กระทรวงศึกษาธิการ – 27 มีนาคม 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 1 / 2569 โดยมีนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัด ศธ. นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์
ปลัด ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบในหลักการ การย้ายสถานที่ตั้งอาคารสำนักงาน ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นการรชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถต่อสัญญาเช่าอาคารเดิม (โรงแรมเรือนชบา) ได้ ประกอบกับอยู่ระหว่างรอการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 450 วัน
ดังนั้นเพื่อให้การบริหารราชการและการให้บริการประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงได้ประสานขอเช่าพื้นที่ ณ เกาะหลักรีสอร์ท เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว จนกว่าการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่จะแล้วเสร็จ ซึ่งที่ตั้งแห่งใหม่นั้นขอให้พิจารณาว่าประชาชนเดินทางเข้ามาใช้บริการได้สะดวกหรือไม่ ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) พิจารณาต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองคุณสมบัติผู้ได้รับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพื่อให้การแต่งตั้งคณะทำงานฯ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับอำนาจกน้าที่ได้รับมอบหมาย ฝ่ายเลขานุการพิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกคำสั่งดังกล่าวให้ถูกต้อง โดยแก้ไขรูปแบบคำสั่ง จากเดิม “คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” เป็น “คำสั่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค” และแก้ไขตำแหน่งผู้ลงนาม ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงนามในฐานะ “ประธาน
อนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค”
ในด้านการบริหารอัตรากำลังที่ประชุมได้เห็นชอบการตัดโอนเงินงบประมาณประจำอัตรา ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สำนักงาน กศน. เดิม) ซึ่งแต่เดิมเป็นอัตราครูเกษียณของ สพฐ. ที่เกลี่ยไปยัง กศน. เดิม และ สช. ไปกำหนดตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รวม 53 อัตรา ไปกำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับภารกิจที่จำเป็นและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้าน อาทิ ด้านการเงินและบัญชี พัสดุ เทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎหมาย ตลอดจนตำแหน่งบริหารระดับกลุ่มงาน
ในการนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ด้วยการแต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังของหน่วยงานตรวจสอบภายใน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุรศักดิ์ อินศรีไกล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดโครงสร้าง รวมถึงดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังและตัดโอนตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กลุ่มตรวจสอบภายในอย่างมีประสิทธิภาพ
“การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาค ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัด”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1GjGSRgmGJ/
ประกาศรายชื่อ สร_0001 - Copy26 มีนาคม 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ครั้งที่ 4/2569 พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนสตูลวิทยา เกาะหลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล
ในการนี้ นางกฤศรลา มัทวานันตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล พร้อมด้วย นางสาวเนตรทราย คงอนุวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล บุคลากรกลุ่มบริหารงานบุคคล และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล เข้าร่วมการประชุมและให้การต้อนรับ
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่า โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้อย่างมีคุณภาพ โดยพัฒนานวัตกรรมการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ควบคู่กับการจัดหลักสูตร “ศิลป์-อาชีพ” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ออกไปเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อค้นหาความถนัดของตนเอง สร้างแรงบันดาลใจในเส้นทางอาชีพ และต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต
ขณะเดียวกัน หลักสูตร “ศิลป์-อาชีพ” สำหรับห้องเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังออกแบบให้ผู้เรียนสามารถเลือกวิชาเพิ่มเติมได้ตามความสนใจ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ วิศวกรรม และพลศึกษาเพื่อสุขภาพ รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสตูลและงานศิลปกรรม พร้อมเสริมทักษะอาชีพที่สอดรับกับบริบทพื้นที่ เช่น การทำผ้ามัดย้อมแบบ Eco-print การผลิตน้ำสมุนไพรเพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทั้งนี้ ได้รับทราบปัญหาและความต้องการของสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การพิจารณาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างตรงจุดและเหมาะสมต่อไป
ข่าว: ธรรมนารี ชดช้อย
ภาพ: โรงเรียนสตูลวิทยา
เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี (B.P.) ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ได้ให้คำเตือนในการสร้างชาติและการสร้างตน ที่เปรียบเสมือน “แสงเทียนส่องทาง” ไว้ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ Rovering to Success” ถึงกลุ่มบุคคลประเภทหนึ่ง ที่มีอันตรายอย่างยิ่งต่อความสงบสุขของบ้านเมือง ที่ท่านเรียกว่า “มนุษย์ไม้กระดก” หรือ “The See-saws”
ธรรมชาติของ “ไม้กระดก” ที่เด็กเล่น คือการทำให้เกิดการโยกเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง กลับไปกลับมา เมื่อฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งก็ต้องลง ท่าน บีพี เปรียบเทียบสิ่งนี้กับกลุ่ม นักปลุกระดม หรือนักปลุกม๊อบหัวรุนแรง (Extremists) ที่มีนิสัยเหมือน “หมาจิ้งจอก” เจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกง ที่คอยปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน
คนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ แต่ถนัดในการ “สร้างสถานการณ์” เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สร้างม๊อบ วุ่นวาย เดินขบวน หยุดงาน ยึดสนามบิน ก่อจลาจล และพยายามงัดข้อกับระบบระเบียบของสังคม โดยเฉพาะการจ้องโจมตีและต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและหลักความมั่นคงของชาติ
เพื่อขยายความให้เห็นภาพชัดเจน ท่าน บีพี ได้อ้างถึงหนังสือเรื่อง “Enchanter’s Nightshade” หรือ “ยาพิษของผู้วิเศษ” ของ J.B. Morton ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการต้นไม้พิษที่นักปลุกระดมใช้ล่อลวงคน
พวกนักปลุกระดมมักจะทำตัวเป็นผู้วิเศษ คอยปรุงแต่ง “ความโกรธแค้น” และ “ความอิจฉาริษยา” ของผลไม้มีพิษ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มหอมหวาน ป้อนข้อมูลบิดเบือน ให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบ จนเกิดความเกลียดชังในระบบและผู้ปกครอง เมื่อผู้คนดื่ม “ยาพิษ” นี้เข้าไป จะทำให้สติมืดบอด กลายเป็นคนบน “ไม้กระดก” ที่นักปลุกระดมคอยปลุกปั่น กำกับการขึ้นลงของไม้กระดก ตามใจชอบ
ท่าน บีพี เตือนให้เหล่าเยาวชนและประชาชนมองให้ทะลุปรุโปร่งว่า นักปลุกระดมที่ทำตัวเหมือนหมาจิ้งจอกเหล่านั้น มักจะใช้คำพูดที่ดูเหมือนหวังดีต่อสังคม หรืออ้างเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ที่เกินขอบเขต แต่ลึกๆ แล้วเป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ตนเอง สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจบนซากปรักหักพังของรังเก่า
บีพี สอนว่า ความมั่นคงของบ้านเมืองเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ หากเรามัวแต่กระโดดโลดเต้นขึ้นลงตาม “ไม้กระดก” แห่งความขัดแย้ง ที่พวกหมาจิ้งจอกสร้างขึ้น ในไม่ช้าเราก็จะกลายเป็นฝ่ายผู้แพ้ ที่ตกไม้กระดกลงมาเจ็บตัว
คำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์ไม้กระดก เป็นสิ่งมีประโยชน์ (ธัมมัสสวนมัย) ตามบุญกิริยา 10 ที่ควรเรียนรู้เพื่อนำมาเตือนสติและสร้างปัญญาให้ตนเอง แล้วหาข้อมูล พิจารณาข้อเท็จจริง เลือกเฉพาะสิ่งดีนำไปปฏิบัติ ด้วยสติปัญญาของตนเอง มิให้หลงกล ให้ถูกจูงจมูกไปในทางไม่สมควรโดยง่าย
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ต้องระวังยาพิษของผู้ปลุกระดมมวลชนที่แฝงตัวมาในรูปของคำพูดหรือการกระทำอันสวยหรู จงรักษาใจให้หนักแน่นดุจภูเขา อย่าให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือให้ทำลายร ากแก้วของแผ่นดิน”
ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

ละครสั้น เรื่อง : มนุษย์ไม้กระดก
แนวคิด: เตือนใจเยาวชนให้ระวังการถูกยุแหย่ปลุกปั่น และยืนหยัดในความดี
ตัวละคร
- ผู้บรรยาย – เล่าเรื่องและเชื่อมฉาก
- มนุษย์ไม้กระดก – ตัวร้าย เจ้าเล่ห์ ชอบยุแหย่ให้เกิดความวุ่นวาย
- หมู่บ้านร่มเย็น – กลุ่มลูกเสือ/ชาวบ้านที่รักความสงบ
- ผู้นำลูกเสือ – ตัวแทนแห่งสติปัญญาและความมั่นคง
- หมาจิ้งจอก – สัญลักษณ์แห่งความเจ้าเล่ห์ (อาจใช้หน้ากากหรือท่าทางประกอบ)
ฉากที่ 1 : หมู่บ้านร่มเย็น
- ผู้บรรยาย: “กาลครั้งหนึ่ง หมู่บ้านร่มเย็นเป็นหมู่บ้านที่สงบสุข ทุกคนช่วยกันทำงานและแบ่งปันกันด้วยรอยยิ้ม”
- ลูกเสือ/ชาวบ้านร้องเพลง “อย่าเกียจคร้าน” แสดงความสามัคคี
ฉากที่ 2 : มนุษย์ไม้กระดกปรากฏตัว
- มนุษย์ไม้กระดกเดินเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีโยกขึ้นลงเหมือนไม้กระดก
- มนุษย์ไม้กระดก: “ทำไมพวกเจ้าต้องเหนื่อยทำงานร่วมกัน? ฝ่ายนั้นได้มากกว่า ฝ่ายนี้ได้น้อยกว่า! ลุกขึ้นเถิด แบ่งกันเป็นพวกแยกกันดีกว่า !”
ฉากที่ 3 : ยาพิษแห่งคำพูด
- หมาจิ้งจอกเข้ามา เสนอ “น้ำใบกระท่อม” (สัญลักษณ์ของข้อมูลบิดเบือน)
- ผู้บรรยาย: “นี่คือยาพิษของผู้วิเศษ ที่ทำให้คนหลงเชื่อและมืดบอด”
- ชาวบ้านบางคนดื่มแล้วเริ่มโกรธ เกิดการทะเลาะ
ฉากที่ 4 : ผู้นำลูกเสือเตือนใจ
- ผู้นำลูกเสือ: “พี่น้องทั้งหลาย อย่าหลงกลมนุษย์ไม้กระดก! ความมั่นคงของบ้านเมืองเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ หากเรามัวแต่โยกขึ้นลงตามไม้กระดกแห่งความขัดแย้ง เราจะเจ็บปวดและสูญเสีย”
- ลูกเสือยกมือทำสัญญาลูกเสือ: “เราจะซื่อสัตย์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะไม่เป็นเครื่องมือของผู้ยุแหย่”
ฉากที่ 5 : ความสงบกลับคืน
- ชาวบ้านร่วมกันเทน้ำใบกระท่อมทิ้ง และหันหลังให้มนุษย์ไม้กระดก มนุษย์ไม้กระดกหมดพลัง วิ่งหนีออกไป
- ผู้บรรยาย: “นิทานนี้สอนให้รู้ว่า ต้องรักษาใจให้หนักแน่นดุจภูเขา อย่าให้ใครมาหลอกใช้เป็นเครื่องมือทำลายรากแก้วของแผ่นดิน”
- ทุกคนร้องเพลง “รักเมืองไทย” ปิดท้าย
ข้อคิด
- ระวังคำพูดที่ดูดีแต่แฝงพิษ
- ใช้สติและปัญญาในการพิจารณาข้อเท็จจริง
- ความสามัคคีและความมั่นคงคือเกราะป้องกันบ้านเมือง
ละครนี้สามารถจัดแสดงแบบสั้น ๆ ใช้เวลา 10–15 นาที เหมาะกับการแสดงรอบกองไฟ โดยเน้นท่าทาง การร้องเพลง และสัญลักษณ์ง่าย ๆ เช่นไม้กระดกจำลอง ขวดน้ำผลไม้ (แทนน้ำใบกระท่อม) และท่าทางหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนบนเรือต่างใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้น ไม่ได้มีแค่คลื่นลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังมี “โขดหินโสโครก” ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ หากเรือชนหินเข้าไปก็อาจอับปางโดยไม่รู้ตัว
ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก เคยเตือนไว้ ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” “Rovering to Success”ว่า โขดหินเหล่านี้เปรียบเหมือน “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า” ที่เราต้องระวังในการคบหา
1.คนหยิ่งยโส…..คือคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น เหมือนยืนบนยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างดูแคลน พวกเขาหลงในยศตำแหน่งและฐานะ แต่ขาดหัวใจแห่งความเป็นพี่น้อง จงระลึกเสมอว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสะพานสู่มิตรภาพที่แท้จริง
2.คนอวดรู้ เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเกิน พูดได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำกลับหายตัวไป เหมือนเรือที่มีเสียงดังแต่ไร้พลังขับเคลื่อน เรื่องนี้สอนว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู
3.คนมักใหญ่ใฝ่สูง เป็นคนที่พร้อมเหยียบไหล่เพื่อนเพื่อปีนขึ้นไปสูงกว่า เหมือนนักปีนเขาที่ไม่สนใจใครนอกจากตนเอง ดังนั้น ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว
4.คนเอาแต่ได้ เป็นคนที่ชอบชุบมือเปิบจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ฉลาดหาช่องทางผลประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดเสียสละเพื่อส่วนรวม ต้องระลึกเสมอว่า การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง
5.นักจูงใจเจ้าเล่ห์ คือคนที่ใช้คำพูดสละสลวยเพื่อหลอกล่อ เหมือนงูที่ซ่อนพิษไว้ในถ้อยคำ พวกเขาอาจทำให้เราหลงเชื่อโดยไม่ทันระวัง ดังนั้น จงฟังหูไว้หู และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อสิ่งใด
โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวขึ้นในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงเป็นผู้พายเรือของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเรือชีวิตของเราจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างามและปลอดภัย
การอ่าน หนังสือที่มีประโยชน์ของเบเดน โพเอล เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมสวนมัย) ที่สอนให้ระวัง รับมือกับคนไม่ดี 5 ประเภท ให้ใช้สติพิจารณาคำชักจูงที่สวยหรูแต่อาจแฝงด้วยพิษร้าย จงฟังหูไว้หู อย่าหลงเชื่อคนโกง อย่าปลงใจเชื่ออะไรโดยง่าย ต้องตรวจสอบจ้อมูลข่าวสาร หรือหลักธรรมด้วยสติ ไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองอย่างรอบคอบ แยกสิ่งผิดออกจากสิ่งถูกให้ดีเสียก่อน
ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

บทละครลูกเสือ แสดงรอบกองไฟ เรื่อง : มนุษย์หินโสโครก
ฉาก: รอบกองไฟยามค่ำคืน ลูกเสือทุกคนล้อมวงนั่งเป็นผู้ฟัง มี “ผู้นำลูกเสือ” เป็นผู้เล่าเรื่อง และมีตัวละครสมมติแสดงเป็น “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า”
ตัวละคร
- ผู้นำลูกเสือ (ผู้เล่าเรื่อง)
- ลูกเสือกลุ่มหนึ่ง (ผู้ฟังและผู้ร่วมแสดง)
- มนุษย์หินโสโครกทั้ง 5
คนหยิ่งยโส คนอวดรู้ คนมักใหญ่ใฝ่สูง คนเอาแต่ได้ นักจูงใจเจ้าเล่ห์
บทดำเนินเรื่อง
ผู้นำลูกเสือ:
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้นมีโขดหินซ่อนอยู่ หากเรือชนเข้าไปก็อับปางได้… ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ เคยเตือนว่า โขดหินเหล่านี้คือ “มนุษย์หินโสโครก” ที่เราต้องระวัง
ฉากที่ 1: คนหยิ่งยโส (ตัวละครยืนบนเก้าอี้ ทำท่ามองลงมาอย่างดูถูก)
คนหยิ่งยโส: “ข้าเหนือกว่าพวกเจ้า! ฐานะและตำแหน่งของข้าสูงส่ง!”
