ลุงจ่า ในวัย 77 ปี กำลังจดจ่ออยู่กับงานปั้นพระ
บรรยากาศในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี
ควายไม้ ของที่ระลึกจากลูกสาวพิพิธภัณฑ์
พรศิริ บูรณเขตต์ ลูกสาวพิพิธภัณฑ์
การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก จ่าทวี และ พรศิริ บูรณเขตต์ ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
สำหรับคอร์พิพิธภัณฑ์ ชื่อและข่าวคราวไม่สู้ดีในช่วงหลังๆ ของ ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี’ คงมีเข้าหูมาบ้าง และเรื่องราวต่อไปนี้ คือ การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
“จริงๆ มันแย่มาตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้มันถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ขั้นขาดลมหายใจ เข้าขั้นตรีทูต สมัยใหม่เรียกว่า ไอซียู”
เสียงพูดที่ขาดห้วงบ่งบอกถึงความรู้สึกของ จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ชายชราผู้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตไปกับการปลุกปั้น ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี’ ศูนย์การเรียนรู้แห่งภูมิปัญญาที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยกย่องว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่า ไร้ปัญหา ในทางกลับกัน ดีที่สุด อาจแปลว่า เจ็บหนักที่สุดก็เป็นได้ ในกรณีนี้นอกจากพิพิธภัณฑ์จะป่วยแล้ว คนดูแลยังออกอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
ลุงจ่าในวัย 77 ปี มีเวลานอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งปั้นพระตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่เคยมีวันหยุดราชการเหมือนคนอื่นๆ เพื่อหาเงินส่วนหนึ่งมาจุนเจือพิพิธภัณฑ์
ส่วน ปู พรศิริ บูรณเขตต์ ลูกสาวพิพิธภัณฑ์ ก็มีชีวิตประจำวันไม่ต่างกัน ตื่น 6 โมงเช้า เข้านอนตอนตี 3 ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเจ็บป่วย ไหนจะหนี้สินที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะปลดเปลื้องได้หมด
จ่าทวี พรศิริ และกรรมการในมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ จึงร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคล เป็นพระบูชาพระพุทธชินราช(จำลอง) และวัตถุมงคล รุ่น ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์’ ขึ้น เพื่อระดมทุนให้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวียังคงดำรงอยู่
จะว่าไปก็เหมือนฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ถ้าไม่ทำ…คนก็จะลืม
อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลุกขึ้นมาประกาศว่า พิพิธภัณฑ์จ่าทวีอาจจะต้องปิดตัวลงแล้ว?
พรศิริ : มันเกินกำลัง เหนื่อย ทำงานประจำวันก็แย่แล้ว ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ไม่มีเวลาทำอะไรเลย บางทีก็กระทบกับโลกภายนอกบ้าง เช่น คนชอบถามว่า ภาครัฐบาลช่วยอะไรบ้างไหม สมมติเราบอกว่า ก็ต้องพึ่งตัวเองไป บางทีก็ได้ยินเข้าหูมาประมาณว่า มันเป็นของจ่าทวี ไม่รู้จะช่วยยังไง เป็นเอกชนทำไม่ไหวก็เลิกทำไปสิ ไม่ได้มีใครขอให้ทำ เจอแต่คำถามแบบนี้ก็เลยงงว่า เออ…จริงๆ ฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ได้ยินแบบนี้มาก็รู้สึกฝ่อ แย่มาก บอกว่า มันคงไม่ไหวจริงๆ แล้ว
จ่าทวี : มันแย่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นแล้ว กว่าจะรวบรวมข้าวของมาต้องใช้เวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ชิ้นที่หนึ่งจนถึงชิ้นที่หลายๆ หมื่น รวมมาได้แล้วก็ต้องหาความรู้มาใส่ด้วย ต้องมาก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วย ต้องมาจัดการแสดงด้วย ต้องใช้แรงกาย แรงใจคอยบรรยายให้ผู้คนฟัง จ้างคนมาช่วยงาน จะไปจ้างคนมีความรู้ไม่ได้หรอก ค่าตัวเขาแพง ต้องจ้างคนธรรมดามาหัด มันแย่มาตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายคือวันนี้ที่หมดสภาพ
