นิทานแห่งความดี ชุด ลูกเสือ กฎลูกเสือข้อ 4 เรื่องที่ 4.3 “เจ้าหญิงอินเดียนแดง โพคาฮอนตัส”

                    ที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1607 (พ.ศ. 2150 สมัยอยุธยาตอนกลาง)  กัปตันจอห์น สมิธ ผู้นำกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษในเมืองเจมส์ทาวน์  รัฐเวอร์จิเนีย     เดินทางสำรวจแม่น้ำชิกกาโฮมินี แต่เขาถูกนักรบเผ่าพาวฮะทัน (Powhatan) จับตัวได้ เพื่อนร่วมทางของเขาถูกสังหาร    ส่วนสมิธถูกนำตัวไปยังหมู่บ้านเพื่อรับโทษประหารชีวิตตามคำสั่งของ หัวหน้าเผ่าพาวฮะทัน  เพราะเป็นศัตรูที่มาแย่งชิงแผ่นดิน  

                        ในขณะที่เขากำลังถูกกดศีรษะลงบนหินก้อนใหญ่ และเหล่านักรบเงื้อไม้กระบองขึ้นเพื่อจะทุบหัวสังหาร       โพคาฮอนตัส บุตรสาววัยเยาว์ของหัวหน้าเผ่า ซึ่งในขณะนั้นอายุประมาณ 10 ปี ได้วิ่งออกมาเอาตัวเข้าขวาง โดยนำศีรษะของเธอวางทับบนศีรษะของสมิธ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาถูกทำร้าย  เพราะมิตรภาพและบุญคุณที่เคยมีมาก่อน    ความใจเด็ดของเธอทำให้หัวหน้าเผ่ายอมไว้ชีวิตสมิธ

                 หลังจากการรอดชีวิต หัวหน้าเผ่าได้ทำพิธีรับสมิธเข้าเป็นสมาชิกของเผ่า และตกลงที่จะปล่อยเขากลับไปยังเมืองเจมส์ทาวน์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ เมื่อกลับไปถึงแล้ว สมิธต้องส่งปืนใหญ่ 2 กระบอก และแท่งเหล็ก มาให้เป็นค่าตอบแทน

                เมื่อกัปตันจอห์น สมิธ กลับถึงเจมส์ทาวน์ เขาเผชิญกับบททดสอบสำคัญ   โดยแรงกดดันจากพวกเดียวกัน ที่เพื่อนชาวอังกฤษมองว่า   ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดกับ “คนป่า” การมอบอาวุธร้ายแรงให้ศัตรูถือเป็นเรื่องอันตรายและโง่เขลา

                     แต่สมิธถือว่าเขาให้ “คำสัตย์” ไว้แล้ว เขาจึงยืนยันที่จะทำตามสัญญา  สมิธจัดหาปืนใหญ่และแท่งเหล็กตามที่สัญญาไว้ แต่เขาเลือก ปืนใหญ่เดมิ-กุลเวริน (Demi-culverins) ซึ่งมีน้ำหนักมาก (ประมาณกระบอกละ 2 ตัน) แล้วเชิญให้ผู้นำสารของพาวฮะทันมายกกลับไป

                   เมื่อฝ่ายอินเดียนแดงพบว่าปืนใหญ่นั้น  หนักเกินกว่าจะขนย้ายผ่านป่าข้ามแม่น้ำไปได้ พวกเขาจึงยอมรับของกำนัลอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่าแทน แต่ประเด็นสำคัญคือ สมิธได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพร้อมจะส่งมอบของตามสัญญา เขาไม่ได้ผิดคำพูด และไม่ได้แสดงความตระบัดสัตย์

                    ความสัมพันธ์ระหว่างสมิธและโพคาฮอนตัสกลายเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ       โพคาฮอนตัสมักจะนำอาหารมาช่วยชาวอังกฤษในเจมส์ทาวน์ในช่วงที่เกิดความอดอยาก และในเวลาต่อมาเธอได้แต่งงานกับชาวอังกฤษชื่อ จอห์น โรลฟ์ (John Rolfe) และเดินทางไปยังอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่โด่งดังไปทั่วโลก

                  นิทานเรื่องนี้ นิยมใช้ในการฝึกอบรมลูกเสือ ในเรื่อง กฎลูกเสือข้อที่ 4   การเป็นมิตรของคนทุกคน

                  เรียบเรียงจากเรื่อง  กัปตันสมิธและโพคาฮอนตัส The Story of Captain John Smith and Pocahontas  จากเอกสารของลูกเสืออเมริกัน

                                                                             อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครรอบกองไฟ: เจ้าหญิงโพคาฮอนตัสกับมิตรภาพไร้พรมแดน

ตัวละคร:

  1. กัปตันจอห์น สมิธ: (สุภาพบุรุษ กล้าหาญ รักสัจจะ)
  2. เจ้าหญิงโพคาฮอนตัส: (จิตใจดี เด็ดเดี่ยว)
  3. หัวหน้าอินเดียนแดงเผ่าพาวฮะทัน: (น่าเกรงขาม ดุดัน)
  4. กลุ่มนักรบอินเดียนแดง: (2-3 คน ทำท่าทางฮึกเหิม)
  5. กลุ่มชาวอังกฤษ: (2-3 คน ท่าทางดูถูกคนอื่น)
  6. ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด)

ฉากที่ 1: การเผชิญหน้าและการเสียสละ

(เปิดฉาก: กัปตันสมิธเดินสำรวจป่า ทันใดนั้นเหล่านักรบวิ่งออกมาล้อมจับตัวเขาไว้)

ผู้บรรยาย: ณ ดินแดนเวอร์จิเนีย ในทวีปอเมริกาเหนือ  ปี ค.ศ. 1607 (พ.ศ.  2150 สมัยอยุธยาตอนกลาง)   กัปตันจอห์น สมิธ นักสำรวจชาวอังกฤษ ถูกพวกอินเดียนแดงเผ่าพาวฮะทัน จับตัว     เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการทุบหัว เพราะถูกเป็นศัตรูผู้บุกรุก ดินแดนอินเดียนแดง!