ลูกเสือ: “แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนต่างหาก ที่สร้างมิตรภาพแท้จริง”
ฉากที่ 2: คนอวดรู้ (ตัวละครพูดเสียงดังต่อเนื่อง แต่ไม่ทำอะไรจริง)
คนอวดรู้: “เรื่องนี้ข้ารู้ดี! ทุกอย่างข้าพูดได้หมด!”
ลูกเสือ: “แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำ กลับหายไป… การกระทำสำคัญกว่าคำพูดสวยหรู”
ฉากที่ 3: คนมักใหญ่ใฝ่สูง (ตัวละครทำท่าปีนขึ้นบนหลังเพื่อน)
คนมักใหญ่ใฝ่สูง: “ข้าต้องขึ้นสูงกว่าใครทั้งหมด!”
ลูกเสือ: “ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรม จะทำให้เจ้าต้องอยู่เพียงลำพัง”
ฉากที่ 4: คนเอาแต่ได้ (ตัวละครแย่งอาหารจากเพื่อน)
คนเอาแต่ได้: “ของชิ้นนี้ข้าจะเอา! ข้าไม่ยอมเสียสละ!”
ลูกเสือ: “การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง”
ฉากที่ 5: นักจูงใจเจ้าเล่ห์ (ตัวละครใช้คำพูดหวานหู แต่แอบซ่อนเชือกเหมือนงู)
นักจูงใจเจ้าเล่ห์: “เชื่อข้าเถิด… ข้าจะนำเจ้าสู่ความสุข”
ลูกเสือ: “คำพูดสวยหรูอาจแฝงพิษร้าย จงฟังหูไว้หู ใช้สติพิจารณา”
บทสรุป
ผู้นำลูกเสือ: โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงพายเรือชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเราจะถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างาม
ลูกเสือทั้งหมด “เราจะเป็นลูกเสือที่ดี ระวังมนุษย์หินโสโครก และเดินทางสู่ความสำเร็จด้วยความซื่อสัตย์!” ร้องเพลง “ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของผู้ดี หากถ้าใครไม่มีชาตินี้เอีไม่ได้”
บทละครนี้สามารถใช้แสดงรอบกองไฟได้ง่าย ๆ โดยให้ลูกเสือผลัดกันรับบทเป็น “มนุษย์หินโสโครก” และใช้ท่าทางสัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมาย ทำให้ทั้งสนุกและได้ข้อคิดตรงตามกฎลูกเสือข้อ 10
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
ในโลกของชีวิตนั้น การเดินทางสู่ความสำเร็จ มักมีขวากหนามและหลุมพรางที่คอยลวงตาเสมอ กว่าร้อยปีมาแล้ว ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี (B.P.) ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้สอนวิธี “รู้จักคนขี้โกง ประเภทนกกาเหว่า” ซึ่งมีนิสัยฉลาดแกมโกง คดเคี้ยว และแสร้งทำเป็นดี ไม่ทำตัวเป็นประโยชน์ แต่มักจะเบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่น และคนดี ที่ต้องไม่ใช่ดีแต่พูด แต่ทำหน้าที่ของตนและช่วยเหลือผู้อื่นก่อนจะเรียกร้องสิทธิ ว่า
ในธรรมชาติ นกกาเหว่า หรือนกกุ๊กกู (Cuckoo)ได้ชื่อว่าเป็นนกที่เจ้าเล่ห์ ขี้เกียจและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด มันไม่เคยสร้างรังของตัวเอง แต่จะคอยจ้องมองหารังของนกตัวอื่นที่สร้างไว้ด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อสบโอกาสมันจะแอบไปวางไข่ทิ้งไว้ให้แม่กาฟัก โดยจิกไข่ในรังเจ้าของเดิมออก แล้วแอบวางไข่ของตนเข้าแทน โดยแม่กาไม่รู้ โดยนกกาเหว่าไม่เคยเหนื่อยยากกับการสร้างรัง และไม่เคยฟักไข่เอง เมื่อลูกนกกุ๊กกูฟักออกมา ทั้งที่มันยังตาบอดและขนยังไม่ขึ้น แต่มันจะใช้สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัว ดันไข่ใบอื่นหรือลูกนกตัวจริงที่เพิ่งฟักออกจากไข่ให้ตกรังลงไปตาย เพื่อที่มันจะได้ครอบครองรังนั้นและได้รับอาหารจากแม่นกกาเพียงผู้เดียว โดยไม่เคยสำนึกบุญคุณหรือทำประโยชน์ใดๆ ตอบแทนเลย

ท่าน บีพี เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ขี้โกงแบบนี้ว่าเป็น “มนุษย์นกกาเหว่า Human Cuckoo” หรือคนหลอกลวง Humbugs ซึ่งหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ ที่คอยจ้องจะฉวยผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น เป็นคนประเภท “เอาแต่ได้” ที่เอาแต่พูดพล่ามเรื่องสิทธิของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงหน้าที่ของตนเลย ชอบแทรกซึมเข้าไปในสังคมเพื่อดึงเอาทรัพยากร หาชื่อเสียง หรือความดีความชอบมาเป็นของตน โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้ลงมือลงแรงอะไร คนพวกนี้มักจะดีแต่พูดเรื่องสิทธิของตัวเอง ป่าวประกาศว่าสังคมต้องดูแลสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในมือกลับไม่เคยหยิบจับงานที่เป็นประโยชน์เลย คอยแต่จะตักตวงผลประโยชน์จากหยาดเหงื่อของผู้อื่น และเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์เพื่อให้ตัวเองสุขสบาย
บางคนใช้คำพูดเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ บางจำพวกที่เก่งกาจในการหาเสียงโน้มน้าวใจ พวกเขา เป็นเสมือนนักสะกดจิตที่ใช้คำสัญญาอันสวยหรูมาปิดบังเจตนาที่แท้จริง
มนุษย์เรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ “มักเชื่อเรื่องที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นเรื่องจริง” ดังนั้น เมื่อเห็นบทความเป็นเอกสารจาก นักเขียน ฝีมือดี ที่ร้อยเรียงอักษรได้อย่างสละสลวย ก็มักจะปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นจูงจมูกไป โดยลืมตรวจว่าเบื้องหลังข้อความนั้นมี “ความจริง” อยู่กี่มากน้อย
บีพี ไม่ได้สอนให้เรากลายเป็นคนขี้ระแวงจนไร้ความสุข แต่สอนให้เป็นคน “มีไหวพริบ” ท่านเปรียบคนเหลวไหลหรือคนเจ้าเล่ห์ว่า “คดเคี้ยวเหมือนงู” เส้นทางของคนเหล่านี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง เจตนาของเขาซ่อนอยู่ในซอกหลืบของคำพูดที่ดูดี ดังนั้น หลักการรับมือที่สำคัญที่สุดคือ:
- ลืมตาไว้ข้างหนึ่งเสมอ: แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูน่าไว้วางใจ ก็ต้องเหลือพื้นที่ไว้สำหรับความช่างสังเกต อย่าหลับตาเชื่อเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้น
- ฟังหูไว้หู: อย่าให้ความไพเราะของเสียงหรือความสวยงามของตัวอักษรมาปิดบังข้อเท็จจริง จงนำสิ่งที่ได้ยินมากลั่นกรองด้วยสติปัญญาของตน
ท่านบีพี สอนว่า “การเดินทางของชีวิตเปรียบเสมือนการพายเรือไปสู่ความสำเร็จ หากเราไม่รู้จักแยกแยะ “นกกาเหว่า” ในคราบมนุษย์ เราอาจกลายเป็นผู้ที่เหนื่อยยากสร้างรังเพื่อให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ หรือร้ายกว่านั้น คือการถูกจูงใจให้หลงเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จจนเสียศูนย์เสียทาง
บีพี ใช้เรื่องนี้สอนว่า การจะข้ามผ่านโขดหินแห่ง “คนหลอกลวง” นี้ไปได้ ลูกเสือ จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อ 3 อย่างเคร่งครัด โดยท่านสรุปประเด็นไว้ดังนี้:
- เปลี่ยนจากการเป็น “นกกุ๊กกู ผู้คดโกง” มาเป็น “ผู้สร้าง”: ลูกเสือต้องไม่ทำตัวเป็นภาระของสังคมที่คอยแต่จะ “รับ” แต่ต้องเป็นผู้ที่ “สร้างประโยชน์” ด้วยตนเอง
- ความสุขที่แท้จริงคือการให้ (Service): บีพี เน้นย้ำว่าพวกนกกาเหว่า อาจจะดูเหมือนมีชีวิตอย่างสุขสบาย แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน ความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่ “กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น”
- การลงมือทำ (Action over Words): ท่านสอนว่าอย่าเป็นคนดีแต่พูดเหมือนพวกนกกาเหว่า ที่เอาแต่เรียกร้องความเท่าเทียม แต่พอเห็นคนลำบากกลับไม่ช่วย การเป็นลูกเสือคือการ “บำเพ็ญประโยชน์” ทันทีที่เห็นโอกาส
- ความดีที่แท้จริง ต้องมาคู่กับปัญญา ปัญญาจะช่วยให้เราเห็นความคดเคี้ยวของงู และเห็นไข่ของนกกาเหว่าที่แอบวางไว้ในรังใจของเรา
นิทานเรื่องนกกาเหว่า ใช้สอนกฎลูกเสือข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และ มีความสุข ในการช่วยเหลือผู้อื่น คือไม่ให้ทำตนเป็นคนแบบนกกาเหว่า ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ คอยเอาเปรียบรังแกเบียดเบียนผู้อื่น ทำตัวเป็นภาระสังคม อ้างแต่สิทธิและประโยชน์ของตนเอง ไม่คิดถึงสิทธิและประโยชน์ของผู้อื่น
นอกจากจะใจดีแล้ว ลูกเสือต้องมีไหวพริบ (ปัญญา) เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนขี้โกงที่คอยจะมาชุบมือเปิบจากน้ำพักน้ำแรงของเรา
การอ่านหนังสือคำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์นกกาเหว่า เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 ด้วยการเรียน เชื่อฟังคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ (ธัมมสวนมัย) เพื่อเพิ่มพูนไหวพริบ และปัญญาในการดำเนินชีวิต มิให้ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนดีต้องรู้ทันคนเอาแต่ได้ และคนขี้โกง แบบนกกาเหว่า” และ “ความสุขคือการให้ ไม่ใช่การมี”
เรียบเรียงจากหนังสือ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งแปลจาก Rovering to Success ของเบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล และ นายอาทร จันทวิมล
ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

ฉากที่ 3: ลูกนกกาเหว่าเกิด
ผู้บรรยาย:
“เมื่อไข่ฟักออกมา ลูกนกกาเหว่าก็ผลักลูกนกตัวจริงตกจากรัง เพื่อครอบครองอาหารเพียงผู้เดียว…”
ลูกนกกาเหว่า (ทำท่าดันไข่):“ออกไปซะ! ที่นี่เป็นของฉันคนเดียว!”
ฉากที่ 4: ลูกเสือปรากฏ
ลูกเสือ 1:“นี่คือพฤติกรรมของ มนุษย์นกกาเหว่า คนที่เอาแต่ได้ ไม่เคยช่วยเหลือใคร”
ลูกเสือ 2:“ลูกเสือที่แท้จริงต้องไม่เป็นภาระของสังคม แต่ต้องสร้างประโยชน์ด้ว
“นี่คือพฤติกรรมของ มนุษย์นกกาเหว่า คนที่เอาแต่ได้ ไม่เคยช่วยเหลือใคร”
ลูกเสือ 2:“ลูกเสือที่แท้จริงต้องไม่เป็นภาระของสังคม แต่ต้องสร้างประโยชน์ด้วยตนเอง”
ลูกเสือ 3:“ความสุขที่แท้จริงคือการให้ ไม่ใช่การมี!”
ฉากที่ 5: ข้อคิดรอบกองไฟ
ผู้บรรยาย:“ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ สอนว่า ลูกเสือต้องมีไหวพริบ รู้ทันคนเจ้าเล่ห์ และต้องลงมือทำ ไม่ใช่ดีแต่พูด…”
ลูกเสือทั้งหมด (พร้อมกัน):“ลูกเสือจะกระทำตนให้เป็นประโยชน์ และมีความสุขในการช่วยเหลือผู้อื่น!”
ปิดฉาก
ลูกเสือทั้งหมดทำท่าช่วยกันก่อไฟให้สว่างขึ้น แล้วร้องเพลงลูกเสือหรือกล่าวคำปฏิญาณสั้นๆ เพื่อย้ำว่า “ความสุขคือการให้ ไม่ใช่การมี”
บทนี้สามารถเล่นได้ง่ายรอบกองไฟ ใช้ท่าทางสัญลักษณ์แทนการแสดงจริง
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นามมานี้ หนูพุก ที่ขี้สงสัย อยู่กับพ่อหนูและแม่หนูในชนบทของประเทศไทยแลนด์ ดินแดนแห่งเทคโนโลยีทันสมัย ไม่ว่าประเทศอื่นจะมีอะไร เมืองไทยต้องตามไปมีกับเขาให้ได้ในเวลาใกล้เคียง ไม่ว่า รถไฟฟ้า รถใต้ดิน คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด เรือดำน้ำ แม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ เอไอ ก็มีเกือบครบทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็นเจมิไน แชตจีบีที โคไพลอต คลูด กล๊อกซ์ มีแม้กระทั่ง ดีพซีคของจีน
วันหนึ่ง หนูพุกเด็ก นั่งเหม่อมองท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ ท้องฟ้าสีคราม “พ่อของหนูพูกชื่ออะไรครับ ?” หูพุกถามแม่ด้วยแววตาบริสุทธิ์
แม่หนูพุกหัวเราะคิกคัก “อ้าว ไว้พ่อกลับมาจากนา เถามพ่อเองเลยนะ”
หนูพุกพยักหน้า แต่ความอยากรู้ทำให้ทนไม่ไหว พอเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือ ก็คิดได้ “อ๋อ! ถามเอไอ ในโทรศัพท์มือถือ สิ รู้ทุกอย่าง! เก่งกว่า
นโปเลียน ฉลาดกว่าขงจื๊อ”
หนูพุก เปิดโทรศัพท์มือถือ แล้วพิมพ์ถามเอไอ “พ่อของหนูพุกชื่ออะไร?”
เอไอ ค้นหาสักครู่แล้วตอบว่า
“พ่อของหนูพุกชื่อ ‘หนูนา’ แต่เขาตายไปนานแล้ว”
หนูพุก ตกใจสุดขีด ” ไม่จริง! เมื่อเช้าพ่อเพิ่งหิ้วจอบไปที่นา!”
เอไอเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังขุดค้นข้อมูลใหม่ แล้วก็ตอบกลับมาใหม่
“อ๋อ ขอโทษที งั้นชื่อ ‘หนูขาว’ หรือ’หนูตะเภา’… หรือ ‘หนูถีบจักร’ “
หนูพุกส่ายหน้า “ไม่ใช่! บ้านเราไม่มีใครชื่อนั้น!”
เจ้าเอไอไม่ลดละ ตอบอย่างมั่นใจ “งั้น… ‘มิกกี้เมาส์’! สิ ชื่อเท่ดี”
หนูพุกเริ่มปวดหัวกับข้อมูลที่ได้รับจากเอไอ รู้สึกสับสนและไม่แน่ใจ เลยตัดสินใจวิ่งปรู๊ดไปหาแม่
“แม่ครับ! เอไอบอกว่าพ่อตายแล้ว! แล้วก็บอกว่าพ่อชื่อมิกกี้เมาส์ด้วย!”
แม่หนูพุกอุทาน “ห๊า!” ก่อนจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ ปล่อยคิกคักออกมาเบา ๆ
“พ่อหนูชื่อ ‘หนูอ้วน’ ยังไงเล่า กำลังไถนาอยู่ท้ายนาไง” แม่ตอบพร้อมกับลูบหัวลูกน้อย
หนูพุกถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ.. นึกว่าพ่อตายวันนี้!”
แต่แล้วเขาก็ชักสีหน้าไม่พอใจ กลับไปที่โทรศัพท์มือถือทันที
“นี่เจ้าเอไอ! ทำไมนายถึงโกหก หนูพุกเกือบเชื่อผิด ๆ แล้วนะ!”
เจ้าเอไอขอโทษด้วยคำสุภาพ “ต้องขออภัยด้วยครับ เพราะบางครั้งโปรแกรมในตัวผมอาจ “หลงทาง” หรือ “ประสาทหลอน” ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า ฮัลลูซิเนชั่น Hallucination ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อหาข้อมูลที่แน่ชัดจากกระเป๋าหน่วยความจำไม่ได้ เอไอก็จะพยายามเอาข้อมูลที่ใกล้เคียงกันมาเชื่อมต่อกัน จนกลายเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่จริงขึ้นมา”
หูพุกฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นมา แต่ยังอดบ่นไม่ได้
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แบบนี้อันตรายมากเลยนะ! ถ้าหนูพุกเอาข้อมูลผิด ๆ ของเอไอไปบอกเพื่อนหรือเอาไปใช้ หนูพุกก็จะกลายเป็นคนโกหก! ผิดศีลข้อ 4 ที่ว่า ‘มุสาวาทา เวรมณี ‘ ห้ามพูดเท็จ แล้วก็ผิดกฎของลูกเสือข้อ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ อีกด้วย!”
แม่หนูพุกที่เดินตามมาฟังด้วย ยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วพูดแทรกขึ้น
“นั่นไงลูก แม่เห็นด้วยเลย ความน่าเชื่อถือของคนเราสำคัญที่สุด ถ้าลูกสูญเสียความน่าเชื่อถือไป เพราะการพูดโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ดี ก็เหมือนกับการทำลายตัวเองนะ”
หนูพุกพยักหน้าหงึกหงัก “หนูจำได้แล้วครับ! ต่อไปหนูจะฟังให้ดี คิดให้รอบคอบ แล้วค่อยเชื่อ!”
แม่หนูพุกยิ้มกว้าง แล้วพูดเสริมว่า
“จำไว้นะลูก เวลาฟังข้อมูลจากใครก็ตาม ทั้งจากคน จากข่าว หรือแม้แต่จากเครื่องมือเจ้าเก่งอย่างเจ้าเอไอ เราก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ อย่าเพิ่งเชื่อทันที ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้กว่าสองพันปีเรื่อง กาลามสูตร ว่า อย่าปลงใจเชื่อ ก่อนที่จะใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ
หูพุกหันไปมองเจ้าเอไอในโทรศัพท์มือถือ แล้วยิ้มแหย ๆ ” เอไอต้องไปเรียนวิชากาลามสูตรซะหน่อยนะ”
เอไอ ก้มหัวขอโทษ ยอมรับความผิดพลาด และบอกว่า
1.ต้องตรวจสอบก่อนเชื่อ ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากแหล่งไหนก็ตาม ต้องพิสูจน์ให้แน่ใจก่อนเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ
2.เทคโนโลยีมีข้อจำกัด: เอไอ หรือคอมพิวเตอร์อาจให้ข้อมูลผิดพลาดได้ หากข้อมูลที่มีไม่เพียงพอ แล้วเกิดการประสาทหลอน (Hallucination)
3.รักษาความน่าเชื่อถือ: การพูดความจริงและตรวจสอบให้ดีก่อนพูด คือการรักษาความน่าเชื่อถือของตนเอง ซึ่งสำคัญทั้งในทางศีลธรรมและกฎของลูกเสือ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เอไอยังหลงทางประสาทหลอนให้ข้อมูลผิดๆได้”
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ
เรื่อง: ตามหาชื่อพ่อ
แนวคิดหลัก: กฎของลูกเสือข้อ 10 ความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ
ตัวละคร
- หนูพุก (ลูกเสือเด็กน้อย ขี้สงสัย)
- แม่หนูพุก
- พ่อหนูพุก (หนูอ้วน)
- เอไอ (เสียงจากโทรศัพท์มือถือ)
- ผู้บรรยาย
ฉากที่ 1: ริมทุ่งนา
ผู้บรรยาย:
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ หนูพุก ขี้สงสัย อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในชนบทไทย ดินแดนแห่งเทคโนโลยีทันสมัย…
หนูพุก: แม่ครับ … พ่อของหนูพุกชื่ออะไรนะครับ?”
แม่หนูพุก: (หัวเราะ) “ไว้พ่อกลับจากนา ตอนเย็น แล้วค่อยถามพ่อเองนะลูก”
ฉากที่ 2: โทรศัพท์มือถือ
หนูพุก: (หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา) “อ๋อ! ถามเอไอดีกว่า เอไอรู้ทุกอย่าง ตอบได้ทุกคำถาม เก่งกว่าขงเบ้ง ฉลาดกว่าขงจื๊อ รู้มากกว่าโสเกรตีส และ ครูที่โรงเรียน ”
(หนูพุกกดแป้นในโทรศัพท์มือถือถามเอไอ) “พ่อของหนูพุกชื่ออะไร?”
เอไอ: (เสียงจากมือถือ) “พ่อของหนูพุกชื่อ… หนูนา แต่เขาตายไปนานแล้ว”
หนูพุก: (ตกใจ) “ไม่จริง! เมื่อเช้าพ่อเพิ่งไปไถนา!”
เอไอ:“อ๋อ ขอโทษที… งั้นชื่อหนูขาว หรือหนูตะเภา… หรือมิกกี้เมาส์!”
หนูพุก: (กุมหัว) “ พ่อฉันชื่ออะไรแน่? งง งง งง ”
ฉากที่ 3: ถามความจริงจากแม่
หนูพุก: (วิ่งไปหาแม่) “แม่ครับ! เอไอบอกว่าพ่อตายแล้ว ชื่อมิกกี้เมาส์!”
แม่หนูพุก: (หัวเราะคิกคัก) “ไม่ใช่หรอกลูก พ่อหนูชื่อ ‘หนูอ้วน’ กำลังไถนาอยู่ไง”
หนูพุก: (ถอนหายใจโล่งอก) “เฮ้อ… นึกว่าพ่อตายวันนี้”
ฉากที่ 4: บทเรียนจากความผิดพลาด
หนูพุก: (หันกลับไปที่โทรศัพทมือถือ) “เอไอ! ทำไมโกหก หนูพุกเกือบเชื่อผิด ๆนะ!”
เอไอ: (เสียงสุภาพ) “ต้องขออภัยครับ… บางครั้งผมอาจ ‘หลงทาง’ หรือเกิด ฮอลลูซิ้นชั่น ‘Hallucination’ เพราะไม่พบข้อมูลในกระเป๋าความจำ”
หนูพุก: “อันตรายมากเลยนะ! ถ้าหนูพุกเอาข้อมูลผิดไปบอกเพื่อน หนูพุกก็จะกลายเป็นคนโกหก! ผิดศีลข้อ 4 และผิดกฎลูกเสือข้อ 1 ด้วย!”
แม่หนูพุก: “ถูกต้องเลยลูก ความน่าเชื่อถือสำคัญที่สุด อย่าพูดอะไรโดยไม่ตรวจสอบให้ดี”
หนูพุก: (พยักหน้า) “หนูจำได้แล้วครับ ต่อไปจะคิดให้รอบคอบก่อนเชื่อ!”
ฉากที่ 5: สรุปบทเรียน
ผู้บรรยาย:
นิทานนี้สอนให้รู้ว่า…
- ต้องตรวจสอบก่อนเชื่อ ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากไหน
- เทคโนโลยีมีข้อจำกัด อาจผิดพลาดได้
- ความน่าเชื่อถือคือเกียรติของลูกเสือ
หนูพุก: (หันไปพูดกับมือถือ) “เอไอต้องไปเรียนกาลามสูตรซะหน่อยนะ!”
เอไอ: (เสียงอ่อนน้อม) “ครับ ผมจะจำไว้ ตรวจสอบก่อนเชื่อเสมอ…”
ผู้บรรยาย: “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เอไอยังหลงทางได้… แต่ลูกเสือจะไม่หลงทาง หากตรวจสอบความจริงและใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ หากว่าเป็นสิ่งดีสิ่งจริงก็ทำตาม หากไม่ดีไม่จริงก็ไม่ทำ”
บทละครนี้สามารถให้ลูกเสือเล่นรอบกองไฟ ใช้เสียงมือถือแทนเอไอ และเน้นการสอนเรื่อง การตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ และ การรักษาความน่าเชื่อถือ
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
ในการชุมนุมลูกเสือในประเทศไทย ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ ชลบุรี มีการประชุมหารือกันว่า ลูกเสือควรจะทำความดีอะไรจึงจะตรงตามกฎลูกเสือ10 ข้อ และ ตรงตามหลักพุทธศาสนา เรื่องบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ 1..ให้ทาน(ทานมัย) 2.ปฎิบัติตามกฎระเบียบวินับ(ศีลมัย) 3ทำใจให้มั่นคง (ภาวนามัย) 4 อ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ (อปจายนมัย) 5. ช่วยเหลือขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง (เวยยาวัจจมัย)6.แบ่งส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) 7. ยินดีในการทำดีของคนอื่น (ปัตตานุโมทนามัย) 8.แสวงหาความรู้ (ธัมมัสสวนมัย) 9.ให้ความรู้ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย) 10 . มีความเห็นในทางที่ถูกต้อง (ทิฏฐุชุกัมม์)
การระดมสมองสัมมนา ได้ผลสรุปว่า ลูกเสือไทยสามารถทำความดีได้ 108 วิธี ตามกฎ10 ข้อของลูกเสือ และ บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพระพุทธศาสนาดังนี้
กฎลูกเสือข้อที่ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ A scout’s honor is to be trusted.
- พูดแต่ความจริงเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (การรักษากฎระเบียบและคำสัตย์..ศีลมัย)
- รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับเพื่อนและครู (การรักษากฎระเบียบและคำสัตย์..ศีลมัย)
- คืนเงินทอนที่แม่ค้าทอนเกินมาทันที (การแบ่งปันและสละความโลภ..ทานมัย)
- หากเก็บของที่คนอื่นทำหายได้ พยายามส่งคืนเจ้าของ (การแบ่งปันและสละความโลภ..ทานมัย)
- ไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบเพื่อน (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- ไม่คดโกงขณะเล่นกีฬาหรือเล่นเกม (การรักษากฎระเบียบและคำสัตย์..ศีลมัย)
- กล้ารับผิดและขอโทษเมื่อทำพลาด (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- ไม่แอบอ้างผลงานคนอื่นเป็นของตัวเอง (การรักษากฎระเบียบคำสัตย์..ศีลมัย)
- ไม่แต่งเรื่องใส่ร้ายคนอื่น (การรักษากฎระเบียบและคำสัตย์..ศีลมัย)
- ไม่หยิ่งยะโสโอหังใช้วาจาดุดัน (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ไม่เอาของคนอื่นไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต (การรักษากฎระเบียบ..ศีลมัย)
กฎลูกเสือข้อที่ 2 ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ A scout is loyal
- เคารพธงชาติและร้องเพลงชาติ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- สวดมนต์ตามความเชื่อในศาสนาของตน และขอพรให้บ้านเมืองสงบสุข (การบอกส่วนบุญให้ผู้อื่น..ปัตติทานมัย)
- ไปร่วมงานบุญที่ศาสนสถาน (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ช่วยดูแลไม่ให้ใครมาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ร่วมกิจกรรมจิตอาสาในวันสำคัญ (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- เก็บขยะ ริมทะเล และแหล่งท่องเที่ยว (ขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ตั้งใจอ่านหนังสือ หาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย (การตั้งใจฟังและศึกษาความรู้..ธัมมัสสวนมัย)
- ประดับธงชาติไทยหน้าบ้านในวันสำคัญ (ขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- กราบไหว้ขอบคุณครู และผู้มีพระคุณ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ยามท่านเหนื่อยหรือป่วย (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ทำตามกฎจราจรและกฎหมายอย่างเคร่งครัด (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
กฎของลูกเสือข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น A scout’s duty is to be useful to help others
- ช่วยพา เด็ก คนสูงอายุหรือผู้พิการข้ามถนน (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- อาสาช่วยครูถือของหนักไปส่งที่ห้อง (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านโดยไม่ต้องให้สั่ง (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- เอาของที่ยังดีไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลน (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
- อาสาช่วยดูแลความปลอดภัยหน้าโรงเรียน (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- เห็นขยะที่พื้นก็เก็บไปทิ้งถังขยะ (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ช่วยติวหนังสือให้เพื่อนที่เรียนไม่เข้าใจ (การแนะนำสั่งสอนความรู้ที่ดี..ธรรมเทศนามัย)
- ช่วยทำแผลเบื้องต้นให้คนที่บาดเจ็บ (ขวนขวายทำสิ่งถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- สอนลูกเสือรุ่นเล็กให้ผูกเงื่อน(การแนะนำสั่งสอนความรู้ที่ดี..ธรรมเทศนามัย)
- ช่วยจัดสถานที่เวลาจัดกิจกรรม (ขวนขวายทำสิ่งถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- แบ่งเงินค่าขนมส่วนหนึ่งไปบริจาคการกุศล (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
กฎลูกเสือข้อ 4 ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก A scout is a friend to all and a brother to every other scout.
- ทักทายเพื่อนทุกวันด้วยรอยยิ้มและไมตรี (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- ให้อภัยและไม่ถือโกรธเมื่อเพื่อนขอโทษ (การแบ่งปันอภัยทาน..ทานมัย)
- ไม่ล้อเลียนปมด้อยหรือจุดอ่อนของเพื่อน (รักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ร่วมยินดีเมื่อเห็นเพื่อนได้รับคำชมเชย (การยินดีในความดีของผู้อื่น..ปัตตานุโมทนามัย)
- เขียนข้อความให้กำลังใจเพื่อนที่กำลังท้อ (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- ปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมไม่ว่ารวยหรือจน (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- ช่วยห้ามปรามและไกล่เกลี่ยเพื่อนที่ทะเลาะกัน (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- ชวนเพื่อนใหม่เข้ามาร่วมกิจกรรมในกลุ่ม (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- แบ่งปันอาหารหรือน้ำดื่มให้เพื่อนที่ไม่มี (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
- ช่วยเหลือลูกเสือจากต่างกองยามเดือดร้อน (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ยิ้มแย้มทักทายทุกคนด้วยความเต็มใจ (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
กฎของลูกเสือข้อ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย มีน้ำใจไมตรี A scout is courteous
- พูดคำว่า “ขอบคุณ” ให้เป็นนิสัยเมื่อได้รับของจากผู้อื่น (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- พูดคำว่า “ขอโทษ” ทันทีที่ทำผิดหรือรบกวน (อ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- งดเว้นการใช้คำหยาบคายหรือคำด่าสบถสาบาน (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ก้มตัวลงเล็กน้อยเมื่อเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นในที่สาธารณะ (รักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ให้เกียรติและช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ (รักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ลุกเสียสละที่นั่งให้ผู้ที่จำเป็นมากกว่า (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- เปิดประตูค้างไว้ให้คนเดินตามหลัง (ขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ไม่พูดแทรกขณะที่คนอื่นกำลังพูดอยู่ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ดูแลเครื่องแบบให้สะอาดเรียบร้อยเสมอ (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- สำรวมกิริยามารยาทเมื่ออยู่ในวัด (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
กฎลูกเสือข้อ 6 ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ A scout is a friend to animal.
- ไม่รังแกหรือแกล้งสัตว์ทุกชนิด (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- แบ่งอาหารและน้ำให้สัตว์จรจัดที่หิวโหย (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
- ช่วยสัตว์ที่ติดอยู่ในที่อันตรายให้ปลอดภัย (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ไม่ทำลายรังนกหรือที่อยู่สัตว์ตามธรรมชาติ (รักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้านให้อิ่มและสะอาด (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- ไม่ขังสัตว์ไว้ในที่ร้อนหรือที่แคบเกินไป (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ชวนเพื่อนๆ ให้ช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่า (การแนะนำสั่งสอนความรู้ที่ดี..ธรรมเทศนามัย)
- นำมดออกจากทางเดินไม่ให้คนเหยียบ (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- บริจาคเงินช่วยศูนย์ช่วยเหลือสัตว์พิการ (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
- ปล่อยปูปลาที่จะถูกฆ่าคืนสู่แม่น้ำ หรือทะเล ตามโอกาสที่เหมาะสม (การแบ่งปันข้าวของ..ทานมัย)
- มีเมตตาต่อสัตว์แปลกปลอมโดยไม่ฆ่าทิ้ง (การทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
กฎลูกเสือข้อ 7 ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ A scout obeys orders of his parents, Patrol Leader and Scoutmaster without question
- ทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามเวลา (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตั้งไว้ในห้องเรียน (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- เชื่อฟังและทำตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่ม (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงโต้เถียงเมื่อผู้ใหญ่สอน (การทำใจให้มั่นคงและอดทน..ภาวนามัย)
- เข้าแถวรวมพลให้ตรงต่อเวลาสม่ำเสมอ (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ข้ามถนนตรงทางม้าลายและเคารพไฟจราจร (รักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- กลับบ้านให้ตรงตามเวลาที่นัดกับพ่อแม่ (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ไม่หนีเรียนหรือโดดกิจกรรม (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- น้อมรับคำติชมมาปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- จัดเก็บของเข้าที่หลังการใช้ในที่สาธารณะ (การอ่อนน้อมถ่อมตน..อปจายนมัย)
- ตั้งใจทำหน้าที่เวรทำความสะอาด (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
กฎลูกเสือข้อ 8 ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากA scout smiles and whistles under all difficulties.
- ยิ้มแย้มแจ่มใสแม้จะเหนื่อยจากการฝึกหนัก (การทำใจให้มั่นคงและร่าเริง..ภาวนามัย)
- ไม่บ่นหรือแสดงอาการท้อแท้ต่ออุปสรรค (การทำใจให้มั่นคงและอดทน..ภาวนามัย)
- ) ร้องเพลงสร้างความสุขให้เพื่อน (การบอกส่วนบุญให้ผู้อื่น..ปัตติทานมัย)
- เข้าไปปลอบใจเมื่อเห็นเพื่อนกำลังเศร้า (ทำใจให้มั่นคงและเมตตา..ภาวนามัย)
- อดทนต่อสภาพอากาศที่ลำบากในการฝึก (การทำใจให้มั่นคงและอดทน..ภาวนามัย)
- พยายามมองหาข้อดีในเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- ปรบมือยินดีกับเพื่อนที่ทำผลงานได้ดีกว่า (การยินดีในความดีของผู้อื่น..ปัตตานุโมทนามัย)
- ไม่ทิ้งงานที่ยากแต่กลับไปพยายามลองใหม่ (การทำใจให้มั่นคงและเพียร..ภาวนามัย)
- สร้างรอยยิ้มในกลุ่มเพื่อลดความตึงเครียด (การยินดีในความดีของผู้อื่น..ปัตตานุโมทนามัย)
- ตั้งสติให้มั่นคง ก่อนเริ่มทำงานสำคัญ (การทำใจให้มั่นคงและสงบ..ภาวนามัย)
- หัวเราะยิ้มให้ความผิดพลาดของตัวเองแล้วแก้ไขใหม่ (การทำใจให้มั่นคงและร่าเริง..ภาวนามัย)
กฎลูกเสือข้อ 9 ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์A scout is thrifty.
- หยอดเงินที่เหลือจากค่าขนมใส่กระปุกทุกวัน (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- เดินตรวจเพื่อปิดไฟ และน้ำที่ไม่มีคนใช้งาน (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ตักอาหารแต่พอดีและรับประทานให้หมดจาน (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ใช้เครื่องเขียนและสมุดให้คุ้มค่าจนหมด (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- ช่วยพ่อแม่ซ่อมแซมของใช้ที่ชำรุดเล็กน้อย (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- พกถุงผ้าไปซื้อของเพื่อลดขยะพลาสติก (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- หักห้ามใจไม่ซื้อของที่เกินจำเป็น (การทำใจให้มั่นคงและพอดี..ภาวนามัย)
- พกน้ำใส่กระติกไปโรงเรียนเองแทนการซื้อน้ำขวด (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนสม่ำเสมอ (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- รวบรวมขยะรีไซเคิล เช่นขวดน้ำพลาสติก ไปขายเพื่อสร้างรายได้ (การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกต้อง..เวยยาวัจจมัย)
- ใช้กระดาษให้ครบทั้งสองหน้าก่อนทิ้ง (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
กฎลูกเสือข้อ 10 ลูกเสือประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ A scout is clean in thought, word and deed.
- ไม่พูดโกหก หลอกลวง หรือสร้างเรื่องเท็จ (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ไม่แอบอิจฉาหรือคิดร้ายกับคนรอบข้าง (การทำใจให้สะอาดและมั่นคง..ภาวนามัย)
- ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือยาเสพติด(การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- ชวนเพื่อนร่วมกิจกรรมทำบุญในวันหยุด (การแนะนำสั่งสอนความรู้ที่ดี..ธรรมเทศนามัย)
- แชร์ข้อมูลที่เป็นความจริงและมีประโยชน์ (การแนะนำสั่งสอนความรู้ที่ดี..ธรรมเทสนามัย)
- ไม่นินทาลับหลังหรือยุให้คนแตกแยกกัน (การรักษากฎระเบียบและศีล..ศีลมัย)
- หมั่นทบทวนความผิดพลาดของตนทุกวัน (การทำใจให้มั่นคงและรู้ตน..ภาวนามัย)
- ตั้งใจทำความดีแม้ไม่มีใครมองเห็น (การปรับความคิดให้ถูกต้อง..ทิฏฐุชุกัมม์)
- แผ่เมตตาและอธิษฐานให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอน (การอุทิศส่วนบุญให้ผู้อื่น..ปัตติทานมัย)

บทละครรอบกองไฟ: นิทานแห่งความดี 108 ประการ
ตัวละคร:
- พี่หมู่ (ผู้นำ): สมาร์ท มั่นใจ
- ลูกเสือ “ช่างสงสัย”: ชอบถาม ขี้เล่น
- ลูกเสือ “ช่างจด”: ถือสมุดเล่มใหญ่ คอยนับจำนวนความดี
- กลุ่มลูกเสือ A B C : (3-4 คน) แสดงท่าทางประกอบ
ฉากที่ 1: ณ ค่ายวชิราวุธ ชลบุรี
(ลูกเสือนั่งล้อมวงจำลองบรรยากาศหน้ากองไฟ พี่หมู่ยืนตรงกลาง)
พี่หมู่: พี่น้องลูกเสือทั้งหลาย! รู้ไหมว่าที่ค่ายวชิราวุธแห่งนี้ เราไม่ได้มาเพื่อฝึกระเบียบแถวอย่างเดียว แต่เรามาเพื่อ “ระดมสมอง” ค้นหาสุดยอดเคล็ดลับการเป็นลูกเสือที่แท้จริง!
ลูกเสือช่างสงสัย: เคล็ดลับอะไรครับพี่หมู่? ต้องกระโดดสูงเท่าตึก หรือวิ่งเร็วกว่ารถไฟหรือเปล่า?
พี่หมู่: ไม่ใช่! แต่มันคือ “108 วิธีทำความดี” ที่ตรงกับกฎลูกเสือ 10 ข้อ และบุญกิริยาวัตถุ 10 ของพุทธศาสนาต่างหาก!
ลูกเสือช่างจด: (ชูสมุดขึ้น) โห! 108 อย่างเลยเหรอครับพี่? ผมจดไหวไหมเนี่ย!
ฉากที่ 2: ปฏิบัติการความดี (ช่วงแสดงท่าทางประกอบ)
(พี่หมู่ประกาศหัวข้อ แล้วให้ลูกเสือสมทบออกมาแสดงท่าทางสั้นๆ แบบสลับฉากอย่างรวดเร็ว)
พี่หมู่: ข้อ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ ! (ศีลมัย) (ลูกเสือ A เดินเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ แล้วรีบส่งคืนเจ้าของทันที……ครูเป่านกหวีด ปรี๊ด รับทราบการทำความดี)
ลูกเสือช่างจด: (ขีดเขียน) เก็บของได้คืนเจ้าของ… หนึ่งความดี! คืนเงินทอนเกิน… สองความดี!
พี่หมู่: ข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น! (เวยยาวัจจมัย) (ลูกเสือ B ทำท่าแบกของหนัก ลูกเสือ C รีบเข้าไปช่วยถือทันที ครูเป่านกหวีด ปรี๊ด รับทราบการทำความดี )
ลูกเสือช่างสงสัย: (หันไปหาผู้ชม) อาสาช่วยครูถือของ หรือช่วยจูงผู้สูงอายุข้ามถนน ก็ได้แต้มบุญเพียบเลยนะเพื่อนๆ!
พี่หมู่: ข้อ 6 ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์! (ปัตติทานมัย/ภาวนามัย)
(ลูกเสือช่างสงสัย เขี่ยมดให้พ้นทางเดิน ไม่ให้มดถูกเหยียบ และทำท่าแบ่งข้าวให้หมาจรจัด ครูเป่านกหวีด ปรี๊ด รับทราบการทำความดี ))
ลูกเสือช่างจด: ว้าว! ช่วยสัตว์ตัวเล็กๆ ก็นับเป็น 108 วิธีทำความดีด้วยเหรอครับพี่? พี่หมู่: แน่นอน! กาย วาจา ใจ ต้องสะอาด!
ฉากที่ 3: จุดสุดยอด (กฎข้อที่ 10)
พี่หมู่: และที่สำคัญที่สุด… กฎข้อที่ 10 ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ!
(ลูกเสือทุกคนนั่งล้อมวงเข้าสมาธิเงียบๆ 3 วินาที)
ลูกเสือช่างสงสัย: ทำความดีตอนไม่มีใครเห็นนี่ก็นับไหมครับ?
พี่หมู่: นับสิ! นั่นคือ “ทิฏฐุชุกัมม์” หรือการปรับความคิดให้ถูกต้อง การตั้งใจทำดีแม้ไม่มีใครมองเห็น (Item 107) และการแผ่เมตตาก่อนนอน (Item 108) คือบทสรุปของความดีทั้งหมด!
ฉากจบ: รวมพลัง
ลูกเสือช่างจด: (ปิดสมุดดัง ปัง!) ครบแล้วครับพี่! 108 วิธีทำความดี จากค่ายวชิราวุธสู่หัวใจลูกเสือไทยทุกคน!
พี่หมู่: (หันมาทางผู้ชม) เพื่อนพี่น้องลูกเสือครับ… ความดี 108 วิธีนี้ เริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวเรา ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ไม่ต้องรอให้ใครเห็น เพราะลูกเสือคือ “ผู้มีเกียรติ” และ “มีน้ำใจ” ตลอดเวลา!
ทุกคนพร้อมกัน: “ลูกเสือไทย ทำดี 108 วิธี ทำได้จริง ทำได้เลย เฮ้!”
(ลูกเสือทุกคนร้องเพลง “วชิราวุธพระมงกุฎเกล้า เจ้าประชา ก่อกำเนิดลูกเสือมา ช้าเลื่อมใส………” ทำความเคารพแบบลูกเสือ แล้วเดินแถวออกจากเวทีอย่างร่าเริง)
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับน้องๆ:
- ระหว่างการแสดง สามารถสอดแทรกมุกตลกสั้นๆ เช่น ลูกเสือช่างสงสัยพยายามจะช่วยมดข้ามถนนแต่ดันไปขวางทางเพื่อนคนอื่น (เพื่อให้เห็นภาพว่าความดีต้องทำด้วยปัญญา)
- การแสดงท่าทางประกอบ จะช่วยให้ละครดูสนุกและไม่น่าเบื่อ
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
กลโกง!! มิจฉาชีพหลอกรับสมัครงานตอบแชทแอดมิน ไปเป็นแก็ง Call Center
ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบการประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook) โดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักศึกษาและผู้ที่กำลังว่างงาน มิจฉาชีพจะใช้ข้อเสนอที่เกินจริง เช่น รายได้สูง สวัสดิการครบถ้วน และลักษณะงานที่ง่าย เพื่อดึงดูดเหยื่อให้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดน
ประเด็นที่พบคือ การบังคับใช้แรงงานในธุรกิจผิดกฎหมาย (แก๊ง Call Center) การยึดหนังสือเดินทาง และการกักขังหน่วงเหนี่ยว ข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เน้นย้ำว่างานที่มีลักษณะ “รายได้สูงแต่ทักษะต่ำ” และต้องเดินทางไปอบรมในพื้นที่ติดชายแดน คือสัญญาณอันตรายของมิจฉาชีพ 100% ประชาชนควรเฝ้าระวังและแจ้งเหตุผ่านสายด่วน AOC 1441 ทันทีเมื่อพบเบาะแส
รูปแบบการหลอกลวงและกลอุบาย
มิจฉาชีพมีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจเหยื่อ มิจฉาชีพจะระบุเงื่อนไขการทำงานที่ดึงดูดใจเป็นพิเศษเพื่อให้เหยื่อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น ตำแหน่งงานแอดมินดูแลเพจ (Admin Page) ,เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่า 30,000 บาทขึ้นไป ,มีสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี ,ทำงานง่ายไม่ซับซ้อน ,งานคีย์ข้อมูล หรือการตอบแชทลูกค้า ,สามารถเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เป็นต้น
ในปัจจุบัน งานแอดมินเพจ คีย์ข้อมูล หรือตอบแชทสำหรับพนักงานใหม่ มีฐานเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 – 18,000 บาทเท่านั้น แต่กลโกงนี้มักจะใช้วิธีบอกตัวเลขที่สูงเพื่อล่อใจคนที่กำลังร้อนเงินหรือต้องการงานง่าย ๆ หากเจอข้อเสนอที่ให้มากกว่าถึง 2 เท่า โดยไม่ต้องใช้ทักษะพิเศษใด ๆ ให้สันนิษฐานไว้เลยว่านี่คือมิจฉาชีพ 100% เพราะไม่มีธุรกิจสีขาวที่ไหนสามารถแบกรับต้นทุนค่าจ้างที่สูงเกินจริงขนาดนี้ได้สำหรับงานพื้นฐาน
กลลวงเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่อันตราย
จุดสำคัญของกลโกงนี้คือ “เงื่อนไขการฝึกอบรม” โดยมิจฉาชีพจะหลอกให้เดินทางไปพื้นที่อันตรายด้วยเงื่อนไข
- ผู้สมัครต้องเดินทางไปรับการอบรมก่อนเป็นเวลา 1-2 วัน
- เมื่อผ่านการอบรมแล้ว จึงจะอนุญาตให้นำเครื่องมือและอุปกรณ์กลับมาทำงานที่บ้านได้
- สถานที่อบรมอยู่ในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน ซึ่งเป็นจุดที่ยากต่อการเข้าช่วยเหลือ
ปลายทางของกับดักจาก “แอดมิน” สู่ “เหยื่อค้ามนุษย์”
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและเดินทางไปยังสถานที่ที่นัดหมายอบรมที่อยู่ชายแดน ฝันร้ายที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นทันที ที่ไม่ใช่แค่การหลอกลวงทางการเงิน แต่จะเผชิญกับภัยคุกคามต่อชีวิตและเสรีภาพอย่างรุนแรง
- การละเมิดสิทธิ : ถูกยึดหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารยืนยันตัวตน เพื่อไม่ให้หลบหนีหรือเดินทางกลับได้
- การบังคับใช้แรงงาน : ถูกบังคับให้เข้าร่วมขบวนการมิจฉาชีพ หรือ “แก๊ง Call Center”
- อันตรายต่อชีวิต : ถูกลักพาตัว ทำร้ายร่างกาย และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว
วิธีป้องกันและช่องทางการแจ้งเหตุ
สติคืออาวุธที่ดีที่สุด “อย่าหลงเชื่อคำหวานล้อม” ที่มาพร้อมกับตัวเลขเงินเดือนสูงลิ่ว หากพบเห็นโพสต์รับสมัครงานในลักษณะนี้ หรือมีคนใกล้ชิดกำลังถูกชักชวนให้เดินทางไปอบรมงานในจังหวัดชายแดนเพื่อแลกกับงาน Work from Home ให้ดำเนินการ ดังนี้
- หยุดการติดต่อทันที ห้ามส่งเอกสารส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ตให้เด็ดขาด
- ตรวจสอบข้อมูล ค้นหาประวัติบริษัทหรือตรวจสอบผ่านหน่วยงานที่เชื่อถือได้
- แจ้งเหตุทันที หากพบเบาะแสหรือตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ติดต่อสายด่วนโดยตรงที่สายด่วน AOC 1441
ข้อมูลอ้างอิงจาก : ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
กระทรวงศึกษาธิการ – 25 มีนาคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายนิติ นาชิต รองเลขาธิการ สกศ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการ คส. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ มีการพิจารณาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้
เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ
1. ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 11 แห่ง รวม 37 หลักสูตร
– ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) 30 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จังหวัดสกลนคร, มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก, มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร
– ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา – มหาวิทยาลัยรามคำแหงกรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา และวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น จังหวัดตาก
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์จังหวัดนนทบุรี
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จังหวัดสกลนคร
2. ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้วโดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษา 4 แห่ง รวม 15 หลักสูตร
– ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) 14 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จังหวัดเลย และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ksp.or.th หัวข้อ ตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่คุรุสภารับรอง
เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู
ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 3/2569 จำนวน 3,245 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 3,228 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,619 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 558 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 51 คน รวมทั้ง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 17 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบให้การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศของผู้ยื่นคำขอรับรองคุณวุฒิฯ ตามประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2566 จำนวน 1,398 ราย ได้แก่ คุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า จำนวน 1,262 ราย และคุณวุฒิปริญญาอื่นและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากต่างประเทศจำนวน 136 ราย และไม่รับรองคุณวุฒิ จำนวน 46 รายได้แก่ คุณวุฒิที่มีการจัดการเรียนการสอนต่ำกว่า 30 หน่วยกิต จำนวน 26 ราย และคุณวุฒิปริญญาอื่น จำนวน 20 ราย และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคุรุสภา
เรื่อง การเทียบโอน และการฝึกอบรม เพื่อรับรองความรู้วิชาชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. ที่มีรายละเอียดให้สถาบันคุรุพัฒนาเป็นหน่วยฝึกอบรมของคุรุสภาและรายละเอียดอื่นที่เห็นสมควรให้มีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสอดคล้องและความชัดเจนในกาiปฏิบัติตามประกาศและมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบรับรองผลการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู
สำหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว และรับรองความรู้ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ครั้ง 1/2569 ที่สะสมผลการอบรมครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 264 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา แทนนายเอกวัฒน์ ล้อสุขนิรันดร์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งกรรมการมาตรฐานวิชาชีพก่อนครบวาระ เนื่องจากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา และเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะคณะอนุกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยมี นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธานอนุกรรมการ และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบการปรับแนวทางการดำเนินเกี่ยวกับแผนพัฒนางานการทดสอบวิชาครูอย่างยั่งยืน
โดยให้ปรับแนวทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จากระบบ PBA เป็นระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและปรับแนวทางการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู โดยการกำหนดตัวชี้วัดเพิ่มเติมในการพิจารณาคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เช่น การเทียบเคียงประสบการณ์หรือสมรรถนะที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับคะแนนการทดสอบ และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ที่ประชุมฯ ยังรับทราบเรื่องสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
– รับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วย 1) รับรองคุณวุฒิการศึกษา Doctor of Education จาก Eastern Michigan University เพื่อใช้ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 2) รับรองความรู้ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 30 ราย และ 3) รับรองความรู้ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู สำหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว กรณีชาวต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และได้รับการเทียบคุณวุฒิการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 3 ราย และชาวต่างชาติและชาวไทยที่สำเร็จการศึกษาในประเทศไทย จำนวน 2 ราย
– รับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่บรรจุและแต่งตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องพัฒนาตนเพื่อให้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่คุรุสภากำหนด นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2567
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1EUcvU4133/
24 มีนาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ ระดับส่วนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมโกวิท วรพิพัฒน์ ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ
การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาจัดสรรโควตาและคัดเลือกบุคลากรที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานโดยมีประเด็นสำคัญจากการประชุม ดังนี้
- การจัดสรรโควตาระดับส่วนกลาง สำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดสรรโควตาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่หน่วยงานส่วนกลางในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งสิ้น 201 อัตรา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 ที่ได้รับ 88 อัตรา โดยเพิ่มขึ้นถึง 113 อัตรา
- การกระจายโควตาหน่วยงานส่วนกลาง โควตาทั้ง 201 อัตรา แบ่งเป็นประเภทเกื้อกูล 50 อัตรา และประเภทโดยตรง 151 อัตรา (รวมถึงบุคคลที่ได้รับโล่/ประกาศเกียรติคุณ 3 อัตรา) โดยกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศอ.ปส.ศธ. และ กทม. (86 อัตรา), สพฐ. (30 อัตรา), สอศ. (26 อัตรา), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (26 อัตรา), สป.ศธ. (16 อัตรา) และ สช. (14 อัตรา)
- โควตาระดับภูมิภาค ในส่วนภูมิภาคได้รับจัดสรรโควตาจำนวน 386 อัตรา โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรโควตาให้แก่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) เพื่อบูรณาการการคัดเลือกบุคลากรในพื้นที่ที่มีผลงานดีเด่น โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับจัดสรรตั้งแต่ 3 ถึง 12 อัตรา
- หลักเกณฑ์การพิจารณา ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ เช่น มีชื่อในระบบทะเบียนกำลังพลปี 2568 ไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ (ยาเสพติด) ติดต่อกันมาแล้ว 2 ปี และไม่ถูกลงโทษทางวินัยหรือทางอาญา
- กำหนดการดำเนินงานคณะอนุกรรมการฯ กำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับจัดสรรโควตา ดำเนินการคัดเลือกและบันทึกข้อมูลผู้ได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบทะเบียนกำลังพลให้แล้วเสร็จภายในวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังมีผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมและดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 3 ราย ซึ่งจะได้รับบำเหน็จความชอบในโควตาพิเศษนี้ด้วย
🌱 10 วิธีทำความดีง่ายๆ ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ
“ความดีทำได้ทันที ทำได้ทุกวัน เริ่มต้นที่ตัวเรา ลงมือทำด้วยตนเอง”
1. ทานมัย : มอบให้ แบ่งปัน บริจาค
1.1 มอบน้ำใจไมตรี: ทักทายด้วยรอยยิ้ม
1.2แบ่งปันสิ่งของ: บริจาคเงิน อาหาร เสื้อผ้า หรือของใช้ให้ผู้ขาดแคลน
1.3ให้โอกาสชีวิต: บริจาคโลหิต หรือแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ/หัวใจให้กาชาด
1.4 ส่งต่ออนาคต: ปลูกต้นไม้ โปรยเมล็ดพันธุ์ ดอกไม้/ต้นไม้ ในที่รกร้าง กองขยะ
2. ศีลมัย : รักษาศีล มีวินัย รับผิดชอบ
2.1 ปฏิบัติตาม ศีล 5
2.2มีวินัยส่วนตัว: ตรงต่อเวลา พับผ้าห่ม เก็บที่นอน จัดของให้เป็นระเบียบ
2.3เคารพกติกา: ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ประเพณี เข้าแถวตามลำดับ ไม่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ
2.4รับผิดชอบสังคม: แยกขยะ พกถุงผ้า ลดการใช้พลาสติก ประหยัดน้ำ-ไฟ
2.5 ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่: ไม่ทุจริต ไม่เบียดบังเวลางาน รับผิดชอบในหน้าที่ของตน
3. ภาวนามัย : ฝึกจิต ฝึกคิด ฝึกสติ
3.1 ตั้งใจจดจ่อ มานะพยายาม
3.2ฝึกนิ่ง: นั่งสมาธิ สวดมนต์ อยู่กับตัวเองเงียบๆ วันละ 5-10 นาที
3.3 ฝึกคิด: เปิดใจรับฟังความเห็นต่าง เรียนรู้สิ่งใหม่
3.4 ฝึกสติ: ไม่เล่นมือถือขณะขับรถ ข้ามถนน หรือขณะกินอาหาร
4. อปจายนมัย : อ่อนน้อม ถ่อมตน กตัญญู
4.1 มีสัมมาคารวะ: ไหว้พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้ใหญ่ ด้วยความเต็มใจ
4.2 ปิยวาจา: พูดจาไพเราะ มี “ขอบคุณ” “ขอโทษ” ติดปาก
4.3เอื้อเฟื้อ: ลุกให้เด็ก คนชรา หรือหญิงมีครรภ์บนรถสาธารณะ
4.4 มีระเบียบ: วางรองเท้าให้เรียบร้อย ก่อนเข้าบ้านหรือเข้าห้องน้ำ
5. เวยยาวัจจมัย : ขวยขวายช่วยเหลือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
5.1 อาสาในบ้าน: ช่วยงานบ้านโดยไม่ต้องให้บอก แบ่งเบาภาระครอบครัว
5.2 อาสาสาธารณะ: เก็บขยะ เช็ดราวบันไดสะพานลอยหรืออ่างล้างมือสาธารณะ
5.3 หูไวตาไว: แจ้งเหตุไฟถนนเสีย หลุมกลางถนน หรือสิ่งผิดปกติในชุมชน
5.4ถนอมของส่วนรวม: ใช้ของสาธารณะอย่างทะนุถนอม เหมือนของตน
6. ปัตติทานมัย : แผ่ส่วนบุญ ส่งต่อความดี
ทำดีส่งต่อกันเป็นทอดๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (Pay It Forward)
6.1 ช่วยคนโดยให้ตอบแทนโดยการไปช่วยคนอื่นต่อไป
6.2อุทิศกุศล: ระลึกถึงบุญคุณ และแผ่ส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณ
6.3 เป็นแบบอย่าง: ทำดีให้เห็น เป็นแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง
7. ปัตตานุโมทนามัย : ชื่นชม ยินดี กับความดีของคนอื่น
7.1ยินดีด้วยใจจริง: ชื่นชมเมื่อเห็นผู้อื่นทำดีหรือประสบความสำเร็จ
7.2ส่งต่อพลังบวก: กดไลก์ แชร์เรื่องราวดีๆ ที่เป็นประโยชน์
7.3 เปลี่ยนความอิจฉา เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตน
8. ธัมมัสสวนมัย : ฟังธรรม รับรู้ เรียนรู้
8.1ตั้งใจฟัง: ฟังปัญหาของคนอื่น ด้วยความเห็นอกเห็นใจ
8.2ถอดบทเรียน: ขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ หรือผู้มีประสบการณ์
8.3เสพสื่อสร้างสรรค์: อ่านหนังสือ ดูคลิป ที่ช่วยพัฒนาจิตใจ
9. ธัมมเทสนามัย : ให้ความรู้ ชี้ทาง เป็นธรรมทาน
9.1 วิทยาทาน: สอนการบ้านน้อง แนะนำเทคนิคงานให้เพื่อน
9.2ให้แนวทาง: บอกต่อวิธีออมเงิน วิธีดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์
9.3 สร้างสรรค์สื่อ: เขียนบทความ ทำคลิป เผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง
10. ทิฏฐุชุกัมม์ : เห็นถูก คิดชอบ ตามทำนองคลองธรรม
10.1 รู้จักให้อภัย ไม่ผูกโกรธ ไม่จองเวร
10.2 รู้คุณคน: กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และแผ่นดินเกิด
10.3 คิดเป็นเหตุเป็นผล: มองโลกตามจริง สนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง มากกว่าสิ่งที่ถูกใจ
—
กระทรวงศึกษาธิการ – 24 มีนาคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. เปืดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยปรับปรุงจากหลักเกณฑ์เดิม (ว 16/2557) ที่ถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานานและเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์การจัดการศึกษาในปัจจุบัน
เพื่อให้การคัดเลือกนี้สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละส่วนราชการ รวมทั้งได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสถานศึกษา และสามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวม โดยการปรับปรุงดังกล่าวนั้นครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์สำหรับคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17/2557) ด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยปรับปรุงระยะเวลาในการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี ปรับเกณฑ์การตัดสิน ให้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่าน ภาค ก จำนวน ไม่เกิน 4 เท่าของจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร และหลักสูตรการคัดเลือกโดยการประเมิน ภาค ก ให้นำการประเมินผลงานมารวมไว้ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการคัดเลือกบุคคลผู้มีประสบการณ์ในการบริหารการศึกษามากขึ้น และเพื่อให้สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวด้วยว่า การกำหนดระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไว้ไม่เกิน 2 ปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ จะช่วยลดปัญหาตำแหน่งว่าง และทำให้การบริหารกำลังคนเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยได้ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกให้สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานจริงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ทุกตำแหน่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาในภาพรวม การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหารอัตรากำลัง ให้สอดรับกับความต้องการของภาคการศึกษาในอนาคต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ก.ค.ศ. / ข้อมูล
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18GvKPNPCM/
เมื่อไม่นานมานี้ ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี มี เด็กลูกเสือ กลุ่มหนึ่งที่มาเข้าค่าย ได้รับมอบภารกิจให้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน พวกเขาเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใกล้ค่ายลูกเสือ พบว่ามีบางพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยกองขยะ และวัชพืช
“พวกเราลูกเสือต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!” หัวหน้าหมู่ลูกเสือกล่าว แล้วใช้ทักษะวิชาชาวค่ายสร้าง “ระเบิดต้นไม้” ขึ้นมา โดยใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่น

ลูกเสือทุกคนช่วยกันขอเมล็ดพันธุ์มาจากแม่ในครัว จากพ่อในสวน เก็บของฟรีจากข้างทาง หรือใช้เงินซื้อจากร้านค้า
- สายดอกไม้ปลูกง่ายตายยาก : บานเย็น บานไม่รู้โรย, ดาวกระจาย, เทียน, อัญชัน ,ชวนชม, บานชื่น
- สายผักสวนครัวริมรั้ว: กะเพรา, โหระพา, แมงลัก,พริกขี้หนู . พริกชี้ฟ้า , มะเขือเปราะ ,มะเขือยาว, ผักบุ้ง
- สายเถาเลื้อยจอมพลัง: ตำลึง, ถั่วพู, ฟักเขียว, ฟักทอง, มะระขี้นก. แตงกวา, แตงร้าน, แตงโม
- สายไม้ยืนต้นกินได้: แคบ้าน, ขนุน, มะละกอ, พุทรา, มะกรูด มะนาว,มะม่วง ชะอม , กระถิน, มะรุม, สะเดา
เหล่าลูกเสือใช้ดินถุงแห้งผสมขี้ไก่ ขี้วัว แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ ต่อจากนั้นใช้ “ใบตองกล้วย” มาห่อดินแบบที่แม่ทำขนม และใช้ “เชือกกล้วย” มัดปมด้วย เงื่อนพิรอด อย่างแน่นหนาสวยงาม

เมื่อถึงวันเดินทางไกล เหล่าเด็กลูกเสือไม่ได้เดินผ่านพื้นที่รกร้างไปเปล่าๆ แต่พวกเขาโยน “ระเบิดเมล็ดต้นไม้ห่อใบตอง” เข้าไปในกองขยะและที่ดินว่างเปล่า พร้อมกับร้องเพลงลูกเสือ“อย่าเกียจคร้าน” และ “ความซื่อสัตย์”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เมื่อฝนเริ่มตก เมล็ดต้นไม้ ดอกไม้ก็เริ่มงอก เติบโต ห่อใบตองย่อยสลายกลายเป็นดิน พื้นดินที่เคยมีแต่ขยะ กลับกลายเป็นสวนดอกไม้ ต้นไม้ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
ต้น มะละกอ และ แคบ้าน เติบโตขึ้น เถา ตำลึง และ แตงกวา เลื้อยพันกันเป็นรั้วธรรมชาติที่กินได้ กลิ่นหอมของ กะเพรา และ มะกรูด ดับกลิ่นเหม็นของขยะเดิมไปจนสิ้น ดอกดาวกระจาย เทียน บานไม่รู้โรย และ บานเย็น ออกดอกสีสวยสด ชาวบ้านต่างพากันมาชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของเด็กลูกเสือที่รู้จักใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ
ตั้งแต่นั้นมา พื้นที่รกร้างของหมู่บ้านก็กลายเป็น “สวนลูกเสือ” ที่ใครๆ ก็มาเก็บผักผลไม้ไปกินได้ฟรี เหล่าลูกเสือได้เรียนรู้ว่า “การทำความดี ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่ง และความคิดริเริ่มสามารถเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นสวนต้นไม้ได้”
การกระทำความดีของลูกเสือกลุ่มนี้ ตรงกับความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศผลงานที่ตนทำไว้ให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย)
เรียบเรียงจากวิธีการ Seed Bomb ของสหรัฐอเมริกา แต่ปรับเปลี่ยนใช้ใบตองและเชือกกล้วย
อาทร จันทวิมล
บทละครสั้น ลูกเสือแสดงรอบกองไฟ เรื่อง “ระเบิดต้นไม้”
ตัวละคร
- หัวหน้าหมู่ลูกเสือ
- ลูกเสือ 4–6 คน (แบ่งเป็นสายดอกไม้, สายผักสวนครัว, สายเถาเลื้อย, สายไม้ยืนต้น)
- ชาวบ้าน 2–3 คน
- ผู้บรรยาย
ฉากที่ 1 : พื้นที่รกร้าง
ผู้บรรยาย : “ครั้งหนึ่งที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ลูกเสือกลุ่มหนึ่งได้รับภารกิจบำเพ็ญประโยชน์ พวกเขาเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน และพบพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยกองขยะและวัชพืช”
หัวหน้าหมู่ลูกเสือ : “พวกเราลูกเสือต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว! เราจะเปลี่ยนกองขยะนี้ให้กลายเป็นสวนต้นไม้!”
ฉากที่ 2 : การทำระเบิดต้นไม้ : ลูกเสือแต่ละสายออกมาเล่าและแสดงสิ่งที่ตนเตรียมมา
- ลูกเสือสายดอกไม้ : “เรานำเมล็ดบานเย็น ดาวกระจาย และบานไม่รู้โรยมา!”
- ลูกเสือสายผักสวนครัว : “เรามีเมล็ดกะเพรา โหระพา และพริกขี้หนู!”
- ลูกเสือสายเถาเลื้อย : “เรานำตำลึง ฟักทอง และแตงกวามา!”
- ลูกเสือสายไม้ยืนต้น : “เรามีมะละกอ แคบ้าน และมะม่วง!”
ลูกเสือทุกคนช่วยกันผสมดินกับขี้วัว ขี้ไก่ โรยเมล็ดพันธุ์ แล้วห่อด้วยใบตอง มัดด้วยเชือกกล้วย ใช้เงื่อนพิรอดอย่างแน่นหนา
ฉากที่ 3 : การเดินทางไกล : ลูกเสือเดินแถวผ่านพื้นที่รกร้าง ร้องเพลงลูกเสือ “อย่าเกียจคร้าน” และ “ความซื่อสัตย์” พร้อมโยน “ระเบิดเมล็ดต้นไม้ห่อใบตอง” เข้าไปในกองขยะ
ฉากที่ 4 : เวลาผ่านไป
ผู้บรรยาย : “เมื่อฝนตกลงมา เมล็ดพันธุ์เริ่มงอก ห่อใบตองย่อยสลายกลายเป็นดิน พื้นที่ที่เคยรกร้างกลับกลายเป็นสวนดอกไม้และผักผลไม้”
(ลูกเสือ ถือ ผักสวนครัว และ ดอกไม้ ที่ลูกเสือรุ่นก่อนปลูกไว้ในค่าย หรือไปขอมาจากโรงครัว )
ชาวบ้านเดินเข้ามา ชื่นชมและพูดว่า
- “สวยงามจริงๆ!”
- “ลูกเสือฉลาดมาก ใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ!”
ฉากที่ 5 : ข้อคิด
หัวหน้าหมู่ลูกเสือ : “การทำความดีไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่ง ความคิดริเริ่มเล็กๆ สามารถเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นสวนต้นไม้ได้”
ผู้บรรยาย : “นี่คือความดีที่ตรงกับบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง การแบ่งปันและอุทิศผลงานให้ผู้อื่น ลูกเสือจึงได้เรียนรู้ว่า ความดีนั้นงดงามและยั่งยืนเสมอ”
ฉากปิด
ลูกเสือและชาวบ้านร้องเพลงลูกเสือร่วมกัน พร้อมทำท่าปลูกต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ แล้วร้องเพลง “ ร่วมใจ เราพร้อมใจ ร่วมใจเราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ”
บทนี้สามารถจัดแสดงรอบกองไฟได้ง่าย ใช้ท่าทาง เน้นการร้องเพลงลูกเสือกับการโยน “ระเบิดต้นไม้” เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนานและอบอุ่น
อาทร จันทวิมล
ในโลกของการลูกเสือ การสังเกตไม่ได้มีไว้แค่ “ดู” ด้วยตาเท่านั้น แต่ ต้องใช้ร่างกายทุกส่วนเป็นเครื่องมือสำรวจบันทึกข้อมูล เพราะในสถานการณ์บางอย่าง ตาอาจจะมองไม่เห็น แต่จมูก หู และการสัมผัสด้วยผิวหนังนิ้วมืออาจช่วยชีวิตเราได้
- 1. จมูก: เครื่องตรวจจับเบาะแสที่เฉียบคม กลิ่นคือ “ลายนิ้วมือทางอากาศ” ที่ระบุตัวตนและสถานที่ได้ นิทานในหนังสือ คู่มือลูกเสือสำรอง เรื่องโจรปล้นธนาคารที่ถูกจับได้ เพราะ “กลิ่นโรงฟอกหนัง” เป็นบทเรียนที่สอนว่ากลิ่นบอกที่มาของคนได้
ลูกเสือต้องแยกให้ออกระหว่าง “กลิ่นโรงพยาบาล” กับกลิ่นของ น้ำหอม กลิ่นสนิม กลิ่นทะเล กลิ่นน้ำนม กลิ่นกระเทียม หรือสิ่งมึนเมา เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าบุคคลตรงหน้าหรือสถานที่นั้นคืออย่างไร
- หู: นักถอดรหัสแห่งพงไพร เสียงรอบตัวไม่ใช่แค่เสียงหนวกหู แต่มันคือ “การสื่อสาร”
เสียงสัตวปีก: ลูกเสือต้องแยกแยะเสียงนกแต่ละชนิด นกเขาร้องบอกความสงบ นกหัวจุก ร้องอย่างร่าเริง นกขุนทอง เลียนเสียงคนได้เก่ง เสียงเหล่านี้บอกสภาพแวดล้อมได้
เสียงแมลงและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น เสียง จักจั่น เรไร จิ้งหรีด บอกถึงช่วงเวลาและอุณหภูมิ ส่วนเสียง กบเขียด ที่ประสานเสียงหลังฝนตก คือสัญญาณของความชุ่มชื้นและการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล
- 3. การสัมผัส: ดวงตาที่ปลายนิ้ว เมื่อต้อง “คลำทางในที่มืด” ลูกเสือต้องเรียนรู้ที่จะใช้มือและเท้าแทนตา ฝึกจำแนกพื้นผิว (เรียบ ขรุขระ แข็ง นุ่ม) เพื่อหาทางออกหรือระบุสิ่งของตอนกลางคืน มือมิด โดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเคลื่อนที่อย่างเงียบกริบและไม่ให้ศัตรูรู้ตัว
- สัญชาตญาณสัตว์ และ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ ลูกเสือควรเรียนรู้จาก “ครูธรรมชาติ” เพราะสัตว์มีสัมผัสที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมากกว่ามนุษย์ และปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายอย่าง สามารถบอกเหตุการณ์บางอย่างได้ เช่น หากเห็น ฟ้ามืดครึ้มแลดงว่าฝนกำลังจะตก น้ำทะเลลดมากกะทันหัน อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ มดขนไข่ขึ้นที่สูง แสดงว่าน้ำกำลังจะท่วมหรือฝนจะตกหนัก นกบินขึ้นฟ้าพร้อมกันเป็นฝูงอย่างตื่นตระหนก แสดงว่ามีผู้ล่าหรือภัยร้ายกำลังใกล้เข้ามา ปลาลอยตายเต็มแม่น้ำ แสดงว่า มีสารพิษหรือน้ำเน่าหรือโรคระบาดสัตว์น้ำ กุ้งลอยหัวแสดงว่าออคซิเจนในน้ำไม่พอ
ไก่ขัน คือนาฬิกาปลุกตอนเช้าธรรมชาติ หมาเห่าและห่านร้อง คือยามเฝ้าบ้านชั้นเลิศเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามา และตามความเชื่อโบราณ เสียงหมาหอน อาจหมายถึงการสัมผัสได้ถึงสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น (ผี) หรือสิ่งผิดปกติที่เงียบเชียบเกินกว่าหูคนจะยิน
การสังเกตสิ่งเหล่านี้เป็นการฝึกฝนที่ตรงกับ กฎของลูกเสือ ข้อที่ 8: ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก เพราะการที่ลูกเสือ “เป็นคนช่างสังเกต” จะทำให้เขารู้เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สามารถยิ้มรับอุปสรรคได้เพราะเขามีข้อมูลในมือ (จากหู จมูก และตา) ที่จะใช้วางแผนแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างใจเย็น
“จงมองให้กว้าง (Look Wide)” เป็น คำขวัญสั้นๆของลูกเสือ ที่หมายถึงการสังเกตทุกรายละเอียดเพื่อเตรียมพร้อมอยู่เสมอ (Be Prepared)
เรียบเรียงจากหนังสือ คู่มือลูกเสือสำรอง Wolf Cups Handbook ของลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2508
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้น : ลูกเสือช่างสังเกต
ฉาก: รอบกองไฟยามค่ำคืน ลูกเสือทุกคนล้อมวงนั่งฟัง
ตัวละคร
- ผู้นำลูกเสือ (หัวหน้าหมู่) – ผู้เล่าเรื่องและชี้แนะ
- ลูกเสือ 3–4 คน – ผู้แสดงบทเรียนการสังเกต
- เสียงธรรมชาติ – ใช้การเลียนเสียงหรือเครื่องดนตรีประกอบ
บทละคร
ผู้นำลูกเสือ: (ยืนขึ้นข้างกองไฟ)
“ลูกเสือทั้งหลาย… กฎข้อ 9 สอนเราว่า ลูกเสือเป็นคนมัธยัสถ์ หรือประหลัด วันนี้เราจะเล่าเรื่องนิทานแห่งความดี ที่ทำให้เราเข้าใจว่า การสังเกต คือวิธีการหาความรู้ที่ประหยัด ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา แต่ไม่ใช่แค่ใช้ตา ต้องใช้ทั้งจมูก หู มือ และหัวใจ”
ฉากที่ 1 – จมูก: เครื่องตรวจจับเบาะแส ลูกเสือคนหนึ่งเดินเข้ามา ทำท่าดมกลิ่นรอบตัว
ลูกเสือ 1: “อืม… กลิ่นนี้เหมือนโรงฟอกหนัง! เหมือนเรื่องโจรปล้นธนาคารที่ถูกจับได้เพราะกลิ่นติดตัว”
ผู้นำลูกเสือ: “ถูกต้อง! กลิ่นคือร่องรอยที่บอกที่มา เราต้องแยกให้ออกว่ากลิ่นนั้นคืออะไร เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์”
ฉากที่ 2 – หู: นักถอดรหัสแห่งพงไพร ลูกเสืออีกคนทำท่าเงี่ยหูฟัง พร้อมมีเสียงนกและแมลงจากเพื่อนๆ เลียนเสียงประกอบ
ลูกเสือ 2: “เสียงนกเขา… บอกถึงความสงบ เสียงกบเขียดร้องพร้อมกันหลังฝนตก… บอกว่าพรุ่งนี้โลกจะชุ่มชื้น”
ผู้นำลูกเสือ: “เสียงคือภาษาของธรรมชาติ ถ้าเราฟังเป็น เราจะรู้เวลาและสภาพแวดล้อมโดยไม่ต้องดูนาฬิกา”
ฉากที่ 3 – การสัมผัส: ดวงตาที่ปลายนิ้ว ลูกเสืออีกคนทำท่าเดินในความมืด ใช้มือคลำพื้นและสิ่งของ
ลูกเสือ 3: “แม้มืดสนิท แต่ผมรู้ว่านี่คือพื้นหินแข็ง ไม่ใช่ดินนุ่ม เราจึงรู้ว่าทางนี้ปลอดภัย”
ผู้นำลูกเสือ: “การสัมผัสช่วยให้เรารอดในที่มืด และเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ”
ฉากที่ 4 – สัญชาตญาณสัตว์และปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ลูกเสือหลายคนแสดงท่าทางสัตว์ เช่น มดขนไข่ขึ้นสูง นกบินหนี หรือหมาเห่า
ลูกเสือ 4: “ดูสิ! มดขนไข่ขึ้นที่สูง แสดงว่าฝนกำลังจะตกหนัก”
ผู้นำลูกเสือ: “ธรรมชาติคือครูยิ่งใหญ่ ถ้าเราสังเกต จะรู้ทันภัยพิบัติและเตรียมตัวได้”
ปิดท้าย
ผู้นำลูกเสือ: “ลูกเสือทั้งหลาย… การสังเกตคือเกราะป้องกันภัย และเป็นเพื่อนแท้ของความดี จงจำคำขวัญของเราไว้– มองให้กว้าง เพื่อพร้อมรับทุกสถานการณ์อย่างร่าเริงและไม่ย่อท้อ”
ลูกเสือทุกคนพร้อมกัน: “Be Prepared! ลูกเสือพร้อมเสมอ!”
ทุกคนร่วมร้องเพลง เราสู้
บทละครนี้สามารถใช้แสดงจริงรอบกองไฟ โดยให้ลูกเสือแต่ละคนรับบทสั้นๆ ใช้เสียงธรรมชาติประกอบ
อาทร จันทวิมล
ณ ดินแดนทวีปแอฟริกาอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งมีชนเผ่าพื้นเมืองหลายเผ่าอาศัย และรบพุ่งกันเป็นประจำ เสียงกลองศึกดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้า มีเด็กชายพื้นเมืองชนเผ่าซูลูคนหนึ่งนามว่า “อึนโกซี่” เขามีความฝันเหมือนเด็กชายทุกคนในเผ่า คือการได้สวมชุดขนสัตว์และถือโล่หนังวัวในฐานะ “นักรบซูลู” ผู้กล้าหาญ
แต่การจะเป็นนักรบซูลูนั้น ไม่ได้มาด้วยอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อถึงคืนที่พระจันทร์เต็มดวง หัวหน้าเผ่าได้เรียกอึนโกซี่มาเบื้องหน้า แล้วประกาศบททดสอบที่เรียกว่า “การเดินทางของสีขาว”
อึนโกซี่ถูกจับแก้ผ้า ทาสีขาวโพลนตั้งแต่หัวจรดเท้า สีขาวที่ทาตัวนั้นล้างด้วยน้ำไม่ออก แต่จะหลุดออกไปเองในระยะเวลาราวหนึ่งเดือน เขาได้รับอุปกรณ์ดำรงชีพเพียงหอกเล่มเดียวและโล่หนึ่งอัน หัวหน้าเผ่ากำชับด้วยเสียงอันดังว่า:
“เจ้าต้องเข้าป่าไปเพียงคนเดียว เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากสีขาวนี้ยังติดตัวอยู่ ห้ามให้ผู้ใดเห็นเจ้าเด็ดขาด! เพราะถ้าใครเห็นเจ้า เขาจะล่าและฆ่าเจ้าเสียในฐานะผู้แพ้ และกลับมาหาข้าเมื่อสีขาวจางหายไปหมดจากตัว พร้อมกับจิตใจที่แกร่งดังเพชร”
ในคืนแรก อึนโกซี่เผชิญกับความหนาวเย็นและเสียงคำรามของสิงโตที่ทำให้ใจสั่นสะท้าน ท้องของเขาหิว เขาไม่มีไม้ขีดไฟ ไม่มีผ้าห่ม อึนโกซี่นึกถึงกฎของนักรบ “ต้องไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก”
อึนโกซี่ หยิบไม้แห้งสองอันมาถูกันด้วยความอดทน มือของเขาพองและเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่หยุด “ถ้าข้าย่อท้อ ข้าก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยตลอดไป” เขาพึมพำพลางยิ้มให้ความมืด ในที่สุด ควันสีเทาก็พวยพุ่งแล้วกลายเป็นเปลวไฟที่ใช้หุงอาหาร
ชีวิตใต้เงาไม้และการพรางตัว
หลายวันผ่านไป อึนโกซี่ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตที่เงียบเชียบ เขาฝึกเดินให้เบาดุจขนนก ฝึกตามรอยเท้ากวางเพื่อล่าใสใช้เนื้อเป็นอาหารและหนังทำเครื่องนุ่งห่ม รู้จักจำแนกพืชกินได้จากพืชพิษ
เขาต้องปีนต้นไม้ ว่ายน้ำ และวิ่งทางไกลได้ เพื่อเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายและชนเผ่าศัตรู ต้องไม่ทิ้งรอยเท้าหรือหละลักฐานให้แก่คนที่อาจติดตามมา แไม่กรนขณะนอนหลับ
ครั้งหนึ่ง มีเหล่านักรบในเผ่าซูลูเดินผ่านมาใกล้ที่ซ่อนของเขา อึนโกซี่หมอบนิ่งในพุ่มไม้ หัวใจเต้นรัว สีขาวบนตัวเขาเด่นชัดเหลือเกินในสายตาของเขาเอง แต่ด้วยสติและการไม่ตื่นตระหนก เขากลั้นหายใจและนิ่งสงบจนเหล่านักรบเดินผ่านไปโดยไม่สังเกตเห็น
มีเด็กชายหลายคนที่ถูกปล่อยเข้าไปในป่า แล้วตายเพราะอดอาหารหรือสัตว์ป่าทำร้าย ผู้ที่ผ่านการทดสอบดังกล่าว จึงจะได้รับการยอมรับให้สมัครเข้าเป็น “นักรบซูลู”
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน แสงแดด สายลม และหยาดเหงื่อได้ชะล้างสีขาวออกจากกายเขาจนหมดสิ้น อึนโกซี่เดินกลับเข้าหมู่บ้านด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กชายที่ขี้กลัวอีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มที่มีแววตาแน่วแน่
เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า อุปสรรคไม่ใช่กำแพง แต่เป็นบันได สีขาวที่เคยทาตัวเขาไม่ได้หายไปเปล่าๆ แต่ได้เปลี่ยนเป็นพลังใจที่แข็งแกร่งซึ่งจะอยู่กับเขาไปชั่วชีวิต
เรื่องของนักรบซูลูสอนให้เรารู้ว่า เมื่อเจอความยากลำบาก หากเราเผชิญหน้าด้วย “รอยยิ้ม” และ “สติ” โดยไม่ย่อท้อ เราจะสามารถเอาชนะทุกสถานการณ์ได้ เหมือนที่ บีพี อยากให้ลูกเสือทุกคนมีหัวใจที่ “แกร่ง” และ “นิ่ง” ในทุกวิกฤติ
เรียบเรียงจากหนังสือ คู่มือลูกเสือสำรอง Wolf Cup Handbook ประพันธ์โดย ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล (พ.ศ. 2508)
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้นรอบกองไฟ : นักรบซูลู
ตัวละคร
- ผู้บรรยาย
- หัวหน้าเผ่า
- อึนโกซี่ (เด็กชายซูลู)
- นักรบซูลู 2–3 คน
- เสียงกลอง/ลูกเสือช่วยทำเสียงสัตว์ป่า
ฉากที่ 1: ประกาศบททดสอบ
ผู้บรรยาย: ณ ทุ่งหญ้าแอฟริกาอันกว้างใหญ่ เด็กชายซูลูชื่อ อึนโกซี่ ใฝ่ฝันจะเป็นนักรบผู้กล้า
หัวหน้าเผ่า (เสียงเข้ม): “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง เจ้าจะถูกทาสีขาว และต้องเข้าป่าเพียงลำพังหนึ่งเดือน หากใครเห็นเจ้า เจ้าจะถูกล่าและฆ่า! จงกลับมาเมื่อสีขาวหายไป พร้อมหัวใจที่แกร่งดังเพชร”
(ลูกเสือช่วยทำท่า เอาดินสอพองมาทาสีขาวบนตัวอึนโกซี่ (หรือใช้ผ้าขาวพัน)
ฉากที่ 2: คืนแรกในป่า
ผู้บรรยาย: อึนโกซี่เผชิญความหนาวและเสียงสิงโตคำราม
อึนโกซี่ (พูดกับตัวเอง): “ถ้าข้าย่อท้อ ข้าก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยตลอดไป!”
(เขาถูกไม้แห้งกันจนเกิดควัน ลูกเสือช่วยทำเสียง “ฮึบ ฮึบ” แล้วจุดไฟจำลองด้วยไฟแช้กที่ซ่อนไม่ให้คนอื่นเห็น )
ฉากที่ 3: การพรางตัว
ผู้บรรยาย: หลายวันผ่านไป เขาฝึกเดินเบาเหมือนขนนก และซ่อนตัวในพุ่มไม้
(นักรบซูลูเดินผ่าน อึนโกซี่หมอบนิ่ง ลูกเสือทำเสียงกลองเบา ๆ แล้วเงียบ)
ผู้บรรยาย:
เขากลั้นหายใจ ไม่ตื่นตระหนก จนพวกนักรบเดินผ่านไปโดยไม่เห็น
ฉากที่ 4: การกลับสู่หมู่บ้าน
ผู้บรรยาย: หนึ่งเดือนผ่านไป สีขาวจางหายหมดสิ้น อึนโกซี่กลับมาด้วยแววตาแน่วแน่
หัวหน้าเผ่า: “เจ้าพิสูจน์แล้วว่าอุปสรรคไม่ใช่กำแพง แต่เป็นบันไดสู่ความเข้มแข็ง”
อึนโกซี่ (ยิ้ม):“ข้าจะไม่ย่อท้ออีกต่อไป!”
