homescontents
homescontents

23 มกราคม 2569 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา ในฐานะรองประธานคณะทำงานฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นเป็นประธานในการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 
โดยมีซึ่งผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา จำนวน 34 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ได้มีการร่วมกันพิจารณาปรับแก้ร่างแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแผนดังกล่าวมีทั้งสิ้น 5 บท ครอบคลุม ความเป็นมา วัตถุประสงค์ กฎหมาย แผน นโยบาย ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ สถานการณ์ปัจจุบัน สาระสำคัญของแผน

นอกจากนี้ยังได้วางแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในมิติที่เกี่ยวข้องกับด้านการต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อกำหนดแนวทางและกรอบการดำเนินงานด้านความร่วมมือทางการศึกษากับต่างประเทศให้มีทิศทางชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาการศึกษาของประเทศ
  2. เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ผ่านการส่งเสริม ความร่วมมือ การแลกเปลี่ยน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
  3. เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือด้านการศึกษาระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงร่างแผนฯ เพื่อให้มีความครอบคลุม และมีประสิทธิภาพต่อการนำไปบังคับใช้ โดยไม่กระทบต่อสาระสำคัญและวัตถุประสงค์ของร่างแผนฯ และได้พิจารณากำหนดวิสัยทัศน์ และจัดทำข้อความประกอบภาคผนวกในหัวข้อ “กฎหมาย ระเบียบ แผนที่เกี่ยวข้องกับแผนฯ” และ หัวข้อ “คำนิยามสำคัญ คำศัพท์เฉพาะ และแนวคิดสำคัญ” ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้คณะทำงานนำร่างแผนดังกล่าวฯ พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้เสนอให้ที่การประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 2/2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ.2569-2573 พิจารณาต่อไป

📸 รูปภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BzAFd8PXG/?mibextid=wwXIfr
 
พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข้อมูล

22 มกราคม 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้นำชุมชน จำนวน 300 คน เข้าร่วม ณ โรงเรียนอนุบาลแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพราะผลจากการที่ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงนักเรียนและผู้ปกครอง ทำให้ทราบว่าการขับเคลื่อนนโยบายไหนเป็นสำคัญ และทำให้เราได้ผลักดันในหลายเรื่องที่เป็นรูปธรรมแล้ว อย่างเช่นเรื่องของวิทยฐานะที่เป็นข้อทุกข์ใจของครูในพื้นที่ ตอนนี้ก็ได้แก้ไขในเรื่องของผู้ประเมิน และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ก็ได้เปิดทางเลือกจากเดิมที่เราทำเป็นงานวิจัยเรื่องเดียวก็ได้เพิ่มเรื่องของนวัตกรรมและรางวัลเชิงประจักษ์เข้ามา แต่ตอนนี้ต้องทำให้ชัดเจนก่อน หวังว่าจะเป็นขวัญกำลังใจ เป็นแรงจูงใจในการทำงานเกิดความเป็นธรรมให้กับผู้ปฏิบัติ

สำหรับระบบ TRS ที่นำใช้มาอาจจะยังไม่มีตอบโจทย์อย่างยืดหยุ่น ขณะนี้กำลังปรับอยู่และกลับมาใช้รูปแบบเดิมตามหลักเกณฑ์และเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างถูกต้อง และต้องไม่มีการวิ่งเต้นโยกย้ายอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องเรื่องบ้านพักครูก็ได้ร่วมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาพื้นที่ ปรับปรุง ฟื้นฟู ซ่อมแซม ให้บ้านพักครูน่าอยู่ยิ่งขึ้นรวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เช่นกัน หากได้ผลเป็นรูปธรรมก็จะขยายให้เป็น “ธนาคารเพื่อประชาชน” ในอนาคต ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้เดินหน้าไปจนเข้า ครม. แล้ว แต่หลังจากยุบสภาต้องพักไว้ก่อน และหากเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งก็จะเดินต่อหน้าทันที

