“อย่าคิดว่าเป็นแม่เลี้ยงคือการมาเลี้ยงลูกคนอื่น ให้คิดว่าเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัวของเราแล้ว ควรจะเลี้ยงเขาให้เติบโตเป็นคนดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีดีกว่าค่ะ”
เมื่อสังคมไทยเริ่มคุ้นชินกับการหย่าร้างมากขึ้น จึงไม่แปลกหากเด็กไทยสมัยนี้จะเริ่มรับได้และสามารถปรับตัวให้เข้า “พ่อเลี้ยง – แม่เลี้ยง” ได้มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในหลาย ๆ สูตรสำเร็จที่มีการนำมาใช้เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างคนรักคนใหม่ของผู้ปกครอง กับเด็ก ๆ คงหนีไม่พ้น การเปิดใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับ “ครอบครัวคงสมพงษ์” อีกหนึ่งครอบครัวตัวอย่าง ซึ่งทีมงาน Life & Family ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อ.อ้อ หรือ ดร. กฤษติกา คงสมพงษ์ ภรรยาคนเก่งของ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) และคุณแม่ยังสาวของน้องพลุ – น.ต.ท.พิรพงศ์ คงสมพงษ์ และว่าที่คุณหมอ น้องเพลิน – อมรัชต์ คงสมพงษ์ ถึงเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงไปในชีวิตหลังจากที่เธอต้องรับบท “คุณแม่” ของลูก ๆ ที่เธอไม่ได้เป็นคนคลอดพวกเขาออกมาด้วยตัวเอง
โดยอาจารย์อ้อ เปิดเผยถึงความรู้สึกของชีวิตหลังแต่งงานที่ไม่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบดูแลคู่ชีวิตแล้ว เธอยังมีหนูน้อย 2 คน ที่เป็นลูกติดของสามีจากการแต่งงานในครั้งแรก มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคู่ด้วยว่า “ก่อนการตัดสินใจแต่งงาน แน่นอนว่าจะต้องคิดแล้วคิดอีกว่า จะสามารถเข้ากับลูก ๆ ของเขาได้หรือเปล่า และจะยอมรับกับสังคมที่เขาอยู่ได้หรือไม่ เพราะตัวเองก็เติบโตที่ต่างประเทศ ดังนั้นการคบหาดูใจกันก็ใช้เวลานานพอสมควร ถึงตัดสินใจมาร่วมใช้ชีวิตคู่กับสามี”
“ถ้าลูกของเขามีปฏิกิริยาตอบรับที่ไม่ดี เราจะทำอย่างไร แล้วจะสามารถเลี้ยงลูกเขาได้ดีหรือไม่ ลูกเขาจะชอบหน้าเราหรือเปล่า เราจะสามารถเข้ากับลูกเขาได้ไหม ด้วยเหตุนี้พี่จึงต้องมาศึกษาดูใจแต่ละฝ่าย คือ มันอาจจะเป็นความโชคดีของเราด้วยว่า ตอนที่พี่เข้ามาลูก ๆ ยังเด็ก น้องพลุ อายุ 5 ขวบ ส่วนน้องเพลิน อายุ 2 ขวบ”
พร้อมกันนี้ อาจารย์อ้อยอมรับว่าการเข้ามารับบทบาทเป็นแม่เลี้ยง ทำให้เธอต้องปรับตัวทุกอย่าง จากผู้หญิงตัวคนเดียว ต้องมาเป็นภรรยาที่ดีของสามี ไปพร้อม ๆ กับการรับบทบาทของแม่ในการดูแลลูกที่เธอไม่ได้คลอดมาด้วยตัวเอง สิ่งที่เธอทำก็คือ การศึกษาหนังสือและคู่มือการลี้ยงลูกจำนวนมาก เพื่อจะได้ทราบว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยต้องการการเลี้ยงดูอย่างไร ต้องฉีดวัคซีนช่วงไหน ต้องให้เขารับประทานอาหารอะไร ฯลฯ
“ช่วง 20 ปี ก่อนหน้านี้ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ พี่จึงต้องอ่านหนังสือ ตำรา และคู่มือต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังสือของต่างประเทศ เนื่องจากหนังสือไทยยังไม่ค่อยมีเรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์และงานวิจัยที่ทันสมัย รวมไปถึงการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ไม่ใช่ลูกเรา เพราะหนังสือของต่างประเทศจะมีการอธิบายอย่างเปิดกว้าง”
เป็นแม่เลี้ยงให้ได้ “ใจ”
