คกก.แก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ.

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมี พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พ.อ.รัตนะโชติ อ่างทอง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้แทนสายงานนิติการจากองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ให้ทุกกระทรวงดำเนินการ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีเรื่องการทุจริตที่สังคมรับทราบและให้ความสนใจ จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริตกระทรวงศึกษาธิการขึ้น และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตดังกล่าว อีกทั้งได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานตั้งคณะอนุกรรมการฯ ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในหน่วยงานของตนเอง กล่าวคือ ผู้บริหารจะต้องจัดการแก้ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของตนเองได้ ในขณะที่คณะกรรมการฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ จะทำหน้าที่ควบคุม เร่งรัด และขับเคลื่อน เพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ของแต่ละหน่วยงานนำผลการดำเนินงานมารายงานตามกรอบของเวลาที่กำหนด โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มาช่วยให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำด้วย

ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้มีมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งรัดกรอบเวลาเพื่อสรุปผลการพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับโทษและดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาอย่างไร โดยขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีจำนวนคดีการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งสิ้น 610 คดี จาก 10 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.), สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.), สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน สกสค.) และองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีจำนวนคดีการทุจริตแตกต่างกัน

สำหรับผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินงานที่ก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ โดยมีกรณีการทุจริตที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 298 เรื่อง ถือเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนด้วย จึงมีการกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานให้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งที่ประชุมได้เสนอให้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรายงานผลการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยจะดำเนินการสร้างโปรแกรมในการประมวลผล หากแต่ละหน่วยงานรายงานผลมาแล้วโปรแกรมดังกล่าวจะสามารถติดตามและควบคุมการดำเนินงานจนกระทั่งได้ข้อยุติ รวมทั้งมีการประมวลผลว่ามีการดำเนินการแล้วร้อยละเท่าไรในเชิงปริมาณ ส่วนผลการดำเนินงานในเชิงคุณภาพนั้น ความก้าวหน้าของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความยุติธรรม โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการปกป้องสิทธิ์ของตนเอง

ในส่วนของคดีทุจริตที่เป็นข่าวในสังคม คือ คดีทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการผู้บริหารระดับสูงจำนวน 6 คน และได้รับรายงานว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีความผิดหรือไม่อย่างไร เนื่องจากการดำเนินการสืบสวนอยู่ในขั้นตอนการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม อ.ก.พ. กระทรวง เพื่อให้ความเห็นชอบและพิจารณาลงโทษต่อไป และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการอีกไม่นานก็จะได้ทราบผลการพิจารณา

นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาคดีทุจริตการทำธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีปัญหาการทุจริตทั้งสิ้น 11 แห่ง แต่ละคดีมีผู้ที่ถูกกล่าวหาประมาณ 15 ราย ส่วนใหญ่เป็นคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดทุกคน ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานการเรียกเงินอุดหนุนรายหัวคืนจากโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จึงต้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย โดยมีการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินย้อนหลังในปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และได้เรียกเงินคืนจากโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 250 แห่ง เป็นจำนวนเงิน 43 ล้านบาทเศษ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 พบว่ามีโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 227 แห่ง ต้องคืนเงินอุดหนุนรายหัวประมาณ 83 ล้านบาท ซึ่งทุกโรงเรียนให้ความร่วมมืออย่างดีทำให้รัฐได้เงินกลับคืนมา สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ โดยคาดว่าจะมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์น้อยลงเนื่องจากมีมาตรการป้องกันแล้ว ส่วนเงินที่ได้เรียกคืนมานั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะนำส่งคืนคลังของรัฐบาลต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการมีความก้าวหน้า และจะพยายามเร่งรัดกรอบเวลาการดำเนินงานให้รวดเร็วขึ้น เพราะการพิจารณาในแต่ละบริบทใช้เวลาแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าได้มีการเร่งรัดขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ไขปัญหาจนกว่าจะได้ข้อยุติ


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
ถ่ายภาพ : อรพรรณ ฤทธิ์มั่น
14/03/2559