ถ้าไม่มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก มีทางออกที่เหมาะสมอย่างไร..?

          สุรชัย เทียนขาว
          โรงเรียนขนาดเล็กที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหมายถึงโรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนต่ำกว่า 120 คนลงมา ข้อมูลในปีการศึกษา 2555 มีจำนวน 14,816 โรง ในจำนวนโรงเรียนเหล่านี้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 60 คนลงมา ไม่น้อยกว่า 5,962 โรงเรียน สภาพที่เป็นอยู่ของโรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบันส่วนใหญ่มีปัญหาพอสรุปได้ดังนี้
          1.คุณภาพของผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมมีคุณภาพต่ำ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะขาดความพร้อมด้านทรัพยากร เช่น ครู มีไม่ครบชั้นและมีวุฒิไม่ตรง ขาดแคลนสื่อการเรียนและอุปกรณ์ เป็นต้น
          2.โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
          สถานศึกษาขนาดเล็กที่มีอยู่ในปัจจุบันเดิมสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนา/ปรับปรุงรูปแบบการบริหารโรงเรียนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 โดยมีการยุบรวม/ล้มเลิก ตามความสมัครใจในแต่ละพื้นที่ บางกลุ่มที่ไม่ยุบรวมหรือไม่ได้ยกเลิกได้มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้หลายรูปแบบ เช่น ห้องเรียนเคลื่อนที่ ครูหลังม้า การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม การดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขได้ ยังมีปัญหาที่พบบางประการคือ
          1) นโยบายเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กไม่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ต่อเนื่อง
          2) ผู้บริหารสถานศึกษายังยึดติดกับตำแหน่ง ไม่ต้องการให้มีการยุบรวมสถานศึกษา เพราะขาดความมั่นใจว่าเมื่อสถานศึกษาที่ตนครองตำแหน่งอยู่ถูกยุบรวม เลิกล้มไปแล้ว ตนเองจะมีตำแหน่งอยู่ที่ใด
          3) ค่าพาหนะที่นักเรียนได้รับวันละ 6 บาทนั้น ค่อนข้างน้อย ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน นอกจากนั้นในบางปีงบประมาณล่าช้าหรือถูกตัด
          4) ชุมชนบางส่วนต่อต้านการยุบรวมสถานศึกษา เพราะมีฐานสร้างสนับสนุนโรงเรียนไม่มั่นใจในมาตรการที่จะรองรับ
          5) การใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนยังไม่ค่อยได้ผลนัก

          สำหรับรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงเวลาที่ปรับเปลี่ยนเข้าในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีการพัฒนารูปแบบการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและประสบผลสำเร็จ  (http://www2.obec.go.th/kasama) มีรูปแบบที่น่าสนใจได้แก่
          รูปแบบที่ 1  การจัดการเรียนรู้แบบรวมชั้น ประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้แบบช่วงชั้นและการเรียนรู้แบบคละชั้น โดยวิธีการยุบชั้นเรียน ให้โรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นสามารถจัดการเรียนการสอนได้โดยไม่ทิ้งห้องเรียน ซึ่งโรงเรียนสามารถปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน
          รูปแบบที่ 2  การบูรณาการหลักสูตร เป็นการนำความรู้มารวบรวมประมวลไว้ในหน่วยเดียวกันสำหรับโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ รวมทั้งการนำหลักสูตรไปใช้ให้บังเกิดผลตามที่ต้องการ สำหรับการบูรณาการเนื้อหารายวิชาสามารถดำเนินการได้ โดยศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร จากนั้นนำวัตถุประสงค์ตลอดจนเนื้อหาการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มวิชาที่สอดคล้องกันมาเชื่อมโยง สู่การจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณา แล้วนำมากำหนดกิจกรรม เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้ครั้งเดียวพร้อมกันในแต่ละช่วงชั้น
          รูปแบบที่ 3  ความร่วมมือจากชุมชน เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนของทุก สพท. ในเรื่องการขาดแคลนครู งบประมาณ ไม่เพียงพอ และขาดสื่อเทคโนโลยี โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ปกครองกรรมการสถานศึกษา องค์กรท้องถิ่น เครือข่ายสถานศึกษา ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนาต่อ ยอดทั้งในด้านการบริหารจัดการ งบประมาณ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
          รูปแบบที่ 4 การใช้ ICT ในการพัฒนาคุณภาพ โดย สพท.หลายแห่งได้นำเทคโนโลยีมาใช้อย่างหลากหลาย เช่น รถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ (Mobile unit) เพื่อให้บริการนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล การส่งเสริมการเรียนการสอนด้วยการรับสัญญาณ การสอนทางไกลจากโรงเรียนไกลกังวลหัวหิน
          รูปแบบที่ 5  รูปแบบโรงเรียนเครือข่ายเป็นการร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนหลัก และโรงเรียนเครือข่ายในการวางแผนการจัดการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารและครูได้รับการพัฒนาจนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          รูปแบบที่ 6  ผสมผสานด้วยวิธีการหลากหลาย สพท.เป็นการผสมผสานรูปแบบที่ 1-5 ดังกล่าวข้างต้นมาดำเนินงาน นับว่าเป็นรูปแบบที่ทำให้โรงเรียนจำนวนมากประสบผลสำเร็จ
          รูปแบบที่ 7  การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นรูปแบบที่มีผู้บริหารใช้ความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการสถานศึกษา มีวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความเป็นประชาธิปไตยยึดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นที่ยอมรับของทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ตลอดจนมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายการทำงานโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
          รูปแบบดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่มีรูปแบบใดเลยที่ใช้วิธีการยุบโรงเรียนหรือควบรวมโรงเรียน ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ควรทบทวนมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณภาพของ ผู้เรียนสูงขึ้นโดยไม่ต้องยุบโรงเรียน

          สำหรับทางออกที่เหมาะสมของการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กกรณีที่ไม่ยุบโรงเรียนอาจมีแนวทางดังนี้
          1) โรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรจัดประเด็นโรงเรียนขนาดเล็กเป็นวาระระดับชาติ โดยระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนของประเทศเพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนปลายทางของโรงเรียนวังไกลกังวล โดยเน้นการบริหารจัดการที่มีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งอาจจัดทำเป็นโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับเขตพื้นที่ มีผู้รับผิดชอบโครงการที่ชัดเจน ส่วนในระดับหน่วยปฏิบัติ (โรงเรียน) ควรมีคณะกรรมการร่วมที่มาจากครู ภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ผู้แทน ผู้ปกครองนักเรียน พระสงฆ์ ฯลฯ เป็นกรรมการบริหารโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กมีครูน้อยมาก บางโรงเรียนมีเพียง 1 คนเท่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอความร่วมมือจากบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมกันจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก (AII for Education)
          2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นผู้รับผิดชอบในการหามาตรการที่เหมาะสมเป็นรายโรงเรียนเนื่องจากบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน โดยจัดให้รอง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ 1 คน และศึกษานิเทศก์ 1 คน เป็นเจ้าภาพเป็นรายโรง เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน
          แนวทางดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการวิจัยธนาคารโลก เรื่องการศึกษาต้นทุนการจัดการศึกษาต่อนักเรียนและการคำนวณเงินอุดหนุนให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ โดย ดิลกะ ลัทธิพิพัฒน์ ใน 2 ประเด็น คือ
          1) เขตการศึกษาและโรงเรียนมีความเป็นอิสระในการบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          และ 2) ให้นำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาใช้ในการสร้างความรับผิดชอบ
          ในประเด็นนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องมีความรับผิดชอบกรณีที่โรงเรียนขนาดเล็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำซึ่งโรงเรียนเหล่านี้มีครูไม่ครบชั้น ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มที่ ควรผลักความรับผิดชอบไปที่หน่วยงานเหนือโรงเรียนร่วมรับผิดชอบการยกระดับคุณภาพ
3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขตทั่วประเทศ ควรขอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งในอยู่พื้นที่ใกล้เคียงที่เปิดสอนหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 5 ปี) ในรูปแบบของบันทึกข้อตกลงร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนวิชาต่างๆ โดยให้นักเรียนทางด้านศึกษาศาสตร์ชั้นปีที่ 5 ที่ต้องปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนขนาดเล็กด้วยการมีครูครบทุกวิชาหลักและมีครูครบชั้นเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจัยของธนาคารโลกดังที่กล่าวข้างต้น ประการหนึ่งคือ จัดให้มีครูมีคุณภาพครบทุกวิชาหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก
          แนวทางนี้น่าจะเป็นไปได้มากกว่าการบรรจุครูให้ครบทุกวิชาหลักซึ่งเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาลและเป็นไปได้น้อย ส่วนการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาครู 5 ปี ลงประจำในโรงเรียนขนาดเล็กอาจจะปรับเงื่อนไขและคุณสมบัติบางประการในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นครู โดยเพิ่มคะแนนพิเศษให้กับผู้ที่เคยปฏิบัติการสอนโรงเรียนขนาดเล็ก 1 ปี อาจกำหนดให้ 25% ของคะแนนรวมทั้งหมด
          4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. และเมืองพัทยาควรพิจารณารับโอนโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เข้าสังกัด อปท.เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ดำรงอยู่ในชุมชนท้องถิ่นในสังคมไทย
          5) แนวทางยุทธศาสตร์ “บวร” (บ้านวัดและโรงเรียน)
          โรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในชุมชนควรร่วมมือกับพ่อแม่เด็ก/ผู้ปกครองนักเรียน (บ้าน=บ) วัดที่อยู่ในชุมชน (ว) และโรงเรียนเอง (ร) ในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้สามารถอยู่ได้ในชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กอาจเป็นผู้ริเริ่ม (เจ้าภาพ) และประสานงานกับทุกหน่วยงานต่างๆ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และเครือข่ายต่างๆ ในชุมชน
          6) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนและครูในโรงเรียนใช้นวัตกรรมระบบสารสนเทศด้านการศึกษาของโลก “My School” (โรงเรียนของฉัน)

