|
หม่อง ทองดี-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หม่อง-มาร์ค” ถูกจัดอันดับเป็นบุคคลแห่งปี โดยนิตยสารผู้สื่อข่าวพม่าพลัดถิ่น
“เดอะ อิระวดี” นิตยสารของผู้สื่อข่าวพลัดถิ่นชาวพม่า จัดอันดับ “หม่อง ทองดี” และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นบุคคลแห่งปี 2552
นิตยสาร “เดอะ อิระวดี” ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ชาวพม่าที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ได้จัดอันดับบุคคลแห่งปี 2552 ซึ่งเป็น “คนในข่าว/แหล่งข่าว” ที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประเทศพม่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
เดอะ อิระวดี ได้จัดแบ่งบุคคลแห่งปีออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ “ตัวแสดงหลัก” “ผู้รับบทบาทสมทบ” “ผู้เยี่ยมเยือน” “ตัวแสดงระดับภูมิภาค” “เพื่อนในระดับนานาชาติของพม่า” และ “คนมีชื่อเสียงในแวดวงสังคม”
โดยมีคนไทยจำนวน 2 คนที่ได้รับการขนานนามเป็นบุคคลแห่งปีจากการจัดอันดับครั้งนี้ ได้แก่ ด.ช.หม่อง ทองดี นักร่อนเครื่องบินพับกระดาษ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “ผู้รับบทบาทสมทบ” และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “ตัวแสดงระดับภูมิภาค”
เดอะ อิระวดี กล่าวถึง ด.ช.หม่อง ทองดี ว่าเด็กชายเชื้อชาติพม่าวัย 12 ปี ที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทยรายนี้ ถือเป็น 1 ใน “คนในข่าว” แห่งปีได้อย่างเหลือเชื่อ
หม่องชนะเลิศการแข่งขันร่อนเครื่องบินพับกระดาษระดับประเทศ จนได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เขากลับไม่มีหนังสือเดินทาง เนื่องจากพ่อแม่ของหม่องเป็นแรงงานชาวพม่าจากรัฐฉาน ดังนั้น แชมป์ร่อนเครื่องบินระดับประเทศจึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติภายใต้กฎหมายไทย แม้เขาจะถือกำเนิดในดินแดนไทยก็ตาม
เมื่อถูก รมว.มหาดไทยปฏิเสธไม่ออกหนังสือรับรองให้เดินทางออกนอกประเทศ หม่องก็กลับกลายเป็นคนดังในสังคม บรรดาสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจเขา ในประเทศที่ยังมีเด็กอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับ ด.ช.หม่อง แต่สุดท้าย หม่องก็ได้เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเขาได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราวจากการเข้ามาช่วยเหลือของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ที่ประเทศญี่ปุ่น หม่องคว้าเหรียญทองประเภททีมมาได้ อย่างไรก็ตาม สถานะความเป็นคนไทยของเขายังคงไม่ชัดเจน และมีบางรายงานข่าวระบุว่า หม่องและครอบครัวอาจถูกบังคับให้เดินทางออกจากประเทศไทยในช่วงต้นปี 2553
ทว่าสิ่งดังกล่าวไม่ได้ทำให้หม่องหยุดฝัน ไม่ใช่เพียงแค่ความหวังที่จะใช้ชีวิตในเมืองไทยต่อไปเท่านั้น แต่เขายังต้องการพัฒนาทักษะในการประดิษฐ์เครื่องบินของตนเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
“ผมต้องการจะเป็นวิศวกรเครื่องบินในสักวันหนึ่ง” หม่อง ทองดี กล่าว
สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดอะ อิระวดีมองว่า เขาคือผู้นำคนใหม่ของไทยที่พยายามปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับประเทศพม่า
โดยตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2551 นโยบายเรื่องพม่าของรัฐบาลไทยก็เปลี่ยนแปลงไป จากการประกาศใช้นโยบาย “ความเกี่ยวพันอย่างยืดหยุ่น”* (flexible engagement) กับพม่า และแนะนำให้ชาติสมาชิกอาเซียนใช้แนวทางดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้นโยบายในสมัยนายอภิสิทธิ์มีความแตกต่างจากนโยบายสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่วางความสัมพันธ์ไทย-พม่า อยู่บนเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงประการเดียว
ในฐานะประธานอาเซียนในปี 2552 เมื่อรัฐบาลทหารพม่าลงโทษจำคุกนางออง ซาน ซูจี ในเดือนพฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า “เกียรติยศและความน่าเชื่อถือ” ของระบอบรัฐบาลทหารพม่ากำลังอยู่ในภาวะ “เสี่ยงอันตราย” พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนางซูจีในทันที
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีไทยยังกล่าวกับพล.อ.เทียน เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า ในที่ประชุมอาเซียน ซัมมิต เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า เขาต้องการเข้าพบนางซูจี เมื่อมีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศพม่า
* “ความเกี่ยวพันอย่างยืดหยุ่น” เป็นข้อเสนอของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่เสนอในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting : AMM) ครั้งที่ 31 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ เปิดกว้างและเป็นกันเองในเรื่องหรือประเด็นต่าง ๆ ที่เห็นว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันหรือที่จะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันสืบเนื่องจากการที่อาเซียนมีสมาชิกครบ 10 ประเทศ และอยู่ในภาวะที่เผชิญปัญหาท้าทายต่าง ๆ ซึ่งมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกัน
แหล่งที่มาของข่าว : หนังสือพิมพ์มติชน

