นักเรียนทุกห้องเรียนมีหลายรูปแบบ และนักเรียนแต่ละคนย่อมมีสติปัญญาแตกต่างกัน การเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความบกพร่องทั้งทางสติปัญญาและทางร่างกาย ได้เรียนร่วมกับเด็กปกติได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2500 ซึ่งประเทศไทยริเริ่มโครงการที่แสดงถึงความก้าวหน้าของหารจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนประถมศึกษา 7 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมโครงการ ต่อมาในปี พ.ศ.2507 จึงขยายผลสู่การจัดการเรียนร่วมระหว่างเด็กพิการตาบอดกับเด็กปกติ นับจากนั้นการจัดการเรียนรู้ร่วมจึงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย กระทั่ง พ.ศ.2520 มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็กพิการว่า “เป็นการศึกษาที่จัดให้แก่บุคลที่มีลักษณะพิเศษ หรือผิดปกติทางร่างกาย สติปัญญาและจิตใจ อาจจัดเป็นสถานศึกษาเฉพาะ หรือจัดในโรงเรียนธรรมดาก็ได้ตามความเหมาะสม” โดยมีเหตุผลสำคัญคือ ให้เด็กพิการมีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอยู่ในชุมชน อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ปกครอง ลดภาระการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐบาลขึ้นใหม่ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับชุมชนสังคมได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล หรือปรับตัวและดำริได้ภายใต้ข้อจำกัดของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้สังคมยอมรับและเข้าใจเด็กพิการ หรือใช้คำเรียกว่า “เด็กด้อยโอกาส” หรือ “เด็กที่มีลักษณะพิเศษ” ซึ่งแบ่งเป็น 8 ประเภท ประกอบด้วย
- ความบกพร่องทางการมองเห็น
- ความบกพร่องทางการได้ยิน
- ความบกพร่องทางการพูด
- ความบกพร่องทางสติปัญญา
- ความบกพร่องทางสุขภาพร่างกาย
- ความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
- ความบกพร่องทางการเรียนรู้ และ
- ความบกพร่องหรือพิการซ้ำซ้อน
เด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน
เด็กที่มีความบกพร่องทางการอ่าน หรือภาวการณ์อ่านบกพร่อง (dyslexia) หมายถึง การที่เด็กมีความยุ่งยากในการอ่าน ไม่สามารถอ่านได้ ไม่เข้าใจความหมายของอักษรที่เขียนเป็นคำ เรียกว่าตาบอดดำ (word blindness) หมายถึง ลักษณะการเรียนอ่านได้ยาก หรือปัญหาการเรียนรู้ด้านการอ่าน จะมีสติปัญญาปกติหรือสูงกว่าเกณฑ์ปกติ พบว่า บุคคลสำคัญของโลกที่มีปัญหาดังกล่าว ได้แก่ โทมัส อัลเบอร์ต ไอน์สไตน์ และเลียวนาร์โด ดาวินชี
ภาวการณ์อ่านบกพร่อง มี 3 ลักษณะ คือ
- ปัญหาที่เกิดจากการฟัง (auditory-linquistic type) พบว่า เด็กไม่สามารถจำแนกเสียง การเรียงลำดับเสียง และการรับรู้ชื่อของเสียงที่ได้ยิน จึงไม่สามารถเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรที่เห็นกับเสียงที่ได้ยินในคำพูดนั้นได้
- ปัญหาที่มาจากมิติการเห็น (visual-spatial type) เป็นความพกพร่องที่ไม่สามารถจำแนกสิ่งที่เห็น การเรียงลำดับสิ่งที่เห็น การจำแนกภาพพื้นที่เห็น ตลอดจนการรับรู้ความรู้สึกของสิ่งที่เห็น เด็กกลุ่มนี้พูดได้ตามปกติ แต่ไม่อาจรู้มิติและการเห็นที่จำเป็นต้องใช้ในทักษะการอ่านได้
ปัญหาแบบผสม (mixed dyslexia) เป็นเด็กที่มีปัญหาทั้งสองด้าน คือ การฟังและการเห็น
- อ่านสลับตัวอักษร อ่านออกเสียงไม่ชัด
- หลงบรรทัด อ่านตะกุกตะกัก ผิดๆ ถูกๆ