“สิ่งที่อยากจะฝากคือนโยบายที่ให้ความสำคัญกับครู บุคลากรที่เป็นหัวใจของการศึกษา อยากให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการออกมาจากทุกคนในกระทรวง ขอบคุณผู้บริหารที่มาช่วยรับฟังข้อเสนอแนะจากบุคลากรในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และหวังว่านำความคิดเห็นที่ได้ไปแก้ไขเพื่อขับเคลื่อนต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

📸 รูปภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1AV2XJuVSe/?mibextid=wwXIfr

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา ในการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และออนไลน์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอใช้โอกาสในการพบปะคณะกรรมการอาชีวศึกษาชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา รวม 21 ราย โดยมี นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประธานกรรมการ และมีกรรมการจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม ด้านธรุกิจหรือบริการ ด้านเกษตรและประมง ด้านกฎหมาย ด้านการเงินการคลังหรือการลงทุน ด้านการพัฒนากำลังคน ด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการจัดการศึกษาพิเศษ และด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านที่จะช่วยผลักดันให้อาชีวะพร้อมรองรับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล และการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ขอฝากให้ร่วมกันผลักดันเรื่องสำคัญ ๆ ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น การคำนึงถึงบุคลากรที่จะเป็นต้นทางของการผลิตเด็กและเยาวชนของเราไปสู่โลกของการทำงาน จากเดิมที่เคยเน้นไปที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ขอให้ส่งเสริมครู อาจารย์ และบุคลากร ได้รับการพัฒนาทั้งด้านทักษะ สมรรถนะที่เท่าทันโลก รวมทั้งสวัสดิการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการอาชีวศึกษา เช่น การพัฒนาทักษะต่าง ๆ การขอมี/เลื่อนวิทยฐานะ ที่สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ. ที่ปรับเพิ่มทางเลือกการขอวิทยฐานะ เป็น 3 ช่องทาง คืองานวิจัย นวัตกรรม และรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำนักงาน ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าครูอาชีวะได้ร่วมสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดการเรียนสอน ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งฝึกเด็กและเยาวชนไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ จนได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล สมกับคำว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”

และนอกจากการยกระดับครูและบุคลากรอาชีวศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการเรียนแบบ Active Learning เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงแล้ว ต้องเน้นให้พวกเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้จบไปเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งทักษะอาชีพและทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำงาน และสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ ขอฝากเด็กพิเศษ ที่เข้ามาเรียนกับอาชีวะด้วย ขอให้ช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดคล้องกับทักษะที่เขามีอยู่ในตัวเอง เพื่อให้หาเลี้ยงชีพเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขอฝากคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ที่เป็นเสมือนสุดยอดฝีมือ ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ และประสบการณ์ ครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนและผลักดันอาชีวะให้นำพาประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ ว่า อาจารย์ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพบปะน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ทำให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของพวกเขาที่ได้เลือกเรียนอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ เห็นได้จากแววตาที่เป็นประกาย มีความหวังในเส้นทางอาชีพและอนาคตของตัวเอง จึงขอฝากให้ทุกท่านลงพื้นที่ไปดูบริบท ความต้องการแรงงาน และศักยภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน มีอัตลักษณ์โดดเด่นกันคนละแบบ หากเป็นไปได้ขอให้ลงไปดูให้เห็นก่อนที่จะออกแนวทาง/นโยบายอะไรออกมา ก็จะช่วยให้อาชีวะนอกจากจะผลิตกำลังคนให้กับประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม เป็นการสืบสานอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว-กราฟิก

ข้อมูล-ภาพ : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1NAB67Dv9J/?mibextid=wwXIfr

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

การดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมีจำนวน 2,511 คน

ในประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ต่อมาในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ในด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุดรวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมีจำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่าตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดตัว “Police Care” แอปพลิเคชันรวมบริการครบวงจร

ยกระดับความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในยุคดิจิทัล

แอปพลิเคชัน “Police Care” ได้รับการพัฒนาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็น “คู่มือประชาชน” ที่รวบรวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร การติดตามผลคดี และการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการของตำรวจให้เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

