เป็นที่ทราบกันดีกับค่านิยมของคำว่า “เด็กนักเรียนนอก” ที่มีต่อสังคมไทยได้ผลักดันให้หลายครอบครัวนิยมส่งลูกไปเรียนต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อให้ลูกได้เรียนในสถานศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องจากการศึกษาในหลายประเทศพัฒนามากกว่าประเทศไทยหรือบางคนต้องการไปเรียนภาษา แต่ก็มีพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศเพื่อต้องการให้สังคมยอมรับลูกว่ามีดีกรีเหนือกว่าคนอื่น แม้เด็กบางคนจะไม่ได้ความรู้อะไรกลับมาด้วยเลยก็ตาม
สำหรับปัญหาดังกล่าวนี้มีให้เห็นกันไม่น้อยเลยทีเดียว “วิภา ภิญโญโชติวงค์” กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ดเน็ท จำกัด และผู้เชี่ยวชาญด้านแนะแนวการไปศึกษาต่อต่างประเทศ กล่าวสะท้อนมุมมองว่า การศึกษาต่อต่างประเทศในสมัยก่อนอาจจะมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายและแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางไปเรียน ทำให้กลุ่มคนที่สามารถไปเรียนต่างประเทศได้นั้นจำเป็นต้องเป็นครอบครัวที่มีฐานะดี แตกต่างจากสมัยนี้เพราะคนทั่วไปก็สามารถไปเรียนได้ และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ไปเรียนรู้โลกกว้างในต่างประเทศ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนความนิยมก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย โดยเฉพาะการศึกษาต่อต่างประเทศที่มีค่านิยมสูงขึ้น บางคนไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อไปศึกษาเล่าเรียน แต่ไปเพื่อหวังยกระดับให้ตัวเองดูดี
ถ้าพูดเรื่องความเป็นอยู่ของเด็กๆ ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับตัว และต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ ยิ่งเป็นเด็กเล็กยิ่งหน้าเป็นห่วง พี่วิภาบอกว่า พ่อแม่บางคนก็สนใจเพียงแต่ให้ลูกได้ไปเรียนต่างประเทศ หลังจากนั้นก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของลูกหรือให้ลูกอยู่ในความดูแลของสถาบันแนะแนวที่พาเด็กไปเรียนต่อ โดยไม่ได้สนใจว่าลูกอยากไปเรียนหรือไม่ หรือเด็กบางคนเห็นเพื่อนไปเรียนต่อต่างประเทศก็อยากไปบ้าง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ทำให้การไปเรียนต่อนั้นไม่ประสบความสำเร็จ
“การเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีจะเป็นในเรื่องของการมีบุคลากรที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นในสังคม หากประสบความสำเร็จในการศึกษา ส่วนข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้แต่ละปีประเทศไทยสูญเสียเงินจากการไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก เพราะมีเด็กๆ ไปเรียนต่อต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 30,000 คน ซึ่งค่าใช้จ่ายของแต่ละคนก็เริ่มต้นที่หลักแสนบาท ซึ่งเป็นมูลค่าของเงินที่ไหลออกนอกประเทศแต่ละปีกว่าหมื่นล้านบาท” กรรมการผู้จัดการฯ อธิบายถึงข้อดีข้อเสีย
อย่างไรนั้น สถาบันแนะแนวการเรียนต่อต่างประเทศก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการประเมินผลจากการศึกษาของเด็ก เพราะบางคนมีการเปลี่ยนแปลงแผนการเรียน ซึ่งทำให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จึงมีการคิดหาวิธีให้เด็กที่เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศมีความรู้ติดตัวกลับมาด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านแนะแนวการไปศึกษาต่อต่างประเทศให้คำแนะนำว่า เด็กต้องเข้าใจความต้องการของตัวเองก่อนว่า ชอบเรียนอะไร รักในสิ่งไหน อีกทั้งเมื่อเข้าสู่วัยทำงานจะสามารถนำทักษะและความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง เช่น ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะการใช้ชีวิต ถ้าเด็กมีทักษะเหล่านี้ครบถ้วน เชื่อได้เลยว่าจะไม่มีคนมองว่า “ก็แค่นักเรียนนอก” แต่เขาจะชื่นชมในความสามารถและมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ตามหลักการของสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศจะต้องมีการทดสอบหรือสอบถามความต้องการของเด็กและครอบครัว โดยที่เด็กต้องสามารถตอบความต้องการ ความสนใจ หรือจุดมุ่งหายของตัวเองให้ได้ก่อน พี่วิภาเล่าให้ฟังว่า แม้จะมีการศึกษาข้อมูลก่อนไปเรียนต่อก็ยังพบปัญหาในกรณีของความคิดเห็นไม่ตรงกันระหว่างผู้ปกครองกับเด็กที่จะไปเรียนต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความต้องการของเด็กที่อยากเรียนให้สิ่งที่พ่อแม่ห้าม ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการเรียนการสอนในบ้านเรามากนัก ถ้าเราบังคับให้ลูกเรียนในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ จะทำให้เกิดผลเสียอย่างมาก เพราะเด็กก็จะกลับมาเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ดี ฉะนั้นความรู้ที่ได้จากการเรียนโดยการถูกบังคับก็ไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือพูดได้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องลงทุนถึง 2 ต่อกว่าลูกจะเรียนจบตามความต้องการ
“เด็กบางคนบอกว่าตั้งใจเรียน MBA เพื่อความต้องการของพ่อแม่ แต่ความจริงแล้วเขาต้องการเรียนศิลปะ ทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน และต้องเจอกับปัญหาเรื่องการสื่อสารสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน รวมถึงปัญหาการใช้ชีวิตอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนก่อนให้เกิดความเครียด ยิ่งเป็นเด็กเล็กยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะบางครอบครัวส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อต้องการให้ลูกได้ฝึกใช้ชีวิต ฝึกการช่วยเหลือตัวเอง ทั้งๆ ที่พ่อแม่ไม่เคยทราบเลยว่าลูกมีปัญหากับปล่อยให้เผชิญอุปสรรคเพียงลำพัง เพราะคิดว่าลูกคงช่วยเหลือตัวเองได้หรือคงได้รับการช่วยเหลือจากสถาบันแนะแนว แต่บางปัญหาสถาบันแนะแนวหรือเพื่อนก็ไม่สามารถช่วยได้”
ถึงตอนนี้ พี่วิภาจึงได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า ทางที่ดีพ่อแม่ต้องใส่ใจและคอยให้คำปรึกษากับลูกตลอดเวลา เพราะลูกจะรู้สึกสบายใจและอุ่นใจเมื่อได้ปรึกษาพูดคุยกับพ่อแม่ อย่าคิดแค่อยากให้ลูกเรียนจบจากเมืองนอก โดยไม่สนใจสภาพความเป็นอยู่หรือความต้องการของลูก เพราะสุดท้ายนอกจากลูกจะไม่ได้ความรู้กลับมาและสิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ลูกอาจตกอยู่ในภาวะที่อันตรายก็เป็นได้
ที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000129015
