ลาดกระบังค้นคว้าอาหารเทียมเลี้ยงไหม

นักวิจัย “เทคโนลาดกระบัง” ร่วมกับม.เกษตรศาสตร์ คิดค้นสูตรอาหารเทียมเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน แก้ปัญหาใบหม่อนอ่อนขาดตลาด และหนอนไหมติดเชื้อโรค หลังนำไปเลี้ยงกว่า 1 ปี สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตหนอนไหมได้เกือบ 100%

          ผศ.ดร.อำมร อินทร์สังข์ ภาควิชาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สองทีมวิจัยร่วมกันคิดค้นสูตรอาหารเทียมและทดลองใช้เลี้ยงหนอนไหมตั้งแต่วัยอ่อนจนถึงโตเต็มวัย พบว่าอาหารเทียมที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสูตรกากถั่วเหลืองสกัดไขมันช่วยให้หนอนไหมมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าการเลี้ยงด้วยใบหม่อนสดเกือบ 100%

          อาหารเทียมที่นักวิจัยคิดสูตรขึ้น ทำมาจากส่วนผสมที่หลากหลาย อาทิเช่น ใบหม่อนแห้งบด กากถั่วเหลืองสกัดไขมันบด ผงวุ้น  เกลือแร่ เบต้าสโตโรล กรดซิตริค  น้ำกลั่นและสารปฏิชีวนะ โดยนำมาปรุงเป็น 2 สูตรได้แก่สูตรใบหม่อนบด ซึ่งใช้ใบหม่อน 50% ผสมกับส่วนผสมชนิดอื่น และสูตรกากถั่วเหลืองสกัดไขมันที่ผสมกับใบหม่อนบดเช่นเดียวกัน

          โครงการพัฒนาสูตรอาหารเทียมเพื่อเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อนพันธุ์นางลาย เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

          จากการทดลองนำอาหารเทียมที่พัฒนาไปเลี้ยงหนอนไหม พบว่าอาหารเทียมสูตรกากถั่วเหลืองสกัดไขมันเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากกว่าการเลี้ยงด้วยใบหม่อนสดเกือบ 100% โดยการให้อาหารเพียงวันละครั้งเท่านั้นทำให้มีความสะดวกในการดูแลมากกว่าการเลี้ยงด้วยยอดใบหม่อนที่ผู้เลี้ยงต้องให้ถึงวันละ 4 มื้อ แต่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับใบหม่อนสูง

          นักวิจัยยอมรับว่า อาหารเทียมยังมีคุณค่าสารอาหารน้อยกว่าใบหม่อนสดอยู่ ทำให้การเจริญเติบโต น้ำหนักหนอน น้ำหนักรังและเปลือกรัง เสียเปรียบกว่าการเลี้ยงด้วยใบหม่อนสดอยู่บ้าง แต่สามารถช่วยแก้ปัญหาใบหม่อนขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่หม่อนมักไม่ผลิใบอ่อน และเพิ่มโอกาสให้คนที่ไม่มีพื้นที่ปลูกหม่อนสามารถเลี้ยงไหมเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

          อาหารเทียมดังกล่าวยังช่วยลดความเสี่ยงติดโรคหลังจากกินสปอร์ที่ติดมากับใบหม่อน โดยเฉพาะสปอร์โรคเพบบรินจากแมลงในธรรมชาติซึ่งมีฤทธิ์ร้ายแรงถึงขั้นทำให้หนอนไหมตาย ทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาในการเลี้ยงต่อรอบให้น้อยลงได้ด้วย เนื่องจากไหมมีความแข็งแรงปลอดเชื้อสูงขึ้น

          อาหารเทียมที่พัฒนาขึ้นตอนนี้ใช้ต้นทุนประมาณกิโลกรัมละ 1,300 บาท โดยวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตทีมวิจัยได้คัดเลือกชนิดที่เกรดดีสุด เทียบกับอาหารเทียมของญี่ปุ่นที่ขายอยู่ประมาณกิโลกรัมละ 2,800 บาท ยังถูกกว่ามากทั้งที่เลี้ยงหนอนไหมได้ประมาณ 2,000 ตัวเท่าๆ กัน

          “ผลงานวิจัยดังกล่าวหากต่อยอดเชิงพาณิชย์ อาจปรับปรุงสูตรที่เหมาะสมจนต้นทุนเหลือเพียงกิโลกรัมละประมาณ 700 บาทได้ กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะนำไปใช้ได้แก่กลุ่มเกษตรกร อุตสาหกรรมการเลี้ยงไหมของเอกชน หน่วยงานภาครัฐ หรือแม้แต่โรงเรียนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการการเรียนการสอนวิชาชีววิทยาเพื่อให้นักเรียนได้ทดลองติดตามด้วยตนเอง” ผศ.ดร.อำมร กล่าว

          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com