เจาะลึกฟังก์ชันเด่น : เครื่องมือที่ตอบโจทย์ทุกความปลอดภัยและความสะดวก

แอปพลิเคชัน Police Care ได้รับการออกแบบให้เป็น “หน้าหลักบริการประชาชน” ที่รวมฟังก์ชันการใช้งานที่จำเป็นและใช้บ่อยมาไว้ในที่เดียว เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีฟังก์ชันเด่นแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

1.บริการประชาชนครบวงจร (One-Stop Service)

2.เครื่องมือป้องกันและรับมืออาชญากรรมเชิงรุก

3.ฟังก์ชันเพื่อความปลอดภัยในเทศกาลและสถานการณ์ต่างๆ

ฟังก์ชันที่หลากหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม

การดาวน์โหลดและช่องทางการเข้าถึง

สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

1. หนังสือประชาสัมพันธ์ย้าย 1-69

21 มกราคม 2569 – ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย รศ.ดร.ประวิตเอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญ 4 เรื่อง ดังนี้

1. การทบทวนระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่สงสัยมีความผิดปกติด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ปี 2567 เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการเพียงร้อยละ 52 และพบเด็กมีพัฒนาการสมวัยเพียงร้อยละ 70-77 ปัญหาสำคัญ คือ โรงพยาบาลรัฐใน กทม. ขาดบริการกระตุ้นพัฒนาการ ข้อมูลจากโรงพยาบาลนอกสังกัดสาธารณสุขไม่เชื่อมโยงกับส่วนกลาง และเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น พัฒนาการล่าช้า ออทิสติก เข้าไม่ถึงบริการจำนวนมาก โดยมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่ 1) กระตุ้นให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองเด็กทุกช่วงวัย 2) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการประเมินภายใน 1 เดือนโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 4) ทบทวนและจัดระบบบริการสำหรับเด็กกลุ่มนี้ให้เป็นระบบ

2. การขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พบว่า การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพเป็นมาตรการสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เช่น เร่งให้ความรู้ผู้ปกครอง ลดความรุนแรง เพิ่มเวลาคุณภาพ และกล่าวถึงโปรแกรม Thai Preschool Parenting Program (Thai Triple-P) ซึ่งพัฒนาโดยกรมสุขภาพจิตและขยายผลไปทั่วประเทศ แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ นอกจากนี้ คุรุสภาถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการพัฒนาครูให้มีความรู้พื้นฐานด้านการเลี้ยงดูเด็กโดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือระหว่างกรมสุขภาพจิตและคุรุสภาเพื่อพัฒนาหลักสูตร E-Learning สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอนุบาล

3. การขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต การวิจัยเรื่องกิจกรรมทางกาย พบว่า มีความสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก และชี้ว่า ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ควรได้รับพัฒนาเจตคติและแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมที่ประชุมมอบคณะทำงานประชาสัมพันธ์ฯ ผลักดันและส่งเสริมเข้าสู่ระบบให้มีกิจกรรมทางกายเด็กปฐมวัยยิ่งขึ้น

4. รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 พบว่า ยังคงประสบปัญหาด้านการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลาง และการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าของงบประมาณรวมถึงการขาดความเข้าใจของผู้ปกครอง และการปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความชัดเจน มอบคณะอนุกรรมการบูรณาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุผล และคณะอนุกรรมการกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิเด็กปฐมวัยพิจารณาข้อจำกัด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงต่อไป

สำหรับเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กปฐมวัย ได้มีการนำร่องระบบในจังหวัดพิจิตรและสมุทรสาคร การแต่งตั้งคณะทำงาน และการประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและทะเบียนราษฎร์ สำหรับค้นหาเด็กที่ตกหล่น แม้จะมีการทดสอบระบบแล้ว แต่กรมการปกครองจำเป็นต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับจึงจะเชื่อมโยงข้อมูลกลับมาได้ และการจัดทำฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยเป็น “นโยบายระดับชาติ” รวมถึงแนวทางระยะเร่งด่วน ให้ดำเนินการเทียบกระทบข้อมูลระหว่างกรมการปกครอง กสศ. และ สกศ. ให้คณะอนุกรรมการฯ จัดทำนโยบายเสนอคณะกรรมการนโยบายฯ เห็นชอบก่อนนำเข้า ครม. ต่อไป

ประชาสัมพันธ์สภาการศึกษา / ข่าว
พบพร ผดุงพล / กราฟิก

2. ประกาศศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2567 1. ประกาศสถานศึกษาพอเพียง ปีการศึกษา 2567

เตือนภัย!! มิจฉาชีพส่งอีเมลและ SMS ปลอมแอบอ้างชื่อ สพฐ. และ ก.ค.ศ.

ตรวจพบความพยายามของกลุ่มมิจฉาชีพในการส่งอีเมลปลอมและข้อความ SMS โดยมีเจตนาหลอกลวงให้หลงเชื่อด้วยการแอบอ้างชื่อหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนจึงต้องทำความเข้าใจกลวิธีและจิตวิทยาที่มิจฉาชีพนำมาใช้ ถือเป็นยุทธศาสตร์การป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด การรู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวงจะช่วยให้ท่านสามารถระบุภัยคุกคามและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อได้อย่างมีนัยสำคัญ

รูปแบบการแอบอ้างเพื่อหลอกลวง

มิจฉาชีพมักใช้ “เหยื่อล่อ” หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษาโดยตรง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ท่านคล้อยตาม หรือเกิดความตื่นตระหนก โดยมีรูปแบบที่พบบ่อยดังนี้
เมื่อท่านทราบถึงรูปแบบกลโกงเหล่านี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเรียนรู้หลักเกณฑ์การตรวจสอบและแนวทางการป้องกันตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

หลักเกณฑ์การตรวจสอบและแนวทางป้องกันตนเอง

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อได้รับอีเมลหรือ SMS ที่ไม่คาดคิด คือการมีสติและใช้วิจารณญาณตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการใดๆ หัวข้อนี้จะนำเสนอหลักการที่ชัดเจนและเครื่องมือที่ท่านสามารถนำไปใช้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินได้อย่างมั่นคง
    1. ประเมินความเสี่ยงก่อนคลิก กฎข้อแรกและสำคัญที่สุดของการป้องกันตนเองคือ “อย่ากดลิงก์ที่แนบมาทันที” หากท่านไม่แน่ใจในแหล่งที่มา หรือไม่เคยร้องขอข้อมูลดังกล่าวมาก่อน ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้เสมอว่าลิงก์นั้นอาจเป็นอันตราย การคลิกโดยไม่ไตร่ตรองอาจนำไปสู่การติดตั้งมัลแวร์ (Malware) หรือการถูกนำไปยังเว็บไซต์ฟิชชิ่ง (Phishing) ที่สร้างขึ้นเพื่อขโมยข้อมูลของท่านโดยเฉพาะ
    2. ตรวจสอบตัวตนผู้ส่งอย่างละเอียด อีเมลที่ส่งจากหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือจะต้องใช้โดเมนเนมที่เป็นทางการเท่านั้น โปรดสังเกตชื่อผู้ส่ง (Sender) อย่างละเอียด โดยอีเมลจาก สพฐ. จะต้องมาจากโดเมน @obec.go.th เท่านั้น หากอีเมลที่ได้รับมาจากผู้ให้บริการฟรี เช่น Gmail, Hotmail หรืออีเมลส่วนตัวอื่นๆ ให้สันนิษฐานได้ทันทีว่าเป็นอีเมลปลอม
    3. พิสูจน์ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ปลายทาง หากท่านจำเป็นต้องเข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ ให้ตรวจสอบที่อยู่ URL ของเว็บไซต์นั้นๆ เสมอ เว็บไซต์ที่เป็นทางการของหน่วยงานราชการไทย จะต้องลงท้ายด้วย .go.th เสมอ การสังเกตส่วนท้ายของที่อยู่เว็บไซต์เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงในการแยกแยะเว็บไซต์จริงออกจากเว็บไซต์ปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นเลียนแบบ
    4. ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูงสุด โปรดยึดหลักการสำคัญที่สุดคือ “ห้ามกรอกข้อมูลส่วนตัว” ผ่านลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เลขประจำตัวประชาชน, รหัสผ่านสำหรับเข้าระบบต่างๆ หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร การรั่วไหลของข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกสวมรอย การเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต และความเสียหายทางการเงินอย่างร้ายแรง
การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจนเมื่อท่านต้องเผชิญกับข้อความต้องสงสัย