เมื่อยอมรับกับบทบาทของการเป็นแม่แล้ว การทำทุกอย่างเพื่อลูก ตั้งแต่การอาบน้ำ สระผม ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม ฯลฯ จึงเป็นหน้าที่ที่เธอยินดีทำโดยปริยาย และสิ่งเหล่านี้ยังทำให้ความรัก ความผูกพันของเธอและลูก ๆ มั่นคงมากขึ้นด้วย
“ยังจำได้ว่า วันนั้นต้องไปส่งน้องพลุสอบเข้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โดยที่พี่ไม่รู้ว่าการสอบเข้าต้องใส่ชุดนักเรียน เนื่องจากตรงกับวันอาทิตย์ แต่เห็นว่าเด็กคนอื่น ๆ แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนไปสอบ พี่ก็ต้องกลับบ้านมาเอาชุดไปเปลี่ยนให้ลูกและตอนที่ลูกย้ายโรงเรียนใหม่ ๆ พี่จะต้องไปนั่งเฝ้า เพราะว่าลูกยังเด็ก ถ้าเขาไม่เห็นหน้าเราเขาก็จะไม่ยอมเข้าไปในโรงเรียน พี่จะบอกกับเขาเสมอว่า แม่อ้อจะนั่งรออยู่ตรงนี้จนกว่าน้องพลุจะเลิกเรียน”
กิจกรรมสานสัมพันธ์ครอบครัว
อนึ่ง ด้วยความที่หัวหน้าครอบครัวเป็นรั้วของชาติ ฉะนั้นส่วนร่วมของคุณพ่อในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ๆ จึงมีไม่มากนัก เนื่องจากหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ และต้องไปตรวจงานต่างจังหวัดบ่อยครั้ง แต่ก็จะมีเวลาสัปดาห์ละครั้งในการทำกิจกรรมร่วมกันทั้งครอบครัว ส่วนวันอื่น ๆ การดูแลลูกจะเป็นหน้าที่ของคุณแม่อ้อเพียงคนเดียว
ช่วงที่ลูก ๆ ปิดเทอม การรับหน้าที่พาลูกไปเที่ยวจึงตกเป็นของคุณแม่ไปโดยปริยาย ซึ่งอาจารย์อ้อกล่าวติดตลกว่า ถ้ารอให้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ก็คงจะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปเที่ยวด้วยกัน เพราะเท่าที่จำได้ตั้งแต่แต่งงาน เคยไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวเพียง 4 ครั้งเท่านั้น
สำหรับกิจกรรมที่ทำร่วมกับลูก ๆ ในวันที่ไม่มีหัวหน้าครอบครัวก็คือ การไม่เปิดโทรทัศน์ เพราะเชื่อว่าการดูโทรทัศน์นาน ๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย ลูกจึงไม่เคยดูละครหลังข่าว เด็ก ๆ จึงได้ใช้เวลาช่วงนี้ไปกับการทำการบ้าน ทบทวนการเรียน และกลายเป็นกิจกรรมประจำวันของครอบครัวไปในที่สุด
“พี่จะเป็นเหมือนกับอาจารย์ ที่คอยตรวจงานของนักเรียน ถ้าลูกคนไหนทำการบ้านเสร็จ ก็จะมีการเซ็นรับรอง หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็สามารถทำกิจกรรมที่ตัวเองอยากทำได้ตามใจชอบ แต่ส่วนมากน้องพลุกับน้องเพลินก็จะนั่งอ่านหนังสือเป็นประจำทุกวัน”
ส่วนวันหยุดจะเป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ได้ลงมือทำด้วยตนเอง ส่วนมากก็จะเป็นการทำอาหาร โดยให้ลูก ๆ ลงมือทำ ตั้งแต่การหั่นผัก เตรียมส่วนประกอบต่าง ๆ ในการทำอาหาร และเด็ก ๆ จะรับประทานอาหารที่เขาได้ลงมือทำอย่างเอร็ดอร่อยและภาคภูมิใจ
แต่ถ้ามีโอกาสอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา กิจกรรมสานความรักความอบอุ่นในครอบครัว ก็หนีไม่พ้น การมีโอกาสรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวได้พูดคุยกันมากที่สุด ซึ่งอาจมีบ้างบางครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยทุกคนจะสรรหาร้านอาหารที่ชื่นชอบมานำเสนอ กว่าจะตกลงกันได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะว่าต้องเลือกร้านที่ตรงใจทุกคน