ที่สู้อุตส่าห์อดทนทำมา เพราะอะไร
จ่าทวี : จะปล่อยให้มันสูญหายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร เราเข้าใจนะว่าสิ่งเหล่านี้ต่อไปจะต้องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ เราก็ทนไป บางคนบอกว่า หยุดไว้ก่อนสิแล้วค่อยมาทำ หรือบางคนหาว่า อุตริ ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อนสิแล้วค่อยมาช่วยคนอื่น แต่มันรอไม่ได้หรอก มันสูญมันหาย มันถูกกาลเวลากลืนกิน ถูกวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงหมด ไอ้เรื่องของไทยเราก็ค่อยๆ สูญสลายไป จนวันหนึ่งมันก็จะหมดสิ้นไปทุกอย่าง เวลานี้พวกเราบางหมู่บางเหล่าไม่รู้จักตนเองจึงรบราฆ่าฟัน หาประโยชน์ใส่ตัวเองเพราะว่าขาดวัฒนธรรม ขาดคุณธรรมในด้านศาสนาและวัฒนธรรม เลยไม่มีใครรักชาติ มีแต่รักตัวเองทั้งนั้น
ตอนเริ่มทำคิดมั้ยว่าวันหนึ่งอาจจะหมดตัว?
จ่าทวี : ตอนแรกๆ เราก็คิดว่า เศรษฐกิจของเรามันยังดี แม่บ้านลุงจ่าไปค้าไปขายในตลาด ในที่สุดตอนหลังคนมาแย่งกันค้าขาย เศรษฐกิจไม่ดี รายได้จากที่อื่นไม่มี ได้จากเรื่องพระ(หล่อพระ)อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอจะไปหนุน
พรศิริ : โดยรวมนะลุงจ่าทำหน้าที่เกินพลเมืองคนหนึ่ง คนเราเกิดมาเป็นคนดี ดูแลครอบครัวให้เป็นสุข ทำบุญบ้างก็พอแล้ว ลุงจ่าอาจจะทำอะไรเกินตัว แต่ว่าเป็นความเกินตัวที่เขารู้ตัวนะ เขาก็ปรารถนาดี บังเอิญว่าสมัยก่อนเขาพอจะมีเงินจุนเจือ แต่ว่าการที่เราเอาเงิน…เหมือนการที่เรามีน้ำแก้วหนึ่ง เรากินบ้างแบ่งคนอื่นกินบ้าง ก็จบใช่ไหม แต่ลุงจ่าใช้น้ำทั้งหมดที่มี แล้วยังไปสูบมาด้วย มันก็หมดเร็ว ซึ่งพอมันเกินกำลังมนุษย์คนหนึ่ง มันก็ล้ม
เป็นข่าวมาระยะหนึ่ง มีใครเข้ามาช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำบ้างไหม
พรศิริ : ที่ช่วยเยอะคือภาคประชาชน และคนที่ไม่เคยทิ้งเราเลยคือคณะกรรมการมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ประธานมูลนิธิคือ อาจารย์มังกร ทองสุขดี รองประธานคือ อาจารย์อำนวย จั่นเงิน ช่วยตลอดเลย เราก็คุยปัญหากันว่า พิพิธภัณฑ์อยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร เงินก็น้อย คนก็น้อย ถึงเก็บเงินแล้วก็ได้ครึ่งหนึ่งของเงินที่ต้องจ่ายคนงาน คือเหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ ตายไม่ได้ จนท้ายที่สุดบอกอาจารย์ว่า ไม่ไหวแล้ว อาจารย์ก็บอกว่า ระดมสร้างพระสักรุ่นหนึ่งมั้ย ลุงจ่าเป็นแม่งาน ตั้งชื่อรุ่นว่า ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์’ แล้วคณะกรรมการก็ช่วยมาจนถึงทุกวันนี้
จะต้องระดมทุนมากสักเท่าไหร่ถึงจะช่วยพิพิธภัณฑ์ได้
จ่าทวี : ถ้าพูดเป็นตัวเงินก็ไม่ควรต่ำกว่ายี่สิบล้าน ส่วนหนึ่งก็ทำให้พิพิธภัณฑ์ปลอดภาระ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเยอะพอสมควรที่จะฝากหรือว่าบริหารงานทำให้เกิดดอกผล แล้วเอากำไรหรือดอกผลที่ได้มาช่วยที่ทำงาน เพราะว่างานตอนนี้มีเป็นสิบๆ ตำแหน่งเลยที่ไม่มีคนทำ ทำกันอยู่แค่คนสองคน
พรศิริ : ตอนนี้ก็มีคนจององค์ใหญ่มาประมาณพันองค์ องค์เล็กก็สี่ห้าร้อยองค์ แต่ว่าที่เรากะไว้คือขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5.9 นิ้ว จะทำขนาดละ 2,552 องค์ แล้วก็มีเหรียญอีก ยอดจองยังไม่ถึงครึ่ง ส่วนใหญ่เวลาไปออกรายการคนก็สนใจ แต่ผ่านไปอีกสักอาทิตย์ก็เงียบ
ได้ข่าวว่าปั้นพระจนมือบวม?
