นิทานแห่งความดี ชุดลูกเสือ กฎของลูกเสือ ข้อที่ 2 “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” เรื่องที่ 2.1 “นักรบโรมันที่เมืองปอมเปอี”

                     ในโลกที่ค่านิยมและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักการหนึ่งที่ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของลูกเสือทั่วโลกคือ “ความจงรักภักดี” (Loyalty) ซึ่งเป็นกฎลูกเสือข้อที่ 2 ที่ท่านลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี  บิดาแห่งลูกเสือโลก ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยท่านไม่ได้เพียงแค่สั่งให้ทำ แต่ท่านได้ “นิยาม” และ “ฉายภาพ” ให้เห็นผ่านเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนานสืบต่อกันมา

                 บีพี ระบุในหนังสือ  การลูกเสือสำหรับเด็ก  Scouting for Boys ว่า  “A SCOUT IS LOYAL to the King, and to his officers, and to his parents, his country, his employers, and to those under him. He must stick to them through thick and thin against anyone who is their enemy, or who even talks badly of them.”  แปลว่า “ลูกเสือต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชการของพระองค์ รวมทั้งผู้ปกครองของตน  ประเทศของตน  นายจ้าง และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน จะต้องยืนหยัดเคียงข้าง ทั้งขณะมีความทุกข์และความสุข  ทำการต่อต้านทุกคนที่พูดจาไม่ดีถึงบุคคลที่เคารพ”

                   ในทัศนะของบีพี ความจงรักภักดีตามกฎข้อ 2 ไม่ใช่เพียงแค่การแสดง       ความจงรักภักดีและป้องกันอันตราย  ต่อ 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (รวมทั้งผู้บังคับบัญชา พ่อแม่ นายจ้าง ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้มีพระคุณ) เท่านั้น  แต่ยังรวมถึงความจงรักภักดีต่อ”หน้าที่”ความรับผิดชอบของตนที่ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิตอีกด้วย

                     ท่านบีพี เน้นย้ำว่า ลูกเสือจะต้องเป็นผู้ที่พึ่งพาได้เสมอ (Trustworthy) และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องปกป้องบุคคลหรือสถาบันเหล่านั้นจากการถูกดูหมิ่น” ลูกเสือจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาไม่ดีต่อผู้ที่ตนจงรักภักดี และต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแม้ไม่มีใครเฝ้าดู

                       คำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนที่สุดของบีพี ปรากฏอยู่ใน หนังสือ “Young Knights of the Empire 1916” ที่บีพีใช้สอนเพื่อให้เด็กทั่วโลกเข้าใจคำว่า “จงรักภักดีต่อหน้าที่” โดยบีพีได้หยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งขึ้นมาเล่า นั่นคือเรื่อง “ทหารยามชาวโรมันแห่งเมืองปอมเปอี” (The Roman Sentinel at Pompeii)

                      เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 79 เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดครั้งใหญ่ เถ้าถ่านและลาวาร้อนแรงถล่มเมืองปอมเปอี ในขณะที่ผู้คนพากันหนีตาย แต่เมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีในอีกหลายร้อยปีต่อมา โลกกลับต้องจารึกถึงความกล้าหาญ เมื่อพบโครงกระดูกของทหารยามโรมันคนหนึ่งยังคงยืนตระหง่านอยู่ ณ ประตูเมือง มือของเขายังคงกุมอาวุธไว้แน่นในท่าเตรียมพร้อม

                    เขายอมถูกฝังทั้งเป็นภายใต้เถ้าถ่านลึกนับสิบฟุต ดีกว่าที่จะยอมผิดต่อหน้าที่และละทิ้งจุดเฝ้ายาม (Post) ที่ได้รับมอบหมาย บีพีใช้เรื่องนี้สื่อสารกับลูกเสือทุกคนว่า: “จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ที่ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

                   กฎลูกเสือข้อ 2  ไม่ใช่มีไว้เพียงการท่องจำ แต่คือการปลูกฝัง “หัวใจ” ของความเป็นลูกเสือที่ว่า ความจงรักภักดีคือเกียรติยศที่สูงที่สุด ดังที่บีพีได้วางรากฐานไว้ เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติสืบไป

                                                                                อาทร  จันทวิมล    

 

 

บทละครรอบกองไฟ: “นักรบโรมันที่เมืองปอมเปอี”

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือเอก (ผู้บรรยาย): สวมชุดลูกเสือ ถือคทาหรือไฟฉาย
  2. ทหารยามโรมัน: (สวมเครื่องแบบสมมติ มีหมวกเหล็ก หอก และโล่)
  3. ชาวเมืองปอมเปอี: 3-4 คน (แสดงอาการตื่นตระหนก)

