นิทานแห่งความดี กฎลูกเสือข้อที่ 10 เรื่องที่ 10.3 “มนุษย์นกกาเหว่า”

              ในโลกของชีวิตนั้น การเดินทางสู่ความสำเร็จ มักมีขวากหนามและหลุมพรางที่คอยลวงตาเสมอ  กว่าร้อยปีมาแล้ว    ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี (B.P.) ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้สอนวิธี “รู้จักคนขี้โกง ประเภทนกกาเหว่า” ซึ่งมีนิสัยฉลาดแกมโกง คดเคี้ยว และแสร้งทำเป็นดี  ไม่ทำตัวเป็นประโยชน์  แต่มักจะเบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่น  และคนดี  ที่ต้องไม่ใช่ดีแต่พูด  แต่ทำหน้าที่ของตนและช่วยเหลือผู้อื่นก่อนจะเรียกร้องสิทธิ   ว่า      

                 ในธรรมชาติ นกกาเหว่า หรือนกกุ๊กกู (Cuckoo)ได้ชื่อว่าเป็นนกที่เจ้าเล่ห์ ขี้เกียจและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด   มันไม่เคยสร้างรังของตัวเอง แต่จะคอยจ้องมองหารังของนกตัวอื่นที่สร้างไว้ด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อสบโอกาสมันจะแอบไปวางไข่ทิ้งไว้ให้แม่กาฟัก    โดยจิกไข่ในรังเจ้าของเดิมออก แล้วแอบวางไข่ของตนเข้าแทน โดยแม่กาไม่รู้   โดยนกกาเหว่าไม่เคยเหนื่อยยากกับการสร้างรัง และไม่เคยฟักไข่เอง   เมื่อลูกนกกุ๊กกูฟักออกมา ทั้งที่มันยังตาบอดและขนยังไม่ขึ้น แต่มันจะใช้สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัว ดันไข่ใบอื่นหรือลูกนกตัวจริงที่เพิ่งฟักออกจากไข่ให้ตกรังลงไปตาย เพื่อที่มันจะได้ครอบครองรังนั้นและได้รับอาหารจากแม่นกกาเพียงผู้เดียว โดยไม่เคยสำนึกบุญคุณหรือทำประโยชน์ใดๆ ตอบแทนเลย

 

 

                 ท่าน บีพี เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ขี้โกงแบบนี้ว่าเป็น “มนุษย์นกกาเหว่า Human Cuckoo” หรือคนหลอกลวง Humbugs  ซึ่งหมายถึงคนเจ้าเล่ห์  ที่คอยจ้องจะฉวยผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น เป็นคนประเภท “เอาแต่ได้” ที่เอาแต่พูดพล่ามเรื่องสิทธิของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงหน้าที่ของตนเลย  ชอบแทรกซึมเข้าไปในสังคมเพื่อดึงเอาทรัพยากร หาชื่อเสียง หรือความดีความชอบมาเป็นของตน โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้ลงมือลงแรงอะไร  คนพวกนี้มักจะดีแต่พูดเรื่องสิทธิของตัวเอง ป่าวประกาศว่าสังคมต้องดูแลสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในมือกลับไม่เคยหยิบจับงานที่เป็นประโยชน์เลย     คอยแต่จะตักตวงผลประโยชน์จากหยาดเหงื่อของผู้อื่น และเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์เพื่อให้ตัวเองสุขสบาย

                 บางคนใช้คำพูดเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ บางจำพวกที่เก่งกาจในการหาเสียงโน้มน้าวใจ พวกเขา เป็นเสมือนนักสะกดจิตที่ใช้คำสัญญาอันสวยหรูมาปิดบังเจตนาที่แท้จริง

                    มนุษย์เรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ “มักเชื่อเรื่องที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นเรื่องจริง”  ดังนั้น    เมื่อเห็นบทความเป็นเอกสารจาก นักเขียน ฝีมือดี ที่ร้อยเรียงอักษรได้อย่างสละสลวย ก็มักจะปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นจูงจมูกไป โดยลืมตรวจว่าเบื้องหลังข้อความนั้นมี “ความจริง” อยู่กี่มากน้อย

                     บีพี  ไม่ได้สอนให้เรากลายเป็นคนขี้ระแวงจนไร้ความสุข แต่สอนให้เป็นคน “มีไหวพริบ” ท่านเปรียบคนเหลวไหลหรือคนเจ้าเล่ห์ว่า “คดเคี้ยวเหมือนงู” เส้นทางของคนเหล่านี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง เจตนาของเขาซ่อนอยู่ในซอกหลืบของคำพูดที่ดูดี ดังนั้น หลักการรับมือที่สำคัญที่สุดคือ:

  1. ลืมตาไว้ข้างหนึ่งเสมอ: แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูน่าไว้วางใจ ก็ต้องเหลือพื้นที่ไว้สำหรับความช่างสังเกต อย่าหลับตาเชื่อเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้น
  2. ฟังหูไว้หู: อย่าให้ความไพเราะของเสียงหรือความสวยงามของตัวอักษรมาปิดบังข้อเท็จจริง จงนำสิ่งที่ได้ยินมากลั่นกรองด้วยสติปัญญาของตน

       ท่านบีพี สอนว่า  “การเดินทางของชีวิตเปรียบเสมือนการพายเรือไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่รู้จักแยกแยะ “นกกาเหว่า” ในคราบมนุษย์ เราอาจกลายเป็นผู้ที่เหนื่อยยากสร้างรังเพื่อให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ หรือร้ายกว่านั้น คือการถูกจูงใจให้หลงเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จจนเสียศูนย์เสียทาง