          ระบบ My School เป็นระบบสารสนเทศที่ประสบผลสำเร็จมากในการเป็นเครื่องมือดึงดูดทุกภาคส่วนมาร่วมสนับสนุนในการปฏิรูปการศึกษาซึ่งประเทศออสเตรเลียโดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตนายกรัฐมนตรีชื่อนางจูเลีย กิลลาด ริเริ่มขึ้นในระบบ My School ดังกล่าวนี้จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลของโรงเรียนด้านต่างๆ ในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้นทำให้ทุกคนรับรู้สถานการณ์ล่าสุดของโรงเรียน
          ระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทำให้โรงเรียนดีขึ้นทัดเทียมโรงเรียนอื่นๆ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมให้ที่ www.QLF.or.th หรือ อีเมล์กับทีมวิชาการ สลค.ได้ที่ Qualitylearning @QLF.or.th)
          การนำระบบ My School มาใช้ในการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจะทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สพฐ. สำนักงบประมาณ คณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้ปกครองนักเรียน/พ่อแม่ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน รู้ข้อมูลรอบด้านของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นรายโรงที่ชัดเจนว่าโรงเรียนขนาดเล็กกำลังประสบปัญหาด้านใด ทุกภาคส่วนจะช่วยเหลือได้ในส่วนใด การดำเนินงานตามระบบเช่นนี้จะเป็นแนวทางอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก โดยไม่ต้องยุบโรงเรียน
          การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของไทยเท่าที่ผ่านมา หน่วยงานต้นสังกัดได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการพัฒนาให้สามารถดำรงอยู่ในชุมชนซึ่งแต่ละชุมชนไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จสูตรเดี่ยว เนื่องจากชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่มีความหลากหลาย การใช้มิติทางเศรษฐศาสตร์ที่พิจารณาเพียงจุดคุ้มทุนแล้วต้องล้มเลิกโรงเรียนอาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมดเพราะมิติอื่นๆ ที่ชุมชนมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นชุมชน
          ดังนั้น การใช้แนวทางที่หลากหลายในเชิง สหวิทยาการ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม
–จบ–

          –มติชน ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2558 (กรอบบ่าย)–