ไม่เพียงแต่ดูแลตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อลูกก้าวสู่วัยรุ่น เธอก็ยังทำหน้าที่อย่างเสมอต้นเสมอปลายในการดูแลลูก ๆ ทั้งสอง
“ปกติจะมีเวลาอยู่กับน้องเพลินมากกว่าน้องพลุ เพราะน้องพลุเรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจอมเกล้า จึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน ซึ่งช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่ลูกเริ่มมีเพื่อน ก็เป็นหน้าที่ของแม่ในการช่วยดูแล รับอาสาพาลูกและเพื่อนของลูกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ”
แยบยลกลการ “ลงโทษ”
การตำหนิ หรือลงโทษเด็ก ๆ เมื่อทำผิดเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนจำเป็นต้องทำ เพื่ออบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ไม่ติดนิสัยแย่ ๆ ไปใช้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่า ครอบครัวคงสมพงษ์เองก็มีการลงโทษที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อาจารย์อ้อยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่เธอใช้สอนให้ลูกชายมีความรอบคอบมากขึ้นว่า
“ครั้งหนึ่งครอบครัววางแผนจะไปเที่ยวกัน แล้วน้องพลุอาสาจัดกระเป๋าเอง แต่ว่าเขาลืมหยิบกางเกงในไป เราก็เลยให้เขาใส่กลับหน้าเทป เพื่อสอนให้เขามีความรอบคอบมากขึ้น”
ส่วนของน้องเพลินนั้น ทุก ๆ เย็นน้องเพลินจะต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน 1 ชั่วโมง แต่ว่าน้องเพลินโดดเรียนไปเที่ยว พอถึงเวลาที่ทราบว่าคุณแม่จะมารับ ถึงจะกลับเข้ามาที่โรงเรียนอีกครั้ง เมื่อได้ทราบพฤติกรรมของลูก ไม่ผิดหากผู้เป็นแม่จะรู้สึกเสียใจ แต่เธอเลือกที่จะไม่ดุ ไม่ตีลูก ตรงกันข้าม อาจารย์อ้อบอกกับน้องเพลินตรง ๆ ว่า
“ทำไมน้องเพลินไม่บอกแม่ว่า น้องเพลินไม่อยากเรียน วันนี้น้องเพลินอยากเที่ยว คุณแม่จะอาสาพาน้องเพลินไปเที่ยวเอง หนูไม่จำเป็นต้องโดดเรียน”
นอกจากนั้น การทำโทษอีกประการหนึ่งของคุณแม่อ้อ คือ การให้ลูกเขียนเรียงความเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำผิดไป อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาไม่กล้าที่จะพูดออกมา ก็สามารถสื่อออกมาเป็นภาษาเขียนได้ ซึ่งบางครั้งเขาสามารถสื่อออกมาได้ดีเกินความคาดหมาย หรือบางครั้งที่พี่น้องทะเลาะกันเอง คุณแม่ก็จะใช้วิธีการเขียนเรียงความเช่นกัน เพื่อเป็นการขอโทษ แล้วจะให้ทั้งสองอ่านต่อหน้าซึ่งกันและกัน
แม้การเป็น “พ่อ-แม่เลี้ยง” กับ “ลูกเลี้ยง” จะเป็นอีกหนึ่งมุมเล็ก ๆ ของสังคมไทย แต่หลายคนก็หลีกหนีไม่ได้ และต้องรับผิดชอบบทบาทที่ตนเองเป็นอยู่ให้ดีที่สุด ซึ่ง ดร.กฤษติกา ได้ฝากทิ้งท้ายในกรณีนี้เอาไว้ว่า แม้จะเป็นโชคชะตาของเด็กเองที่ไม่สามารถเลือกได้ แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้เลือกพ่อหรือแม่เลี้ยงให้เขานั้น ควรมีการศึกษาดูใจผู้ที่จะเข้ามาใหม่ให้ดี ๆ ไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายมาทำร้ายลูกของเรา
“หากได้ทราบว่าสามีหรือภรรยาใหม่มาทำร้ายลูก จงคิดว่าคน ๆ นั้นไม่สมควรที่จะเป็นพ่อหรือแม่ของลูก และไม่สามารถเป็นสามีหรือภรรยาของเราได้อีกต่อไป เพราะลูกคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา จะยื้อเขาไว้เพราะว่าความรักนิด ๆ หน่อย ๆ แค่นั้นเองหรือ”
ที่มา : http://www.manager.co.th/