- ขมวดคิ้วนิ่วหน้าเวลาอ่าน ไม่เข้าใจความหมายของศัพท์
- อ่านสลับคำ อ่านข้ามคำ อ่านช้า อ่านย้อนกลับไปกลับมา
- จับใจความเรื่องที่อ่าน หรือลำดับเรื่องที่อ่านไม่ได้
ถ้าพบว่าเด็กมีปัญหาทางการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการเห็น ต้องใช้วิธีการสอนที่อาศัยประสาทสัมผัสช่วย tactile-kinesthetic approach และในส่วนที่เด็กมีปัญหาทางการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน ต้องใช้วิธีการสอนจากการใช้การเรียนรู้แบบรวมคำทั้งคำ whole word approach
เด็กที่มีปัญหาด้านการเขียน
ในเรื่องการเขียนบกพร่อง Dysgraphia เป็นความบกพร่องทางกระบวนการเขียนเพื่อสื่อความหมาย ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องของสติปัญญา ดังนั้น ปัญหาที่ทำให้การเขียนบกพร่องมีดังนี้
- ทักษะการใช้ ไม่สามารถรับรู้การเรียงลำดับความจำ
- การรับรู้ด้านมิติทางการเห็น ความจำจากการเห็น
- ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการพูด เช่น การเรียงลำดับการพูด การจำคำพูด การเข้าใจคำพูด
- การแสดงออกการจำแนกเสียงที่ได้ยิน
- ไม่มีทักษะการอ่าน รู้คำศัพท์น้อย
- ขาดทักษะการใช้ไวยากรณ์ การเรียงลำดับประโยค
- มีความบกพร่อง ในการจำแนกเสียง
- ความสัมพันธ์ของการใช้มือและตา การบังคับกล้ามเนื้อมือ
พฤติกรรมของเด็กที่มีภาวการณ์เขียนบกพร่อง
- มีความยุ่งยากในการลอกข้อความ
- เขียนหนังสือไม่อยู่บรรทัดเดียวกัน ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา
- ตัวหนังสือลายมืออ่านยาก มีขนาดและรูปร่างไม่เท่ากัน
- ไม่มีการเว้นวรรคตอนและช่องไฟ เขียนติดกันจนเกินไป
- เรียงลำดับอักษรผิดในคำต่างๆ สะกดคำผิด
- เขียนตัวหนังสือกลับด้าน
- เขียนไม่ได้ใจความเขียนวกไปวนมา
ครูมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา โดยศึกษาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ควรวินิจฉัยให้ถูกต้องในแต่ละเรื่อง แล้วจึงให้การช่วยเหลือแต่ละด้านไป เด็กควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล การเสริมแรงให้กำลังใจตลอดจนการรับรู้สิ่งดีๆ เกี่ยวกับตนเอง จะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสำเร็จของเด็ก
ยุทธศาสตร์การอสนอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตน การที่ครูจะใช้วิธีสอนนักเรียนทุกคนให้เหมือนกันหมด ทำให้เด็กบางคนไม่สมารถพัฒนาไปได้ดีเท่าที่ควร เด็กคนใดที่เรียนไม่ดีเท่าที่ควร หรือเรียนได้ต่ำกว่าระดับความสามารถที่แท้จริง ล้วนเป็นเด็กที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ ครูที่สามารถสอนชั้นเรียนร่วมได้ดีนั้น ควรมีความสามารถในการจัดชั้นเรียน การปฏิบัติต่อเด็ก การมอบงานให้เด็กทำ
- ครูควรวางแผนการสอนล่วงหน้า โดยมอบหมายงานให้เด็กทำอย่างดี ไม่ควรปล่อยเด็กให้มีเวลาว่าง เพราะถ้ามีเวลาว่างเด็กจะไม่อยู่นิ่ง อาจลุกจากที่นั่ง หรือคุยกัน ทำให้คุมชั้นเรียนยาก
- ควรให้เด็กมีใจจดจ่ออยู่กับงานที่ถูกมอบหมาย งานควรเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรนานเกินไป การเปลี่ยนกิจกรรมควรเปลี่ยนในเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการขาดระเบียบวินัยเด็ก
- ในกรณีที่เด็กขาดระเบียบ ครูไม่จำเป็นต้องลงโทษเด็ก หรือไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่น
