การจัดการศึกษาท่ามกลางความหลากหลายกับเด็กด้อยโอกาส

           ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวิทยากรร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Bridging the Social Divide though Inclusive Education” พร้อมด้วย Chair : Dato ’Dr Ahamad bin Sipon, Director, SEAMEO Secretariat, Thailand Vivian Hueng, Associate Professor, Hong Kong Institute of Education Hong Kong SAR, PR China Kimmo Kosonen, Payap University, Thailand and SIL International, and Catherine Young, SIL International Chinnapat Bhumirat, Permanent Secretary for Education, Thailand ในโอกาสการประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ในวันครูโลก ณ อาคาร 9 อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

           ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การจะจัดการศึกษาให้ผลของ Education for All (EFA) จะต้องมีการประนีประนอมในสังคม รวมถึงจะต้องมีการออกแบบ Action Plan เพื่อให้บรรลุผลในปี 2515 เพราะการปฏิบัติที่ไม่มีโครงสร้างจะทำให้ความกระตือรือร้นลดน้อยลง การส่งเสริม EFA เป็นกรอบแนวปฏิบัติ ดักกา ประเทศไทย ด้วยเห็นความสำคัญของ Education for All (EFA) ทั้งนี้ประเทศไทยได้จัดการศึกษาฟรี 15 ปี เดิมเรียกว่าความฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่ปัจจุบัน ใกล้เข้ามาแล้ว แม้จะจัดการศึกษาฟรี แต่ก็ยังฟรีไม่ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังเป็นการลดภาระผู้ปกครองลงได้ ที่สำคัญเราหวังให้มีอัตราการเรียนต่อสูงถึง 100% แต่ยังทำได้ประมาณ 65% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ทั้งนี้ยังมีเด็กอีกหลายคน รวมทั้งเด็กชาติพันธุ์ก็ยัง ก้าวไม่ทันเด็กที่เรียนในกระแสหลัก ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะเป็นช่องว่างในสังคม อย่างเช่นทางภาคใต้ ของประเทศไทย อาจจะถูกละเลยไปบ้างในวิถีชีวิตที่มีความแตกต่าง แต่ก็เห็นว่าการศึกษาจะเป็น วิธีเดียวในการปรับวัฒนธรรมเข้าหากัน

           การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญมากในสังคม รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม เป็นการลดช่องว่าง รวมทั้งช่วยแพร่กระจายวัฒนธรรมที่ดี และยังช่วยให้เด็กด้อยโอกาสมีชีวิต ที่ประสานกลมเกลียวกัน ด้วยการสร้างวัฒนธรรมของการแบ่งปัน ที่เน้นการให้มากกว่ารับ ในที่นี้อยากเห็นคนรวยช่วยเหลือคนจน คนแข็งแรงช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า นี่คือจุดมุ่งหมายของ Education for All (EFA) คือความเท่าเทียมกัน ดังนั้นการให้โอกาสจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในความเป็นจริงความเท่าเทียมกันไม่เกิดขึ้นจริง จึงควรจัดการศึกษาโดยดูวิธีการดำเนินงานรองรับบุคคลทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง เป็นเวลา 20 ปีมาแล้ว ที่มีการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาสอย่างเหมาะสม โดยวิธีเรียนเฉพาะกลุ่มเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดการศึกษาแบบนั้นยิ่งไม่เหมาะสม เป็นการแยกคนด้อยโอกาสออกจากสังคม ทั้งๆ ที่เด็กควรจะได้เรียนร่วมกับเด็กอื่นๆ ดูได้จากตัวเลขเกี่ยวกับผลการเรียนของเด็กปกติและเด็กด้อยโอกาสที่ได้เรียนร่วมกันมีตัวเลขสูงขึ้น ต่อไปนี้รัฐจะดึงเด็กด้อยโอกาสให้เข้าสู่สังคมให้ได้ในปี 2551 โดยจัดทำ 5 นโยบาย คือ 1. การจัดทำแบบจำลองให้ถึงเด็ก 2. การประกันคุณภาพการศึกษา โดยวิธีสอบที่เหมาะสม ที่ให้ทั้งความรู้ทักษะชีวิต 3. นโยบายการจำแนก 4. การพัฒนาระบบการศึกษา และ 5. การให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็เป็นหน่วยงานสำคัญที่ได้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสหรือเด็กเฉพาะพิเศษ และด้อยโอกาสทุกประเภท จำนวน 450 โรงเรียน และโรงเรียนเรียนร่วมในปี 2004 Inclusive Education ขยายเป็น 2,000 พันโรง ในปี 2007 ขยายเป็น 2,750 โรง และในปี 2008 จะมีถึง 5,000 โรงเรียน หรือ 35% ของเด็ก Disability สิ่งท้าทายที่สุดเรื่องของเด็กชายขอบ ที่มีนความอ่อนไหวและบอบบางมาก รวมทั้งเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กถูกรังแก เด็กติดเชื้อเอดส์ (HIV) โดยจะมีความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะ และอะไรที่มีผลตรงเป้าหมาย โดยจะทำให้ทุกภาคส่วน เกิดความเข้าใจในความหลากหลายในสังคมไทย ทั้งที่เกี่ยวกับ Education for AIL ให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
ดังนั้นการจัดการศึกษาแก่คนที่มีความแตกต่างทางศาสนา ให้ตระหนักและ เกิดความรับผิดชอบในสังคม ตลอดจนช่วยให้เด็กได้แสดงออกในวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อช่วยให้เกิดการตอบสนองต่อบุคคลที่กล่าวมา ในขณะที่เราพัฒนาการศึกษา แต่ก็ต้องไม่ละเลย เด็กด้อยโอกาสให้มีโอกาสเข้าถึงระบบของเรา โดยมีหลักสูตรที่เหมาะสมกับเด็กที่จะช่วยส่งผลให้อัตราการเรียนในระบบดีขึ้น ตลอดจนจัดการศึกษาที่ดำเนินไปด้วยความร่วมมือกันหลายหน่วยงานมาร่วมสร้างยุทธศาสตร์ในโอกาสวันครูโลกครั้งนี้

ี้


พัชรี / ข่าว – ภาพ