จ่าทวี : เกร็งในการปั้นพระมากไปหน่อย ยืดไม่ได้ ยืดแล้วเจ็บ(อาการนิ้วล็อก) แต่มันก็หยุดทำไม่ได้
สายตายังดีอยู่ใช่มั้ยคะ
จ่าทวี : ก็ไม่ค่อยดีหรอก ตาเป็นต้อกระจกไปเปลี่ยนมาข้างหนึ่งแล้ว อีกข้างหนึ่งก็มองไม่เห็น ว่าจะไปทำแต่ไปทำไม่ได้ ไม่มีเวลา เบาหวานก็เป็น ต้องยืนๆ นั่งๆ ทั้งวันเท้าก็เลยบวม ดำ เพราะเลือดไม่เดิน
แล้วคุณปูล่ะ
พรศิริ : นิ้วล็อกเหมือนกัน แล้วก็บวม สองข้างไม่เท่ากัน ตอนนี้เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายไม่ได้ คือปกติเขียนด้วยมือขวา วาดรูปด้วยมือขวา แต่จะเอามือซ้ายเขียนตัวหนังสือให้เป็นแบบการ์ตูน ซึ่งตอนนี้เขียนไม่ได้มาสองเดือนแล้ว ไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องไปใช้คอมพิวเตอร์แทน พอไปใช้คอมพิวเตอร์ตาก็เจ็บ เมื่อเช้าก็พูดไม่ได้เลย เสียงแหบ เพราะว่าเป็นวิทยากรตลอด งานมันเยอะก็ทำให้ป่วย คือป่วยทั้งพิพิธภัณฑ์ป่วยทั้งคน ป่วยทั้งพ่อทั้งลูก เป็นช่วงเวลาที่ทรุดโทรมทั้งคนทั้งพิพิธภัณฑ์
มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณปูทุกข์หนักถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย?
พรศิริ : มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่า มันไม่ไหวแล้ว คนอื่นก็บอกว่า มันเป็นอย่างนี้เองแหละ ปัญหามันมีมา เดี๋ยวพิพิธภัณฑ์ก็อยู่ได้ แต่เราก็อยากบอกว่า มันต้องมีที่สิ้นสุดนะ ก็ทำให้มันเป็นรอย(ใช้ไม้บรรทัดกรีดข้อมือ) ให้จำว่าอย่าทำอีกนะ บางทีเราก็ไม่รู้ว่า เส้นที่เราควรจะหยุดมันอยู่ตรงไหน ก็อยากมีอะไรสักอย่างให้เราจำว่า นี่มันที่สุดของเราแล้ว ก็แย่นะ ตั้งแต่สมัยห้าปีที่แล้ว เรื่องเก็บภาษีย้อนหลังนั่นแหละ
เคยคิดมั้ยคะว่า ถ้าต้องปิดจริงๆ จะเป็นยังไง
พรศิริ : ถ้าปิดจริงๆ ก็เป็นบ้านธรรมดาหลังหนึ่งค่ะ ข้าวของก็เหมือนบ้านอื่น ที่มีไว้ให้ลูกหลานดู ไม่ต้องแบ่งใคร ในความเป็นจริงถ้าเราจะทำอย่างนั้น ลุงจ่าก็คงปิดบ้านไปตั้งแต่แรกแล้วแหละ การที่เขาเปิดเขาเจตนาดีกับสังคม ไม่งั้นเขาไม่เปิดหรอก
จ่าทวี : มันทับถมจนมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เราก็แก้ตัวโดยการสร้างพระ เรามีความคิดที่จะอยู่ต่อ ถ้าเราไม่สร้างพระเราก็อยู่ไม่ได้ หมายถึงล้มตึงไป ถ้าเราจะขายให้ใคร เราก็โดนด่า ขนาดเขาไม่ช่วยนะ จะช่วยก็ไม่ช่วย จะมองก็ไม่มอง ดูก็ไม่เคยมาดู แต่ว่าด่า แกมีความรู้อะไรถึงมาทำแบบนี้ ทำไมไม่ไปหาหน่วยงานราชการหรือแหล่งอื่นๆ มาช่วยล่ะ เราเป็นใครเขาถึงจะมาช่วยเหลือเรา หรือบางทีเขาก็จะว่า นี่เป็นของเอกชนช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเป็นชื่อจ่าทวี เขาจะช่วยส่งเสริมชื่อจ่าทวีให้ดังเหรอ
