ปฏิรูปการสอนอังกฤษ

โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเสวนา “เพื่อพิจารณาร่างแนวปฏิบัติ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน” จัดโดยสถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุรัตน์ ศิลปอนันต์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมเสวนา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2557

รมว.ศธ.กล่าวตอนหนึ่งว่า วิชาภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารด้วย

ศธ.จำเป็นต้องพัฒนาคนให้มีความพร้อมในโลกในปัจจุบัน ที่มีทั้งความร่วมมือและการแข่งขันไปพร้อมๆ กัน จึงได้จัดทำประกาศเรื่องนโยบายปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล รวมทั้งการพัฒนาครู โดยจะเน้นการสอนภาษา ที่เน้นให้สามารถสื่อสารและใช้หาความรู้ได้  ซึ่งได้ยกตัวอย่างการสอนของประเทศสวีเดน เป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสอนภาษาอังกฤษเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ที่เริ่มสอนเด็กเล็กๆ โดยสอนการฟังกับการพูด ยังไม่สอนอ่านหรือเขียน และประสบการณ์การสอนอ่านหรือเขียนสำหรับภาษาแม่ในภาษาใดก็ตาม หากเด็กได้เรียนฟังพูดมาแล้วทุกวันๆ ละ 16 ชั่วโมง คนละ 6-7 ปี จะได้ผลดีมากในการเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ต่อไปในอนาคต

ดังนั้น การจัดห้องเรียนสำหรับการสนทนา จึงเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นที่จะต้องสอนให้เด็กสื่อสารได้ หรือจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น เพราะการเรียนภาษาแบบเจือจาง ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสถานศึกษาอาจจะต้องปรับแนวปฏิบัติดังกล่าวด้วยความพร้อมที่แตกต่างกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การสอนภาษาอังกฤษมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในสภาพที่แตกต่างกันได้ ข้อคิดหนึ่งที่สำคัญซึ่ง รมว.ศธ.ได้ยกตัวอย่าง คือ หนังสือภาษาอังกฤษบางเล่ม เปิดออกมามีแต่การสอน Grammar ล้วนๆ ไม่สามารถใช้สอนเพื่อการสนทนาได้ แต่ละสถานศึกษาจึงต้องพิจารณาด้วยว่าหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ มีพอเพียงและครอบคลุมการสอนหรือไม่อย่างไร

ในส่วนของการประชุมเสวนาครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเตรียมยกร่างแนวปฏิบัติ และช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน ทั้ง สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ครู โดยมีการรับฟังความเห็นเพื่อนำไปประกอบการจัดทำแนวปฏิบัติ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ CEFR ที่เน้นการเรียนการสอนภาษาจากการใช้ภาษาและการเรียนเพื่อใช้ภาษา โดยคาดหวังว่าจะได้แนวทางในการเตรียมการ เตรียมห้องเรียน จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอน รวมทั้งหนังสือ แบบเรียน แบบฝึกหัด สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่สอดคล้องกันทั้งกระบวนการ ตลอดจนการจัดให้มีวิชาสนทนาภาษาอังกฤษและการสนทนาแบบเข้มข้นในช่วงเวลาและในห้องเรียนที่มีความเหมาะสม ตลอดจนการรวบรวม คัดเลือกสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเกิดประโยชน์แก่ครู นักเรียน เช่น การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการออกเสียง ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในหลายโรงเรียน เช่น การเพิ่มคาบเรียนจาก 4 คาบต่อสัปดาห์ เป็น 6 คาบต่อสัปดาห์ หรือบางโรงเรียนมีวิชาสนทนา มีการเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น มีชมรมภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดค่ายภาษาอังกฤษในช่วงปิดภาคเรียนของ สพฐ. ฯลฯ

ย้ำว่าในการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ศธ.จะยอมรับความแตกต่างของโรงเรียน เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนการสอนและมีผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งโรงเรียนที่สอนหลักสูตร English Program หรือ Mini English Program หรือโรงเรียนนานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนที่มีครูต่างชาติและโรงเรียนที่ไม่มีครูต่างชาติ หรือโรงเรียนที่มีครูต่างชาติแต่สอนไม่ถูกวิธีหรือไม่ได้ผล และโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่มีครูต่างชาติและไม่มีความพร้อม ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยอาศัยสื่อและแบบเรียนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวคิดนี้มากขึ้น

ฉะนั้น ไม่ว่าจะการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในแต่ละสถานศึกษาจะแตกต่างกันอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น คือ มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น.

 

(ร่าง) แนวปฏิบัติ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง นโยบายปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

มี     สำ คั  ดั  นี้

1) การใช้กรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล คือ The Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ออกแบบหลักสูตร พัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู และกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้

2) ปรับจุดเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเรียนรู้ โดยเน้นการสื่อสาร (Communicative Language Teaching : CLT) เริ่มจากการฟัง พูด อ่าน และเขียน ตามลำดับ

3) ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานหลัก ด้วยหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน ครู วัสดุอุปกรณ์ ตามความพร้อมของแต่ละสถานศึกษาและความถนัดสนใจของผู้เรียน

4) ส่งเสริมการยกระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ได้แก่ การขยายโครงการพิเศษด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เช่น English Program, Mini English Program, English for Integrated Studies พัฒนาห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารทางสังคม ด้านวิชาการ ห้องเรียนสนทนาภาษาอังกฤษ และการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับประกอบอาชีพ การจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นในช่วงปิดภาคเรียนและค่ายนานาชาติ การเพิ่มชั่วโมงเรียนและการเรียนอย่างต่อเนื่อง การจัดสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศเพื่อกระตุ้นการฝึกทักษะการสื่อสาร การประกวดแข่งขันและจัดกิจกรรม รวมทั้งการสอนวิชาสนทนาภาษาอังกฤษทั่วไป การสอนแบบเข้มข้น รวมถึงการจัดเป็นวิชาเลือก

5) ยกระดับความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครู ให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ที่เน้นการสื่อสาร (CLT) และเป็นไปตามกรอบความคิด CEFR โดยเริ่มจากการประเมินความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษสำหรับครู ฝึกอบรมครู ตลอดจนพัฒนาระบบติดตามแก้ปัญหาและช่วยเหลือครูอย่างเป็นระบบ และจัดระบบฝึกฝนและสอบวัดระดับความสามารถแบบออนไลน์

6) ส่งเสริมการใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสามารถของครูและนักเรียน ส่งเสริมการผลิต การสรรหา e-Content Learning Applications แบบฝึกและแบบทดสอบที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการฟัง การออกเสียงที่ถูกต้อง Phonics จากสื่อดิจิทัล

 
 
ภาพ สถาพร ถาวรสุข

 

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
7/3/2557