ตรวจเยี่ยม 3 โรงเรียน

กรุงเทพฯ – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ดร.อ่องจิต เมธยะประภาส รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนพระแม่มารีสาธุประดิษฐ์ โรงเรียนนนทรีวิทยา และโรงเรียนประถมนนทรี ซึ่งเป็นโรงเรียนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557




  • โรงเรียนพระแม่มารีสาธุประดิษฐ์
    สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)


รมว.ศธ.ได้สอบถามผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน และความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน ซึ่งในวันแรกของการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมานั้น  โรงเรียนมีความห่วงใยเรื่องของความปลอดภัยในการเดินทางมาโรงเรียน จึงได้สั่งปิดเรียนในวันแรกพร้อมๆ กับโรงเรียนเอกชนอีกหลายแห่งกรุงเทพฯ แต่ก็ได้เปิดเรียนในวันถัดมา





ตรวจเยี่ยมโรงเรียนพระแม่มารีสาธุประดิษฐ์


โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้หารือกับผู้บริหารโรงเรียนถึงนโยบายและแนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในประเด็นต่างๆ ดังนี้


– การเปลี่ยนหลักสูตร  ซึ่งโรงเรียนขอให้กระทรวงประกาศระยะเวลาล่วงหน้าพอสมควร หากจะมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เพราะโรงเรียนต้องวางแผนพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน และเตรียมการในการเรียนการสอนตามหลักสูตรใหม่ ซึ่ง รมว.ศธ.กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องสำคัญ และมีความห่วงใยในเรื่องนี้เช่นกัน จึงได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่ายให้มากขึ้น และหากจะประกาศใช้หลักสูตรใหม่ ก็ควรจะต้องจัดในโรงเรียนนำร่อง ก่อนที่จะขยายผลไปยังทุกโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป


– ผลการเรียนของนักเรียน  โดยรวมของโรงเรียน อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ส่วนที่ยังอ่านไม่ได้ ก็ยังพอมีบ้าง ซึ่งโรงเรียนพยายามหาเวลาในการสอนเสริมพิเศษ สำหรับปัญหาดังกล่าว โรงเรียนยอมรับว่าเป็นผลสืบเนื่องจากระบบที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี


– ครูต่างชาติ  พบว่าเด็กที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษชั้น ป.1-5 มีความกล้าที่จะเข้าหาครูต่างชาติเป็นอย่างมาก ต่างจากในอดีตที่เด็กไม่กล้าพูดคุยกับครูต่างชาติ ซึ่งขณะนี้โรงเรียนจัดให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษล้วนๆ จำนวน 5 คาบต่อสัปดาห์  ส่วนภาษาจีนได้กำหนดให้เป็นวิชาบังคับ เพราะเป็นนโยบายของโรงเรียนคริสต์ที่จะต้องเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน โดยในชั้นประถมศึกษาเรียนภาษาจีนสัปดาห์ละ 1 คาบ ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลายเอกภาษาจีน เรียนสัปดาห์ละ 7 คาบ ทั้งนี้ รมว.ศธ.กล่าวว่า ศธ.ได้มีนโยบายส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนของประเทศไทยแล้ว โดยเน้นให้เป็นวิชาเลือก ผู้เรียนต้องเลือกเรียนตามความสมัครใจ เพื่อให้ได้ผลดีกว่าที่จะบังคับเรียนทุกคน


– การเรียนพิเศษ โรงเรียนได้รายงานว่า หลังจากเลิกเรียนในเวลาประมาณ 16.00 น. นักเรียนทุกคนได้เรียนพิเศษที่โรงเรียนจนถึงเวลา 17.00 น. จากนั้นแต่ละคนอาจเรียนพิเศษเพิ่มเติมในวิชาต่างๆ ตามความสมัครใจ ทำให้นักเรียนเดินทางถึงบ้านในเวลา 19.00 น. ซึ่งยอมรับว่านักเรียนใช้เวลาเรียนค่อนข้างมากในแต่ละวัน เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข เพื่อให้เด็กได้มีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตด้วย


ก่อนเดินทางกลับ รมว.ศธ.ได้กล่าวขอบคุณโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งขอให้ช่วยติดตามและประเมินสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของครู บุคลากร และนักเรียน เป็นหลัก