4 ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อพบข้อความน่าสงสัย

การมีขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างเป็นระบบและลดโอกาสเกิดความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านได้รับอีเมลหรือ SMS ที่เข้าข่ายน่าสงสัย ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
ขอให้ทุกท่านตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีสติและปฏิบัติตามแนวทางที่แนะนำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ทุกท่านปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ได้

20 มกราคม 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีของวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

รมว.ศธ. กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว

“การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์” รมว.ศธ.กล่าว

พบพร ผดุงพล / กราฟิก
คณะทำงาน รมว.ศธ. / ข่าว

นบส.รุ่นที่16

17 มกราคม 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นางสาวปรารถนา ช้อนแก้ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารทรัพยากรบุคคล รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รายงานวัตถุประสงค์และข้อมูลของโครงการ พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง จำนวน 256 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการเงินการคลัง เป็นผู้ที่ทำงานท่ามกลางความเครียดและแข่งขันกับเวลา ต้องมีความรับผิดชอบสูงตามบทบาทและหน้าที่ บนความคาดหวังในพื้นฐานของการบริหารและการจัดการตามหลักธรรมาภิบาล และด้วยบุคลากรมีการปรับเปลี่ยนตลอด มีการโยกย้ายตำแหน่งหรือไปบรรจุที่อื่น การทำงานจึงมีความหลากหลายทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เรื่องของกฎหมาย ระเบียบการเงินการคลัง มีหลายส่วนสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนด้านการปฎิบัติเพื่อให้ทันยุคทันสมัย

วันนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดประสบการณ์โดยวิทยากร เพื่อทำความเข้าใจในส่วนของการทำงานให้เกิดความมั่นใจ เติมเต็มสมรรถนะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่มีข้อจำกัดและความกดดันมากมาย การเพิ่มเติมความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินการบัญชีจึงสำคัญ เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติงานของเรามีมาตรฐานเดียวกัน

สิ่งที่อยากเห็นคือคนทำงานด้านการเงิน มีความรู้ความสามารถเรื่องการเงินและบัญชี โดยเฉพาะเรื่องของระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มองประโยชน์ของราชการมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำตามกำหนดเวลา หากทำงานให้มีประสิทธิภาพแม่นยำชัดเจน สามารถแนะนำและแก้ปัญหาให้ผู้อื่นได้ ก็จะถูกยอมรับแลถเป็นความหวังขององค์กร ขอให้นำความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ไปพัฒนาต่อยอดทั้งทางกาย ทางใจ ทางปัญญา และมีเครือข่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อสมรรถนะในการทำงานอย่างมีคุณภาพ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนด และพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน ด้านการเงิน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินของกระทรวงการคลัง ตลอดจนการให้คำปรึกษา แนะนำ และพัฒนาระบบงานด้านการเงินและบัญชี ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การบริหารงบประมาณเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนางสาวนวลพรรณ วรรณสุธี แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ทำงาน รวมถึงคณะวิทยากรภายนอกที่มีความรู้ ความสามารถและมีประสบการณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี จากกรมบัญชีกลาง และกิจกรรมการเสริมสร้างเครือข่ายและทำงานเป็นทีม โดย นายพนม รอดสันเทียะ และคณะ

