สร้างแบบฝึกหัดชีวิตให้ลูก







     
       ประโยคหอมหวนที่ได้ยินบ่อยครั้งสำหรับพ่อแม่ในทศวรรษนี้ ที่อยากให้ลูกมีพัฒนาการดีรอบด้าน เก่งรอบทาง เราจึงได้ยิน เรื่องไอคิว อีคิว จนกระทั่งมี เอ็มคิว และอีกสารพัดคิว มากมาย ที่ถูกนำมาตอบสนองความต้องการของคนเป็นพ่อแม่ที่ปรารถนาต่อลูกน้อย
       
       ท่ามกลางความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่ ทำให้เราเกิดคำถามมากมายตามมาว่า อะไรคือความเก่ง อะไรคือความดี และอะไรคือความสุข เพราะคำจำกัดความของแต่ละคน ต่อคำว่า “เก่ง” “ดี” และ “ความสุข” ก็แตกต่างกันไป ไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกัน หรือสูตรสำเร็จตายตัว
       
       ยิ่งสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในยุคนี้ ก็ยิ่งทำให้คำจำกัดความของทั้ง 3 คำ ยิ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่ใครจะมองอย่างไร ถูกหล่อหลอมอย่างไร และเห็นแบบอย่างของผู้คนในสังคมอย่างไร
       
       สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ดิฉันได้มีโอกาสเสวนาร่วมกับ คุณหมอสุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ สถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี และคุณหมอจอม ชุมช่วย จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลมนารมย์ ในหัวข้อ “เด็กฉลาด เก่งดี อีคิวสูง” ท่ามกลางความวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่พวกเราล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับสถานการณ์และจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร
       
       ที่สำคัญ คนเป็นพ่อแม่จะเลี้ยงดูลูก อบรมสั่งสอน และหล่อหลอมเจ้าตัวเล็กของเราให้เติบโตขึ้นมาในท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวายและสับสนอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร
       
       เพราะคำว่า “เก่ง” กำลังถูกสร้างค่านิยมให้เก่งทางด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว เก่งอยู่คนเดียว ด้วยวิถีที่เอาตัวเองไว้ก่อน เพราะเป้าหมายใหญ่คือต้องสู่สนามแข่งขันในโครงสร้างระบบการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ ที่เอื้ออำนวยพื้นที่ให้สำหรับเด็กเก่ง ทำให้พ่อแม่ต้องเป็นหน่วยหน้าทำทุกทางเพื่อให้ลูกเก่งให้ได้
       
       เพราะคำว่า “ดี” กำลังถูกสร้างค่านิยมให้ดี เฉพาะตัวเรา แต่ไม่ได้นำความดีไปสู่ผู้อื่น หรือทำความดีเพื่อส่วนรวม ค่าของความดีในยุคปัจจุบันดูจะบรรเทาเบาบางลง เพราะการทำดีถูกมองข้ามหรือถูกลดทอนคุณค่า ในขณะที่สังคมให้การยอมรับ คนเก่ง มากกว่า คนดี ทำให้เด็กและเยาวชนพุ่งเป้าเพื่อการทำให้ตัวเองเป็นคนเก่ง มากกว่าเป็นคนดี
       
       เพราะคำว่า “ความสุข” กำลังถูกสร้างค่านิยมว่า การมีเงินเยอะ สามารถสร้างให้คนเรามีความสุขได้ เพราะฉะนั้น เงินจึงเป็นเป้าหมายหลักที่เด็กและเยาวชนถูกปลูกฝังให้มีเงินเยอะๆ เพื่อจะบันดาลทุกสิ่งอย่างทำให้ชีวิตมีความสุข โดยมิได้คำนึงถึงวิธีการของการได้เงินเยอะๆ
       
       ทั้ง 3 คำ 3 ความหมาย กำลังถูกบิดเบี้ยวจากภาพใหญ่ของสังคม ที่ถูกทำลายด้วยการยกย่อง คนเก่ง และคนมีเงิน เป็นภาพของผู้นำ ภาพของผู้ประสบความสำเร็จ ภาพของคนที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง
       

       เวทีเสวนาครั้งนี้ คุณหมอทั้งสองท่าน แสดงความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า เรื่องค่านิยมของความหมายทั้ง 3 คำ ทำให้เด็กๆ ในทุกวันนี้ ถูกหล่อหลอมทำให้เด็กๆ สับสน ซึ่งจำเป็นที่คนเป็นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต
       
       คุณหมอสุริยเดว พูดถึงประเด็นที่ดิฉันสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ พ่อแม่ในทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ทำแบบฝึกหัดชีวิตให้ลูก ทั้งที่ในชีวิตประจำวัน เราสามารถเป็นแบบฝึกหัดให้กับลูกได้ อยู่ที่ว่าพ่อแม่จะทำอย่างไร เป็นแบบอย่างอย่างไร
       
