กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ที่ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โซโลมอน ผู้เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ท่านมีสติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อใช้ในการตัดสินคดีความและดูแลประชาราษฎร์ให้ได้รับความยุติธรรม
วันหนึ่ง มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหญิง สองคนเดินทาง มาเฝ้ากษัตริย์พร้อมกับทารกน้อยเพียงคนเดียว ทั้งคู่ต่างร้องไห้อ้างว่าเด็กคนนี้คือลูกของตน
หญิงคนแรกกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ากับผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เราต่างก็คลอดลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคืนนี้ลูกของนางเสียชีวิตเพราะนางนอนทับ นางจึงแอบสลับตัวเด็ก เอาลูกที่ตายแล้วมาวางไว้ข้างตัวข้าพเจ้า และขโมยลูกของข้าพเจ้าไป!”
หญิงคนที่สองรีบค้านทันที “ไม่จริง เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้าพเจ้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วนั่นต่างหากคือลูกของนาง!”
หญิงทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างยืนกรานความสิทธิ์ในตัวเด็ก จนไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ
กษัตริย์โซโลมอนทรงนิ่งฟังครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้ทหารนำ “ดาบ” มาให้ท่าน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ท่านประกาศก้องว่า:
“ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก และไม่มีใครยอมจำนน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะสั่งให้เอาทารกนี้ไปมัดไว้ให้ดิ้นไม่ได้ แล้วตัดแบ่งทารกนี้ออกเป็นสองส่วน แบ่งให้เจ้าไปคนละครึ่ง!”
ทันทีที่ทหารเงื้อดาบขึ้น หญิงคนที่สอง นิ่งเฉยและกล่าวว่า “ยุติธรรมดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นของข้าหรือของนาง แบ่งกันไปคนละครึ่งเถิด”
ฝ่ายหญิงคนแรก กลับร้องไห้แทบขาดใจ นางทรุดตัวลงกับพื้นและอ้อนวอนว่า
“โปรดอย่าผูกมัด หรือฆ่าเด็กน้อยเลย โปรดยกเด็กนี้ทั้งคนโดยไม่ต้องตัดแบ่งให้หญิงผู้นั้นไปเถิด ขอเพียงให้ลูกของข้าพเจ้ามีชีวิตรอดก็พอ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มออกมาและสั่งให้ทหารลดดาบลง ท่านชี้ไปที่หญิงคนแรกที่ยอมสละลูกและตรัสว่า “มอบเด็กให้แก่หญิงคนนี้ เพราะนางคือแม่ที่แท้จริง สัญชาตญาณของแม่ย่อมยอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งสิทธิ์ของตน เพื่อรักษาชีวิตลูกไว้”
ข่าวการตัดสินคดีนี้แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ราษฎรต่างสรรเสริญในความยุติธรรมและสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน ท่านไม่ได้ใช้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ใช้ “ความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์” เพื่อหาความจริง
การตัดสินคดีนี้ เป็นการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักแท้คือการเสียสละ: แม่ที่แท้จริงยอมสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง ดีกว่าเห็นลูกต้องได้รับอันตรายหรือถูกผูกมัดให้ได้รับความยากลำบาก
เรียบเรียงจากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) บทที่ 3 ข้อที่ 16-28 (1 Kings 3:16-28) เรื่อง การตัดสินของกษัตริย์โซโลมอน The Judgement of Solomon
อาทร จันทวิมล
https://en.wikipedia.org/wiki/Judgement_of_Solomon
บทละครสั้น ลูกเสือแสดงรอบกองไฟ เรื่อง: ลูกใครเอ่ย
ฉาก: รอบกองไฟ มีบัลลังก์กษัตริย์อยู่ตรงกลาง ขุนนางและทหารยืนรายล้อม
ตัวละคร
- ผู้บรรยาย
- กษัตริย์โซโลมอน ใส่มงกุฎ
- หญิงคนแรก ใส่เสื้อสีน้ำเงิน
- หญิงคนที่สอง ใส่เสื้อสีแดง
- ทหาร ถือดาบคมกริบ
- เด็กทารก (ใช้ตุ๊กตา)
บทละคร
ผู้บรรยาย:
เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ณ กรุงเยรูซาเล็ม ที่ปัจจุบันเป็น ประเทศอิสราเอล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์โซโลมอน ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ วันหนึ่งมีหญิงสองคนพาทารกน้อยมาเฝ้า ต่างอ้างว่าเด็กนี้เป็นลูกของตน…
หญิงคนแรกใส่เสื้อสีน้ำเงิน (เสียงสั่นเครือ): ข้าแต่พระราชา เด็กนี้เป็นลูกของข้าพเจ้า! นางผู้นี้ทำลูกของตนตาย แล้วแอบสลับเอาลูกของข้าไป!
หญิงคนที่สองใส่เสื้อสีแดง (โต้ทันที): ไม่จริง! เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วต่างหากเป็นลูกของนาง!
ผู้บรรยาย: ทั้งสองโต้เถียงกันไม่หยุด ไม่มีพยานใดจะยืนยันได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง…
กษัตริย์โซโลมอน (นิ่งคิด แล้วสั่ง): ทหาร! จงนำเชือกและดาบมา! (ทหารยื่นดาบ)
ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างอ้างสิทธิ์ ข้าจะสั่งให้เอาเชือกมัด อุดปากเด็กไม่ไห้ดิ้นไม่ให้ร้อง แล้วเอาดาบตัดแบ่งเด็กนี้ ออกเป็นสองส่วน ให้ไปคนละครึ่ง!
ขุนนาง (ตกใจ): โอ พระราชา…!
หญิงคนที่สอง ใส่เสื้อสีแดง (พูดเรียบเฉย): ดีแล้ว แบ่งกันไปคนละครึ่ง ยุติธรรม!
หญิงคนแรก ใส่เสื้อสีน้ำเงิน (ร้องไห้ลั่น ล้มลงคุกเข่า): โปรดอย่าฆ่าเด็กเลย พระราชา! ยกเด็กคนนี้ให้แก่นางไปเถิด ขอเพียงลูกข้ารอดชีวิตก็พอ!
ผู้บรรยาย: เมื่อได้ยินเช่นนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มและตรัสว่า…
กษัตริย์โซโลมอน (ชี้ไปที่หญิงคนแรก ที่ใส่เสื้อสีน้ำเงิน): มอบเด็กให้หญิงผู้นี้ นางคือแม่ที่แท้จริง เพราะแม่แท้ย่อมยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อรักษาชีวิตลูกไว้!
ผู้บรรยาย: ข่าวการตัดสินนี้แพร่ไปทั่วอาณาจักร ประชาชนต่างสรรเสริญในพระปรีชาของกษัตริย์โซโลมอน ที่ใช้หัวใจมนุษย์ค้นหาความจริง…
บทสรุป “ความรักแท้คือการเสียสละ ผู้ที่ยอมให้ลูกมีชีวิตรอด แม้ต้องสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง คือแม่ที่แท้จริง”
บทละครนี้สามารถจัดแสดงรอบกองไฟได้ง่าย ใช้ตัวละครไม่มาก และเน้นการสื่อสารด้วยอารมณ์ น้ำเสียง และท่าทาง เพื่อให้ลูกเสือเข้าใจบทเรียนเรื่อง ความรัก ความเสียสละ และความยุติธรรม (ลูกเสือร่วมร้องเพลง ความรักอันใด)
อาทร จันทวิมล