หัวหน้าเผ่า: (ตะโกน) “เจ้าคนผิวขาว! เจ้าจะมาแย่งชิงแผ่นดินเรา”

เขาตะโกนสั่งนักรบ… “กดหัวมันลงบนแท่นหิน! เตรียมไม้กระบอง!”

(นักรบกดตัวสมิธลง สมิธพยายามขัดขืนแต่สู้ไม่ได้ นักรบเงื้อไม้ขึ้นสูง เตรียมจะทุบ)

เจ้หญิงโพคาฮอนตัส: (วิ่งถลาออกมา) หยุดนะท่านพ่อ!

(เธอเอาตัวเข้าขวาง และวางศีรษะทับบนหัวของสมิธ)

“หากท่านจะฆ่าเขา ท่านต้องฆ่าลูกก่อน!.

หัวหน้าเผ่า: (ตกใจ) “โพคาฮอนตัส! เจ้าทำอะไร? เขาเป็นศัตรูนะ!”

โพคาฮอนตัส: “เขาคือเพื่อนมนุษย์ค่ะท่านพ่อ มิตรภาพไม่มีแบ่งแยกสีผิว หากเราเริ่มด้วยการฆ่า สงครามจะไม่มีวันจบสิ้น โปรดไว้ชีวิตเขาเถิด!”

หัวหน้าเผ่า: (นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะลดอาวุธลง) “เพื่อเห็นแก่ความกล้าหาญและความรักของเจ้า… ข้าจะละเว้นชีวิตเขา! …….แต่เจ้าสมิธ… เจ้าต้องส่งปืนใหญ่ 2 กระบอกและแท่งเหล็กมาแลกกับการเป็นอิสระ!”

 

ฉากที่ 2: บททดสอบคำสัญญา

(ที่เมืองเจมส์ทาวน์ สมิธยืนอยู่กับกลุ่มชาวอังกฤษที่มีท่าทางหยิ่งยโส)

ชาวอังกฤษ 1: “กัปตัน! ท่านบ้าไปแล้วหรือ? จะส่งปืนใหญ่ให้พวกคนป่านั่นเนี่ยนะ?” ชาวอังกฤษ 2: “ใช่! เราแค่โกหกพวกมันก็ได้ ใครจะไปสนคำพูดที่ให้ไว้กับพวกนั้นล่ะ!”

จอห์น สมิธ: (เสียงแข็ง) “ไม่ได้! ข้าให้ “สัญญา” ไว้แล้ว….. ความเป็นมิตรต้องเริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ข้าจะส่งปืนใหญ่ให้ตามสัญญา!”

(สมิธสั่งให้คนลากปืนใหญ่จำลองที่ดูหนักมากออกมา)

จอห์น สมิธ: (หันไปบอกผู้นำสารอินเดียนแดง) “นี่คือปืนใหญ่ตามที่สัญญา แต่มันหนักมากนะ หากพวกท่านยกไหว ก็เชิญนำกลับไปได้เลย”

ผู้นำสาร: (ลองผลัก ลองยก แล้วส่ายหน้า) “โอ้มันหนักเหลือเกิน! พวกเราเอาข้ามป่าข้ามน้ำไปไม่ได้หรอกกัปตัน… เช่นนั้นเราขอเปลี่ยนเป็นของกำนัลอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการทำมาหากิน เช่นจอบเสียมเหล็ก แทนเถิด!”

 

ฉากที่ 3: บทสรุปและแง่คิด

(ตัวละครทั้งหมดออกมายืนเรียงหน้ากระดาน ชาวอังกฤษมอบจอบเสียมให้โพคาฮอนตัส   โพคาฮอนตัส มอบผลไม้ให้ตอบแทน)

ผู้บรรยาย: กัปตันสมิธไม่ได้ผิดคำพูด เขาแสดงความจริงใจจนได้รับความไว้วางใจ ส่วนโพคาฮอนตัสก็กลายเป็นสะพานมิตรภาพที่คอยช่วยเหลือชาวอังกฤษ

โพคาฮอนตัส: (ยิ้ม) มิตรภาพเริ่มต้นที่การให้โอกาสและเห็นอกเห็นใจกันค่ะ

จอห์น สมิธ: และการเป็นมิตรที่แท้จริง คือการรักษาคำพูดและให้เกียรติทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

พร้อมกันทุกคน: “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก!”

(ทำความเคารพแบบลูกเสือและจบการแสดง)

คำแนะนำสำหรับการแสดง:

  • อุปกรณ์: ปืนใหญ่จำลอง (ใช้กล่องกระดาษพ่นสีดำ), ไม้พลองลูกเสือ (แทนไม้กระบอง), ตะกร้าใส่ผลไม้ปลอม
  • การแต่งกาย: ฝ่ายอินเดียนแดงใช้ผ้าโพกศีรษะติดขนไก่ ฝ่ายอังกฤษใส่หมวกปีกกว้างหรือชุดลูกเสือ
  • มุกตลก: ในช่วงที่นักรบอินเดียนแดงลองยกปืนใหญ่ที่หนักมาก    อาจจะทำท่าทางตลกๆ เช่น ตัวสั่นพะงาบๆ หรือทำท่าเหมือนโดนปืนทับเท้า เพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม

                                                                             อาทร  จันทวิมล