นิทานแห่งความดี ชุดลูกเสือ กฎของลูกเสือ ข้อที่3 เรื่องที่ 3.4 “วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร”

                   ความรับผิดชอบคือคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังหมายถึงการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกด้วยชีวิต    เรื่องราวของ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือบทเรียนแห่งความรับผิดชอบที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย และถูกเล่าขานเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนรุ่นหลัง

                  ในหน้าประวัติศาสตร์การสู้รบของไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรามักได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของทหารหาญที่ปกป้องอธิปไตย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเด็กชายในชุดลูกเสือคนหนึ่ง ได้ใช้เลือดและชีวิตของเขาปกป้องแผ่นดินเกิด

              วันที่ 8-9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยพร้อมกันหลายจุด รวมทั้งที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขยายอำนาจในสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารไทยต้องต่อสู้กับกำลังที่เหนือกว่า ทั้งจำนวนทหารและอาวุธ   โดยกระสุนและเสบียงขาดแคลนอย่างหนัก

                 ในสถานการณ์คับขันนี้ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่  2 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย  อายุ 16 ปี พร้อมกับเพื่อนลูกเสืออีกหลายคน ได้อาสาเข้าช่วยงานทหารอากาศไทย   ที่กองบินน้อยที่ 5   ในการลำเลียงกระสุนปืนและอาหารฝ่าแนวรบไปให้ทหารที่เขาล้อมหมวก    แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แต่เขาก็ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง

                ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ลูกเสือตรีบุญยิ่งถูกปืนยิงทะลุลำคอแล้วเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484  เขาเป็น เยาวชนผู้พลีชีพเพื่อชาติ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความรับผิดชอบ  โดยต่อมาได้รับพระราชทานยศทหารเป็นพันจ่าเอก    เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร เป็นแรงบันดาลใจ และตัวอย่างให้ลูกเสือและเยาวชนไทยตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

 

 

                    เพื่อเป็นเกียรติแก่ความเสียสละ ได้มีการสร้าง อนุสรณ์สถานลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ไว้ที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย และในวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี จะมีการจัดงาน วันรำลึกสดุดีวีรชน โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมวางพวงมาลา เพื่อแสดงความเคารพและสืบสานความทรงจำถึงวีรกรรมของเขา

                     เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่งสอนให้เรารู้ว่า    ความรับผิดชอบ คือการทำหน้าที่แม้ในยามยากลำบาก    ความเสียสละ คือการยอมพลีเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และ  ความกล้าหาญ คือการไม่หวั่นไหวต่ออันตรายเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

                   ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือแบบอย่างของลูกเสือและเยาวชนไทยด้านความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ   และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า  “เด็กลูกเสือไทยก็ช่วยชาติได้”

                     การกระทำของลูกเสือตรีบุญยิ่งเป็นการทำตามบุญกิริยา 10 เรื่องการเสียสละ (ปัตติทานมัย)   เพราะได้อุทิศชีวิต สละชีพเพื่อชาติ  ทำการขนกระสุนปืนให้ทหารสู้รบผู้รุกรานเพื่อปกป้องประเทศชาติจนเสียชีวิต

                                                                         อาทร  จันทวิมล

 

 

บทการแสดงรอบกองไฟ :

วีรกรรมลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร   “ลูกเสือไทยสละชีพเพื่อชาติ”

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือตรีบุญยิ่ง: ลูกเสือไทยอายุ 16 ปี
  2. กลุ่มเพื่อนลูกเสือ: 5 คน   ถือข้าวกล่อง น้ำดื่มและหีบกระสุนปืนไปส่งให้ทหาร
  3. กลุ่มทหารอากาศไทย: 2-3 คน (ถือไม้พลองแทนปืน)
  4. ทหารญี่ปุ่น 10 คน  พูดภาษาญี่ปุ่น   เช่น  บันไซ  โอไฮโย่  โดโมอาริกาโต้                        ซูบารุ   อีซูซุ   โตชิบ้า   เซมากูเตะ 
  5. ผู้กำกับลูกเสือ & ประธานในพิธี
  6. ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด มีจังหวะหนักแน่น)

ฉากที่ 1:  การสู้รบที่อ่าวมะนาว

            (ไฟสนามมืดลง เสียงระเบิดและเสียงปืนดังสนั่น ทหารอากาศวิ่งเข้ามากลางลานแสดง ทำท่าหลบหลังที่กำบัง ยิงโต้ตอบกับทหารญี่ปุ่นอย่างดุเดือด     พวกคนดูส่งเสียงแทนปืนระเบิดและเสียงเครื่องบิน  บรือๆๆ   ปังๆๆ  ตูมๆๆๆ  )

ผู้บรรยาย:   ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 กองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังเรือรบและเครื่องบิน มากมาย  นำทหารยกพบขึ้นบก ที่หาดทรายใกล้สนามบินทหารอากาศ บริเวณอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เพื่อเดินทางผ่านประเทศไทยไปรบกับทหารอังกฤษที่สิงคโปร์    ทหารไทยต้องเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่ามหาศาล เสียงปืนดังระงมไปทั่วชายฝั่ง!