  • โรงเรียนนนทรีวิทยา
    สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2


ผู้บริหารโรงเรียนได้รายงานว่า โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2496 ชื่อโรงเรียนมหาเมฆ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนนทรี จนกระทั่งปี พ.ศ.2513 เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนนทรีวิทยา ถึงปัจจุบัน


จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ในวันนี้มีนักเรียนร้อยละ 70 และครูร้อยละ 98 เดินทางมาโรงเรียนได้ตามปกติแล้ว ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในเขตยานนาวา สาธุประดิษฐ์ บางคอแหลม และคลองเตย มีบางส่วนที่อยู่บริเวณรอบนอกจนถึงสมุทรปราการ และปทุมธานี ส่วนใหญ่เดินทางไปกลับโดยรถโดยสารประจำทาง ส่วนกรณีที่มีการปิดเรียนหลายวันนั้น โรงเรียนได้มอบหมายให้ครูผู้สอนจัดทำใบความรู้เผยแพร่ทางบล็อก (Blog) ของครูทางเว็บไซต์ของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าสู่บล็อก และค้นหาความรู้ ทำรายงานต่างๆ ได้ในระหว่างปิดเรียน นอกจากนี้ได้จัดทำใบงานให้นักเรียนที่ไม่สามารถเข้าสู่เว็บไซต์ได้ เพื่อส่งต่อไปยังเพื่อนคนอื่นต่อไป







ตรวจเยี่ยมโรงเรียนนนทรีวิทยา สังกัด สพม.กรุงเทพฯ 2


รมว.ศธ.กล่าวฝากให้ช่วยดูแลการเรียนของนักเรียนในกรณีเหตุการณ์ยืดเยื้อ ทำให้นักเรียนต้องหยุดเรียนนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ที่กำลังจะจบการศึกษา และมีผลต่อการสอบ O-Net ซึ่งจากการรับฟังสรุปรายงานของโรงเรียน ทำให้ได้รับทราบจากนักเรียนว่า ต้องการมาเรียน ไม่อยากหยุดเรียน สำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากๆ ก็จำเป็นจะต้องจัดเรียนซ่อมเสริมมากขึ้นด้วย ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์จะค่อยๆ คลี่คลายลง และจะมีการลดจุดชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลทำให้พื้นที่หรือถนนที่เดินทางไม่สะดวกลดน้อยลงไปด้วย


โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้เยี่ยมการจัดการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ และวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้น ม.5







  • โรงเรียนประถมนนทรี
    สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร


ผู้บริหารโรงเรียน กล่าวว่าโรงเรียนก่อตั้งมาแล้วเป็นเวลา 47 ปี ปัจจุบันจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษา รวมทั้งจัดให้ห้องเรียนการศึกษาพิเศษคู่ขนานด้วย ขณะนี้มีจำนวนนักเรียน 520 คน อัตราครูผู้สอน 29 คน





ตรวจเยี่ยมโรงเรียนประถมนนทรี
ภาพ สถาพร ถาวรสุข, บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต


ส่วนกรณีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้น โรงเรียนได้มีการปิดเรียนเป็นครั้งแรกในวันที่ 13-14 มกราคม 2557 ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก และในวันนี้มีนักเรียนมาเรียนทั้งหมด 421 คน คิดเป็นร้อยละ 80.96 และครูมาครบทุกคน สำหรับผลกระทบของนักเรียนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในชุมชนใกล้เคียงบริเวณโรงเรียนมีไม่มากนัก มีเพียงร้อยละ 10 ที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางมาโรงเรียนจำนวน 21 คน ซึ่งกรณีที่นักเรียนไม่ได้มาเรียน ทางโรงเรียนมีแผนสอนเสริมชดเชยวันละ 1 ชั่วโมงในวันปกติ และในวันเสาร์ รวมทั้งให้ครูเดินทางไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้านด้วย


นอกจากนี้ โรงเรียนได้รายงานให้รับทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2556 พบว่า มีค่าคะแนนขีดจำกัดล่างสูงขึ้นทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ มีเพียง 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ยังน่าห่วงใย คือ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ดังนั้นโรงเรียนจึงได้จัดแบบฝึกคณิตคิดเร็วทุกเช้าวันละ 10 ข้อ ส่วนวิชาภาษาอังกฤษได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับ สพฐ. ตามโครงการ EIS ที่จะพัฒนาครูไทยในการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายการจ้างครูชาวต่างชาติด้วย


