2 มิถุนายน 2569 — ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดไม่ใช่การลดทอนหลักสูตร แต่คือการปรับเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมาย สอดรับกับแนวทาง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อย่างแท้จริง เข้าใจรากเหง้า เพื่อก้าวไปข้างหน้า
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม
“ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง
ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า มี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ส่วนรายวิชา มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก
- ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งเน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ
- ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร มุ่งเน้นปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย
กระทรวงศึกษาธิการยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ “ครู” มีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด
“ภาษาไทย” ฐานรากที่แข็งแกร่งสู่การเรียนรู้ภาษาที่สอง สำหรับวิชาภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก
นอกจากนี้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง
แก้ปมเด็กนานาชาติ ไม่ทิ้งภาษาแม่ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึงกรณีเยาวชนสัญชาติไทยในโรงเรียนนานาชาติที่ขาดทักษะภาษาไทย โดยระบุว่า กระทรวงฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา
ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่างพรบ. การศึกษาครั้งแรก โดยมีศาสตราจารย์ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเข้าร่วมประชุม
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ / ข่าว
พบพร ผดุงพล / กราฟิก