📸 รูปภาพเพิ่มเติม https://drive.google.com/drive/folders/1phOil5D_85e_azHCc0PBKX-Xpfj7qpw4

พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

16 มกราคม 2569 / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในงานวันครู ครั้งที่ 70 ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงความชื่นชมยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคนและกล่าวสัมโมทนียกถาและให้โอวาทแก่ผู้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า กิจกรรมการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของงานวันครู ซึ่งรางวัลที่ได้รับถือเป็น “ความภาคภูมิใจ” ที่สะท้อนถึงความรู้ ความสามารถ และการสะสมความดีงามมาตลอดทั้งปี จนมีผลงานเชิงประจักษ์ต่อสาธารณชนว่าครูไทยมีความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อพัฒนาการศึกษา

ดังนั้น การส่งต่อองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) นอกเหนือจากความภาคภูมิใจส่วนบุคคลแล้ว จึงขอฝากให้ผู้ได้รับรางวัลทุกคนนำแนวทางหรือวิธีการปฏิบัติที่ทำให้ประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัล ไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้แก่เพื่อนครู เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ “ยกระดับคุณภาพของผู้เรียนในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำว่าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือการนำความสำเร็จไปขยายผลเพื่อพัฒนาเพื่อนร่วมวิชาชีพ การรักษาเกียรติคุณและความดี และขอให้ครูทุกคนร่วมกัน “รักษาเกียรติคุณและคุณงามความดี” นี้ไว้คู่กับตนเองสืบไป พร้อมทั้งร่วมมือร่วมใจกันเป็นพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็ก เยาวชน และการศึกษาของชาติอย่างต่อเนื่อง

พิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เนื่องในโอกาส งานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อเป็นการยกย่อง “ครูดี” ที่ตั้งใจปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นแบบอย่างและเป็นที่เคารพของศิษย์และบุคคลทั่วไป โดย นางสุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา รายงานว่า ในปีนี้มีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 988 คน/แห่ง แบ่งเป็น 5 รางวัลสำคัญ ได้แก่

– รางวัลคุรุสดุดี ประจำปี 2568 จำนวน 882 คน

– รางวัลสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาหลักสูตรสมรรถนะของโรงเรียนเอกชน จำนวน 34 แห่ง

– รางวัลต้นแบบการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมด้วย 4+6 โมเดล ภายใต้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รักคุณธรรม จำนวน 10 แห่ง

– รางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2568 ระดับภาคและจังหวัด จำนวน 12 คน

– รางวัล “คุรุรัตน์” กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 จำนวน 50 คน

การจัดงานวันครูในปีนี้ คือ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมความรักและปัญญา ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคนเป็นรากฐานของชาติ

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “คุณภาพครู” ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพของประเทศ โดยเปรียบกระบวนการเรียนรู้ว่าต้องอาศัย “ใจกับใจ” ระหว่างครูกับศิษย์ และเปรียบครูเสมือน “ดอกกล้วยไม้” สัญลักษณ์วันครูที่ต้องใช้เวลาในการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังเพื่อให้ผลิดอกที่สวยงาม เช่นเดียวกับการพัฒนาการศึกษาของชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือและพลังจากครูและบุคลากรทุกระดับในการขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าสืบไป

นอกจากนี้ งานวันครูครั้งที่ 70 ยังได้น้อมนำคำขวัญวันครูจากนายกรัฐมนตรีที่ว่า “คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู” มาเป็นแนวทางในการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีครูดีที่มีคุณภาพ เพียบพร้อมด้วยความรู้และความสามารถ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไป

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว-กราฟิก

สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/1DFTYH7xGE/?mibextid=wwXIfr

ประกาศรับสมัครบริหารต้น-4-ตำแหน่ง-ส่วนกลาง ประกาศเกณฑ์บริหารต้น-1-ตำแหน่ง-รองศึกษาธิก ประกาศรับสมัครบริหารต้น-1-ตำแหน่ง-รองศึกษา

Top