       สิ่งสำคัญอย่างยิ่งของแบบฝึกหัดชีวิตก็คือการมองชีวิตในเชิงบวก (Positive Thinking) ต้องเริ่มจากพ่อแม่ก่อน และจากนั้นก็สอนลูก เพราะการสร้างทัศนคติในเชิงบวก จะทำให้เด็กๆ มีภูมิคุ้มกันชีวิตทั้งทางกายและใจที่ดี พร้อมทั้งเน้นเรื่องทักษะ เพราะเด็กๆ ในยุคนี้ขาดทักษะในเกือบจะทุกด้าน เป็นเรื่องที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องใส่ใจ เพราะเท่ากับเป็นการสร้างต้นทุนให้กับชีวิตเด็ก 


       ดิฉันยกตัวอย่าง เด็กชาย 2 คน คนหนึ่งชื่อ ก. อีกคนชื่อ ข. เรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษา เกิดมีปัญหาทะเลาะกัน ปรากฏว่า เด็กชาย ก. ลงมือลงไม้กับ เด็กชาย ข. และทำกระจกโรงเรียนแตก แต่กลับบอกคุณครูว่า เด็กชาย ข.เป็นคนทำ ส่วนเด็กชาย ข. ก็กลัวว่าจะโดยทำร้ายอีกก็เลยเงียบไม่พูดอะไร แต่แล้วเด็กหญิง น. ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็เลยเล่าความจริงทั้งหมดให้คุณครูฟัง คุณครูก็เลยลงโทษเด็กชาย ก.
       
       เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะหลังโรงเรียนเลิก เด็กหญิง น.ก็ถูกเด็กชาย ก. ชกปาก พร้อมทั้งต่อว่าว่ายุ่งเรื่องคนอื่นต้องเจอดีแบบนี้ เด็กหญิง น.ร้องไห้กลับบ้าน คุณแม่ใส่แผลให้ แล้วก็บอกว่า “หนูไม่น่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย เห็นไหมเจ็บตัวเลย วันหน้าวันหลังอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นนะลูก”
       
       คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?
       
       คิดได้หลายกรณี อยู่ที่ว่าคุณจะมองจากมุมของเด็กคนไหน
       คุณหมอจอมมองจากเด็กชาย ก. แสดงความเห็นว่ามีแนวโน้มว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องความก้าวร้าว ฉะนั้น ต้องมีการใส่ใจ เด็กชาย ก. และพูดคุยว่าเหตุใดจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมาแสดงว่าต้องไม่ธรรมดา ต้องมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่บ้านด้วยหรือไม่
       ส่วนคุณหมอสุริยเดว มองจากมุมของคุณครู จำเป็นที่คุณครูต้องพูดคุยกับเด็ก และคุณครูต้องจัดการปัญหานี้ให้ลงตัวให้ได้ กรณีของเด็กหญิง น. มีความกล้าหาญ แต่ถูกทำร้าย คุณครูต้องเป็นตัวกลางในการจัดการปัญหาด้วยทัศนคติในเชิงบวกด้วย เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ที่สำคัญคุณแม่ต้องชื่นชมเด็กหญิง น. ด้วยที่มีความกล้าหาญ มิเช่นนั้นแล้วก็อาจทำให้เด็กหมดกำลังใจในการพูดความจริง
       
       ดิฉันสนใจเด็กหญิง น. เพราะดิฉันเชื่อว่า ตอนที่เด็กหญิง น.เดินไปบอกคุณครูเพราะเห็นเหตุการณ์ นั่นคือสิ่งที่เธอคิดว่าเธอทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ความกล้าหาญในความถูกต้อง กลับทำให้เธอเจ็บตัว และคุณแม่กลับบอกว่าสิ่งที่กล้าหาญ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
       
       กรณีนี้คุณแม่ของเด็กหญิง น. กลัวลูกจะถูกทำร้ายอีก ก็เลยสอนให้ลูกอยู่เฉยๆ ถ้าเจอเรื่องทำนองนี้อีก ทำให้คุณแม่มองมิติเรื่องความรักลูกเพียงอย่างเดียว
       
       แล้วเด็กหญิง น.จะสับสนหรือไม่ว่า แล้วแท้จริงสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดกันแน่..!!
       
       แล้วถ้าคุณเป็นพ่อแม่ของเด็กหญิง น. คุณจะทำอย่างไร ?
       
       นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวี่วัน ที่หมิ่นเหม่เหลือเกินว่าเราจะสอนลูกของเราอย่างไร เพราะสิ่งที่เราอบรมสั่งสอน หรือหล่อหลอม ก็จะติดอยู่กับตัวเขาจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่
       
       บทสนทนาในวันนั้น มีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นตรงกันก็คือท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงเด็กและเยาวชน ต้องคิดถึงแบบอย่างต่างๆ ที่พบเห็น ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างแน่นอน
       
       แล้วสิ่งที่ควรจะใคร่ครวญอย่างยิ่งก็คือค่านิยม เรื่องคำจำกัดความของทั้ง 3 คำ เรื่อง “เก่ง” “ดี” และ “ความสุข” ควรที่จะต้องมีความสมดุล และสร้างทัศนคติที่ถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่เด็ก
       
       เราอยากให้ลูกของเรา เก่ง ดี และมีความสุข อยู่คนเดียว ในรูปแบบที่เราสร้างขึ้นมาแต่ละครอบครัว โดยไม่คิดถึงผู้อื่นเลยหรือไม่…!!!


โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้จัดการออนไลน์