           บีพี ใช้เรื่องนี้สอนว่า การจะข้ามผ่านโขดหินแห่ง “คนหลอกลวง” นี้ไปได้ ลูกเสือ จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อ 3 อย่างเคร่งครัด โดยท่านสรุปประเด็นไว้ดังนี้:

  • เปลี่ยนจากการเป็น “นกกุ๊กกู ผู้คดโกง” มาเป็น “ผู้สร้าง”: ลูกเสือต้องไม่ทำตัวเป็นภาระของสังคมที่คอยแต่จะ “รับ” แต่ต้องเป็นผู้ที่ “สร้างประโยชน์” ด้วยตนเอง
  • ความสุขที่แท้จริงคือการให้ (Service):   บีพี เน้นย้ำว่าพวกนกกาเหว่า  อาจจะดูเหมือนมีชีวิตอย่างสุขสบาย แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน ความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่ “กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น”
  • การลงมือทำ (Action over Words): ท่านสอนว่าอย่าเป็นคนดีแต่พูดเหมือนพวกนกกาเหว่า  ที่เอาแต่เรียกร้องความเท่าเทียม  แต่พอเห็นคนลำบากกลับไม่ช่วย การเป็นลูกเสือคือการ “บำเพ็ญประโยชน์” ทันทีที่เห็นโอกาส
  • ความดีที่แท้จริง  ต้องมาคู่กับปัญญา ปัญญาจะช่วยให้เราเห็นความคดเคี้ยวของงู และเห็นไข่ของนกกาเหว่าที่แอบวางไว้ในรังใจของเรา

          นิทานเรื่องนกกาเหว่า ใช้สอนกฎลูกเสือข้อ 3  ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และ มีความสุข ในการช่วยเหลือผู้อื่น   คือไม่ให้ทำตนเป็นคนแบบนกกาเหว่า ที่เห็นแก่ตัว   เอาแต่ได้  คอยเอาเปรียบรังแกเบียดเบียนผู้อื่น  ทำตัวเป็นภาระสังคม  อ้างแต่สิทธิและประโยชน์ของตนเอง ไม่คิดถึงสิทธิและประโยชน์ของผู้อื่น

           นอกจากจะใจดีแล้ว ลูกเสือต้องมีไหวพริบ (ปัญญา) เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนขี้โกงที่คอยจะมาชุบมือเปิบจากน้ำพักน้ำแรงของเรา   

           การอ่านหนังสือคำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์นกกาเหว่า  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 ด้วยการเรียน เชื่อฟังคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ (ธัมมสวนมัย)  เพื่อเพิ่มพูนไหวพริบ และปัญญาในการดำเนินชีวิต  มิให้ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว

      

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนดีต้องรู้ทันคนเอาแต่ได้ และคนขี้โกง แบบนกกาเหว่า”   และ  “ความสุขคือการให้ ไม่ใช่การมี”

            เรียบเรียงจากหนังสือ  การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งแปลจาก Rovering to Success   ของเบเดน โพเอลล์  แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล และ นายอาทร จันทวิมล

             ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

 

 

 

ฉากที่ 3: ลูกนกกาเหว่าเกิด

ผู้บรรยาย:
“เมื่อไข่ฟักออกมา ลูกนกกาเหว่าก็ผลักลูกนกตัวจริงตกจากรัง เพื่อครอบครองอาหารเพียงผู้เดียว…”

ลูกนกกาเหว่า (ทำท่าดันไข่):“ออกไปซะ! ที่นี่เป็นของฉันคนเดียว!”

ฉากที่ 4: ลูกเสือปรากฏ

ลูกเสือ 1:“นี่คือพฤติกรรมของ มนุษย์นกกาเหว่า คนที่เอาแต่ได้ ไม่เคยช่วยเหลือใคร”

ลูกเสือ 2:“ลูกเสือที่แท้จริงต้องไม่เป็นภาระของสังคม แต่ต้องสร้างประโยชน์ด้ว

“นี่คือพฤติกรรมของ มนุษย์นกกาเหว่า คนที่เอาแต่ได้ ไม่เคยช่วยเหลือใคร”

ลูกเสือ 2:“ลูกเสือที่แท้จริงต้องไม่เป็นภาระของสังคม แต่ต้องสร้างประโยชน์ด้วยตนเอง”

ลูกเสือ 3:“ความสุขที่แท้จริงคือการให้ ไม่ใช่การมี!”

ฉากที่ 5: ข้อคิดรอบกองไฟ

ผู้บรรยาย:“ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ สอนว่า ลูกเสือต้องมีไหวพริบ รู้ทันคนเจ้าเล่ห์ และต้องลงมือทำ ไม่ใช่ดีแต่พูด…”

ลูกเสือทั้งหมด (พร้อมกัน):“ลูกเสือจะกระทำตนให้เป็นประโยชน์ และมีความสุขในการช่วยเหลือผู้อื่น!”

ปิดฉาก     

ลูกเสือทั้งหมดทำท่าช่วยกันก่อไฟให้สว่างขึ้น แล้วร้องเพลงลูกเสือหรือกล่าวคำปฏิญาณสั้นๆ เพื่อย้ำว่า “ความสุขคือการให้ ไม่ใช่การมี”

บทนี้สามารถเล่นได้ง่ายรอบกองไฟ ใช้ท่าทางสัญลักษณ์แทนการแสดงจริง

                                                                      

        เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation