homescontents
homescontents

รู้จักแอปพลิเคชัน DE-fence เกราะป้องกันสู้ภัยมิจฉาชีพทางโทรศัพท์และ SMS

ในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน ปัญหาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ (Scam Call) และข้อความ SMS กลายเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายและความกังวลให้กับผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ SMS แนบลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูล ภัยเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายที่เงินในกระเป๋าและความปลอดภัยของเรา เพื่อรับมือกับปัญหานี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำ ได้ร่วมกันพัฒนา “DE-fence” แพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่ทรงพลัง เปรียบเสมือนเกราะป้องกันอัจฉริยะที่จะช่วยให้ประชาชนรู้เท่าทันและปลอดภัยจากกลโกงของมิจฉาชีพ

DE-fence คืออะไร

DE-fence คือ แพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูลและสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยทำหน้าที่คัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความ SMS ที่น่าสงสัยก่อนที่จะมาถึงตัวเรา เป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มนี้ คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความปลอดภัย โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง ตำรวจ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. และ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สามารถระบุเบอร์ของมิจฉาชีพและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการทำงาน: DE-fence รู้ทันมิจฉาชีพได้อย่างไร

หัวใจสำคัญของ DE-fence คือการใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกันแบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์และแบ่งประเภทของสายเรียกเข้าและ SMS ที่เราได้รับออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าจะรับสาย, เพิกเฉย, หรือกดบล็อกทันที
การแบ่งกลุ่มและแจ้งเตือนของ DE-fence สามารถสรุปได้ดังนี้

นอกจากการแจ้งเตือนที่ชัดเจนแล้ว แอปพลิเคชัน DE-fence ยังมาพร้อมกับเครื่องมือช่วยเหลืออื่นๆ ที่ทำให้การป้องกันภัยเป็นไปอย่างครบวงจร

ฟีเจอร์เด่นในแอปพลิเคชัน DE-fence

แอปพลิเคชัน DE-fence ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ดังนี้

  1. แจ้งเตือนการโทรเข้าและ SMS : นี่คือฟีเจอร์หลักที่เป็นระบบคัดกรองอัตโนมัติ โดยจะแสดงป้ายกำกับ อันตราย ระวัง หรือ ชื่อลงทะเบียน ทันทีเมื่อมีสายหรือข้อความเข้ามา ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าควรรับหรือไม่
  2. การตรวจสอบเบอร์ : หากคุณมีเบอร์โทรศัพท์หรือ SMS ที่น่าสงสัย สามารถนำเบอร์นั้นมาค้นหาในแอปพลิเคชันเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือได้ด้วยตนเอง
  3. การช่วยเหลือและให้คำปรึกษา : เป็นช่องทางสำหรับผู้ใช้งานในการช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย โดยสามารถ “แจ้งเบาะแส” เบอร์หรือ SMS ที่ต้องสงสัยเพื่อให้ระบบนำไปตรวจสอบต่อไป
  4. การแจ้งความออนไลน์ : ในกรณีที่ตกเป็นเหยื่อหรือต้องการดำเนินคดี แอปพลิเคชันได้เชื่อมต่อไปยังระบบการแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหาย
  5. การติดต่อ 1441 : เป็นช่องทางลัดสำหรับติดต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 โดยตรง เพื่อขอคำปรึกษาหรือดำเนินการระงับบัญชีของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที

ช่องทางดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence

ขณะนี้ แพลตฟอร์ม DE-fence ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดเพื่อใช้งานได้แล้วใน เวอร์ชันทดลอง (BETA version) ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายการป้องกันที่แข็งแกร่ง สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence ได้ผ่าน App Store สำหรับ iOS และ Google Play สำหรับ Android

 

          

           

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนเย็นในวันขึ้นปีใหม่   มีนักท่องเที่ยวสามคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย   แต่ไม่มีร้านอาหารใดที่เปิดทำการ  เนื่องจากหมู่บ้านนี้เพิ่งประสบภัยน้ำท่วม และยากจน

         นักท่องเที่ยวก่อไฟ ตั้งหม้อต้มน้ำกลางลานหมู่บ้าน  หย่อนก้อนหิน กำมือหนึ่งลงไป พร้อมพูดว่า “เรากำลังทำต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก”

           ชาวบ้านหัวเราะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยืนดู นักท่องเที่ยวชิมน้ำต้มหินแล้วบอกว่า “ถ้ามีตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก  สักหน่อยจะหอมขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งจึงนำตะไคร้มาใส่ อีกคนใส่ใบมะกรูด อีกคนใส่พริกสด กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา

           เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาดูด้วยความสนใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เดินมาด้วยความสงสัย ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความร่วมมือ

        นักท่องเที่ยวพูดว่า “ถ้ามีเนื้อไก่สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ” ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้จึงนำเนื้อและตีนไก่มาใส่ลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยผสมกับไก่สดทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากขึ้น จากนั้นมีคนใส่เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดว่า “แม่บอกว่า ต้มยำต้องมีน้ำปลา” ทุกคนหัวเราะและเห็นด้วย

           ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดว่า “ถ้ามีมะนาวอีกหน่อยจะอร่อยขึ้น” เด็กชายรีบวิ่งไปเด็ดมะนาวจากต้นมาบีบลงไป รสชาติเปรี้ยวผสมกับความเผ็ดร้อนทำให้ต้มยำก้อนหินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หญิงชราคนหนึ่งใส่ข่า อีกคนใส่ผักชี กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อย ๆ

           ชาวบ้านบางคนเริ่มจัดโต๊ะไม้ยาว กลางลานหมู่บ้าน พวกเขานำจาน ชาม และช้อนออกมาเตรียมไว้ ทุกคนตั้งตารอที่จะได้กินต้มยำก้อนหินร่วมกัน เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว

             เมื่อต้มยำในหม้อใหญ่เดือดจนได้ที่ นักท่องเที่ยวก็ตักต้มยำก้อนหินใส่ชาม แจกจ่ายให้ชาวบ้าน  ทุกคนเริ่มชิมด้วยความตื่นเต้น รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หอมสมุนไพรไทยผสมกับเนื้อไก่สดทำให้ทุกคนยิ้มออกมา เด็ก ๆ ตะโกนว่า “อร่อยที่สุดเลย!” ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “นี่คืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน”

           ทุกคนในหมู่บ้านนั่งกินต้มยำก้อนหินด้วยกันอย่างมีความสุข พวกเขาเล่าเรื่องราวของตนเองระหว่างกินต้มยำก้อนหิน เสียงหัวเราะและการพูดคุยทำให้บรรยากาศอบอุ่น นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้ม พวกเขารู้ว่าต้มยำก้อนหินไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นสะพานที่เชื่อมใจคนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน

           เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าพูดว่า “เราควรทำต้มยำก้อนหินทุกครั้งที่มีงานรวมญาติหรือเทศกาล เพื่อเตือนใจว่า การแบ่งปันทำให้เรามีความสุข” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เด็ก ๆ วิ่งเล่นรอบลานหมู่บ้านด้วยเสียงหัวเราะ ผู้ใหญ่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจ

          ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานว่า “ต้มยำก้อนหิน” คืออาหารแห่งการแบ่งปันและความสามัคคี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นเพื่อน และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

              การกระทำของคนในหมู่บ้านนี้ เป็นการกระทำความดี ที่ตรงกับกฎลูกเสือข้อ 5  เป็นผู้สุภาพเรียบร้อย  เพราะความสุภาพนั้นไม่เพียงมีกิริยาวาจาอ่อนหวานเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมไปถึงความเป็นมิตร  ความมีน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น  ความเห็นอกเห็นใจ และการทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนมีค่าอีกด้วย      นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 1 ทานมัย  ด้วยการแบ่งปันสิ่งของ  นำเครื่องต้มยำต่างๆมาบริจาคใส่หม้อรวมกัน  และ ข้อ 2 เวยยาวัจจมัย  ด้วยการขวนขวายสำสิ่งที่ถูกที่ควร

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า      “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

              เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของยุโรป  (ฝรั่งเศส  รัสเซีย สเปน)  เรื่อง ซุปก้อนหิน  The Stone soup ที่ให้ความรู้เรื่องจริยธรรมและการให้ทาน

                                                                              อาทร จันทวิมล 

 

 

 

บทละครสั้น  ลูกเสือ แสดงรอบกองไฟ เรื่อง : ต้มยำก้อนหินแห่งมิตรภาพ

แนวคิด: สนุกสนาน, สร้างสรรค์, เน้นการมีส่วนร่วม, สอดแทรกความหมายของกฎลูกเสือข้อ 5 และบุญกิริยาวัตถุ

ตัวละคร:

อุปกรณ์ประกอบฉาก/กิจกรรม:

(ฉากเริ่ม: รอบกองไฟ ลูกเสือทุกกลุ่มนั่งล้อมรอบ)

ผู้กำกับลูกเสือ: สวัสดีครับลูกเสือทุกคน! คืนนี้เป็นคืนพิเศษที่เราจะมาสร้างตำนานรอบกองไฟด้วยกัน! วันนี้เราจะมาฟังนิทานและลงมือทำบางอย่างจากนิทานนั้น! นิทานของเราชื่อว่า “ต้มยำก้อนหิน”

(เสียงปรบมือฮือฮา)

ผู้กำกับลูกเสือ: เราจะให้ กลุ่ม สิงโต   เป็นนักท่องเที่ยว และ กลุ่มนกหัวขวาน  เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ! ส่วนลูกเสือกลุ่มอื่นๆ เป็นชาวบ้าน ที่จะมาร่วมงานเลี้ยงอันแสนอร่อย! พร้อมไหมครับ!

ลูกเสือทุกคน: พร้อมครับ/ค่ะ!

(ผู้กำกับลูกเสือผายมือไปทาง “กลุ่มสิงโต ” ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างอ่อนแรง)

ผู้กำกับลูกเสือ: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในคืนวันขึ้นปีใหม่ นักท่องเที่ยวกลุ่มสิงโต เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย

(กลุ่มผจญภัยทำท่าเหนื่อยล้า มองซ้ายขวา)

นักท่องเที่ยว 1 : โอ๊ย! เหนื่อยจังเลย หิวก็หิว แต่ดูสิ หมู่บ้านนี้เงียบจังเลยนะ ไม่มีร้านอาหารเปิดเลยเหรอ?

นักท่องเที่ยว 2  : แย่จังเลยนะ สงสัยเพิ่งประสบภัยมา ชาวบ้านคงยังลำบาก

นักท่องเที่ยว  3 : (มองไปที่กองไฟ) ไม่เป็นไร! เรามีวิธี! พวกเรามีสูตรเด็ดที่จะทำให้ทุกคนอิ่มอร่อย!

(กลุ่มสิงโตมเดินไปที่กองไฟ ตั้งหม้อ เติมน้ำ แล้วหย่อน “ก้อนหินที่เตรียมไว้” ลงไป)

นักท่องเที่ยว 1 : เอาล่ะ! เราจะทำ “ต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก!”

ชาวบ้าน  กลุ่มนกหัวขวาน :  (ค่อยๆ เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย)

ชาวบ้าน 1   : (กระซิบ) ต้มยำก้อนหินเหรอ? มันจะกินได้จริงเหรอ?

ชาวบ้าน 2 : ไม่เคยได้ยินเลยนะ! แปลกจริงๆ!

ชาวบ้าน 3  : แต่เขามั่นใจกันจังเลยนะ ลองตามดูหน่อยดีกว่า

(ชาวบ้านต่างๆ  เข้ามามุงดูใกล้ๆ อย่างสนใจ)

นักท่องเที่ยว1    : (ตักน้ำในหม้อชิมเล็กน้อย) อื้มมม… รสชาติดีใช้ได้เลยนะ แต่ถ้ามี ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก สักหน่อยจะหอมขึ้นมากเลย! ใครพอจะมีบ้างไหมครับ?

 ( ชาวบ้าน 1    รีบวิ่งไปหยิบ “ตะไคร้” มาใส่)

ชาวบ้าน 1: ผมมีตะไคร้ครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)

(ชาวบ้าน 2 หยิบ “ใบมะกรูด” มาใส่)

ชาวบ้าน 2: ผมมีใบมะกรูดด้วย! (ใส่ลงไปในหม้อ)

(ชาวบ้าน 3 หยิบ “พริกซอย” ที่เตรียมไว้มาใส่)

ชาวบ้าน 3 : นี่พริกจากสวนผมเลยครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)

(นักท่องเที่ยวคนหนึ่งใช้ทัพพีคนเล็กน้อย กลิ่นหอมของสมุนไพรเริ่มโชยมาเล็กน้อย)

นักท่องเที่ยว1   : (สูดดม) อื้อหือ! กลิ่นเริ่มมาแล้ว! แต่ถ้ามี เนื้อไก่ สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบมากเลยนะ!

 (ชาวบ้าน 1 รีบไปหยิบ “เนื้อไก่หั่น  และตีนไก่ ” จากที่บ้านมาให้)

ชาวบ้าน 1: ผมมีเนื้อไก่ และตีนไก่ครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)

(นักท่องเที่ยวใช้ทัพพีคนต้มยำ เสียงเดือดปุดๆ ของน้ำต้มยำเริ่มชัดขึ้น)

นักท่องเที่ยว 1 : เยี่ยมเลย! กลิ่นหอมของไก่ผสมกับสมุนไพรไทย ชวนให้หิวจริงๆ!

เด็กเล็กๆ ในกลุ่มชาวบ้าน: (เสียงเจื้อยแจ้ว) แม่บอกว่า ต้มยำต้องมี เห็ด กับ หอมแดง กระเทียม แล้วก็ น้ำปลา ด้วยค่ะ!

(ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เป็นลูกเสือกลุ่มอื่นๆ ก็เริ่มเสนอตัวและหยิบส่วนผสมอื่นๆ ที่เตรียมไว้ เช่น เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา มาใส่ทีละนิดๆ)

ผู้กำกับลูกเสือ: เห็นไหมครับลูกเสือ! แค่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากแต่ละคนก็เริ่มจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ แล้ว! (หันไปทางหม้อต้มยำ) อื้อหือ กลิ่นเริ่มหอมขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะครับ!

ผู้เฒ่า : (ทำท่าทางเป็นผู้เฒ่า เดินมาอย่างช้าๆ) ถ้ามี มะนาว อีกหน่อยจะเปรี้ยวสะใจเลยนะพ่อหนุ่ม!

(เด็กชาย วิ่งไปหยิบ “มะนาว”  มาบีบลงไปในหม้อ)

เด็กชาย: ผมมีมะนาวครับ! บีบสดๆ เลย!

(หญิงชรา เดินมาหยิบ “ข่า” และ “ผักชี” มาใส่)

หญิงชรา: เอาข่ากับผักชีไปอีกหน่อยสิพ่อหนุ่ม! จะได้หอมๆ

(นักท่องเที่ยวชิมต้มยำ แล้วทำท่าอร่อย)

นักท่องเที่ยว 1 :  สุดยอดเลยครับ! รสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว เผ็ด เค็ม หอมลงตัว!

ผู้กำกับลูกเสือ: เห็นไหมครับลูกเสือ! จากก้อนหินธรรมดา ตอนนี้กลายเป็นต้มยำหม้อใหญ่ ที่เต็มไปด้วยน้ำใจของทุกคนแล้ว!

(ลูกเสือกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นชาวบ้าน เริ่มจัดโต๊ะ และนำชาม ช้อน มาเตรียม)

ผู้กำกับลูกเสือ: ตอนนี้ทุกคนต่างก็เอาจานชามมาเตรียมไว้แล้ว! เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว! จากหมู่บ้านที่เงียบเหงา ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง! เพราะอะไรครับ?

ลูกเสือทุกคน: เพราะการแบ่งปันครับ/ค่ะ!

(นักท่องเที่ยวตักต้มยำใส่ชาม แจกจ่ายให้ลูกเสือทุกคนที่ร่วมกิจกรรม )

ผู้กำกับลูกเสือ: เชิญเลยครับลูกเสือทุกนาย! ต้มยำก้อนหินหม้อนี้ คือ ต้มยำแห่งมิตรภาพ!

(ลูกเสือทุกคนเริ่มชิมต้มยำก้อนหิน)

เด็กๆ: อร่อยที่สุดเลย!

ผู้เฒ่า (ยิ้ม) นี่แหละคืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน!

ผู้กำกับลูกเสือ: ลูกเสือทุกนายครับ! นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้!” เหมือนกับกฎลูกเสือข้อ 5 ที่ว่า “ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย” ความสุภาพไม่ได้มีแค่คำพูด แต่คือการมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการแบ่งปันให้แก่กันครับ!

(ลูกเสือทุกคนรับประทานต้มยำก้อนหินอย่างมีความสุข พร้อมพูดคุยกัน)

ผู้กำกับลูกเสือ: และนี่คือตำนานของ “ต้มยำก้อนหิน” ที่สร้างมิตรภาพและความสุขให้กับทุกคน ขอให้ลูกเสือทุกนายจดจำความหมายของการแบ่งปันและน้ำใจนี้ไว้เสมอครับ!

( ลูกเสือทั้งหมดร่วมร้องเพลง  ร่วมใจเราพร้อมใจ  ร่วมใจเราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ  ปิดฉากด้วยเสียงปรบมือและเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานรอบกองไฟ)

 

หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรม:

  1. ความปลอดภัย: เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการก่อกองไฟและการเตรียมอาหาร
  2. สุขอนามัย: ส่วนผสมต้องล้างให้สะอาด หั่นเตรียมไว้ล่วงหน้า และมีอุปกรณ์ที่สะอาดสำหรับปรุงอาหาร
  3. การมีส่วนร่วม: ให้ลูกเสือได้สลับกันใส่ส่วนผสม (ภายใต้การดูแลของผู้กำกับ) และคนต้มยำ
  4. การสะท้อนคิด: หลังกิจกรรม ควรมีการพูดคุยกันถึงความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้ เพื่อตอกย้ำคุณค่าของการแบ่งปันและความสามัคคี

อาทร  จันทวิมล

                       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่ง ระหว่างเดินไปที่นาเขาเห็นกับ นกยูงรำแพน ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา         แต่วันหนึ่ง  นกยูงแสนสวย ติดบ่วงตาข่ายดักนก  ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด       ชาวนาเกิดความสงสารจึงรีบเข้าไปปลดตาข่าย และปล่อยให้นกยูงตัวนั้นบินกลับเข้าป่าไปอย่างเป็นอิสระ

                  การกระทำของชาวนาในช่วงนี้ สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อที่ 5 ลูกเสือมีความสุภาพเรียบร้อย  มีน้ำใจไมตรี ช่วยเหลือคนและสัตว์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก  และเป็นการทำความดี ตามหลัก การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ

                        ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูหน้าบ้านของชาวนา เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ไพเราะว่า:

           ” ฉันคือนกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้น ฉันขอมาอาศัยอยู่รับใช้ในบ้านเพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านช่วยชีวิตฉันไว้”

              ชาวนาประหลาดใจแต่ก็ต้อนรับเธอด้วยความยินดี หญิงสาวได้มอบ กระเป๋าจักสาน ใบหนึ่งให้แก่ชาวนา โดยบอกว่ามันทำมาจากขนหางของนกยูง

             เมื่อชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง ปรากฏว่ากลายเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก เพราะความประณีตและความเงางามนั้น สวยกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบละกว่าแสนบาท เสียอีก! ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา และด้วยความโลภที่เริ่มบังตา เขาจึงสั่งให้หญิงสาวเร่งสานกระเป๋าออกมาอีกหลายๆ ใบ

                 หญิงสาวรับปากแต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า: “ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาด”

                  แต่ด้วยความอยากรู้และอยากเร่งให้เธอทำไวๆ ชาวนาจึงแอบไปที่ข้างห้องและมองลอดช่องประตูเข้าไป สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็น นกยูงตัวเดิม ที่กำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานอย่างประณีตเหมือนการสาน กระเป๋าย่านลิเภา ชั้นสูง

                 เมื่อนกยูงรับรู้ได้ว่าความลับถูกเปิดเผย และชาวนาไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า แต่กลับแอบดูด้วยความโลภ เธอจึงคืนร่างเป็นนกยูงและกล่าวด้วยความเสียใจว่า:

            “ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกอย่างลงแล้ว”

               สิ้นคำพูด นกยูงตัวนั้นก็กระพือปีกบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับทรัพย์สินที่ค่อยๆ หมดไป และความเสียดายที่เขาได้สูญเสียมิตรแท้ไปเพียงเพราะความอยากรู้และอยากมี

คติสอนใจ: * “ความโลภมักทำให้คนเราลืมความเมตตา และสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป”

“การรักษาคำพูดเป็นพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ”

           เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น  นกกระเรียนตอบแทนคุณ   鶴の恩返し

(Tsuru no Ongaeshi)

                                                                                          อาทร  จันทวิมล

 

 

 

บทละครสั้น รอบกองไฟ  : นกยูงกตัญญู

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือเล่าเรื่อง: ผู้ดำเนินเรื่อง
  2. ชาวนา: ผู้มีจิตใจดี (ตอนแรก) แต่โลภ (ตอนหลัง)
  3. นกยูง/หญิงสาว: ผู้กตัญญู
  4. ผู้บรรยาย: (อาจเป็นลูกเสือเล่าเรื่องคนเดิม หรืออีกคน)

อุปกรณ์ประกอบฉาก:

ฉาก: ป่า (รอบกองไฟ), บ้านชาวนา

 

(เริ่มต้นการแสดง)

ลูกเสือเล่าเรื่อง: สวัสดีครับเพื่อนๆ ลูกเสือทุกคน คืนนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่จะมาเล่าและแสดงให้ชมกันครับ เรื่องราวของความเมตตา ความกตัญญู และบทเรียนสำคัญที่ได้จาก “นกยูงกตัญญู” ขอเชิญรับชมได้เลยครับ!

(ฉากที่ 1: ในป่า)

ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ ชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่งกำลังเดินสำรวจป่าใกล้ไร่นาของเขา

(ชาวนาเดินถือพลั่ว/จอบ เดินมาในฉาก)

ชาวนา: (บ่นพึมพำกับตัวเอง) วันนี้อากาศดีจริงๆ  หวังว่าผลผลิตในนาจะงอกงามดีนะ

(ชาวนาเดินไปพบนกยูงติดตาข่าย นกยูงส่งเสียงร้องเหมือนเจ็บปวด พยายามดิ้นรน)

นกยูง: (ร้องด้วยความเจ็บปวด) กรี๊ด! ช่วยด้วย! ฉันติดตาข่าย!

ชาวนา: (ตกใจ) อ้าว! นั่นนกยูงนี่นา! ติดตาข่ายอยู่ โอ๊ย… น่าสงสารจริงๆ เลย!

(ชาวนารีบเดินเข้าไปช่วย ปลดตาข่ายออกอย่างระมัดระวัง)

ชาวนา: ไม่เป็นไรนะเจ้านกยูงผู้น่าสงสาร ข้าจะช่วยเจ้าเอง! (ค่อยๆ ปลดตาข่าย) ออกมาได้แล้วนะ!

นกยูง: (เมื่อเป็นอิสระ พยักหน้าให้ชาวนาแล้วบิน/วิ่งออกไป) ขอบคุณนะท่าน! ขอบคุณมาก!

ชาวนา: (ยิ้มอย่างมีความสุข) โชคดีนะเจ้า! ไปเถอะ ไปบินอย่างอิสระเถิด

ผู้บรรยาย: ชาวนาเดินกลับบ้านด้วยความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

(ชาวนาเดินออกไป)

(ฉากที่ 2: ที่บ้านชาวนา)

ผู้บรรยาย: ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูบ้านของชาวนา

(ชาวนาอยู่ในบ้าน หญิงสาว (นกยูง) เดินมาเคาะประตู)

หญิงสาว: (เคาะประตูเบาๆ) ก๊อกๆๆ… มีใครอยู่ไหมคะ?

ชาวนา: (เปิดประตู) เอ๊ะ! ใครกันนี่? แม่นางเป็นใครมาจากไหนกัน?

หญิงสาว: (ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม) ท่านผู้เจริญ… ฉันคือ นกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้นค่ะ ฉันขอมาอาศัยรับใช้ในบ้าน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่ฉันค่ะ

ชาวนา: (ประหลาดใจแต่ก็ยินดี) โอ้! จริงหรือนี่! ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาตอบแทนคุณถึงเพียงนี้! เข้ามาก่อนเถิดแม่นาง!

(หญิงสาวเดินเข้ามาในบ้าน แล้วยื่นกระเป๋าจักสานให้ชาวนา)

หญิงสาว: นี่ค่ะ กระเป๋าใบนี้สานจากขนหางของฉัน หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ

ชาวนา: (รับกระเป๋ามาดูอย่างตื่นเต้น) โอ้โห! สวยงามอะไรเช่นนี้! ประณีตจริงๆ ขอบใจเจ้ามากนะแม่นาง!

ผู้บรรยาย: ชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง มันสวยงามและประณีตมากจนเป็นที่ต้องการ ผู้คนต่างแย่งกันซื้อ ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา

(ชาวนาเดินกลับมาบ้านด้วยสีหน้าดีใจ)

ชาวนา: (ตื่นเต้น) แม่นาง! แม่นางสานกระเป๋าได้ยอดเยี่ยมมาก!  สวยกว่ากระเป๋า      แบรนด์เนมใบละแสนบาทเสียอีก       ข้าได้เงินมามากมายเลย! เจ้าช่วยสานกระเป๋าแบบนี้ให้ข้าอีกหลายๆ ใบได้ไหม?

หญิงสาว: ได้ค่ะท่าน! ฉันยินดีทำให้ แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งนะคะ ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาดค่ะ

ชาวนา: (พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก) ได้สิๆ ข้าสัญญา!

(หญิงสาวเข้าไปในห้อง (อาจเป็นมุมหนึ่งของเวที หรือใช้ผ้ากั้น) ชาวนาอยู่นอกห้อง)

(ฉากที่ 3: ความลับที่ถูกเปิดเผย)

ผู้บรรยาย: ชาวนาดีใจที่มีเงินทองมากมาย แต่แล้วความโลภก็เริ่มครอบงำจิตใจ เขาอยากได้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสงสัยว่าหญิงสาวสานกระเป๋าได้อย่างไร

ชาวนา: (เดินวนไปวนมารอบๆ ห้องที่หญิงสาวอยู่) เอ๊ะ… ทำไมต้องห้ามดูด้วยนะ? เธอจะทำอะไรกันแน่? หรือเธอจะแอบเอาสมบัติไปซ่อน? ข้าชักสงสัยแล้วสิ… ข้าจะแอบดูสักหน่อยก็แล้วกัน!

(ชาวนาค่อยๆ ย่องไปแอบดูทางช่องประตู (อาจทำท่าชะโงก หรือใช้มือบังเป็นช่องว่าง))

ชาวนา: (ตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน) โอ้! นี่มัน…!

(ฉากในห้อง: นกยูงกำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานเป็นกระเป๋า)

(นกยูง/หญิงสาว อาจเปลี่ยนเป็นใส่ผ้าคลุมนกยูงและทำท่าจิกขนหางตัวเอง)

นกยูง: (หันมาเห็นชาวนากำลังแอบดู ด้วยสีหน้าผิดหวังและเสียใจ) ท่าน…! ท่านผิดคำพูด! ท่านแอบดูฉัน!

(นกยูงค่อยๆ คืนร่างเป็นนกยูงเต็มตัว (ถอดผ้าคลุมหญิงสาวออก เผยผ้าคลุมนกยูง) แล้วพูดด้วยเสียงที่เจ็บปวด)

นกยูง: (เสียงเศร้า) ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกสิ่งลงแล้ว! ท่านไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า…

(นกยูงสะบัดปีก แล้ววิ่ง/บินออกไปจากฉากอย่างรวดเร็ว)

ชาวนา: (พยายามเรียก) แม่นาง! นกยูง! อย่าไปนะ! (แต่ก็สายไปแล้ว)

ผู้บรรยาย: นกยูงบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับความเสียใจและความโลภที่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป

(ชาวนายืนนิ่งด้วยสีหน้าเศร้าและเสียใจ)

ลูกเสือเล่าเรื่อง: เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อนๆ ลูกเสือ? นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเมตตา” นั้นนำมาซึ่งบุญและมิตรภาพที่ดี แต่ “ความโลภ” และ “การไม่รักษาสัจจะ” อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งดีๆ ไปได้ในที่สุดครับ จำไว้นะครับว่า “ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย” และ “เป็นผู้มีสัจจะ” เสมอครับ! ขอบคุณครับ!

(ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง  แสนสุขสมนั่งชมวิหก  อยากเป็นนกเหลือเกิน)

(จบการแสดง)

                                                                                  อาทร  จันทวิมล                                                       

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนที่กว้างใหญ่ของประเทศจีน สมัยสามก๊กพ.ศ. 763-823 (ยุคอาณาจักรฟูนัน)   บ้านเมืองจีนกำลังวุ่นวายเพราะเหล่าขุนศึกแบ่งพวกสู้รบแย่งชิงอำนาจกันเอง      มีคุณลุงชาวจีนคนหนึ่งชื่อว่า “เล่าปี่” ท่านเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม และรักประชาชนมาก     เล่าปี่มีพี่น้องร่วมสาบานเก่งกาจสองคน คือ “กวนอู” ผู้มีหนวดงามและซื่อสัตย์ กับ “เตียวหุย” ผู้แข็งแรงและเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า

                แม้เล่าปี่จะมีทหารที่เก่ง แต่เขาก็ยังขาด “ที่ปรึกษา” หรือคนวางแผนที่ฉลาดปราดเปรื่อง  มาช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข

🐉 มังกรแห่งเขาโงลังกั๋ง

                 วันหนึ่ง เล่าปี่ได้ยินเรื่องราวของนักปราชญ์ชื่อ “ขงเบ้ง” ผู้มีฉายาว่า “มังกรแห่งเขาโงลังก๋ง” ว่ากันว่า ขงเบ้ง นั้นมีความฉลาดมาก   หยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ และสามารถคาดการณ์ในอนาคตได้       เล่าปี่จึงตั้งใจว่า “ต้องไปเชิญท่านขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาช่วยงานให้ได้!”

❄️ การเดินทางครั้งแรกและครั้งที่สอง: บททดสอบความพยายาม

                   ครั้งแรก เล่าปี่พากวนอูและเตียวหุยขี่ม้าขึ้นเขาสูง  เพื่อไปหาขงเบ้งที่กระท่อมหญ้า บนเขา โงลังกั๋ง      แต่เมื่อไปถึง เด็กรับใช้บอกว่า “อาจารย์ไม่อยู่บ้าน ออกไปเที่ยวเล่นบนเขายังไม่กลับครับ” เล่าปี่ผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มรับและขอบคุณเด็กรับใช้อย่างสุภาพก่อนจะชวนน้อง ๆ กลับบ้าน

                หลายเดือนต่อมา ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก      จนพื้นดินเป็นสีขาวโพลน เล่าปี่ไปหาขงเบ้งอีกครั้ง        เตียวหุยบ่นอุบอิบว่า “หนาวขนาดนี้ จะไปทำไมกันพี่ใหญ่? แค่สั่งให้ทหารไปรับหรือไปจับตัวมาก็พอแล้ว!” แต่เล่าปี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า “การจะได้คนเก่งมาช่วย    เราต้องใช้ความจริงใจและความสุภาพ ไปแลก”

               ทว่า… เมื่อไปถึง ขงเบ้งก็ยังไม่อยู่บ้านอีกตามเคย เล่าปี่จึงเขียนจดหมายทิ้งไว้ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเพื่อแสดงความตั้งใจจริง

☀️ การเดินทางครั้งที่สาม: ความเงียบที่ชนะใจ

                ในที่สุด เล่าปี่ตัดสินใจไปเป็นครั้งที่สาม คราวนี้อากาศแจ่มใส เมื่อไปถึงกระท่อม เด็กรับใช้บอกว่า “อาจารย์กำลังนอนหลับอยู่ครับ”

                 เตียวหุยโกรธมากจนหน้าแดงก่ำ “หนอย! พี่ใหญ่เล่าปี่ อุตส่าห์ มาหาตั้งสามครั้ง เจ้าขงเบ้งคนอวดดี  ยังกล้านอนหลับอยู่อีกเหรอ? เดี๋ยวข้าจะไปจุดไฟเผากระท่อมซะเลย!” เล่าปี่รีบห้ามเตียวหุยทันที และสั่งให้กวนอูกับเตียวหุยไปรอที่หน้าประตูรั้ว ส่วนตัวเขาเองค่อย ๆ เดินเข้าไปในบ้านอย่างแผ่วเบา

                  เล่าปี่ไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง แต่เขากลับ “ยืนรอ” อยู่ที่หน้าบ้าน อย่างสงบนิ่ง เขาไม่นั่ง ไม่บ่น และไม่ส่งเสียงดังแม้แต่นิดเดียว ยืนรออยู่นานหลายชั่วโมงจนกระทั่งขงเบ้งตื่นขึ้นมา

ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์

                     ขงเบ้งลืมตาขึ้นมาเห็นคุณลุงเล่าปี่ยืนรอด้วยรอยยิ้มและการให้เกียรติอย่างที่สุด ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เขาคิดในใจว่า “คนที่มีตำแหน่งสูงอย่างท่านเล่าปี่ แต่กลับยอมลดตัวมาหาคนธรรมดาอย่างเราถึงสามครั้ง แถมยังยืนรอเรานอนหลับโดยไม่บ่นสักคำ นี่แหละคือเจ้านายที่เราอยากจะไปช่วยงาน!”

                     ขงเบ้งจึงยอมตกลงลงจากเขาโงลังก๋งไปช่วยเล่าปี่วางแผนการรบ       เขาใช้สติปัญญา ทำให้เล่าปี่สร้างเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข และเป็นคู่คิดที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว

🌟 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสำเร็จไม่ได้มาจากการบังคับหรือการใช้อำนาจ แต่มาจากการ “ให้เกียรติผู้อื่น” และ “ความอดทน” ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

                                                                    อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครลูกเสือ แสดงรอบกองไฟ: เรื่อง สามก๊ก ตอน เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้ง

ตัวละคร:

  1. ผู้บรรยาย: (ถือไมค์หรือยืนหน้าแถว)
  2. เล่าปี่: (ใจดี ยิ้มแย้ม สุภาพ อ่อนน้อม)
  3. กวนอู: (ถือง้าว ลูบหนวดยาว  ยืนตัวตรง ดูน่าเกรงขาม)
  4. เตียวหุย: (ใจร้อน ท่าทางขึงขัง ดุดัน   เสียงดัง ตลก)
  5. เด็กรับใช้: (ตัวเล็ก ท่าทางซุกซน)
  6. ขงเบ้ง: (ถือพัดขนนก เดินช้าๆ )
  7. เหล่านักแสดงประกอบ: (ทำท่าเป็นม้า, ต้นไม้, หรือพายุหิมะ)

 

 

ฉากที่ 1: การเดินทางครั้งที่ 1 (ความสุภาพ)

(เสียงดนตรีเพลงจีน อย่างสนุกสนาน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทำท่าขี่ม้าวนรอบกองไฟ)

ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คุณลุงเล่าปี่ผู้ใจดี อยากได้คนเก่งอย่าง “ขงเบ้ง” มาช่วยสร้างเมืองให้สงบสุข    จึงพาน้องชายทั้งสอง  คือกวนอูและเตียวหุย   ไปหาที่เขาโงลังกั๋ง!

เตียวหุย: (ตะโกน) โอ๊ย! ร้อนก็ร้อน เมื่อไหร่จะถึงฮะพี่ใหญ่เล่าปี่!

เล่าปี่: ใจเย็นๆ นะเตียวหุย การจะเชิญยอดคน เราต้องอดทน

(ถึงหน้ากระท่อม เด็กรับใช้ออกมา)

เล่าปี่: (พนมมือไหว้หรือโค้งเด็กรับใข้อย่างสวยงาม)

สวัสดีครับหนูน้อย อาจารย์ขงเบ้งอยู่ไหมครับ?

เด็กรับใช้: อาจารย์ไปเที่ยวเล่นบนเขายังไม่กลับครับ!

เล่าปี่: ไม่เป็นไรครับ ขอบใจมากนะหนูน้อย (หันไปบอกน้องๆ) กลับกันเถอะพวกเรา

 

ฉากที่ 2: การเดินทางครั้งที่ 2 (ความอดทน)

(กลุ่มนักแสดงทำท่าพายุหิมะ โปรยกระดาษขาวๆ หรือใช้ผ้าปูที่นอนสีขาวสะบัดไปมา)

ผู้บรรยาย: หลายเดือนต่อมา หิมะตกหนักมาก แต่เล่าปี่ก็ยังไม่ย่อท้อ!

เตียวหุย: (ตัวสั่น) หนาววววว! พี่ใหญ่เล่าปี่ครับ   ขงเบ้งก็แค่คนธรรมดา ส่งทหารมาจับตัวไปเลยง่ายกว่า!

เล่าปี่: ไม่ได้นะเตียวหุย  เราเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย และต้องให้เกียรติผู้อื่นเสมอ การใช้กำลังไม่ช่วยให้เราได้ใจคนหรอก

(ถึงหน้ากระท่อม ขงเบ้งก็ยังไม่อยู่ เล่าปี่หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายอย่างตั้งใจ)

เล่าปี่: ฝากจดหมายนี้ให้ท่านขงเบ้งด้วยนะครับ

 

ฉากที่ 3: การเดินทางครั้งที่ 3 (ความเงียบชนะใจ)

(บรรยากาศสดใส เล่าปี่เดินย่องๆ เข้ามา)

ผู้บรรยาย: ครั้งที่สาม เล่าปี่มาถึง    ตอนที่ขงเบ้งกำลังนอนหลับ!

ขงเบ้ง: (นอนกรนเสียงดัง “ฟี้…ฟี้…”)

เตียวหุย: (โมโห) หนอย! พวกเราลำบากเดินทางมาแทบตาย เจ้าคนนี้ดันมานอนหลับ ข้าจะจุดไฟเผากระท่อมซะเลย! (ทำท่าจุดไม้ขีด)

เล่าปี่: (รีบห้าม) หยุดนะเตียวหุย! ห้ามส่งเสียงดัง เราจะยืนรอตรงนี้จนกว่าท่านขงเบ้งจะตื่น (เล่าปี่ยืนตัวตรง นิ่งสงบ กวนอูกับเตียวหุยจำใจต้องยืนรอด้วย ผ่านไปสักพัก ขงเบ้งตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ)

ขงเบ้ง: (ตกใจ) ท่านเล่าปี่! ท่านมายืนรอข้านานขนาดนี้เลยหรือ?

เล่าปี่: (ยิ้มกว้าง) ไม่นานหรอกครับ ผมรอได้ เพื่อขอให้ท่านไปช่วยสร้างความสุขให้ประชาชนด้วยกัน

ขงเบ้ง: (ประทับใจมาก) ท่านช่างสุภาพและมีความอดทนจริงๆ ข้าตกลงจะไปช่วยท่าน!

 

บทสรุป: นิทานแห่งความดี

(นักแสดงทุกคนออกมายืนเรียงหน้ากระดาน)

ผู้บรรยาย: ตั้งแต่นั้นมา ขงเบ้งก็ช่วยเล่าปี่จนสำเร็จ เพราะความสุภาพชนะใจทุกคน!

เล่าปี่: น้องๆ ลูกเสือครับ จำไว้นะครับ กฎลูกเสือข้อที่ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ทุกคนพร้อมกัน: การให้เกียรติผู้อื่น ความเกรงใจและความอดทน คือหัวใจของความสำเร็จ!

(ลูกเสือร้องเพลง ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี หากถ้าใครไม่มี ชาตินี้เอาดีไม่ได้ ..)

(จบการแสดง)

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

                                                                                       อาทร  จันทวิมล

                    กาลครั้งหนึ่ง ณ ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ลมผู้ทรนงในพละกำลัง เดินทางมาพบกับ พระอาทิตย์ ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม ลมเอ่ยท้าทายว่า “ท่านพระอาทิตย์ ดูคนเดินทางคนนั้นสิ ใครจะมีความสามารถทำให้เขาถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนกัน? ข้าจะแสดงให้ดูว่าความรุนแรงชนะทุกสิ่ง!”

พลังแห่งการบังคับ (ลม)

                   ลมเริ่มก่อนโดยการรวบรวมพายุหมุน   แล้วเป่าพรวดลงไปยังคนเดินทางอย่างเกรี้ยวกราด ลมหวังจะใช้กำลัง    กระชากเสื้อคลุมให้หลุดออก แต่คนเดินทางกลับยิ่งดึงเสื้อคลุมมาห่อหุ้มร่างกายไว้แน่นขึ้น ลมยิ่งโกรธยิ่งพัดแรงขึ้น ผลก็คือคนเดินทางก้มตัวลง ขดตัว และกอดเสื้อคลุมไว้สุดแรงเกิด

                  ลมล้มเหลว เพราะการจู่โจมด้วยความก้าวร้าว ยิ่งทำให้ผู้อื่นสร้างกำแพงป้องกันตัว

พลังแห่งความสุภาพ (พระอาทิตย์)

                       เมื่อถึงคราวของพระอาทิตย์ ท่านไม่ได้ใช้กำลังจู่โจม แต่เลือกใช้หลัก   อปจายนมัย คือการแสดงความอ่อนน้อมและเมตตา ท่านค่อยๆ เปล่งรัศมีที่อบอุ่นลงมาอย่างนุ่มนวล พระอาทิตย์ปฏิบัติตนตาม กฎลูกเสือข้อที่ 5 คือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ไม่ข่มเหงใครด้วยอำนาจ

                      เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นด้วยความอ่อนโยนของแสงแดด คนเดินทางก็รู้สึกผ่อนคลาย เขาเริ่มคลายมือที่กำเสื้อคลุมไว้แน่น และเมื่อพระอาทิตย์เพิ่มความร้อนแรงขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยอย่างมีจังหวะจะโคน คนเดินทางก็ยิ้มออกมาและถอดเสื้อคลุมวางลงข้างกายอย่างเต็มใจ

                     พระอาทิตย์หันมากล่าวกับลมด้วยความสงบว่า “การเอาชนะใจผู้อื่น ไม่ได้ใช้กำลังหรือการจู่โจมเสมอไป แต่ความสุภาพและการอ่อนน้อมถ่อมตนต่างหาก ที่สามารถละลายน้ำแข็งในใจและทำให้ผู้อื่นร่วมมือกับเราได้”

                      ตามหลักพุทธศาสนา   บุญกิริยาวัตถุ  ข้ออปจายนมัย: การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความร่วมมือและความเคารพตอบแทน

                     ตามกฎลูกเสือข้อที่ 5: ความสุภาพเรียบร้อยเป็นอาวุธที่ทรงพลังกว่าความหยาบคาย

                    เรียบเรียงจากนิทานโบราณอายุหลายพันปีของกรีกที่เล่าโดย อีสป ชื่อ  “ลมกับพระอาทิตย์” The Wind and the Sun (ชื่อกรีกโบราณคือ Boreas kai Helios)

                                                                                 อาทร  จันทวิมล

 

 

ชื่อเรื่อง: พลังแห่งรอยยิ้มกับลมพายุ

ตัวละคร:

  1. คนเดินทาง: (แต่งกายมีเสื้อคลุมหนาๆ ท่าทางเหนื่อยล้า)
  2. ลมพายุ: (ท่าทางดุดัน กระโชกโฮกฮาก ถือพัดอันใหญ่หรือผ้าผืนใหญ่)
  3. พระอาทิตย์: (ท่าทางใจดี ยิ้มแย้ม สุภาพเรียบร้อย)
  4. ผู้บรรยาย: (ถือไม้พลองลูกเสือ ยืนด้านข้าง)

ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่ง ณ เส้นทางสายเปลี่ยว มีคนเดินทางกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ขณะนั้นเอง ลมพายุผู้บ้าพลังได้เจอกับพระอาทิตย์ผู้แสนใจดี ทั้งคู่จึงประลองกันว่าใครจะทำให้คนเดินทางถอดเสื้อคลุมได้ก่อนกัน

ลมพายุ: (กระโดดออกมากลางวง) ฮ่าๆๆ ดูเจ้าคนเดินทางคนนั้นสิ ข้าจะเป่าให้เสื้อเขากระเด็นไปถึงยอดเขาโน่นเลย ความแข็งแรงของข้าคือที่หนึ่ง!

ผู้บรรยาย: ลมพายุเริ่มโจมตีทันที เขาพัดกระโชกด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่มีความสุภาพ และมุ่งแต่จะใช้กำลังบังคับ

ลมพายุ: (ทำท่าเป่าลมแรงๆ วิ่งวนรอบคนเดินทาง) เฮ้ย! ถอดออกมานะโว้ย! เจ้ามนุษย์! (ลมพายุตะโกนเสียงดังและผลักคนเดินทาง)

คนเดินทาง: (ทำท่าหนาวสั่น กอดอกแน่นขึ้น) โอ๊ย! ลมอะไรเนี่ย ทั้งแรงทั้งน่ากลัว พูดจาก็ไม่ดี ข้าต้องห่อตัวไว้ให้แน่นที่สุด เดี๋ยวจะป่วยเอา! (ยิ่งลมพัดแรง คนเดินทางยิ่งพันเสื้อคลุมแน่นขึ้น)

ลมพายุ: (เหนื่อยหอบ) แฮกๆๆ ทำไมเสื้อไม่หลุดออกจากตัววะ! ข้าขอยอมแพ้!

พระอาทิตย์: (เดินออกมาอย่างช้าๆ ยิ้มแย้ม ไหว้ลมพายุอย่างอ่อนน้อม) ท่านลมพายุพักก่อนเถิด ต่อไปตาข้าบ้างนะจ๊ะ  

ผู้บรรยาย: พระอาทิตย์ปฏิบัติตนตามกฎลูกเสือข้อที่ 5 คือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย และความอ่อนน้อมถ่อมตน(อปจายนมัย)     ท่านไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ความอบอุ่นและความเมตตาเข้าสู้

พระอาทิตย์: (ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้คนเดินทาง ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร) สวัสดีจ้ะคนเดินทาง อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วนะจ๊ะ พักผ่อนให้สบายเถิด

คนเดินทาง: (เริ่มคลายมือออก ยิ้มตอบ) เอ๊ะ…พระอาทิตย์ท่านนี้ช่างสุภาพเหลือเกิน พูดจาไพเราะ แสงแดดก็นุ่มนวล รู้สึกสบายใจจังเลย (คนเดินทางค่อยๆ ถอดเสื้อคลุมออกอย่างง่ายดาย)

พระอาทิตย์: (หันไปหาลมพายุ) เห็นไหมจ๊ะท่านลมพายุ ความสุภาพและการให้เกียรติผู้อื่น แข็งแกร่งกว่าพายุที่เกรี้ยวกราดเสมอ

ผู้บรรยาย: และนี่คือบทเรียนที่ว่า การเป็นลูกเสือที่สุภาพเรียบร้อยตามกฎข้อ 5 และการมีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลัก “อปจายนมัย” ย่อมชนะใจคนได้มากกว่าการบังคับด้วยกำลังเสมอ

ตัวละครทั้งหมด: (ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน) ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย! (ร้องเพลง สวัสดีเธอจ๋า เรามาพบกัน เธอกับฉัน สวัสดี )

ขัอแนะนำ   …เพื่อให้การแสดงสนุกขึ้น ขอแนะนำให้หาอุปกรณ์ประกอบฉากง่ายๆ เช่น กระดาษสีเหลืองทำเป็นวงกลมให้พระอาทิตย์ถือ หรือใช้กระดาษกล่องโบกแทนลมพัด จะทำให้เพื่อนๆ รอบกองไฟชอบใจแน่นอน

                                                                              อาทร  จันทวิมล

                                                                             

                   กาลครั้งหนึ่ง  ราว 800 ปีมาแล้ว สมัยก่อนตั้งกรุงสุโขทัย    ในดินแดนบนเกาะอังกฤษสมัยโบราณ   มีการสร้างปราสาทตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาและแผ่นดินยังเต็มไปด้วยเรื่องราวการผจญภัย ในยุคนั้นไม่มีใครจะสง่างามและน่าเกรงขามไปกว่าเหล่าอัศวินผู้สวมชุดเกราะเหล็กแวววาว    ควบม้าศึกตัวโตไปตามท้องถนน   

                    เส้นทางสู่อัศวินนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเด็กชายผู้มีเชื้อสายขุนนางจะต้องเริ่มฝึกฝนตนเองตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบในฐานะคนรับใช้ เพื่อเรียนรู้มารยาทและการปรนนิบัติผู้อื่น ก่อนจะขยับขึ้นเป็นทหารฝึกหัดเพื่อเรียนรู้วิธีการใช้อาวุธและการขี่ม้า จนเมื่อถึงวัยหนุ่มที่ความกล้าหาญสุกงอม พวกเขาจึงจะได้รับพิธีแต่งตั้งเป็นอัศวินอย่างเต็มตัวท่ามกลางเสียงแตรที่ดังก้องไปทั่วปราสาท

                   หัวใจสำคัญของการเป็นอัศวินไม่ใช่เพียงแค่ความกล้าหาญและการรบพุ่งที่เก่งกาจ แต่คือการถือปฏิบัติตามกฎของอัศวินที่เรียกว่า ชิวาลรี Chivalry ซึ่งเป็นกฎเหล็กทางศีลธรรมที่อัศวินทุกคนต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต อัศวินที่แท้จริงจะได้รับความเคารพก็ต่อเมื่อเขารู้จักใช้พละกำลังที่มีไปในทางที่ถูกที่ควร เช่น การปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า การให้เกียรติแก่สตรี และการซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาอย่างที่สุด

                 กฎของอัศวิน Ten Commandment of Chivalry ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้คนที่มีกำลังเหนือผู้อื่น (อัศวิน) รู้จักใช้พลังนั้นในทางที่ถูกต้อง:

  1. เจ้าจะต้องเชื่อถือและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา Thou shalt believe all that the Church teaches, and shalt observe all its directions.
  2. เจ้าจะต้องปกป้องศาสนา Thou shalt defend the Church.
  3. เจ้าจะต้องเคารพและปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า Thou shalt respect all weaknesses, and shalt constitute thyself the defender of them.
  4. เจ้าจะต้องรักประเทศชาติที่เจ้าเกิด Thou shalt love the country in the which thou wast born.
  5. เจ้าจะต้องไม่ถอยหนีเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู Thou shalt not recoil before thine enemy.
  6. เจ้าจะต้องทำสงครามกับผู้ที่อธรรมอย่างไม่ลดละ Thou shalt make war against the Infidel without cessation, and without mercy.
  7. เจ้าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด หากไม่ขัดต่อกฎของพระเจ้า Thou shalt perform scrupulously thy feudal duties, if they be not contrary to the laws of God.
  8. เจ้าจะต้องซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาและไม่โกหก Thou shalt never lie, and shall remain faithful to thy pledged word.
  9. เจ้าจะต้องเป็นคนใจกว้างและมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ทุกคน Thou shalt be generous, and give largess to everyone.
  10. เจ้าจะต้องเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องและความดีงามเพื่อต่อต้านความชั่วร้าย Thou shalt be everywhere and always the champion of the Right and the Good against Injustice and Evil.

                  มีตำนานเล่าว่าอัศวินผู้ใจบุญจะออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ ไม่ใช่เพื่อมองหาศัตรู แต่เพื่อมองหาผู้ที่กำลังเดือดร้อน หากเขาพบชาวนาที่กำลังล้มป่วยหรือเด็กที่หลงทาง อัศวินจะถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องหยุดม้าและเข้าไปช่วยเหลือจนกว่าคนเหล่านั้นจะปลอดภัย โดยไม่คำนึงว่าตนเองจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด

                  อัศวินอังกฤษโบราณ   มีความเชื่อเรื่องการทำความดีโดยไม่หวังชื่อเสียงเรียงนาม หลายครั้งที่พวกเขาช่วยเหลือผู้คนเสร็จแล้วก็จะปิดบังใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กและควบม้าจากไปอย่างเงียบเชียบ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เงินทองหรือคำสรรเสริญ แต่คือการได้รู้ว่าตนเองได้ทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์ความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ

                      เรื่องราวของอัศวินเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทานเรื่องการต่อสู้ แต่เป็นตำนานแห่งความเสียสละและความเมตตาที่ยังคงเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเพื่อสอนให้ผู้คนรู้จักการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

                        วิธีการของอัศวินนักรบอังกฤษสมัยโบราณ  เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อ 5  ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย  A scout is courteous หมายความว่า ลูกเสือจะทำตัวให้เหมือนกับอัศวินที่ มีความ สุภาพ  อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาไพเราะ มีกิริยามารยาทเรียบร้อย   มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการให้เกียรติผู้อื่น และตรงกับหลักพุทธศาสนา เรื่องบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ อปจายนมัย  คือบุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

                          เรียบเรียงจากหนังสือ  การลูกเสือสำหรับเด็ก  Scouting for Boys  ของเบเดนโพเอลล์  ซึ่งได้นำกฎของอัศวินหลายข้อ มาปรับปรุงเป็นกฎของลูกเสือ   

                                                                                       อาทร  จันทวิมล    

 

 

ชื่อการแสดงรอบกองไฟ : อัศวินโต๊ะกลม…กับจอมโจรเคราแดง

ตัวละคร:

  1. กษัตริย์อาเธอร์: (แต่งตัวชุดอัศวินจำลอง มีดาบกระดาษแข็ง)
  2. อัศวินกาลาฮัด: สายวิชาการ (ถือเข็มทิศ/แผนที่)
  3. อัศวินแลนซล็อต: สายพลัง (ถือคทาหรือไม้พลอง)
  4. จอมโจรเคราแดง: (ผู้ร้ายที่ดูน่ากลัวแต่จริงๆ แค่โมโหหิว)
  5. ลูกน้องโจร 1 & 2: (เน้นตลก ขโมยซีน)

 

ฉากที่ 1: กลางป่าลึก

(กลุ่มอัศวินกำลังเดินหลงทาง     กษัตริย์อาเธอร์เดินนำอย่างสง่า กาลาฮัด ดูแผนที่ แลนซล็อต ทำท่าระแวดระวัง)

กษัตริย์อาเธอร์: “เหล่าอัศวินแห่งกองร้อยที่ 1! เราต้องตามหา ‘ขุมทรัพย์แห่งความดี’ ให้เจอเพื่อนำกลับไปที่ค่าย!”

แลนซล็อต: “แต่หัวหน้าครับ… ขุมทรัพย์มันกินได้ไหม? ผมหิวจนจะกินไม้พลองตัวเองแล้วนะ”

กาลาฮัด: “ตามแผนที่บอกว่าขุมทรัพย์อยู่ในถ้ำข้างหน้า… แต่ระวังนะ มีข่าวลือว่ามีจอมโจรเคราแดงดักซุ่มอยู่!”

 

ฉากที่ 2: การเผชิญหน้า

(จอมโจรเคราแดงและลูกน้องกระโดดออกมาจากหลังพุ่มไม้ พร้อมตะโกนเสียงดัง)

จอมโจรเคราแดง: “หยุด! ใครผ่านทางนี้ต้องจ่ายค่าผ่านทางมาให้หมด! มีขนมปังไหม? มีปลากระป๋องไหม? มีโทรศัพท์มือถือไหม?   ส่งมาเร็ว!”

ลูกน้องโจร 1: “ใช่! ส่งมาให้หมด ไม่งั้นเราจะ… จะ… จับแก้ผ้าทุกคน!”

แลนซล็อต: (ชักไม้พลอง) “ฝันไปเถอะเจ้าโจร! อยากลองดีกับอัศวินเหรอ!”

 

ฉากที่ 3: พลังแห่งความสุภาพ (Climax)

(ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมจะเข้าต่อสู้ปะทะกันด้วยอาวุธ    กษัตริย์อาเธอร์ยกมือห้ามไว้ แล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างใจเย็น)

กษัตริย์อาเธอร์: (โค้งคำนับอย่างสุภาพ) “สวัสดีครับท่านผู้กล้าแห่งผืนป่า ผมต้องขออภัย  ที่พวกเราเข้ามาในพื้นที่ของท่านโดยไม่ได้บอกกล่าว”

จอมโจรเคราแดง: (ชะงัก) “ห๊ะ? มะ… เมื่อกี้เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ? ผู้กล้าเหรอ?”

กษัตริย์อาเธอร์: “ครับท่าน ท่าทางท่านดูองอาจ และดูเหมือนท่านกำลังลำบาก กฎของลูกเสือข้อที่ 5 กล่าวว่า ‘ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย’ การใช้กำลังไม่ใช่ทางออกครับ”

กาลาฮัด: (ยื่นถุงขนมให้) “ขอโทษนะครับท่าน ถ้าไม่รังเกียจ พวกเราพอจะมีขนมแบ่งปันให้ท่านและพวกพ้องได้ทานให้อิ่มท้องครับ”

ลูกน้องโจร 2: “ลูกพี่! เขาพูดจาดีมากเลย แถมให้ขนมเราด้วย ผมซึ้งใจจนอยากจะคืนของที่ขโมยมาเลยเนี่ย”

ฉากที่ 4: บทสรุป

(จอมโจรและลูกน้องรับถุงขนมไป ท่าทางอ่อนลงทันที)

จอมโจรเคราแดง: “ข้าอยู่ป่ามานาน มีแต่คนตะโกนด่า ขว้างก้อนหินใส่ข้า เพิ่งมีพวกเจ้านี่แหละที่พูดจาไพเราะ ให้เกียรติข้า และยังมีขนมมาแจกด้วย  … ข้าขอโทษที่ทำตัวก้าวร้าว”

กษัตริย์อาเธอร์: “ความสุภาพชนะทุกอย่างครับ ยิ่งเราสุภาพ ผู้อื่นก็จะเกรงใจและเมตตาเรา”

จอมโจรเคราแดง: “ไปเถอะอัศวิน! ขุมทรัพย์ที่เจ้าหาอยู่ ไม่ได้อยู่ในถ้ำหรอก แต่มันอยู่ในหัวใจที่สุภาพของพวกเจ้านั่นแหละ! (หันไปหาลูกน้อง) เฮ้ย! ไปช่วยอัศวินแบกของไปส่งที่ค่ายเร็ว!”

(ทั้งหมดกอดคอกัน เดินแถวออกจากเวทีพร้อมร้องเพลงหรือทำท่าประกอบตลกๆ)

— จบ —

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

                                                                                  อาทร  จันทวิมล

18 กุมภาพันธ์ 2569 / กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรและการประชุมติดตามผลการดำเนินโครงการผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น (NIHONGO Partners) รุ่นที่ 13 ประจำปีการศึกษา 2568 เนื่องในโอกาสสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น ณ ห้องประชุม ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะทางภาษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีการศึกษา 2568 มีอาสาสมัคร จำนวน 74 คน ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 74 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในสถานศึกษาไทย ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างมากจากทั้งผู้บริหารและตัวแทนครูไทย เนื่องจากช่วยเสริมสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ โดยโครงการผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น (NIHONGO Partners) รุ่นที่ 13 เป็นความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ

นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “ทูตทางวัฒนธรรมและภาษา” ช่วยให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ทั้งทักษะภาษาและวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งดำเนินการมาแล้วถึง 13 รุ่น ตลอดระยะเวลา 10 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมิตรภาพระยะยาวและพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนไทย

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น รุ่นที่ 13 เข้าร่วมจำนวน 73 คน จากทั้งหมด 74 คน เนื่องจากมีผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น 1 คนเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นก่อนกำหนด นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนครูสอนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย ผู้บริหารเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ รวมทั้งสิ้น 16 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปผลการดำเนินงาน

เสียงสะท้อนจากสถานศึกษา นางสาวเพชรลดา บริบูรณ์ ตัวแทนครูสอนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย กล่าวว่า การมีผู้ช่วยครูชาวญี่ปุ่นช่วยให้การเรียนการสอนในรูปแบบ Team Teaching มีชีวิตชีวามากขึ้น นักเรียนมีความกล้าแสดงออกและมั่นใจในการสื่อสารกับเจ้าของภาษา จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันระดับภาคมาได้ โครงการนี้จึงถือเป็น “สะพานเชื่อมทางภาษาและวัฒนธรรม” ที่สำคัญยิ่ง

ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า โครงการ NIHONGO Partners เป็นตัวอย่างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะภาษา เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการศึกษาและวัฒนธรรมในอนาคต นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมในการต้อนรับครูสอนภาษาญี่ปุ่น รุ่นที่ 14 ประจำปีการศึกษา 2569 ต่อไป

ข่าว – กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์ , ปวีณา ดาคำ

ภาพ : อินทิรา บัวลอย , ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ

ข้อมูล – แปลภาษา : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ , รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/17e89vmgJf/?mibextid=wwXIfr

รับสายเดียวอาจเกลี้ยงบัญชี! ย้ำ 3 วิธีจับไต๋-ป้องกันมิจฉาชีพโทรจากต่างประเทศ

หลายคนคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ เมื่อมีสายเรียกเข้าจากเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยรหัสแปลกๆ จนทำให้เกิดความลังเลว่าจะกดรับหรือปล่อยผ่านดี เพราะในใจก็กลัวว่าอาจเป็นสายสำคัญ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะเป็นสายจากมิจฉาชีพ
ภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยใช้มุกเดิมๆ คือการโทรจากต่างประเทศเพื่อหลอกลวง ทำให้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่หลงเชื่อและต้องสูญเสียทรัพย์สิน บทความนี้จึงได้สรุปจุดสังเกตและวิธีป้องกันที่สำคัญตามคำเตือนจาก กสทช. เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันและปกป้องตัวเองจากกลโกงเหล่านี้ได้

1. สังเกต “เครื่องหมายบวก” นำหน้าเบอร์โทรศัพท์

จุดสังเกตแรกที่ง่ายและชัดเจนที่สุดคือสายเรียกเข้าที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายบวก (+) หากคุณเห็นสัญลักษณ์นี้นำหน้าเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นสายจากมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยรหัส +697 และ +698 ซึ่งเป็นเบอร์ที่มิจฉาชีพมักใช้โทรผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อหลอกลวง นอกจากนี้ แม้แต่รหัส +66 ที่ดูเหมือนเป็นการโทรจากในประเทศไทย ก็อาจเป็นการปลอมแปลงเบอร์ขึ้นมาได้เช่นกัน ดังนั้น หากคุณไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับสายจากต่างประเทศ การเห็นเครื่องหมายบวกควรเป็นสัญญาณเตือนภัยอันดับแรกเสมอ

2. ป้องกันทันที! แค่กด *138*1# แล้วโทรออก

สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับต่างประเทศและต้องการตัดความเสี่ยงทั้งหมด กสทช. ได้แนะนำวิธีป้องกันที่ทำได้ง่ายๆ ทันทีและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่กด *138*1# จากนั้นกดโทรออก ระบบจะทำการบล็อกสายเรียกเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำคัญคือ เมื่อเปิดใช้บริการนี้ คุณจะไม่สามารถรับสายโรมมิ่งจากต่างประเทศได้ วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดและมั่นใจว่าไม่มีความจำเป็นต้องรับสายจากเบอร์ต่างประเทศ

3. จำให้ขึ้นใจ หน่วยงานรัฐไม่โทรส่วนตัวหรือวิดีโอคอลหาประชาชน

กลโกงยอดนิยมที่มิจฉาชีพใช้คือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐต่างๆ เช่น ตำรวจ ศาล หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อกลัวและขอข้อมูลส่วนตัว หรืออ้างว่าต้องติดตามคดีความบางอย่าง กสทช. ได้ย้ำหลักการสำคัญที่ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน
“ย้ำชัดจาก กสทช. หน่วยงานรัฐ ไม่โทร ไม่วีดีโอคอล เพื่อติดตามคดี หรือขอจากประชาชน”
หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้เราตัดสินใจได้ทันที หากมีใครโทรมาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและขอข้อมูลส่วนตัวหรือพูดคุยเรื่องคดีความ คุณสามารถวางสายได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล เพราะนั่นคือกลโกงของมิจฉาชีพอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว การป้องกันภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เริ่มต้นที่ตัวเราเอง การมีสติและตั้งข้อสงสัยกับเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยอยู่เสมอคือสิ่งสำคัญที่สุด การรู้เท่าทันกลโกงและใช้เครื่องมือง่ายๆ ที่มีอยู่ เช่น การสังเกตเครื่องหมายบวก (+) หรือการกด *138*1# เพื่อบล็อกสายจากต่างประเทศ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมหาศาล

                    ขณะที่แผ่นดินสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยในอดีต เมื่อราว พ.ศ. 943 – 1143 กำลังรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม “ทวารวดี” ผู้คนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและเริ่มรู้จักหลัก “บุญกิริยาวัตถุ” คือการทำดีด้วยความอ่อนน้อมและการแบ่งปัน

                        ขณะนั้น ในอีกซีกโลกหนึ่ง ณ เกาะอังกฤษอันห่างไกล ท่ามกลางเสียงดาบและควันไฟจากสงครามแย่งชิงอำนาจ กษัตริย์หนุ่มนามว่า อาเธอร์ (King Arthur) ได้อุบัติขึ้นพร้อมภารกิจยิ่งใหญ่ คือการเปลี่ยน “ศัตรู” ให้กลายเป็น “มิตร”

กำเนิดอัศวินโต๊ะกลม (The Round Table)

                    กษัตริย์อาเธอร์ ไม่ได้ปกครองด้วยการบังคับ  ให้เกิดความเกรงกลัว แต่ปกครองด้วย “ความเท่าเทียม” ท่านมีเหล่าทหารนักรบขี่ม้าสวมเกราะเหล็กที่กล้าหาญเรียกว่า “อัศวิน” (Knights)    โดย เพื่อไม่ให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีว่าใครสำคัญกว่าใคร อาเธอร์จึงสั่งให้สร้างโต๊ะประชุมเป็น “รูปวงกลม”  ไม่ใช้โต๊ะสี่เหลี่ยมเช่นที่นิยมกระทำกันทั่วโลก

                “ที่โต๊ะกลมนี้จะไม่มีหัวโต๊ะ และไม่มีหางโต๊ะ ทุกคนที่นั่งลงคือมิตรแท้ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน”

 

                  นี่คือที่มาของ “อัศวินโต๊ะกลม” (Round Table Knights) ผู้ซึ่งไม่ได้มีดีแค่การรบ แต่ต้องมี “หัวใจ” ที่ประเสริฐ พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กคือ: ต้องเป็นคนดี มีสัมมาคารวะ และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ

 

จากอัศวิน สู่ การลูกเสือ

                หลายร้อยปีต่อมา ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (B.P.) ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ได้ศึกษาเรื่องราวของอัศวินเหล่านี้ ท่านเล็งเห็นว่าจิตวิญญาณของอัศวินโต๊ะกลมคือต้นแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการสร้างเยาวชน ท่านจึงได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนากิจการลูกเสือ

                 กฎลูกเสือข้อที่ 4: “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก” คือภาพสะท้อนของโต๊ะกลมของกษัตริย์อาเธอร์    เป็นการบอกลูกเสือทั้งหลายว่า ไม่ว่าเราจะเจอลูกเสือจากชาติไหน ศาสนาใด หรือฐานะต่างกันเพียงไร เมื่อเราก้าวเข้ามาอยู่ในวงล้อมลูกเสือ เราทุกคนคือพี่น้องกัน

 

 

 

เชื่อมโยงธรรมะในพุทธศาสนา: “บุญกิริยาวัตถุ”

                 การเป็นอัศวินโต๊ะกลมหรือลูกเสือที่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสวมเครื่องแบบ  เดินแถวสวนสนาม  หรือเข้าค่ายพักแรม    แต่ต้องอาศัยการฝึกตนตามหลักที่พุทธศาสนาสอนไว้ในบุญกิริยาวัตถุ   คือ:

  1. อปจายนมัย (ความอ่อนน้อม): ไม่จองหอง รู้จักกาลเทศะและให้เกียรติผู้อื่น
  2. เวยยาวัจจมัย (การช่วยเหลือ): ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เหมือนคติพจน์ลูกเสือ “ทำความดีวันละครั้ง”
  3. ทานมัย (การแบ่งปัน): การมอบน้ำใจไมตรีและสิ่งของให้กัน สร้างความรักความผูกพันดุจพี่น้อง

                         ไม่ว่าจะเป็นอัศวินโต๊ะกลม ในอังกฤษเมื่อพันปีก่อน หรือลูกเสือไทยในปัจจุบัน หัวใจสำคัญไม่เคยเปลี่ยน คือการสร้าง “โต๊ะกลมแห่งมิตรภาพ” ให้เกิดขึ้นในใจ เมื่อเรามองคนอื่นเป็นพี่น้อง ความขัดแย้งจะกลายเป็นความเข้าใจ และนั่นคือภารกิจที่แท้จริงของลูกเสือทุกคน

                                                                                   อาทร  จันทวิมล

 

 

 

บทละครสั้น: อัศวินโต๊ะกลมกับภารกิจแห่งมิตรภาพ

ตัวละคร:

ฉาก: ข้างกองไฟ     มีโต๊ะกลมตั้งอยู่ตรงกลาง หรือใช้การจัดเก้าอี้นั่งให้เป็นวงกลมของลูกเสือก็ได้ ด้านหลังอาจมีฉากปราสาทจำลอง หรือเขียนรูปปราสาทบนกระดานดำ

(เริ่มต้น)

ผู้เล่าเรื่อง: (ยืนหน้ากองไฟ) สวัสดีครับพี่น้องลูกเสือทุกคน! คืนนี้ เราจะมาเดินทางย้อนเวลากลับไปยังสมัยที่เมืองไทยตรงกับยุคทวารวดี ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย       ที่ดินแดนประเทศอังกฤษอันไกลโพ้น ท่ามกลางยุคอัศวิน ที่มีหัวใจอันกล้าหาญมุ่งสร้าง “มิตรภาพ” ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้…

(แสงไฟสว่างขึ้นที่ “โต๊ะกลม” กษัตริย์อาเธอร์นั่งอยู่ตรงกลาง มีอัศวินคนอื่นๆ เดินเข้ามานั่งรอบโต๊ะ)

กษัตริย์อาเธอร์: (มองไปยังอัศวินแต่ละคนด้วยแววตาจริงจัง) ท่านอัศวินผู้กล้าหาญแห่งโต๊ะกลมทุกท่าน… วันนี้เรามาประชุมกันในเรื่องที่สำคัญยิ่งต่ออาณาจักรของเรา

เซอร์ลานเซลอต: (ผายมือ) กระหม่อมพร้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ขอให้กระหม่อมได้ออกไปปฏิบัติภารกิจรับใช้

เซอร์กาลาฮัด: (พยักหน้า) ข้าเองก็พร้อมเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ ความดีงามและความยุติธรรมคือหนทางของเรา

เซอร์กาแวน: (กุมดาบที่เอว) หากมีศัตรูที่คิดร้ายต่ออาณาจักร ขอให้บอกมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าพร้อมฟันฝ่า!

เซอร์เพอร์ซิวัล: (พูดอย่างสงบ) เราทุกคนคือพี่น้อง ผู้ซึ่งผูกพันกันด้วยคำปฏิญาณแห่งโต๊ะกลม

กษัตริย์อาเธอร์: (ยิ้มเล็กน้อย) ดีมาก… จิตใจอันกล้าหาญของพวกท่านคือหัวใจของอาณาจักรเรา แต่ภารกิจในวันนี้ ไม่ใช่การออกไปสู้รบกับศัตรู แต่เป็นการสร้างสะพานแห่งมิตรภาพ

(มีเสียงโวยวายจากด้านข้าง “เวที” ลูกเสือที่แสดงเป็นชาวบ้าน 1 จากภาคเหนือ และ ชาวบ้าน 2  จากภาคใต้   เดินเข้ามาพร้อมเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้)

ชาวบ้าน 1  จากภาคเหนือ: (วิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก)  ท่านอัศวิน! มีปัญหาใหญ่แล้ว   พวกชาวบ้านจากภาคใต้จะมาขอยาจากชาวบ้านภาคเหนือ แต่เราไม่ให้

ชาวบ้าน 2 จากภาคใต้ : (พยุงเด็กหญิง) ลูกสาวของข้าป่วยหนัก และหมู่บ้านจากภาคเหนือ ไม่ยอมแบ่งปันยาให้เลย! พวกเขาบอกว่าเราไม่ใช่พวกเดียวกัน!

เด็กหญิง: (ร้องไห้) ท่านพ่อ ท่านแม่ หนูเจ็บเหลือเกิน…

กษัตริย์อาเธอร์: (ลุกขึ้นยืน) เกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ชาวบ้าน 1 จากภาคเหนือ : (เล่าด้วยความคับแค้นใจ) พวกเขาเป็นคนแปลกหน้า มีภาษาต่างออกไป   “อู้กำเมืองบ่ได้”  !

กษัตริย์อาเธอร์: (หันไปหาอัศวิน) ท่านอัศวินทั้งหลาย นี่คือความท้าทายของเรา! เราจะเอาชนะความไม่เข้าใจ และสร้าง “มิตรภาพ” ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เซอร์ลานเซลอต: (คิดอยู่ครู่หนึ่ง) กระหม่อมจะนำกำลังทหารไปปราบปรามพ่ะย่ะค่ะ!

เซอร์กาลาฮัด: (ส่ายหน้าเบาๆ) การใช้กำลังอาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด    เราต้องใช้ “หัวใจ” ในการเข้าหา

เซอร์กาแวน: (ตบไหล่ชาวบ้าน 1) อัศวินกาลาฮัดพูดถูก การรบไม่ใช่คำตอบเสมอไป

เซอร์เพอร์ซิวัล: (เดินไปหาเด็กหญิงและย่อตัวลง) เจ้าหนู ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะช่วยเจ้าเอง

กษัตริย์อาเธอร์: (ยิ้มอย่างพึงพอใจ) ถูกต้องแล้ว! “อัศวินโต๊ะกลม” ไม่ได้มีดีแค่การรบ ด้วยกำลังอาวุธ    แต่ต้องมีหัวใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น และรู้จัก “แบ่งปัน”

กษัตริย์อาเธอร์: (หันไปมองอัศวิน) เซอร์กาลาฮัด ท่านคือผู้มีจิตใจเมตตาที่สุด ข้าขอให้ท่านเป็นผู้นำภารกิจนี้ ท่านจะทำอย่างไร?

เซอร์กาลาฮัด: (ลุกขึ้นยืนด้วยความมุ่งมั่น) กระหม่อมจะนำสิ่งของจำเป็น อาหาร น้ำสะอาด ไปมอบให้กับหมู่บ้านภาคเหนือก่อนพ่ะย่ะค่ะ เพื่อแสดงถึง “น้ำใจ” และ “ความปรารถนาดี” ของเรา

เซอร์ลานเซลอต: (พยักหน้า) ข้าจะขี่ม้าติดตามท่านไป  เพื่อดูแลความปลอดภัย

เซอร์กาแวน: (ยิ้ม) ข้าจะช่วยท่านขนเสบียงและของขวัญมากมาย!

เซอร์เพอร์ซิวัล: (เดินไปจับมือเด็กหญิง) และข้าจะนำหมอหลวงไปรักษาเด็กหญิงด้วย

(อัศวินทั้งสี่คนและกษัตริย์อาเธอร์เดินออกไปทางด้านหลัง “เวที” พร้อมกับชาวบ้านและเด็กหญิง)

ผู้เล่าเรื่อง: (ออกมาอีกครั้ง) และแล้วเหล่าอัศวินแห่งโต๊ะกลมก็ได้ออกเดินทางไปพร้อมกับหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา พวกเขาไม่ได้นำดาบและโล่ไปทำศึก แต่พวกเขานำ “น้ำใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปมอบให้กับเพื่อนมนุษย์

(ฉากเปลี่ยนเป็น อัศวินทั้ง 4 ยืนอยู่หน้า “หมู่บ้านภาคเหนือ” อัศวินกำลังยื่นถุงอาหารและจอบเสียมให้)

ชาวบ้าน 1 (จากภาคเหนือ): (รับของด้วยความลังเล) นี่พวกท่านมาทำอะไรกัน?

เซอร์กาลาฮัด: (ยิ้มอย่างอ่อนโยน) เรานำความปรารถนาดีและของขวัญมามอบให้ท่าน เราได้ข่าวว่าเด็กในหมู่บ้านภาคใต้ไม่สบาย   เราอยากขอยาจากภาคเหนือไปช่วยภาคใต้

 ชาวบ้าน 1 (จากภาคเหนือ)  เมื่อท่านดีต่อพวกเรา เราก็จะทำดีต่อชาวบ้านภาคใต้

ชาวบ้านภาคเหนือ นำยาไปให้ชาวบ้านภาคใต้

ชาวบ้าน 2 (จากภาคใต้): (มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ)   ขอบคุณ  ขอบคุณ

เซอร์เพอร์ซิวัล: (ช่วยปฐมพยาบาลเด็กหญิง) เราคือ “อัศวินโต๊ะกลม” เราเชื่อใน “มิตรภาพ” ไม่ว่าเราจะมาจากที่ไหน เราคือพี่น้องกัน

(ชาวบ้านจากภาคใต้ เริ่มยิ้ม พวกเขาผายมือเชื้อเชิญอัศวินเข้าไปในหมู่บ้าน)

ชาวบ้าน 2 (จากภาคใต้): เชิญท่านเข้ามาในหมู่บ้านของเรา! เรายินดีต้อนรับ!

(อัศวินและชาวบ้านเดินเข้าไปในหมู่บ้านภาคเหนือและภาคใต้

  ผู้เล่าเรื่องออกมาอีกครั้ง)

ผู้เล่าเรื่อง: และนั่นคือเรื่องราวของ “อัศวินโต๊ะกลม” ที่ไม่ได้ใช้กำลังอาวุธเพื่อเอาชนะ แต่ใช้หัวใจที่อ่อนน้อม การช่วยเหลือ และการแบ่งปัน เพื่อสร้างมิตรภาพและความเข้าใจ เหมือกฎลูกเสือข้อ 4 ที่ว่า “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก” เพราะไม่ว่าเราจะมาจากไหน เมื่อเรามี “หัวใจแห่งมิตรภาพ” เราทุกคนคือมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และพร้อมจะสร้าง “โต๊ะกลมแห่งมิตรภาพ” ให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน

(ทุกคนยืนขึ้น  ร้องเพลง “รักกันไว้เถิด  เราเกิดร่วมแดนไทย” พร้อมกัน โค้งคำนับ) (จบ)

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับลูกเสือ:

                                                                     อาทร  จันทวิมล

                   ในหน้าประวัติศาสตร์และคำสอนของลูกเสือโลก มีบุคคลหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเตือนใจอยู่เสมอ บุคคลนั้นคือ “ชายผู้สวมเสื้อสีม่วง” ผู้ยืนบนกล่องไม้กลางสวนสาธารณะไฮด์พาร์ค ประเทศอังกฤษ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมา  อ้างตัวว่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความเท่าเทียม เสมอภาค  โดยใช้เพียงลมปากเป็นอาวุธ   คอยยุแหย่ให้ผู้คนแตกแยกและเกลียดชังกัน

                      เขาไม่ได้เลือกใส่เสื้อสีม่วงเพียงเพราะความสวยงาม แต่เพื่อหลีกเลี่ยงเสื้อสีแดงซึ่งในยุคนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุนแรงและการปฏิวัติอันบ้าคลั่ง สร้างความเกลียดชัง  แตกแยก  ยุยงให้คนในชาติทะเลาะกันเอง   มุ่งทำลายสถาบันหลักของชาติ โดยไม่มีสิ่งที่ดีกว่ามาทดแทน  มุ่งทำลายสิ่งที่คนอื่นสร้างไว้ เพราะนึกว่าวิธีการของตนนั้นดีกว่า      เสียงตะโกนของเขาก้องกังวานว่า “สังคมนี้เน่าเฟะ บ้านเรือนและทรัพย์สินควรถูกรื้อถอนให้สิ้นซาก” เขาป้อนเชื้อแห่งความโกรธแค้นให้ผู้ฟัง ปลูกฝังว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทำลายสิ่งที่ผู้อื่นสร้างไว้

                เมื่อเขาเดินลงจากเวที มีชายแก่คนหนึ่งล้มลงข้าง ๆ เขาและขอให้ช่วยพยุง ชายเสื้อสีม่วง กลับเดินเลี่ยงไปและบอกว่า “นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมมีหน้าที่พูดเรื่องหลักการใหญ่ ๆ ไม่ใช่มาเสียเวลาช่วยคนทีละคน”

                  และเมื่อ ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (บีพี) ถามเขากลับสั้น ๆ ว่า    “เมื่อทำลายเสร็จแล้ว คุณจะสร้างอะไรที่ดีกว่ามาแทนที่?”

                   คำตอบที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า   “ผมมีหน้าที่แค่ทำลาย ส่วนการสร้างมันเรื่องของคนอื่น”

             ในสังคมยุคปัจจุบัน   ชายเสื้อสีม่วงไม่ได้หายไปตามกาลเวลา เขาเพียงเปลี่ยนเวทีจากกล่องไม้กลางสวนสาธารณะในกรุงลอนดอน  มาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือในห้องสนทนาออนไลน์ ที่คอย…

             กฎของลูกเสือ: เกราะป้องกันนิสัยเสื้อสีม่วง    เพื่อไม่ให้เรากลายเป็น “ชายเสื้อสีม่วง” หรือหลงเชื่อคำยุแหย่ เราสามารถใช้ กฎของลูกเสือ เป็นแนวทางได้:

  1. ใช้สติและมิตรภาพ (กฎลูกเสือข้อที่ 4) ก่อนจะเชื่อคำพูดใด ๆ ให้ถามตัวเองว่า สิ่งนั้นช่วยสร้างมิตรภาพหรือสร้างความแตกแยก ลูกเสือเป็นมิตรของทุกคน ไม่ใช่ผู้บ่มเพาะความเกลียดชัง
  2. ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ (กฎข้อที่ 10) คำพูดที่ออกจากปากต้องไม่ทำลายผู้อื่น แต่ต้องเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์และการแก้ไข

               โลกต้องการ “ผู้สร้าง” มากกว่า “ผู้ทำลาย”   คนที่เอาแต่ยุแหย่ให้คนทะเลาะกัน อาจดูเหมือนผู้กล้าในยามที่พูด แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียง “คนหลอกลวง” (Humbug) ที่ไม่มีแก่นสาร

                ดังนั้น หากคุณพบเจอชายเสื้อสีม่วงที่มาพร้อมกับคำยุแหย่  ในรูปแบบใดก็ตาม อย่าส่งต่อความเกลียดชังนั้น แต่จงถามเขากลับไปเหมือนที่ บีพี เคยถามว่า:

                      “แล้วท่านจะช่วยสร้างอะไรให้ดีขึ้นบ้าง?”

เพราะการลงมือทำความดีเพียงเล็กน้อย มีค่ามากกว่าการด่าทอและยุแหย่เป็นพันคำ

            “การทำความดี (Good Turn) ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตที่ก้องโลก แต่คือการมองหาโอกาสเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยใครสักคน”

                เรียบเรียงจาก เรื่อง เนคไทสีแดง The Red Tie ของเบเดน โพเอลล์ ที่นิยมใช้ในการฝึกอบรมลูกเสือในหลายประเทศ

                                                                          อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครสั้นรอบกองไฟ: ชายเสื้อสีม่วง

ตัวละคร:

  1. ชายเสื้อสีม่วง: ท่าทางมั่นใจ พูดจาโผงผาง (ยืนบนกล่องไม้)
  2. บีพี (Lord Baden Powell): ท่าทางสุขุม นิ่งลึก
  3. ชาวบ้าน 1 & 2: ผู้ฟังที่เคลิ้มตามคำยุยง
  4. ชายชรา: ผู้อ่อนแอที่ต้องการความช่วยเหลือ
  5. ลูกเสือยุคปัจจุบัน: 2-3 คน (สำหรับฉากสรุป)

 

 

ฉากที่ 1: เสียงตะโกนแห่งการทำลาย

(กลางสนามรอบกองไฟ ชายเสื้อสีม่วงยืนอยู่บนกล่องไม้ท่ามกลางชาวบ้าน)

ชายเสื้อสีม่วง: (ตะโกน) ฟังทางนี้ทุกคน! สังคมนี้มันเน่าเฟะ! กฎระเบียบพวกนี้มันไร้สาระ บ้านเมืองที่พวกคุณอยู่มันคือโซ่ตรวน เราต้องรื้อถอนมันให้สิ้นซาก!

ชาวบ้าน 1: ใช่! ผมก็ว่ามันแย่ เราควรพังมันให้หมด!

ชาวบ้าน 2: แล้วเราจะทำยังไงต่อดีท่าน?

ชายเสื้อสีม่วง: ไม่ต้องสนว่าทำยังไง แค่พังมันลงมา! ป้อนความโกรธแค้นเข้าไป ความสุขจะมาถึงเมื่อสิ่งที่คนอื่นสร้างไว้พินาศลง!

ฉากที่ 2: บททดสอบความเป็นมนุษย์

(ชายเสื้อสีม่วงเดินลงจากกล่องไม้ด้วยท่าทางทรนง ชายชราเดินกะเผลกเข้ามาและล้มลงข้างๆ เขา)

ชายชรา: โอ๊ย… ท่านครับ ช่วยพยุงผมหน่อย ผมลุกไม่ไหว…

ชายเสื้อสีม่วง: (สะบัดมือ/เดินเลี่ยง) ถอยไป! นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมมีหน้าที่พูดเรื่องหลักการใหญ่ๆ เรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่มาเสียเวลาช่วยคนแก่ล้มๆ ลุกๆ ทีละคนแบบนี้!

ฉากที่ 3: คำถามจาก บีพี

(บีพี เดินเข้ามาอย่างสงบ พยุงชายชราให้ลุกขึ้น แล้วหันไปหาชายเสื้อสีม่วง)

บีพี:  “ท่านผู้นำ… ผมมีคำถามสั้นๆ เพียงข้อเดียว”

ชายเสื้อสีม่วง: (กอดอก) “ว่ามาสิ!”

บีพี: “เมื่อท่านทำลายทุกอย่างจนเสร็จสิ้นแล้ว… ท่านจะสร้างอะไรที่ดีกว่าขึ้นมาแทนที่ ของเดิมที่ว่าไม่ดี  ใช้ไม่ได้?”

ชายเสื้อสีม่วง: (นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างไม่แยแส) “ หึ หึ… ผมมีหน้าที่แค่ “ทำลาย” ส่วนเรื่อง “การสร้าง” มันเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่ใช่ธุระของผม!”

บีพี: (หันมาหาผู้ชม) “นั่นแหละครับ… คนที่เอาแต่ยุแหย่ให้คนแตกแยก มักไม่มีแผนการสร้างสรรค์ใดๆ เขาเป็นเพียง คนหลอกลวง นักต้มตุ๋น  คนคดโกง ที่ไร้แก่นสาร หรือ”Humbug”

 

ฉากที่ 4: จากอดีตสู่หน้าจอ (สรุป)

(ลูกเสือยุคปัจจุบันเดินออกมาสมทบ)

ลูกเสือ 1: วันนี้ชายเสื้อสีม่วงไม่ได้หายไปไหนครับ เขาไม่ได้อยู่แค่ในสวนไฮด์พาร์ค ในกรุงลอนดอน  ไม่ได้อยู่ที่ท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ  แต่เขาอยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน ในข้อเสอชนอคอมเมนต์ที่คอยปั่นหัวให้เราเกลียดกัน

ลูกเสือ 2: เขาจะวิจารณ์ทุกอย่าง แต่ไม่เคยลงมือแก้ไข เขาจะยุให้เราทะเลาะกับเพื่อน กับพี่น้อง จนหลงลืม “มิตรภาพ”

ลูกเสือ 3: กฎของลูกเสือคือเกราะป้องกันครับ ข้อ 4 เราเป็นมิตรของคนทุกคน และข้อ 10 เราต้องประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ

บีพี: จำไว้ลูกเสือทั้งหลาย… โลกต้องการ “ผู้สร้าง” มากกว่า “ผู้ทำลาย” ก่อนจะเชื่อคำใคร หรือก่อนจะพูดอะไรออกไป จงถามตัวเองว่า… “เรากำลังจะช่วยสร้างอะไรให้ดีขึ้นบ้าง?”

ตัวละครทั้งหมด: (ยืนแถวหน้ากระดาน)  ร้องเพลง  “รักกันไว้เถิด  เราเกิดร่วมแดนไทย”

(ทำความเคารพแบบลูกเสือ – จบการแสดง)

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

                                                                           อาทร  จันทวิมล

                    ที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1607 (พ.ศ. 2150 สมัยอยุธยาตอนกลาง)  กัปตันจอห์น สมิธ ผู้นำกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษในเมืองเจมส์ทาวน์  รัฐเวอร์จิเนีย     เดินทางสำรวจแม่น้ำชิกกาโฮมินี แต่เขาถูกนักรบเผ่าพาวฮะทัน (Powhatan) จับตัวได้ เพื่อนร่วมทางของเขาถูกสังหาร    ส่วนสมิธถูกนำตัวไปยังหมู่บ้านเพื่อรับโทษประหารชีวิตตามคำสั่งของ หัวหน้าเผ่าพาวฮะทัน  เพราะเป็นศัตรูที่มาแย่งชิงแผ่นดิน  

                        ในขณะที่เขากำลังถูกกดศีรษะลงบนหินก้อนใหญ่ และเหล่านักรบเงื้อไม้กระบองขึ้นเพื่อจะทุบหัวสังหาร       โพคาฮอนตัส บุตรสาววัยเยาว์ของหัวหน้าเผ่า ซึ่งในขณะนั้นอายุประมาณ 10 ปี ได้วิ่งออกมาเอาตัวเข้าขวาง โดยนำศีรษะของเธอวางทับบนศีรษะของสมิธ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาถูกทำร้าย  เพราะมิตรภาพและบุญคุณที่เคยมีมาก่อน    ความใจเด็ดของเธอทำให้หัวหน้าเผ่ายอมไว้ชีวิตสมิธ

                 หลังจากการรอดชีวิต หัวหน้าเผ่าได้ทำพิธีรับสมิธเข้าเป็นสมาชิกของเผ่า และตกลงที่จะปล่อยเขากลับไปยังเมืองเจมส์ทาวน์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ เมื่อกลับไปถึงแล้ว สมิธต้องส่งปืนใหญ่ 2 กระบอก และแท่งเหล็ก มาให้เป็นค่าตอบแทน

                เมื่อกัปตันจอห์น สมิธ กลับถึงเจมส์ทาวน์ เขาเผชิญกับบททดสอบสำคัญ   โดยแรงกดดันจากพวกเดียวกัน ที่เพื่อนชาวอังกฤษมองว่า   ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดกับ “คนป่า” การมอบอาวุธร้ายแรงให้ศัตรูถือเป็นเรื่องอันตรายและโง่เขลา

                     แต่สมิธถือว่าเขาให้ “คำสัตย์” ไว้แล้ว เขาจึงยืนยันที่จะทำตามสัญญา  สมิธจัดหาปืนใหญ่และแท่งเหล็กตามที่สัญญาไว้ แต่เขาเลือก ปืนใหญ่เดมิ-กุลเวริน (Demi-culverins) ซึ่งมีน้ำหนักมาก (ประมาณกระบอกละ 2 ตัน) แล้วเชิญให้ผู้นำสารของพาวฮะทันมายกกลับไป

                   เมื่อฝ่ายอินเดียนแดงพบว่าปืนใหญ่นั้น  หนักเกินกว่าจะขนย้ายผ่านป่าข้ามแม่น้ำไปได้ พวกเขาจึงยอมรับของกำนัลอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่าแทน แต่ประเด็นสำคัญคือ สมิธได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพร้อมจะส่งมอบของตามสัญญา เขาไม่ได้ผิดคำพูด และไม่ได้แสดงความตระบัดสัตย์

                    ความสัมพันธ์ระหว่างสมิธและโพคาฮอนตัสกลายเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ       โพคาฮอนตัสมักจะนำอาหารมาช่วยชาวอังกฤษในเจมส์ทาวน์ในช่วงที่เกิดความอดอยาก และในเวลาต่อมาเธอได้แต่งงานกับชาวอังกฤษชื่อ จอห์น โรลฟ์ (John Rolfe) และเดินทางไปยังอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่โด่งดังไปทั่วโลก

                  นิทานเรื่องนี้ นิยมใช้ในการฝึกอบรมลูกเสือ ในเรื่อง กฎลูกเสือข้อที่ 4   การเป็นมิตรของคนทุกคน

                  เรียบเรียงจากเรื่อง  กัปตันสมิธและโพคาฮอนตัส The Story of Captain John Smith and Pocahontas  จากเอกสารของลูกเสืออเมริกัน

                                                                             อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครรอบกองไฟ: เจ้าหญิงโพคาฮอนตัสกับมิตรภาพไร้พรมแดน

ตัวละคร:

  1. กัปตันจอห์น สมิธ: (สุภาพบุรุษ กล้าหาญ รักสัจจะ)
  2. เจ้าหญิงโพคาฮอนตัส: (จิตใจดี เด็ดเดี่ยว)
  3. หัวหน้าอินเดียนแดงเผ่าพาวฮะทัน: (น่าเกรงขาม ดุดัน)
  4. กลุ่มนักรบอินเดียนแดง: (2-3 คน ทำท่าทางฮึกเหิม)
  5. กลุ่มชาวอังกฤษ: (2-3 คน ท่าทางดูถูกคนอื่น)
  6. ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด)

ฉากที่ 1: การเผชิญหน้าและการเสียสละ

(เปิดฉาก: กัปตันสมิธเดินสำรวจป่า ทันใดนั้นเหล่านักรบวิ่งออกมาล้อมจับตัวเขาไว้)

ผู้บรรยาย: ณ ดินแดนเวอร์จิเนีย ในทวีปอเมริกาเหนือ  ปี ค.ศ. 1607 (พ.ศ.  2150 สมัยอยุธยาตอนกลาง)   กัปตันจอห์น สมิธ นักสำรวจชาวอังกฤษ ถูกพวกอินเดียนแดงเผ่าพาวฮะทัน จับตัว     เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการทุบหัว เพราะถูกเป็นศัตรูผู้บุกรุก ดินแดนอินเดียนแดง!

หัวหน้าเผ่า: (ตะโกน) “เจ้าคนผิวขาว! เจ้าจะมาแย่งชิงแผ่นดินเรา”

เขาตะโกนสั่งนักรบ… “กดหัวมันลงบนแท่นหิน! เตรียมไม้กระบอง!”

(นักรบกดตัวสมิธลง สมิธพยายามขัดขืนแต่สู้ไม่ได้ นักรบเงื้อไม้ขึ้นสูง เตรียมจะทุบ)

เจ้หญิงโพคาฮอนตัส: (วิ่งถลาออกมา) หยุดนะท่านพ่อ!

(เธอเอาตัวเข้าขวาง และวางศีรษะทับบนหัวของสมิธ)

“หากท่านจะฆ่าเขา ท่านต้องฆ่าลูกก่อน!.

หัวหน้าเผ่า: (ตกใจ) “โพคาฮอนตัส! เจ้าทำอะไร? เขาเป็นศัตรูนะ!”

โพคาฮอนตัส: “เขาคือเพื่อนมนุษย์ค่ะท่านพ่อ มิตรภาพไม่มีแบ่งแยกสีผิว หากเราเริ่มด้วยการฆ่า สงครามจะไม่มีวันจบสิ้น โปรดไว้ชีวิตเขาเถิด!”

หัวหน้าเผ่า: (นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะลดอาวุธลง) “เพื่อเห็นแก่ความกล้าหาญและความรักของเจ้า… ข้าจะละเว้นชีวิตเขา! …….แต่เจ้าสมิธ… เจ้าต้องส่งปืนใหญ่ 2 กระบอกและแท่งเหล็กมาแลกกับการเป็นอิสระ!”

 

ฉากที่ 2: บททดสอบคำสัญญา

(ที่เมืองเจมส์ทาวน์ สมิธยืนอยู่กับกลุ่มชาวอังกฤษที่มีท่าทางหยิ่งยโส)

ชาวอังกฤษ 1: “กัปตัน! ท่านบ้าไปแล้วหรือ? จะส่งปืนใหญ่ให้พวกคนป่านั่นเนี่ยนะ?” ชาวอังกฤษ 2: “ใช่! เราแค่โกหกพวกมันก็ได้ ใครจะไปสนคำพูดที่ให้ไว้กับพวกนั้นล่ะ!”

จอห์น สมิธ: (เสียงแข็ง) “ไม่ได้! ข้าให้ “สัญญา” ไว้แล้ว….. ความเป็นมิตรต้องเริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ข้าจะส่งปืนใหญ่ให้ตามสัญญา!”

(สมิธสั่งให้คนลากปืนใหญ่จำลองที่ดูหนักมากออกมา)

จอห์น สมิธ: (หันไปบอกผู้นำสารอินเดียนแดง) “นี่คือปืนใหญ่ตามที่สัญญา แต่มันหนักมากนะ หากพวกท่านยกไหว ก็เชิญนำกลับไปได้เลย”

ผู้นำสาร: (ลองผลัก ลองยก แล้วส่ายหน้า) “โอ้มันหนักเหลือเกิน! พวกเราเอาข้ามป่าข้ามน้ำไปไม่ได้หรอกกัปตัน… เช่นนั้นเราขอเปลี่ยนเป็นของกำนัลอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการทำมาหากิน เช่นจอบเสียมเหล็ก แทนเถิด!”

 

ฉากที่ 3: บทสรุปและแง่คิด

(ตัวละครทั้งหมดออกมายืนเรียงหน้ากระดาน ชาวอังกฤษมอบจอบเสียมให้โพคาฮอนตัส   โพคาฮอนตัส มอบผลไม้ให้ตอบแทน)

ผู้บรรยาย: กัปตันสมิธไม่ได้ผิดคำพูด เขาแสดงความจริงใจจนได้รับความไว้วางใจ ส่วนโพคาฮอนตัสก็กลายเป็นสะพานมิตรภาพที่คอยช่วยเหลือชาวอังกฤษ

โพคาฮอนตัส: (ยิ้ม) มิตรภาพเริ่มต้นที่การให้โอกาสและเห็นอกเห็นใจกันค่ะ

จอห์น สมิธ: และการเป็นมิตรที่แท้จริง คือการรักษาคำพูดและให้เกียรติทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

พร้อมกันทุกคน: “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก!”

(ทำความเคารพแบบลูกเสือและจบการแสดง)

คำแนะนำสำหรับการแสดง:

                                                                             อาทร  จันทวิมล

                                                                               

 

 

                       ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อ สิ่งหนึ่งที่ทำให้กิจการลูกเสือยืนหยัดอย่างสง่างามมากว่าร้อยปีคือ “มิตรภาพ”

                     ลอร์ด เบเดน-โพเอลล์ (Lord Baden-Powell) หรือ บี.พี. ผู้ก่อกำเนิดลูกเสือโลก ได้เล็งเห็นว่า มิตรภาพที่ไร้พรมแดนคือรากฐานสำคัญของสันติภาพ และนี่คือเหตุผลที่กฎลูกเสือข้อที่ 4 ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ Scouting for Boys (1908) ว่า:

                A Scout is a friend to all, and a brother to every other scout, no matter to what country, class or creed  the other may belong.
แปลว่า   “ลูกเสือเป็นมิตรกับคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ประเทศอะไร  มีฐานะชนชั้น  หรือศาสนาความเชื่อใดๆ”

                เจตนารมณ์ของ บี.พี.  คือการทำลายกำแพงแห่งความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน   เศรษฐีกับกรรมกร  ผู้ที่อยู่คนละประเทศ หรือนับถือต่างศาสนากัน

               ลูกเสือมีหน้าที่ต้องก้าวข้ามกำแพง 3 ประการ ได้แก่:

  1. Country (ประเทศ): มองข้ามความเป็นชาติกำเนิด เพื่อเห็นความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
  2. Class (ชนชั้น/วรรณะ): ไม่ดูถูกหรือแบ่งแยก ไม่ว่าคนผู้นั้นจะร่ำรวยหรือยากจน เป็นข้าราชการตำแหน่งสูงหรือกรรมกรหาเช้ากินค่ำ
  3. Creed (ความเชื่อ/ศาสนา): เคารพความศรัทธาและสิ่งเคารพของผู้อื่น แม้จะต่างกัน

       บี.พี. เสริมว่า:

               “If a Scout meets another Scout, even though a stranger to him, he must speak to him, and help him in any way that he can.”
“หากลูกเสือพบลูกเสือคนอื่น แม้จะเป็นคนแปลกหน้า เขาจะต้องเข้าไปทักทายและช่วยเหลือในทุกทางที่ทำได้”

               การเป็นมิตรตามแนวทางของลูกเสือ ไม่ใช่เพียงการยิ้มแย้ม แต่คือการมี จิตสาธารณะ และ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ลูกเสือจึงเปรียบเสมือน ทูตสันติภาพ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านการกระทำความดีในชีวิตประจำวัน

                 กฎลูกเสือข้อที่ 4 ไม่ได้เป็นเพียงคำสอนสำหรับเยาวชน แต่คือการปลูกฝังให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีใจกว้าง เป็นพลเมืองโลกที่พร้อมจะยื่นมือออกไปทำความรู้จักและช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข

                  นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คำว่า “พี่น้องลูกเสือ” มีความหมายลึกซึ้งและยังคงเป็นพลังแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงโลกทั้งใบจนถึงปัจจุบัน

                                                                               อาทร   จันทวิมล

 

 

ชื่อชุดการแสดง: “มิตรภาพไร้พรมแดน หัวใจลูกเสือโลก”

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือไทย (เก่ง): ร่าเริง มีน้ำใจ
  2. ลูกเสือต่างชาติ (จอน): (ลูกครึ่งไทย-เอมริกัน  ไทยได้นิดหน่อย )
  3. ลูกเสือผู้ร่ำรวย (บอส): แต่งตัวเต็มยศ อุปกรณ์ครบแต่ดูถูกคนอื่น
  4. ชาวบ้าน/คนหลงทาง (ป้า): ถือของพะรุงพะรัง
  5. ผู้บรรยาย/บี.พี.: (แต่งกายเลียนแบบ บี.พี. ออกมาสรุปตอนท้าย)

ฉากที่ 1: กำแพงแห่งชนชั้น (Class)

(ลูกเสือบอสผู้ร่ำรวย นั่งอยู่หน้ากองไฟ  เก่งเดินเข้ามาหา)

ฉากที่ 2: กำแพงแห่งความเชื่อและภาษา (Country & Creed)

(จอน ลูกเสือต่างชาติ เดินถือแผนที่เข้ามาแบบงงๆ แล้วบังเอิญไปเดินชนบอส)

ฉากที่ 3: บทพิสูจน์มิตรภาพ

(ป้าเดินถือของหนักผ่านมาแล้วสะดุดล้ม ของกระจาย)

ฉากสุดท้าย: คำสอนของ บี.พี.

(ตัวละครทั้งหมดเกาะกลุ่มกัน บี.พี. เดินออกมากลางเวที)

“ลูกเสือเป็นมิตรกับคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก!”

 

คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความสนุก:

                                                                                   อาทร  จันทวิมล

                      ณ ทุ่งกว้างอันเป็นสถานที่จัดงาน “ชุมนุมลูกเสือโลก”ครั้งที่ 25 ที่เมืองเซมังกึม  ประเทศเกาหลีใต้  เมื่อ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) มีพี่น้องลูกเสือจากทั่วโลกราว 43,000 คนจากกว่า 158 ประเทศจากทั่วทุกมุมโลก มารวมตัวกัน ทั้งผิวขาว ผิวสี ผมทอง ผมดำ ต่างภาษาแต่หัวใจเดียวกัน

                 ท่ามกลางบรรยากาศมิตรภาพอันชื่นมื่น    มี “เปลือกกล้วยหอม” จากอาหารมื้อเที่ยงของใครบางคน ถูกโยนมาอยู่บนทางเดิน เข้าเต็นท์ทำกิจกรรมนานาชาติ

  1. กลุ่มลูกเสือสายเร่งรีบ: ลูกเสือจากประเทศหนึ่งกำลังรีบวิ่งไปแลกเข็มที่ระลึก (Scout Swap) พวกเขาเห็นเปลือกกล้วยแต่กลับใช้วิธีตะโกนบอกกัน “ระวังนะ..Watch out!” แล้วกระโดดข้ามเปลือกกล้วยไปอย่างช่ำชองเหมือนแข่งวิ่งข้ามรั้วโอลิมปิก พวกเขามุ่งแต่เป้าหมายของตน จนลืมนึกถึงความปลอดภัยของพี่น้องลูกเสือคนอื่น
  2. ลูกเสือสายวิเคราะห์: ลูกเสืออีกกลุ่มเดินมาหยุดดู แล้ววิพากษ์วิจารณ์เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ “ใครทิ้งไว้เนี่ย? ไม่มีความเป็นลูกเสือเลยนะ!” พวกเขายืนบ่นอยู่ 5 นาทีถึงความไม่สะอาด แต่ก็เดินจากไปโดยไม่ขยับมือช่วย นี่คือการขาด เวยยาวัจจมัย (บุญจากการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ) คือดีแต่ตำหนิด่าทอ แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ
  3. เกือบเกิดโศกนาฏกรรม: ลูกเสือต่างชาติร่างใหญ่คนหนึ่งเดินถือแผนที่บังหน้า 4ไม่ทันมองพื้น จึงเหยียบเปลือกกล้วย เข้าเต็มเปา! “โอ้วววว ว้าววว!  มายก๊อด ช่วยด้วย ” เขาเสียหลักทำท่าสะพานโค้งจนแผนที่บินว่อน โชคดีที่ไม่ล้มหัวฟาด แต่เขาก็ร้องลั่นออกมาด้วยความหงุดหงิดและเดินหนีไป ทิ้ง “ระเบิดกล้วย” ไว้ให้คนต่อไป
  4. ต่อมา “เจ้าจุก” ลูกเสือไทยตัวเล็กเดินกอดคอมากับ “ฮันส์” เพื่อนลูกเสือชาวเยอรมันที่เพิ่งรู้จักกัน ทั้งคู่เห็นเปลือกกล้วยนั้น ลูกเสือจุกนึกถึง กฎลูกเสือข้อที่ 4 “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก”

                  จุกหันไปบอกฮันส์ว่า “ฮันส์ เพื่อนรัก ถ้าพี่น้องลูกเสือคนอื่นมาเหยียบตรงนี้เขาต้องบาดเจ็บแน่ๆ ไม่ว่าเขาจะมาจากประเทศไหน เขาก็คือพี่น้องของเรา”

                  ลูกเสือจุกก้มลงเก็บเปลือกกล้วยนั้นด้วยรอยยิ้ม ส่วนลูกเสือฮันส์ก็รีบเปิดถังขยะแยกประเภทให้เพื่อน การกระทำนี้คือ สีลมัย (บุญจากการประพฤติดี) และ อปจายนมัย (บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าที่) ทั้งคู่ทำความดีโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ  โดยไม่ต้องมีใครสั่ง  และไม่ได้หวังจะให้ใครเห็น

 

                       มิสเตอร์โรเบิร์จ    ผู้อำนวยการงานชุมนุมลูกเสือโลกชาวอังกฤษ   ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ เดินเข้ามาตบไหล่เด็กลูกเสือทั้งสองแล้วกล่าวว่า:

                    “พวกเธอทำให้เห็นว่า ภาษาที่สำคัญที่สุดในงานชุมนุมลูกเสือโลกไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่คือ ‘ภาษาแห่งความมีน้ำใจ’ การเก็บเปลือกกล้วยเพียงแผ่นเดียว คือการดูแลสวัสดิภาพของพี่น้องทั่วโลกจริงๆ”

คติสอนใจฉบับลูกเสือโลก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   “ความดีนั้นทำง่ายนิดเดียว   ของกล้วยกล้วย”

                                                                                  อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครสั้นรอบกองไฟ: “ เปลือกกล้วยสะท้านโลก”

ตัวละคร:

  1. พิธีกร/ผู้บรรยาย: (ถือไมค์ ออกมาด้วยท่าทางร่าเริง)
  2. กลุ่มลูกเสือสายเร่งรีบ: (2-3 คน ถือสมุดสะสมเข็มที่ระลึกลูกเสือประเทศต่างๆ)
  3. กลุ่มลูกเสือสายวิเคราะห์: (2-3 คน ทำท่าเก่ง ใส่แว่น ขี้บ่น ไม่พอใจไปทุกสิ่ง)
  4. มิสเตอร์บิ๊ก: (ลูกเสือต่างชาติร่างใหญ่ ถือแผนที่แผ่นยักษ์)
  5. เจ้าจุก: (ลูกเสือไทย ตัวเล็ก ยิ้มง่าย)
  6. ฮันส์: (ลูกเสือเยอรมัน เพื่อนซี้เจ้าจุก)
  7. ผู้อำนวยการค่าย (ผอ.): (แต่งชุดลูกเสือเต็มยศ ดูใจดี)

 

(ฉาก: ทุ่งกว้างงานชุมนุมลูกเสือโลก มีป้ายเขียนว่า “World Scout Jamboree” เสียงเพลงลูกเสือโลก)

ผู้บรรยาย: ณ งานชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 25 ที่ประเทศเกาหลีใต้  เมื่อ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) มีพี่น้องลูกเสือจากทั่วโลกราว 43,000 คนจากกว่า 158 ประเทศ มารวมตัวกัน

                   (จังหวะนี้ให้ลูกเสือคนหนึ่งเดินมากินกล้วยหอมอย่างเอร็ดอร่อย พอกินเสร็จก็โยนเปลือกกล้วย “แหมะ” ลงกลางทางเดิน แล้วเดินจากไป และนี่คือ… “กับดักมหาภัย” ที่จะวัดใจลูกเสือทั่วโลก!)

 

  กลุ่มลูกเสือสายเร่งรีบ: (วิ่งกรูเข้ามาอย่างเร็ว ทำท่าเหมือนจะแข่งโอลิมปิก)

 ลูกเสือ 1: เฮ้ย! ดูนั่น! เปลือกกล้วย!

 ลูกเสือ 2: (ตะโกนเสียงหลง) Watch out! Watch out! ระวังเว้ยเพื่อน! (กลุ่มนี้กระโดดข้ามเปลือกกล้วยด้วยท่าทางตลกๆ เหมือนกระโดดข้ามรั้ว แล้ววิ่งต่อไป)

 ลูกเสือ 1: รีบไปแลกเข็มที่ระลึกจากลูกเสือชาติต่างๆโดย เร็ว เดี๋ยวของหายากหมดก่อน! (วิ่งหายไป)

 ผู้บรรยาย: แหม… ข้ามเก่งอย่างกับนักวิ่งทีมชาติ แต่เรื่องความปลอดภัยของคนอื่น… สอบตกครับ!

 

กลุ่มลูกเสือสายวิเคราะห์: (เดินเข้ามาหยุดหน้าเปลือกกล้วย เอามือกุมขมับ ทำท่าคิดหนัก)

ลูกเสือสายวิเคราะห์ 1: (พูดสำเนียงดัดจริต) Oh my god! Who did this? ใครทิ้งไว้เนี่ย? ไร้ซึ่งวินัยสิ้นดี!

ลูกเสือสายวิเคราะห์ 2: (ส่องแว่นขยาย) ดูจากสีผิวของเปลือกกล้วย น่าจะถูกทิ้งมาแล้วประมาณ 3 นาที 42 วินาที เป็นความเสื่อมถอยของอารยธรรมลูกเสือจริงๆ! (พวกเขายืนบ่นสลับภาษาไทยคำอังกฤษคำอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินอ้อมเปลือกกล้วยหนีไป)

ผู้บรรยาย: นี่แหละครับ “ดีแต่ปาก ลำบากคนหลัง” วิเคราะห์จนกล้วยจะเน่า แต่ไม่ยอมเก็บ!

 

มิสเตอร์บิ๊ก: (เดินกางแผนที่แผ่นใหญ่มากจนบังมิดหน้า เดินส่ายไปส่ายมา)

มิสเตอร์บิ๊ก: Where is the food tent? หิวจังเลย อยู่ไหนเนี่ย… (เท้าข้างหนึ่งเหยียบเปลือกกล้วยเข้าเต็มรัก! มิสเตอร์บิ๊กทำท่าสไลด์เป็นสเก็ตลอนดอน แขนขาดีดพัลวัน แผนที่บินว่อน)

มิสเตอร์บิ๊ก: (ตะโกน) โอ้วววว ว้าวววว  ช่วยด้วย  !  (พยายามทรงตัวจนรอดมาได้แบบสะพานโค้ง) เกือบไปแล้ว! หงุดหงิดจริงๆ ใครทิ้งเปลือกกล้วยไว้เนี่ย! (สะบัดตูดเดินหนีไปด้วยความโมโห โดยทิ้งเปลือกกล้วยไว้ที่เดิม)

 

ลูกเสือไทยเจ้าจุก   และ ฮันส์ลูกเสือเยอรมัน  (เดินกอดคอกันเข้ามา หัวเราะร่าเริง)

เจ้าจุก: ฮันส์ ดูนั่น! เปลือกกล้วยนอนรอเหยื่ออยู่กลางทางเลย

ฮันส์: (ตกใจ) Oh! จุก มันอันตรายมากนะ ถ้ามีใครเดินมาไม่เห็นแบบมิสเตอร์บิ๊กเมื่อกี้ล้มลงไป หัวฟาดพื้นทำไง?   อาจกระดูกหัก  หรือ  อาจถึงตายได้นะ

เจ้าจุก: (ยิ้มกว้าง) ฮันส์ นายจำกฎลูกเสือข้อ 4 ได้ไหม? “ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก”  ในเมื่อเขาเป็นมิตรเป็นเพื่อนของเรา เราจะปล่อยให้เพื่อนของเราบาดเจ็บไม่ได้!

ฮันส์: เยี่ยมมากจุก! เดี๋ยวฉันเปิดถังขยะรอ นายเก็บเลยนะเพื่อนรัก!

(เจ้าจุกก้มลงเก็บเปลือกกล้วยด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รังเกียจ แล้วนำไปใส่ถังขยะที่ฮันส์เปิดรอไว้ )

 

ผู้อำนวยการค่าย: (ที่ซ่อนตัวอยู่  เดินเข้ามาปรบมือช้าๆ ทุกคนในฉากนิ่งฟัง)

ผอ.: เยี่ยมมากพวกเธอ! (ตบไหล่ทั้งคู่) ในงานชุมนุมลูกเสือโลกนี้ ภาษาที่เราสื่อสารกันอาจมีนับร้อย แต่ “ภาษาแห่งน้ำใจ” คือภาษาที่คนทั้งโลกเข้าใจได้ดีที่สุด การเก็บขยะเพียงชิ้นเดียว ไม่ใช่แค่ทำความสะอาด แต่คือการดูแลหัวใจและสวัสดิภาพของเพื่อนและพี่น้องของเราทุกคน

เจ้าจุก & ฮันส์: (ทำความเคารพแบบลูกเสือพร้อมกัน) ครับผม!

ผู้บรรยาย: (เดินมากลางเวที) และนี่คือบทสรุปของเรื่องนี้ครับ การเป็นพี่น้องลูกเสือไม่ได้วัดกันที่สายสะพายหรือเข็มที่หน้าอก แต่วัดกันที่ความห่วงใยที่เรามีให้กัน เพราะ “ความดีนั้นทำง่ายนิดเดียว… เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก” ครับ!

(นักแสดงทุกคนออกมายืนเรียงหน้ากระดาน ทำความเคารพ แล้วพูดพร้อมกันว่า “ลูกเสือเป็นมิตรกับทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก!”)

ลูกเสือทุกชาติร่วมร้องเพลง “สามัคคีชุมนุม   ในภาษาของตน ……พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรัก สมัครสมาน…….”

จบการแสดง

                                                                                  อาทร  จันทวิมล

 

17 กุมภาพันธ์ 2569 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ครูวีรสตรีที่พลีชีพจากการเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกจับตัวประกันในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โดยมี นายบวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. นายพัฒนาพัฒน์​ พร้อมพัฒน์​ รมว.สธ.​ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีและเป็นกำลังใจให้กับครอบครัว ผอ.ศศิพัชร อย่างท่วมท้น ณ วัดยูงทอง ต.พะตงอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี เพื่อให้กำลังใจครอบครัวผู้ล่วงลับ รวมถึงคณะครูและนักเรียนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และมอบเงินเยียวยาจากสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้ล่วงลับ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการจะดูแลครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร อย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความเหมาะสม พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามดูแลสภาพจิตใจของครูและนักเรียนอย่างใกล้ชิด

“การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสูญเสียของครอบครัว แต่เป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยทั้งประเทศเพราะผู้อำนวยการศศิพัชรเป็นผู้บริหารที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ครูอย่างแท้จริง ทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ และยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องนักเรียนและครูในความดูแลอย่างถึงที่สุด ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและขอชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมเกียรติข้าราชการครู การกระทำของผอ.ศศิพัชร จะเป็นแบบอย่างแก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยและให้กำลังใจนายเจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ นายสุวิจักขณ์ สินสโมสร และ ด.ญ.ธัญธร สินสโมสร บุตรทั้ง 2 คน ของ ผอ.ศศิพัชร พร้อม มอบเงินช่วยเหลือครอบครัว ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 ล้านบาท และมอบเงินจากกระทรวงยุติธรรม ตาม พรบ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559) จำนวน 2 แสนบาท 

ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของ ผอ.ศศิพัชร เป็นประจักษ์พยานแห่งการเป็นครูผู้อุทิศตน เพื่อวิชาชีพด้วยความพากเพียรซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างดีเสมอมา อีกทั้งมีความอบอุ่นเอาใจใส่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเสียสละต่อส่วนรวม ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและสติปัญญาทำงาน เพื่อสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาตินับเป็นอเนกอนันต์ การสูญเสียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเศร้าโศก แต่นับว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรผู้ทรงคุณค่าของประเทศชาติอีกด้วย ผอ.ศศิพัชร ได้ทำหน้าที่แม่พิมพ์ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้เสียสละมาตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต จนได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรีผู้ยืนหยัดปกป้องลูกศิษย์เหนือสิ่งอื่นใด แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองแม้ว่ากายจะจากไป แต่ชื่อเสียงจะถูกกล่าวถึงด้วยความเคารพ เกียรติคุณความงามและความเสียสละจะประทับอย่างแน่นอยู่ในใจของทุกคนตราบนิรันดร์

พบพร ผดุงพล / ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

17 กุมภาพันธ์ 2569 – นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และประชุมผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่
• แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองรายชื่อผู้สมควรได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ ประจำปี 2568
• เห็นชอบรายงานประจำปีของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568
• อนุมัติแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569
• เห็นชอบโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังพนักงานของสำนักงานลูกเสือจังหวัด 76 จังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) เพื่อรองรับพันธกิจตามนโยบายของรัฐ
• พิจารณาเสนอขอพระราชทานเหรียญลูกเสือยั่งยืน ประจำปี 2567
• พิจารณาเสนอขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสรรเสริญ ประจำปี 2568

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการเสนอขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสรรเสริญ ชั้นที่ 1 ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนบุกเข้ามาในสถานศึกษาและจับนักเรียนหญิงอายุ 14 ปีเป็นตัวประกัน โดยนางศศิพัชรได้เข้าเผชิญหน้าและเจรจาขอเป็นตัวประกันแทน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของนักเรียน ก่อนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ในเวลาต่อมา การกระทำดังกล่าวถือเป็นความเสียสละอย่างยิ่งเพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของเด็กนักเรียน

สำหรับเหรียญลูกเสือสรรเสริญเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานแก่ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือผู้มีความดีความชอบ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 57 โดยเหรียญลูกเสือสรรเสริญชั้นที่หนึ่ง จะพระราชทานแก่ผู้กระทำความดีความชอบในการรักษาความปลอดภัยหรือสันติสุขของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือช่วยชีวิตผู้ตกอยู่ในอันตราย โดยตนเองได้ฝ่าอันตรายอย่างยิ่งยวด จนถึงขั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ประชุมยังรับทราบรายงานผลการตรวจสอบรายงานการเงินประจำปี พ.ศ. 2568 ของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และกำหนดการเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ และเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 ประจำปี 2566 อีกด้วย

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ

17 กุมภาพันธ์ 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและการปฐมนิเทศโครงการฝึกอบรมข้าราชการบรรจุใหม่ หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี : ต้นกล้าข้าราชการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 14 ณ ห้องประชุม หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า การเข้ามาเป็นราชการนั้นยากอยู่แล้ว แต่การเป็นข้าราชการที่ดีนั้นยากยิ่งกว่า เพราะมีหลายสิ่งที่เราไม่อาจเลือกได้ ทั้งผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน หรือแม้แต่โชคชะตาและวาระเกษียณอายุราชการ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ตนเองเป็นทั้งคนดีและคนเก่ง โดยไม่สร้างความลำบากให้ประชาชน การเห็นอกเห็นใจและเข้าใจหัวอกของประชาชนคือพื้นฐานของการเป็นข้าราชการที่ดี ชีวิตราชการเปรียบเสมือนการวิ่ง แม้เราอาจออกตัวไม่พร้อมกัน แต่เส้นชัยคือการเกษียณอายุ 60 ปีที่ทุกคนไปถึงพร้อมกัน เป้าหมายและตำแหน่งจะก้าวไกลเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของแต่ละคน

“ขอให้ทุกคนยึดหลักสำคัญตลอดชีวิตราชการ คือการครองตนให้มั่นคงด้วยความประพฤติที่ถูกต้อง ปฏิบัติตนตามคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และกฎระเบียบแบบแผนที่สังคมยอมรับ เพราะเมื่อครองตนได้ ก็จะครองคนและครองงานได้สำเร็จ ขอให้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ปฏิบัติตนด้วยความดี ความเก่ง และความรับผิดชอบ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้“ รองปลัด ศธ. กล่าว

สำหรับโครงการฝึกอบรมข้าราชการบรรจุใหม่ หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี : ต้นกล้าข้าราชการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 14 ประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ การปฐมนิเทศ การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการอบรมสัมมนาร่วมกัน โดย ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบให้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มาใช้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) เข้ามาร่วมเป็นกลุ่มเป้าหมายในการฝึกอบรมด้วย โดยจะดำเนินการในส่วนของกระบวนการอบรมสัมมนาร่วมกัน เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติ และแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมค่ายลูกเสือ หลักสูตรผู้กำกับลูกเสือ ขั้นความรู้ทั่วไป และขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C) จำนวน 4 วัน ระหว่างวันที่ 17 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมที่ 2 การอบรมสัมมนาร่วมกัน จำนวน 8 วัน ระหว่างวันที่ 20 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อ.สามพราน จ.นครปฐม การศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 บางเขน กรุงเทพฯ และกิจกรรมจิตอาสาปลูกป่าชายเลน : 1 ต้นกล้า พลิกผืนป่าที่ยั่งยืน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มคนรักษ์คลองโคน ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม

ทั้งนี้มีข้าราชการบรรจุใหม่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเข้ารับการฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 124 คน จากหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานราชการอย่างมีประสิทธิภาพ

ธรรมนารี ชดช้อย / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม: https://drive.google.com/drive/folders/1uw1fjyEgEeNSJPd-uuIT2Kp2vE6n2yqr?usp=sharing

ขอเชิญผู้สนใจเข้ารับชมวิดีทัศน์ จำนวน 3 ภาษา ( ไทย-อังกฤษ-จีน) ในหัวข้อ “เสน่ห์ความเป็นไทย สร้างความประทับใจทั่วโลก” เเบ่งเป็น 8 ตอน 32 คลิปวิดีโอ ดังต่อไปนี้

1. ตอนที่ 1 กรุงเทพมหานคร The City of Angels มหานครที่ไม่เคยหลับไหล
2. ตอนที่ 2 เสน่ห์อาหารไทย
3. ตอนที่ 3 เสน่ห์หนังไทย สร้างจากใจสู่สากล
4. ตอนที่ 4 แม่ไม้มวยไทย ตำนานที่มีชีวิต
5. ตอนที่ 5 นวดไทย ตัวแทนมรดกวัฒนะรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ
6. ตอนที่ 6 Thai Iconic ผสานมรดกแห่งการทอผ้า กับความเหนือกาลเวลา
7. ตอนที่ 7 Rhythm of Heart ท่องทำนองแห่งหัวใจ สายใยวัฒนธรรม
8. ตอนที่ 8 ภูมิสังคมวัฒนธรรมไทย ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์

รายละเอียดดังแนบ

ไทย sub อังกฤษ
https://www.youtube.com/watch?v=kGHzUX9PRV4&list=PLWH6vumH7fsa7CjJnvh9LYyOHM4Jt12s9

ไทย sub จีน
https://www.youtube.com/watch?v=rfTRRZCK0BY&list=PLWH6vumH7fsYeg1DTiEsAR4901HY-WdUn

อังกฤษ sub อังกฤษ
https://www.youtube.com/watch?v=ESFfmEoEMFo&list=PLWH6vumH7fsaP_OxIew2FwVve77r-fy8b

จีน sub จีน
https://www.youtube.com/watch?v=bsemal3bN24&list=PLWH6vumH7fsb3ZO69SLMHWr2J6JBiG0D1

รายงานโดย : กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศต่างประเทศ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
17 กุมภาพันธ์ 2569

16 กุมภาพันธ์ 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาสู่การปฏิบัติ ภายใต้หัวข้อ “The Future of Educational Management 2026 พลิกโฉมบุคลากรเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา” โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานศึกษาธิการภาค 1 – 18 และผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 80 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์กรุงเทพมหานคร

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ศักยภาพที่ดีที่สุดในการพัฒนาการศึกษาคือการพัฒนาบุคลากร การเพิ่มสมรรถนะกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จได้ ย่อมมาจากคนที่มีคุณภาพและต้องมาจากการพัฒนาในส่วนนี้ ด้วยงานของพวกเรามีทั้งบริหารงานจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งต้องแบ่งเป็นศึกษาธิการจังหวัดที่เกิดขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ถึงแม้บทบาทภาระหน้าที่จะคล้ายกัน แต่ก็มีความต่างตามบริบทพื้นที่ ซึ่งกองส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาค (กสภ.) ได้ดูแลในส่วนของการพัฒนาเป็นสองกลุ่มโดยมีการประสานงานเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเพื่อพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า

สิ่งที่ต้องการเห็นคือบทบาทของพวกเราในฐานะศึกษาธิการภาค ที่ขับเคลื่อนงานตรงตามหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาการศึกษาในพื้นที่ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา แม้ปัจจุบันจะอยู่ในยุคของเทคโนโลยีและมี AI เข้ามามากขึ้น แต่การบริหารที่ดีที่ยังคงต้องพึ่งพาบุคลาการในการปฏิบัติ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่หลากหลาย และเป็นคนที่เก่งเข้าไปทำงานในระดับศึกษาธิการภาค และพัฒนาภาพให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน

ขอฝากเรื่องการพัฒนาคนสู่การพัฒนางาน “คน แผน งาน” กับ 6 มิติขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สอดคล้องนโยบายส่วนกลางและนโยบายรัฐบาล ผสมผสานกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดให้สอดรับกับบริบทพื้นที่ องค์กรจะพัฒนาได้ต้องมีเข็มทิศในการขับเคลื่อน มีแผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ แผนพัฒนาการศึกษาที่ท้าทาย การขับเคลื่อนงานในพื้นที่จึงต้องอาศัย 6 มิตินี้อย่างเข้มข้น เน้นการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด เป็นขุนพลขุนศึกของภูมิภาคทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางให้การขับเคลื่อนเป็นบรรลุเป้าหมาย สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับพวกเราใช้โอกาสนี้เพื่อเพิ่มเติมทักษะในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยกองส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาสู่การปฏิบัติ ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติในระดับกลุ่มจังหวัดโดยมีกิจกรรมฝึกการพัฒนาทักษะที่จำเป็น (Up-skill & Re-skill) เกี่ยวกับการคิดเชิงระบบ การจัดทำยุทธศาสตร์กลยุทธ์ และการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด หรือแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้แก่บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการภาคอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น เท่าทันสถานการณ์ พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาระดับภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทาง เป้าหมายการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการภาค ตามคำสั่ง คสช. ที่ 19/2569

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ


Top