หารือกับ ทปอ.

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และศาสตราจารย์พิเศษ ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา  เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 ที่ห้องประชุม สกอ.




รมว.ศธ. กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็น รมว.ศธ.และเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาล มีความสนใจในข้อคิดเห็นและข้อเสนอของ ทปอ. ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการรับฟังความเห็น และข้อเสนอต่างๆ ของทุกฝ่ายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ จากการหารือในครั้งนี้ จึงต้องการให้ ทปอ. หรืออธิการบดีหลายท่านได้ช่วยคิด ช่วยทำข้อเสนอเพิ่มเติม รวมทั้งให้ช่วยหาทางในการทำให้เกิดการเจรจาหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม


ทั้งนี้ ได้สอบถามที่ประชุมเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของแถลงการณ์ที่เป็นข้อเสนอสำคัญ และได้ขอให้ช่วยคิดเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นข้อเสนอสำคัญ คือ


1) การให้มีรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมาบริหารประเทศในระหว่างหรือหลังจากที่มีการยุบสภา โดยขอให้ช่วยคิดในส่วนนี้ว่า จะได้รัฐบาลรักษาการ มาตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร และจะมีองค์ประกอบอย่างไรจึงจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย


2) การตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางจากทุกภาคส่วน เพื่อปฏิรูปประเทศไทยในมิติต่างๆ โดยคณะกรรมการนี้จะมีที่มาอย่างไร มีกระบวนการสรรหาอย่างไร และจะมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร รวมทั้งข้อเสนอจะมีสถานะทางกฎหมายในระดับใด


3) การขอให้ช่วยหาทางในการเจรจาหารือกับผู้ชุมนุม  เนื่องจากว่า ข้อเสนอตามแถลงการณ์และอธิการบดีที่ได้อธิบายในข้อเสนอเหล่านี้ เป็นข้อเสนอที่หากจะทำให้เกิดผลได้ ก็จะต้องมีการเจรจาหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ทั้งก่อนที่จะตกลง ก่อนที่จะให้มีการยุบสภา และระหว่างการยุบสภา เพราะฉะนั้น ข้อเสนอต่างๆ ก็เป็นข้อเสนอในเชิงหลักการที่ต้องการรายละเอียดจากการหารือและการเห็นพ้องต้องกันของคู่เจรจา แต่ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ การเจรจายังไม่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่เกิดจากการเห็นพ้องต้องกันว่าจะเจรจาของทั้งสองฝ่าย ก็เลยต้องรบกวนให้อธิการบดีช่วยคิดต่อไป


รมว.ศธ.ย้ำว่า ในส่วนของความเห็นต่อข้อเสนอของ ทปอ.นั้น ข้อเสนอในทางหลักการ ตนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ในสาระสำคัญอาจจะต้องทำให้มีความชัดเจน ที่สำคัญคือ ข้อเสนอใดๆ ที่จะทำ จะต้องเป็นไปในกรอบของรัฐธรรมนูญ คือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ได้ขอความกรุณาให้อธิการบดี หรือจะไปหารือกันใน ทปอ. คิดเพิ่มเติมว่าตามข้อเสนอนั้นจะให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้ด้วยกระบวนการอย่างไร วิธีการอย่างไร ที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะขอให้ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชี้แจงเพิ่มเติม


อธิการบดี มศว  กล่าวว่า มีเรื่องเรียนสื่อมวลชน 3 ประเด็น


ประการแรก วันนี้ทาง รมว.ศธ.ได้ให้เกียรติต้องการรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะให้แนวทาง ความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะก่อให้เกิดความสงบขึ้นในประเทศของเรา