 

ทหาร 1: (ตะโกน) กระสุนทางนี้จะหมดแล้ว! ใครก็ได้ไปแจ้งทางกองบินน้อยที่ 5 ที! ทหาร 2: ขยับไม่ได้เลยครับ! ทหารญี่ปุ่นล้อมเราไว้หมดแล้ว!

 

ฉากที่ 2: หน้าที่ของลูกเสือ

(ลูกเสือตรีบุญยิ่งและเพื่อนลูกเสือ วิ่งซิกแซกฝ่าเสียงปืนเข้ามา ในมือถือกล่องกระสุนและถุงอาหาร)

บุญยิ่ง: พวกลูกเสือมาแล้วครับหมวด! นี่คือกระสุนและเสบียงที่ส่งมาจากกองบิน! ทหาร 1: (ตกใจ) ลูกเสือเด็กๆ! พวกเธอมาทำอะไรที่นี่? อันตรายมาก! รีบกลับไปเดี๋ยวนี้!

บุญยิ่ง: “ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น” ครับ! พวกผมอาสามาเอง ในยามที่ชาติมีภัย ลูกเสือจะอยู่เฉยได้อย่างไร!

เพื่อนลูกเสือ: ใช่ครับ! พวกเราขอสู้ตายร่วมกับพี่ๆ ทหาร!

 

ฉากที่ 3: วีรกรรมพลีชีพ

(เสียงปืนดังถี่ขึ้น ทหารไทยเริ่มถอยร่นเพราะกระสุนขาดช่วง)

บุญยิ่ง: พี่ครับ! ที่เขาล้อมหมวกไม่มีใครส่งกระสุนไปถึงเลย ผมจะฝ่าไปทางนั้นเอง! ทหาร 2: อย่าไปเลย ลูกเสือบุญยิ่ง! ทางนั้นมันที่โล่ง จะเป็นเป้านิ่งนะ!

บุญยิ่ง: (กอดกล่องกระสุนแน่น) ถ้าผมไม่ไป พี่ๆ ทหารที่นั่นต้องตายหมด ผมยอมตายเพื่อให้ชาติเราอยู่ครับ!

(บุญยิ่งวิ่งออกไปกลางลานแสดง เสียงปืนญี่ปุ่นดัง “ปัง!”            บุญยิ่งชะงัก ล้มลงแต่พยายามตะเกียกตะกายดันกล่องกระสุนไปข้างหน้า       เสียงปืนดังอีกนัด “ปัง!” บุญยิ่งเอามือกุมคอ แล้วนอนนิ่งไปพร้อมกับมือที่ยังแตะกล่องกระสุนอยู่)

 

ฉากที่ 4: จากคนกล้า… สู่อนุสาวรีย์

(ไฟหรี่ลง ทหารและเพื่อนลูกเสือเดินเข้ามาล้อมร่างบุญยิ่งด้วยความเศร้า ทีมงานรีบนำผ้าคลุมมาคลุมตัวบุญยิ่ง     ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนนิ่งในท่า “ส่งกล่องกระสุน” อย่างสง่าผ่าเผยภายใต้ผ้าคลุม)

ผู้บรรยาย: 9 ธันวาคม 2484 ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ได้เสียชีวิต       ทิ้งไว้เพียงตำนาน ความเสียสละของลูกเสือไทยวัย 16 ปี ที่กลายเป็นพลังให้ทหารไทยสู้ต่อจนวินาทีสุดท้าย และเพื่อสดุดีในความกล้าหาญ…

(ผู้กำกับลูกเสือ เดินนำ ประธานในพิธี เข้ามาหยุดยืนหน้าอนุสาวรีย์ที่คลุมผ้าไว้)

ผู้กำกับลูกเสือ: (ตะโกนสั่ง) “ลูกเสือ… ตรง!”

ประธาน: (จับชายผ้าแล้วดึงออกอย่างเร็ว เผยให้เห็นบุญยิ่งที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น)

 ผู้บรรยาย: (เสียงกังวาน) “ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร วีรบุรุษลูกเสือไทย!”

ฉากที่ 5: สดุดีวีรชน (จบการแสดง)

(ประธานวางพวงมาลาหน้าอนุสาวรีย์ แล้วทำวันทยหัตถ์ นักแสดงทุกคนยืนล้อมรอบทำความเคารพ)

ผู้กำกับลูกเสือ: “ลูกเสือทุกคน… ร้องเพลงเราสู้!”

(ลูกเสือทุกคนทั้งลานแสดงร่วมกันร้องเพลง “เราสู้” อย่างฮึกเหิม)

“บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ… ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า… เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรา รักษาสืบไป……!”

(ไฟดับลง – จบการแสดง)

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคืนรอบกองไฟ:

  • ช่วงบุญยิ่งล้ม: ใช้แป้งฝุ่นตบลงที่พื้นให้ดูเหมือนดินฟุ้งกระจาย
  • ผ้าคลุม: ใช้ผ้าลื่นๆ เวลาประธานดึงจะหลุดออกมาดูพลิ้วสวยงาม
  • ถ้ามีกองไฟอยู่ตรงกลาง ให้บุญยิ่งยืนฝั่งที่แสงไฟส่องถึงหน้าพอดี จะดูขลังมาก

 

                                                                                   อาทร  จันทวิมล