดให้ฟัง เขาคงเฉยๆ ไม่นึกอยากฟังนัก ถ้าเขารู้จักฟังและรู้สึกว่าเพลงคลาสสิกพวกนี้ไพเราะ ผมก็ว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ”
 จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเยาวชนเหล่านี้ ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง วีระศักดิ์ เห็นว่าท่ามกลางความระแวงและหวาดกลัว การเกิดขึ้นของวงออร์เคสตราเยาวชนนครยะลา “… ได้บรรเลงเพลงที่นำมาซึ่งความรัก ความสุข สันติ และสามัคคี” พร้อมกับตั้งความหวังให้วงเยาวชนวงนี้ “… เป็นสัญลักษณ์ของสังคมแห่งความสุขและสันติภาพ”

แม้สมาชิกในวงจะประกอบด้วยเยาวชนจากทั้งสองศาสนา แต่มิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพราะ  “…. ทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน เข้าใจในความต่างของศาสนา และสามารถดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีดนตรีเป็นสิ่งเชื่อมโยง” 

เช่นเดียวกันกับ นพ.เวตร ที่ชื่นชมความพยายามของเทศบาลนครยะลาที่ผลักดันให้กิจกรรมอันอบอุ่นนี้เกิดขึ้น

“งานนี้ เทศบาลเอาไปเต็ม 10 ครับ เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่ดี ทำให้เด็กและทุกคนได้รู้สึกว่า ทุกวันนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องขัดแย้ง เข่นฆ่ากันอย่างเดียว ยังมีสุนทรียภาพในชีวิต ดนตรีไม่ได้แบ่งแยกชาติพันธุ์หรือศาสนา” พร้อมกับระบุว่านี่คือความน่าภูมิใจที่สามารถตั้งวงดนตรีนี้ขึ้นมาได้ ในภาวะเหตุการณ์ที่คน 3 จังหวัดชายแดน ถ้าไม่มีธุระจริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากออกจากบ้านไปไหน

ด้าน พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ยอมรับว่า ผลลัพธ์ในช่วงสั้นๆ นี้ ไปไกลเกินความคาดหมายของเขา แต่นั่นคือความใฝ่ฝันที่เขาจะได้เห็นเยาวชนที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ ซึ่งเติบโตขึ้นมาจากความไม่สงบในพื้นที่ ได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน แม้พวกเขาเหล่านั้นจะมาจากครอบครัวที่แตกต่าง ทั้งจากระดับที่พอมีกำลัง จนถึงครอบครัวที่ประสบความลำบากในการหาเลี้ยงชีพก็ตาม

“ผมมีหน้าที่ที่จะสร้างโอกาสให้เด็กของผม…” นายกเทศมนตรีกล่าว และทิ้งท้ายว่าด้วยความสำเร็จของวงดนตรีวงนี้ ทำให้เริ่มมีเทศบาลนครแห่งอื่นๆ สนใจที่ทำวงดนตรีออร์เคสตราเยาวชนขึ้นมาบ้างแล้ว 

“ผมไม่ได้หวังความเป็นเลิศในทางดนตรีเสียทีเดียว แต่หากเด็กๆ จะได้รับโอกาสเหล่านี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของพวกเขา การสร้างอาชีพ หรือรายได้ก็ตาม แต่สำหรับเบื้องต้น ผมหวังจะเห็นเครือข่ายของเยาวชน ทั้งพุทธและมุสลิม ที่อาจจะถูกแบ่งแยกด้วยระบบการศึกษา ได้มาร่วมกันใช้ชีวิต มีความเข้าอกเข้าใจกัน ซึ่งนั่นคือพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข”

  • กำหนดการแสดง YMO ที่กรุงเทพ

– 25 เมษายน 2552 งานเปิดโลกการศึกษา ณ อิมแพค อาริน่า เมืองทองธานี
– 6 พฤษภาคม 2552 แสดง ณ โรงละครอักษรา
– 7 พฤษภาคม 2552 แสดง ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
– 9 พฤษภาคม 2552 แสดงในงาน “รวมพลคนยะลา” ณ สมาคมแต้จิ๋ว

สอบถามเพิ่มเติม โทร. 073223666 ต่อ 4013 หรือ 073213966