ประการที่สอง ซึ่งจะต้องพูดอยู่เสมอ เพราะว่าหลายท่านอาจจะไม่คุ้นชินกับระบบของกระทรวงอื่นๆ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งท่าน รมว.ศธ.ก็ยืนหลักนี้มาโดยตลอด ก็คือ มหาวิทยาลัยมีอิสระทางความคิด แม้จะอยู่ในระบบบริหารราชการ อยู่ในแท่งของกระทรวงก็ตาม เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านไม่ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยเหมือนกับข้าราชการอื่นๆ ที่รัฐมนตรีจะสั่งการ หรือเรียกมาเพื่อจะมอบนโยบายหรือสั่งการ ไม่ใช่นะครับ แต่เป็นการให้เกียรติกับทางมหาวิทยาลัยที่เรามีแนวความคิด เรามีความพร้อมที่จะช่วยทุกฝ่าย


ประการที่สาม ในส่วนที่ได้พูดคุยในครั้งนี้ ก็ได้มีความชัดเจนขึ้น โดยได้มีการนำแถลงการณ์ในฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 ฉบับที่ 3 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 และฉบับที่ 4 ที่ออกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ลงไปในรายละเอียด เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้ดูในรายละเอียด ก็พบว่าเป็นที่น่ายินดีที่เห็นร่วมกันในหลักการใหญ่ๆ ซึ่งหลักการนั้นประกอบไปด้วย


1) ผมรวบ 2 แถลงการณ์เข้าด้วยกัน คือ เห็นร่วมกันว่าไม่อยากให้เกิดความรุนแรง เสียเลือดเนื้อในประเทศไทย


2) เห็นด้วยในหลักการ ซึ่งย่อมมีรายละเอียดตามไปอีกแน่นอนว่า น่าจะมีการยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชนแบบมีเงื่อนไขก่อนจะยุบสภา อันนี้คิดว่าต้องย้ำเพราะว่าหลายคนก็คงจะคุ้นชินกับการยุบสภา มีรัฐบาลรักษาการ เลือกตั้งใหม่ แล้วทุกคนก็ทราบว่าไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหาเลย เพียงแต่ชะลอ เลื่อนไป 60 วัน หลังจากนั้นรัฐบาลชุดใหม่มาก็จะเกิดปัญหาอีก เพราะฉะนั้นการเสนอยุบสภานี้ จึงเป็นการเสนอยุบสภาแบบมีเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายที่เห็นต่าง จะ 2 ฝ่าย 3 ฝ่ายก็แล้วแต่ ควรจะมาพูดคุย ปรึกษาหารือว่าจะยุบสภาแล้ว มีขั้นตอน มีระบบกลไก 1 2 3 ต่อไปหลังยุบสภาอย่างไร อันนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมของการยุบสภา ผมเข้าใจว่าไม่เคยมีการยุบสภาแบบหารือมาก่อนว่าจะยุบ


3) ลงไปในรายละเอียดเล็กน้อยว่า เมื่อยุบสภาแล้ว รัฐบาลที่จะมารักษาการจะรูปร่างหน้าตาอย่างไร ขอให้ไปคุยกัน แต่ควรจะเป็นรัฐบาลรักษาการที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย อย่างน้อยก็ฝ่ายที่กำลังเห็นต่างอยู่ในขณะนี้ แล้วมาพูดคุย ตกลงกันให้เสร็จก่อนที่จะยุบสภา และแนวทางนั้นควรอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเชื่อว่าทุกฝ่ายก็จะมีนักวิชาการ นักคิดอ่านเก่งๆ ที่จะไปดูแง่มุมของกฎหมาย ของรัฐธรรมนูญ ที่จะสามารถให้ช่องทางที่ท่านอยากให้เกิดขึ้น อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในมุมที่มีความเห็นต่างที่จะทำได้ หรือทำไม่ได้ในบางประเด็น การพูดคุยน่าจะได้ข้อสรุป


4) ต้องการจะให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงาน  ให้ทำการสรุปเรื่องสำคัญๆ ในระหว่างที่ยุบสภาเสร็จแล้ว  มีระยะเวลาก่อนการเลือกตั้งใหม่ 60 วัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็น่าจะมาจากสัดส่วนหรือองค์ประกอบที่ตกลงกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภา และเริ่มทำงานนับจากมีการยุบสภา มีรัฐบาลรักษาการ หรือ ครม.รักษาการ เพื่อตกลงในหลักการสำคัญๆ ที่คาดว่าจะเกิดปัญหาหลักจากเลือกตั้งเสร็จ และอาจจะมีข้อโต้แย้งกันอีก ก็สามารถหยิบประเด็นเหล่านั้น ซึ่งอาจจะมี 3 4 หรือ 5 ประเด็นก็แล้วแต่ มาตกลงกันเสียก่อน