ฉากที่ 1: ปริศนาของกฎข้อที่ 2

(ลูกเสือทุกคนนั่งล้อมวง กองไฟสว่างไสว ลูกเสือเอกเดินออกมากลางวง)

ลูกเสือเอก: พี่น้องลูกเสือครับ… กฎข้อที่ 2 บอกว่า “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ”  โดย มีเรื่องราวเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของทหารยามโรมันแห่งเมืองปอมเปอี  ที่ประเทศอิตาลี  ขณะที่ ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด ใน พ.ศ.   622  (สมัยอาณาจักรฟูนัน ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย) ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 20,000 คน

 

ฉากที่ 2: ภูเขาไฟระเบิด

(เสียงฟ้าร้อง หรือเสียงกลองรัวสั่นสะเทือน ชาวเมืองวิ่งวุ่นไปมาในความมืด)

ชาวเมือง 1: (ตะโกน) ภูเขาไฟระเบิดแล้ว! หนีเร็ว! เถ้าถ่านลาวาหินละลายกำลังจะทับถมเมืองเรา!

 ชาวเมือง 2: (ดึงแขนทหารยาม) ท่านทหาร! หนีไปกับเราเถอะ ไม่มีใครอยู่รอดในเมืองนี้ได้หรอก!

(ทหารยามโรมันยืนตัวตรง ยึดหอกแน่น ไม่ขยับเขยื้อน)

ทหารยาม: ข้าไปไม่ได้… หน้าที่ของข้าคือเฝ้าประตูเมืองนี้ ข้ายังไม่ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลัง!

ชาวเมือง 1: แต่มันคือความตายนะ! ท่านจะยอมตายเพื่อเฝ้าเมืองที่ไม่มีคนอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?

ทหารยาม: (เสียงหนักแน่น) ความจงรักภักดีของข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนมองเห็นหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ “สัญญา” ที่ข้าให้ไว้ต่อหน้าที่!

ฉากที่ 3: วินาทีสุดท้ายใต้เถ้าถ่าน

(เสียงลมพัดแรง ชาวเมืองหนีหายไปหมด เหลือเพียงทหารยามเพียงลำพัง แสงไฟค่อยๆ หรี่ลง ทหารยามเริ่มไอและทรุดตัวลงช้าๆ แต่ยังคงท่ากุมหอกและโล่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม)

ทหารยาม: (พึมพำ) ชาติ… หน้าที่… เกียรติยศ… (ทหารยามนิ่งค้างไปในท่านั้น กลายเป็นประติมากรรมมนุษย์)

ฉากที่ 4: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

(ลูกเสือเอกเดินกลับเข้ามาข้างๆ ร่างของทหารยามที่ยังยืนสงบนิ่ง)

ลูกเสือเอก: 1,700 ปีผ่านไป นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกทหารโรมันแห่งเมืองปอมเปอี ที่ยังยืนกุมอาวุธแน่น เขาไม่ได้ถูกกักขัง แต่เขาเลือกที่จะ “ไม่หนี” เพราะความจงรักภักดีต่อหน้าที่นั้นสูงยิ่งกว่าชีวิต

ท่านบีพี (เสียงสวรรค์/เสียงบรรยาย): “ลูกเสือทั้งหลาย… จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ยืนหยัดเคียงข้างผู้มีพระคุณและหน้าที่ของตน ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ อย่าให้ใครมาหมิ่นเกียรติในสิ่งที่เราศรัทธาได้”

บทสรุป: การปฎิญาณ

(ลูกเสือทุกคนในกองลูกเสือยืนขึ้น แสดงรหัสลูกเสือ)

ลูกเสือเอก: ความจงรักภักดีไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือการ “รักษาหน้าที่” แม้ไม่มีใครเห็น… พวกเราพร้อมจะเป็นทหารยามแห่งความดีงามหรือยัง? ลูกเสือทุกคน: (ตะโกนพร้อมกัน) พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว!

( ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง “ร่วมใจ เราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ )

จบการแสดง

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:

  • อุปกรณ์ : ใช้กระดาษลังทำโล่และหอกทาสีเงิน/ทอง
  •  ใช้แป้งฝุ่นโปรยลงมาแทนเถ้าถ่านภูเขาไฟในช่วงท้าย จะทำให้ดูสมจริงและตื่นตาตื่นใจ
  • การแต่งกาย: ทหารยามอาจใช้ผ้าขาวม้าสีแดงพาดบ่าเพื่อให้ดูเป็นนักรบโรมัน

                                                                                อาทร  จันทวิมล