ในส่วนของวิชาภาษาไทย ได้มีการคัดกรองเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง พบว่าภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 มีนักเรียนอ่านไม่ออก จำนวน 20 คน และเขียนไม่ได้ 41 คน โดยโรงเรียนได้จัดตารางสอนเสริมวิชาภาษาไทยเป็นเวลา 1 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ คัดกรองเด็กที่อ่อน ปานกลางและบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อจัดสอนซ่อมเสริมในคาบสุดท้ายของทุกวัน ซึ่งได้ประสานขออนุญาตจากผู้ปกครองเรียบร้อยแล้ว โดย รมว.ศธ.ได้ให้แนวทางการสอนเสริมวิชาภาษาไทย ว่าบางโรงเรียนจัดการเรียนอย่างเข้มข้น สอนเฉพาะทั้งวัน หรือสอนเฉพาะวิชาภาษาไทยทั้งภาคเรียน โดยใช้หนังสือและสื่อที่ดีในการช่วยสอน หรือจัดให้เด็กได้พูดคุย หรืออธิบายจากสิ่งที่ได้อ่าน ทำให้เด็กสนุกสนาน ประกอบกับการสอนอย่างเข้มข้นจัง ก็ช่วยให้การอ่านและเขียนดีขึ้น



ภายหลังตรวจเยี่ยมทั้ง 3 โรงเรียนแล้ว รมว.ศธ.ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การเยี่ยมชมโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ต้องปิดเรียนทั้งในวันที่ 13 หรือ 14 มกราคม หรือปิดทั้งสองวัน ซึ่งได้คำนึงถึงความสะดวกและความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นหลัก สำหรับสถานการณ์ในวันนี้มีการเปิดเรียนเพิ่มขึ้น ทำให้มีสถานศึกษาปิดเรียนลดลงเหลือ 63 แห่ง จำนวนนักเรียนได้รับผลกระทบ 340,320 คน และครู 59,019 คน ประกอบด้วย


– สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนได้รับผลกระทบ 23 แห่ง นักเรียน 48,184 คน และครู 2,095 คน


– สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถานศึกษาได้รับผลกระทบ 2 แห่ง นักศึกษา 2,687 คน และครู 243 คน


– สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สถานศึกษาได้รับผลกระทบ 19 แห่ง นักศึกษา 262,249 คน และอาจารย์ 54,922 คน


– สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โรงเรียนได้รับผลกระทบ 19 แห่ง นักเรียน 27,200 คน และครู 1,759 คน


สิ่งที่ ศธ.ห่วงใยนอกเหนือจากการปิดสถานศึกษา คือ สถานศึกษาที่เปิดเรียนแล้ว แต่มีนักเรียนขาดเรียนมากกว่าปกติ ซึ่งมีจำนวนนักเรียนขาดเรียนเฉลี่ยร้อยละ 10-20 หากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อ ก็ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนเหล่านี้สูงขึ้นเช่นกัน จึงได้ขอให้รวบรวมข้อมูลจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนหลายวัน เพื่อให้สถานศึกษาดูแลเป็นพิเศษต่อไป


ทั้งนี้ สถานศึกษามีความพยายามติดตามสถานการณ์ จัดการเรียนการสอนเสริม และสื่อสารกับผู้เรียนทั้งทางเว็บไซต์/อินเทอร์เน็ต จัดการเรียนผ่านเว็บไซต์ นัดสอนเสริมที่โรงเรียน และมีบางโรงเรียนส่งครูไปเยี่ยมนักเรียนและผู้ปกครองที่บ้าน จึงขอขอบคุณผู้บริหาร ครู และโรงเรียน ที่ช่วยกันลดปัญหา ลดความเดือดร้อนและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและผู้ปกครอง อีกประการหนึ่งที่น่าห่วงคือ โรงเรียนประถมศึกษาที่แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก นักเรียนได้รับผลกระทบประมาณ 6,000-8,000 คน แต่เมื่อต้องหยุดเรียนก็จะไม่มีคนดูแล เพราะผู้ปกครองต้องไปทำงาน


นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
15/1/2557