ตัวอย่าง คือ กฎหมายอะไรที่มีความกังวลใจว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาแล้วจะขัดแย้งกันอีก ก็ตกลงกันเสียในคณะกรรมการชุดนี้ เช่น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจะว่าอย่างไร ดูเกี่ยวกับมาตรา 190 หรือแม้กระทั่งเรื่อง พระราชบัญญัติ 2 ล้านล้านบาท ก็คุยในหลักการ ไม่ได้ไปกระทบตัวเนื้อหาภายใน รวมทั้งเรื่องการเคารพเสียงข้างน้อย วิธีการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่กรรมการชุดนี้ มิได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ หรือทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเวลา 60 วัน


ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่จะมีในเชิงปฏิรูปการปกครอง เพื่อให้การปกครองนั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) มีการเลือกตั้ง เป็นตัวแทน (Representative) ในบางจังหวะ แล้วก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ เรื่องพวกนั้นคงต้องไปเกิดขึ้นหลังมีรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งแล้ว


5) จะทำอย่างไรให้ 2 ฝ่ายหรือ 3 ฝ่ายที่เห็นต่างกัน เริ่มเข้ามาสู่การพูดคุย ก็คงมีการเรียกร้องจากทาง ทปอ. ในหลักการว่า ให้ทั้งสองฝ่ายที่จะยังไม่คุยกัน ได้แสดงความจริงใจที่เป็นรูปธรรมว่าต้องการคุยกัน ซึ่งก็มีรายละเอียดที่จะต้องไปคุยว่ามีอะไรบ้าง เมื่อทั้งสองฝ่ายได้เสนอความจริงใจที่ต้องการจะพูดคุย ไม่ใช่เพื่ออีกฝ่าย แต่เพื่อบ้านเมือง เพื่อประเทศ แล้วจึงเริ่มพูดคุยกันตามกรอบของการยุบสภาแบบมีเงื่อนไข ของการมีรัฐบาลรักษาการที่ได้รับการยอมรับ ของการมีคณะกรรมการที่ทำงานในช่วง 60 วันก่อนเลือกตั้ง โดยไม่เปลี่ยนแปลงหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในช่วง 60 วันนี้ และก็ขยับไปสู่หลังการเลือกตั้งเสร็จ น่าจะมีสัญญาประชาคมก่อนการเลือกตั้งว่า ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักการเมือง จะยอมรับผลการเลือกตั้งนี้ เพราะท่านตกลงกันก่อนจะมีการเลือกตั้งว่าจะเอาหลักเกณฑ์อย่างนี้


เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเคยคิดว่าเป็นเรื่องยาก ซึ่งผมเรียนที่ประชุมว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านจะไม่เคยนึกภาพออกเลยว่าจะมีเหตุการณ์ที่คุณสุเทพและนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสคุยกัน เพราะฉะนั้นการจะได้มีโอกาสพูดคุยกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ว่าสถานการณ์มีความเหมาะสมที่จะพูดคุยและเกิดประโยชน์กับส่วนรวม การพูดคุยก็จะเกิดขึ้นเสมอ


แต่ไม่ต้องการให้สังคม ชุมชน เมื่อใครเสนออะไรขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องดีแต่ทำยาก สังคมไทยจะบอกเสมอว่า “ไม่มีทางหรอก” การพูดอย่างนี้ก็จะปิดช่องของการที่จะให้เกิดสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เราน่าจะช่วยกันว่า เรื่องนี้มันยาก เราเข้าใจ แต่เราจะช่วยกันทำอย่างไร ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น โดยสาระหลักๆ ก็คงประมาณนี้


กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

5
/12/2556