- ครูควรใช้วิธีการเสริมแรงเชิงบวกกับเด็กเมื่อแสดงพฤติกรรมที่ดี และถ้าเด็กตอบผิดไม่ควรตำหนิเด็ก ควรให้คำแนะนำว่า คำตอบที่ถูกควรเป็นอย่างไร จำทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียน
- การมอบหมายงานให้เด็กทำ ไม่จำเป็นจ้องเหมือนกันหมดทุกคนควรมอบหมายงานให้ตามความสามารถของเด็ก แต่ละคนซึ่งเป็นงานที่เด็กสามารถทำได้
เด็กปัญญาอ่อนกลุ่มนี้มีภาวะปัญญาอ่อนขนาดน้อย ระดับเรียนได้ มีระดับ IQ ระหว่าง 50-70 สาเหตุอาจมาจากความรุนแรงของโรค เด็กกลุ่มนี้ในวัยก่อนเรียน จะแยกไม่ออกว่ามีความผิดปกติ เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วจึงพบว่า ผลการเรียนต่ำกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน และมีพัฒนาการสูงสุดในวัยผู้ใหญ่ จะเท่ากับเด็กอายุ 7-10 ขวบ ทั้งยังมีความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลก พบว่า กลุ่มปัญญาอ่อนระดับเรียนได้ มีจำนวนถึงร้อยละ 75 ของจำนวน บุคคลปัญญาอ่อนทั้งหมด
เด็กปัญญาอ่อนระดับเรียนได้ มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งต้องมีการร่วมมือกันแก้ปัญหากันทุกฝ่าย ปัญญาพฤติกรรมพอสรุปได้ ดังนี้
- อารมณ์รุนแรง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์จนเองได้
- มีนิสัยก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่นและทำลายสิ่งของต่างๆ
- มีอาการซึมเซา เชื่องช้า หรือบางครั้งอาจซุกซนไม่อยู่นิ่ง ชอบเดิน และหยิบฉวยสิ่งของ
- ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไม่เชื่อฟัง และเข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้
- ความสนใจในการเรียนรู้น้อย ดูเหมือนว่าไม่สนใจการเรียน ทำให้การเรียนไม่ได้ผล
- ไม่ควรสอนเนื้อหาในบทเรียนมากเกินไป ควรสอนซ้ำๆ ให้สม่ำเสมอ เท่ากับเป็นการย้ำ โดยการใช้คำพูดง่ายๆ ประโยคสั้นๆ แต่ต้องมีวิธีการไม่ทำให้การเรียนน่าเบื่อ เพื่อเป็นการฝึกการจำ
- ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพของชีวิตจริงที่สามารถปฏิบัติได้
- เนื่องจากความสนใจจะเป็นช่วงระยะสั้นๆ จึงควรใช้เวลาให้เหมาะสมและควรใช้สื่อประกอบการสอน โดยต้องคำนึงถึงระดับพัฒนาการของเด็ก
- ควรมีการเสริมแรง เพื่อเป็นการให้กำลังใจเมื่อเด็กประสบผลสำเร็จ อาจให้เป็นรางวัล คำชมเชย หรือแสดงอาการชื่นชมยินดีต่างๆ
- ควนสังเกตพฤติกรรม และบันทึกความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคล เป็นระยะๆ
- ควรร่วมมือกับผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ยังคงมีปัญหาของเด็กอีกมากมายในห้องเรียน การมองจากลักษณะภายนอก ครูไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กคนใดมีปัญหาการเรียนรู้ และจะสรุปไปว่าเด็กขี้เกียจ ไม่สนใจ ถ้าครูได้แต่สอนอย่างเดียวไม่อาจใส่ใจเด็ก ไม่ศึกษาพฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล เพราะพฤติกรรมบางอย่างยากต่อการสังเกต ครูไม่ควรคิดว่าเด็กทุกคนมีความรู้ความสามารถเหมือนกันหมด มีความรู้สึกนึกคิดทำนองเดียวกัน ครูจึงสอนนักเรียนเหมือนกันหมด เด็กบางคนอาจจะไม่สามารถพัฒนาไปได้ดีเท่าที่ควร เมื่อถูกละเลยนานๆ เข้าปัญหาต่างๆ จะทับถมมากขึ้นจนยากต่อการแก้ไข
ที่มาข้อมูล : วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 6 ฉบับที่ 53 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2552
http://www.onec.go.th