พรศิริ : คือบางทีเขาจะช่วยแต่มีข้อแม้ ต้องเปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์จ่าทวีเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อชาวพิษณุโลก พี่ก็งงว่า ไม่มีลุงจ่าก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้อยากดังหรอกนะ เวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ถ้าสังเกตให้ดีเราจะใช้คำว่า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ไม่พยายามใส่ชื่อสกุล เพื่อไม่ให้คนเขม่น แต่บางทีคนก็มองว่า ถ้าช่วยก็ช่วยจ่าทวีอยู่นั่นแหละ บางคนก็บอกว่า ถ้าช่วยจ่าทวีแล้วพิพิธภัณฑ์อื่นก็ต้องช่วยด้วย เขาไม่มีวิธีแยกแยะว่า ใครทำจริง ใครทำไปตามกระแส ไม่มองว่า จ่าทวีทำมานานแค่ไหนแล้ว หรือว่าให้ชมฟรีมายี่สิบปีแล้ว คือต้องมองทุกเรื่องสิ อย่างเช่นถ้ายกเว้นภาษีให้พิพิธภัณฑ์จ่าทวีก็ต้องยกเว้นให้ทั่วประเทศใช่มั้ย แล้วอย่างนี้คนจะแอบทำพิพิธภัณฑ์เพื่อลดหย่อนภาษีหรือเปล่า คุณก็เช็คสิ
เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ลอยอยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรปักไว้ตรงไหน ไม่รู้ว่าไปอยู่กับหน่วยงานนี้ได้มั้ย หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวก็จะประมาณว่า ไม่มีงบ หรือหน่วยงานบางแห่งก็บอกว่า ขอได้ทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเรื่องเงิน เราไปอยู่กับที่นี่ได้มั้ย อ๋อ…ตรงนี้ไม่ได้หรอก เพราะเราดูแลด้านสังคมไม่ใช่ด้านวัฒนธรรม เออ…ไปอยู่กับองค์กรวัฒนธรรมโดยตรงได้มั้ย อ๋อ…เราดูแลไม่ได้หรอกเราอยู่กรุงเทพฯ เอาส่งไปให้หน่วยงานพิษณุโลกดูแลได้มั้ย เขาบอกว่า โอ๊ย…หน่วยงานเขามีคนดูแลแค่แปดคน จะดูแลองค์กรขนาดนี้ได้ยังไง สรุปว่ามันเป็นลูกบอลที่ถูกเตะไปมา เพราะฉะนั้นลูกบอลลูกนี้ไม่ควรให้ใครเตะ แต่ว่าพยายามที่จะเลี้ยงลูกกันเองดีกว่า พึ่งตัวเองดีที่สุด
จ่าทวี : มันต้องมีความเสียสละอย่างสูงถึงจะทำได้ ต้องใช้เงินเยอะ ต้องใช้สติปัญญา แรงกายแรงใจทรัพย์สินทุกประการถึงจะทำมาได้ คนจนจริงๆ ก็ทำไม่ได้ เราทำเราไม่ได้หวังเลี้ยงใคร เราหวังว่าให้ของอยู่นานที่สุด เก็บไว้ให้ดีเท่าที่ครอบครัวของลุงจ่าจะเก็บไว้ได้ เพราะมันมีประโยชน์มหาศาล คนเราต้องมีเอกลักษณ์ มีศักดิ์ มีศรี มีเกียรติภูมิ เวลาลุงจ่าเห็นผู้หญิงแต่งกายแบบไทยตอนสงกรานต์ ดีใจ คนไทยมีเอกลักษณ์ ดูแล้วสวย เวลาเขารดน้ำ สวย เดี๋ยวนี้คนไทยไม่มีเอกลักษณ์ พยายามเลียนแบบชาติอื่น จนไม่รู้ว่าอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของตัวเป็นยังไง เราไม่มีเอกลักษณ์แล้วยังยินดีต่อความไม่มีอีก
เศรษฐกิจการเมืองแบบนี้มีผลกระทบต่อพิพิธภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน
จ่าทวี : ไม่มีอะไรมากมาย เพราะว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีลุงจ่าก็อยู่สภาพนี้ ร่อแร่แบบนี้มาเรื่อย เพราะว่าไม่ได้หวังประโยชน์ทางการเงิน แต่ว่าไม่ได้หวังจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ จริงหรือเปล่าลูกปู
พรศิริ : จริง คือพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่โรงหนังหรือโรงละคร สมมติหนังเรื่องนี้ดังมากเลยในเมืองนอก คนไทยก็จะแห่ไปดู แต่ไม่ว่าสภาวการณ์ไหนพิพิธภัณฑ์เป็นทางเลือกสุดท้ายที่คนจะเข้าไปชม เป็นอย่างนี้ทุกที่
สรุปสั้นๆ เลย พิพิธภัณฑ์จ่าทวีจะอยู่ได้ไหม
จ่าทวี : อยู่ที่การสร้างพระนี่แหละ
ณ ตอนนี้ความคาดหวังทั้งหมดฝากไว้ที่การจองพระเลยใช่มั้ยคะ
พรศิริ : สมมติเราทำนา แรงงานถามว่ามีมั้ย เราก็มีครอบครัว พ่อลูกทำเต็มที่ ใจก็สุดยอดเลยไม่ต้องห่วง แต่พันธุ์ข้าวไม่ดีพอ เราต้องการน้ำ และน้ำที่เราต้องการคือน้ำห่าใหญ่ๆ เลย นาแล้งมากแล้ว นาจะล่ม ต้องการสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ว่าบังเอิญน้ำเราก็ไม่ได้รอไหว้เทวดาแล้วส่งมาทีเดียวนะ เราก็พยายามระดมสูบน้ำจากนาเราเองขึ้นมาใหม่ คือใช้ความสามารถที่ลุงจ่ามีจากการปั้นพระ
ถามว่าหวังมั้ย ก็ 50 50 เราอยากให้สังคมตัดสิน คือถ้าผ่านวันนี้ไปได้ สังคมช่วยเหลือเกื้อกูล แสดงว่าเขาอยากให้อยู่ เราจะทำต่อไปให้สุดฝีมือเลย แต่ถ้าสมมติมันไม่ผ่าน ก็จบ คือตอนนี้เราเป็นหนี้ประชาชนอยู่ เขาให้ใจเยอะมาก เรารู้สึกว่าต้องอยู่เพื่อพวกเขา นี่พูดจริงๆ นะ ชีวิตมาถึงขนาดนี้แล้วคิดว่าจะเดินหน้า ไม่ถอยหลัง
ยืนยันว่าจะไม่ปิด?
พรศิริ : ไม่ยืนยัน(หัวเราะ)
จ่าทวี : แต่มันเลิกไม่ได้หรอกลูก เมื่อมันมีมูลนิธิ มีการสร้างพระ คนเขาร่วมไม้ร่วมมือ มันจะเลิกไม่ได้ ถ้ามันอยู่ในภาวะที่อยู่ได้ก็ต้องทนทู่ซี้เอา
พรศิริ : ค่ะ ประชาชนเลี้ยงน้ำใจเราอยู่ ไม่รู้จะเลิกไปได้ยังไง