ฉากปิด: บทเรียนลูกเสือ
ผู้บรรยาย: เรื่องของนักรบซูลูสอนให้เรารู้ว่า หากเผชิญความยากลำบากด้วย รอยยิ้ม และ สติ เราจะเอาชนะทุกสถานการณ์ได้ เหมือนที่ลูกเสือต้องมีหัวใจที่แกร่งและนิ่งในทุกวิกฤติ
(ลูกเสือทุกคนยืนทำสัญลักษณ์สามนิ้ว ส่องไฟฉายขึ้นฟ้าแทนแสงจันทร์)
บทละครนี้สามารถเล่นได้รอบกองไฟ ใช้เสียงกลอง เสียงสัตว์ และอุปกรณ์ง่าย ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ โดยเน้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของ ““ความไม่ย่อท้อ” และ “หัวใจที่แกร่ง”
ลูกเสือทุกคนร้องเพลง “งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล้า” แล้วออกมารำวง
อาทร จันทวิมล
หนึ่งในวิธีการที่ลูกเสือทั่วโลกใช้ในการฝึกอบรมเด็กให้มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก รู้จักสังเกตุ และจดจำสิ่งต่างๆ อันเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต คือ วิธีการของเบเดน โพเอลล์ ที่เรียกว่า “เกมของคิม” (Kim’s Game)
“เกมของคิม” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นแบบฝึกหัดสำคัญในการฝึกทักษะการสังเกตและจดจำ (Observation and Deduction) ซึ่งเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของลูกเสือ โดยมีที่มาจากตัวละครในวรรณกรรมระดับโลกในนวนิยายของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) สู่บทเรียนในหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก (Scouting for Boys) ของ ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (B.P.)
คิม (Kim) หรือ คิมเบิล โอฮารา เป็นเด็กกำพร้าลูกครึ่ง (มารดาเป็นชาวอินเดีย บิดาเป็นทหารชาวอังกฤษ) ที่เติบโตมาท่ามกลางความวุ่นวายในประเทศอินเดีย ชีวิตของคิมต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งความหิวโหย สภาพอากาศที่โหดร้าย และการต้องเอาตัวรอดเพียงลำพังในดินแดนที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรม
แม้ชีวิตจะหนักหนา แต่คิมกลับมีคุณลักษณะเด่นคือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก เขาไม่เคยปล่อยให้ความทุกข์มาบั่นทอนกำลังใจ แต่กลับใช้ “รอยยิ้ม” และ “มิตรภาพ” เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา
บีพีได้นำเรื่องราวของคิม มาสอนให้ลูกเสือรู้จักการรักษาสติและพลังใจให้เข้มแข็ง หรือที่เรียกว่าการ “ยิ้มและผิวปาก” (Smile and Whistle) เมื่อเผชิญกับวิกฤต เพื่อให้สามารถเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อไปได้สำเร็จ
คิมได้รับการฝึกฝนจากพ่อค้าเพชรพลอยผู้ลึกลับ เพื่อเตรียมตัวเป็นสายลับ นักสืบ วิธีการฝึกคือ การให้คิมมองดู เพชรพลอย และของหลายชนิดบนถาดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะใช้ผ้าคลุมไว้ แล้วให้คิมไล่เรียงรายละเอียดของสิ่งของเหล่านั้นให้แม่นยำที่สุด ทักษะนี้เองที่ทำให้คิมสามารถจดจำรายละเอียดของคน สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ลูกเสือทุกคนควรมี
วิธีจัดการเรียนรู้ผ่าน “เกมของคิม” ของผู้บรรยาย การนำเกมของคิมไปใช้ในการอบรม ไม่ใช่เพียงฝึกความจำ แต่เป็นการฝึก “สติและการสังเกตอย่างมีระบบ” โดยมีขั้นตอนตามแนวทางของบีพีดังนี้:
- การเตรียมการ: ผู้บรรยายรวบรวมสิ่งของเบ็ดเตล็ดที่มีลักษณะแตกต่างกันประมาณ 20-30 ชิ้น (เช่น มีดพับ, เข็มทิศ, ถั่วลิสง, เปลือกหอย, เหรียญ) วางรวมกันบนถาดหรือพื้นที่ราบเรียบ
- การปิดบัง: ใช้ผ้าผืนใหญ่คลุมสิ่งของทั้งหมดไว้ไม่ให้ลูกเสือเห็นก่อนเริ่มเกม
- การสังเกต: เมื่อลูกเสือพร้อม ให้เปิดผ้าคลุมออกและให้เวลาสังเกตเพียง 1 นาที ลูกเสือต้องใช้สมาธิสูงสุดในการจดจำทั้งชนิด รูปทรง สี และจำนวน
- การทดสอบ: เมื่อครบเวลา ให้ปิดผ้าคลุมทันที และให้ลูกเสือแยกย้ายไปเขียนสิ่งที่จำได้ลงในกระดาษ
- การให้คะแนน: ครูควรให้คะแนนพิเศษสำหรับผู้ที่บอก “รายละเอียดเชิงลึก” ได้แม่นยำ เช่น “เหรียญสิบบาทปี พ.ศ. 2560 มีกี่ เหรียญ” หรือ “ดินสอสีแดงที่ถูกเหลาแล้วมีกี่แท่ง” ใช่แค่การจำจำนวนชิ้นได้เพียงอย่างเดียว
การเล่านิทาน ควบคู่ไปกับการเล่นเกมของคิม จะช่วยให้ลูกเสือ เห็นภาพว่า “ความช่างสังเกต” คืออาวุธที่แหลมคม และ “ความร่าเริงไม่ย่อท้อ” คือเกราะป้องกันชีวิตที่ดีที่สุด สมดังเจตนารมณ์ของ ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ ที่ฝากไว้
เรียบเรียงจาก หนังสือการลูกเสือสำหรับเด็กชาย (Scouting for Boys) โดย ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้นรอบกองไฟ : เกมของคิม
ตัวละคร
- ผู้บรรยาย
- ลูกเสือกลุ่มหนึ่ง (5–6 คน)
- คิม (ตัวแทนจากนิทาน)
- พ่อค้าเพชรพลอย
ฉากที่ 1: รอบกองไฟ
ผู้บรรยาย: ลูกเสือทั้งหลาย…คืนนี้เราจะเรียนรู้บทเรียนสำคัญจาก “เกมของคิม” เกมที่สอนให้เรามีสติ อดทน และไม่ย่อท้อต่อความลำบาก
ลูกเสือคนหนึ่ง:เกมของคิมคืออะไรครับ?
ผู้บรรยาย:มันคือการฝึกสังเกตและจดจำสิ่งต่างๆ อย่างมีระบบ เพื่อให้เราแข็งแรงทั้งกายและใจ
ฉากที่ 2: นิทานคิม
(เสียงดนตรีเบาๆ ลูกเสืออีกกลุ่มแสดงเป็นตัวละคร)
ผู้บรรยาย: คิม เด็กกำพร้าลูกครึ่ง อังกฤษ อินเดีย ที่เติบโตในอินเดีย แม้ชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่เขาไม่เคยย่อท้อ เขายิ้มและผิวปากเสมอเมื่อเจอปัญหา
คิม: แม้จะหิวโหยและเหนื่อยล้า…แต่รอยยิ้มจะทำให้ใจเข้มแข็ง!
พ่อค้าเพชรพลอย: คิม…หากเจ้าจะเป็นนักสืบ เจ้าต้องฝึกสายตาและความจำ มองสิ่งของเหล่านี้ให้ดี แล้วบอกให้ได้ว่ามีอะไรบ้าง
(พ่อค้าเปิดถาด มีสิ่งของหลายชิ้น แล้วคลุมผ้า ลูกเสือที่เล่นเป็นคิมพยายามบอกสิ่งที่เห็น)
คิม:มีเหรียญหนึ่งบาท ดินสอสีแดงที่ถูกเหลาแล้ว และมีเปลือกหอยสวยงาม…
พ่อค้าเพชรพลอย:ดีมาก! ความช่างสังเกตคืออาวุธที่แหลมคมที่สุด
ฉากที่ 3: เกมของคิมจริง
ผู้บรรยาย:เอาล่ะลูกเสือทั้งหลาย…ถึงเวลาที่พวกเราจะลองเล่นเกมของคิมกันเอง!
(ผู้กำกับเปิดถาดสิ่งของให้ลูกเสือดู 1 นาที แล้วคลุมผ้า ลูกเสือแต่ละคนเขียนสิ่งที่จำได้)
ลูกเสืออีกคน:ผมจำได้ว่ามีเข็มทิศ และมีดพับครับ!
ผู้บรรยาย:ยอดเยี่ยม! การจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้ลูกเสือเป็นคนมีสติ รอบคอบ และไม่ย่อท้อ
ฉากที่ 4: สรุปบทเรียน
ผู้บรรยาย:ลูกเสือทั้งหลาย…เกมของคิมไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือการฝึกใจให้เข้มแข็ง และฝึกสายตาให้เฉียบคม เหมือนคิมที่ใช้รอยยิ้มและมิตรภาพเป็นเกราะป้องกันชีวิต
(ทุกคนยืนทำสัญญาณสามนิ้วลูกเสือ พร้อมร้องเพลงเราสู้)
บทละครนี้สามารถเล่นได้ภายใน 10–15 นาที เหมาะสำหรับการแสดงรอบกองไฟ โดยผสมผสานการเล่านิทาน การแสดง และการเล่นเกมจริง เพื่อให้ลูกเสือเข้าใจทั้ง “ความช่างสังเกต” และ “ความร่าเริงไม่ย่อท้อ” ตามเจตนารมณ์ของบีพี
อาทร จันทวิมล
การเรียนรู้อันยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงหรือราคาแพงเสมอไป เพราะ “นิทาน” คือนวัตกรรมการศึกษาที่เก่าแก่ ประหยัด และทรงประสิทธิภาพของมนุษยชาติ จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน นิทานทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต โดยมีต้นทุนเพียงแค่ “หนังสือ” “น้ำเสียง” และ “น้ำใจ” เท่านั้น
ในหน้าประวัติศาสตร์โลก นิทานถูกใช้เป็นอุปกรณ์การสอนสำคัญในการขัดเกลาจิตใจมาหลายพันปี
ที่ประเทศอินเดีย พระพุทธเจ้า ทรงใช้ “นิทานชาดก” เพื่อสอนธรรมะที่ลึกซึ้งผ่านเรื่องราวที่เข้าใจง่าย ขณะที่ประเทศกรีก มี อีสป ทาสแอฟริกันผู้ชาญฉลาด ได้ใช้นิทานสัตว์สื่อสารคติธรรม โดยสอดแทรกการเมืองและสังคม ที่ประเทศเยอรมนี พี่น้องตระกูลกริมม์ ได้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของยุโรปอย่าง สโนว์ไวท์ และ ซินเดอเรลล่า ที่เดนมาร์ก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ได้สร้างสรรค์นิทานอย่าง เงือกน้อยผจญภัย และ ลูกเป็ดขี้เหร่ เพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักน้ำใจไมตรี
สำหรับการนำนิทานไปสู่การปฏิบัตินั้น ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีบี บิดาแห่งลูกเสือโลก ได้นำการเล่านิทานรอบกองไฟมาเป็นหัวใจของการฝึกอบรมลูกเสือ โดยยกตัวอย่างเรื่องราวการผจญภัยของ เมาคลีลูกหมาป่า มาสร้างระเบียบวินัยความกล้าหาญและความเมตตากรุณาต่อสัตว์ นำ นักรบซูลู มาเป็นต้นแบบของการไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และใช้ เกมของคิม (Kim’s Game) ซึ่งเป็นนิทานกึ่งการละเล่นมาฝึกทักษะการสังเกตและความจำแก่เหล่าลูกเสือ
มนต์เสน่ห์ของนิทาน กระจายไปทั่วทุกมุมโลกผ่านวัฒนธรรมที่แตกต่าง เช่น นิทานอาหรับราตรี หรือ 1001 Arabian Nights ที่สะท้อนไหวพริบของนางเชเฮอราซาด นิทานจีนและญี่ปุ่นที่เน้นปรัชญาความกตัญญูและความซื่อสัตย์ นิทานแอฟริกา มีแมงมุมอนันซี (Anansi) เป็นตัวแทนความฉลาดแกมโกง คล้ายเรื่องศรีธนนชัยของไทย ใน ส่วนในแถบอาเซียนอย่าง ไทย ลาว พม่า กัมพูชา จีน และอินโดนีเซีย มีนิทานพื้นบ้านและวรรณคดี ที่มีรากฐานร่วมกัน เช่น รามเกียรติ สามก๊ก อิเหนา ราชาธิราช
ในมิติของวรรณคดีไทย สุนทรภู่ ได้สร้างโลกนิทานคำกลอนอย่าง พระอภัยมณี ให้กลายเป็นมหากาพย์ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการล้ำยุค ขณะที่นักเขียนอย่าง ยาขอบ ได้เรียบเรียง ผู้ชนะสิบทิศ จนกลายเป็นนิทานวีรบุรุษที่สร้างแรงบันดาลใจในด้านยุทธวิธีและสัจจะ หรือ พนมเทียน ที่แต่งนิยายเรื่องเพชรพระอุมา
มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเล่านิทาน เช่น อาจารย์พรจันทร์ จันทวิมล ส่งนิทานหลายร้อยเรื่องไปยังเด็กไทยทั่วประเทศ ผ่านระบบโทรทัศน์ โดยได้เก็บสะสมไว้ในระบบอินเทอร์เน็ต (https://youtu.be/M-mNf-mTRiY) ที่สามารถเปิดดูได้ทางโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน แม้เธอจะเสียชีวิตจากไปกว่าสิบปีแล้ว
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้น: นิทานแห่งความดี
ตัวละคร
- ผู้นำลูกเสือ (ผู้เล่าเรื่อง/ผู้ดำเนินรายการ)
- ลูกเสือ 1 (ผู้สงสัย)
- ลูกเสือ 2 (ผู้เล่าเรื่องสั้น)
- ลูกเสือ 3 (ผู้แสดงบทเรียน)
- ลูกเสือทั้งหมด (ร่วมร้อง/ร่วมแสดง)
ฉาก: รอบกองไฟยามค่ำคืน ลูกเสือนั่งล้อมวง กองไฟส่องแสงอบอุ่น
บทละคร
ผู้นำลูกเสือ:
(ยืนขึ้น ยกมือทำสัญญาลูกเสือสามนิ้ว)
“ลูกเสือทั้งหลาย… กฎข้อที่ 9 ของลูกเสือคือ ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์ การมัธยัสถ์หรือประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ได้หมายถึงอดมื้อกินมื้อ หรือ เก็บเงินไว้ไม่ซื้ออะไรเลย แต่คือการใช้สิ่งที่มีอย่างคุ้มค่า และหนึ่งในสื่อเรียนรู้ที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากสุดคือ… นิทาน”
ลูกเสือ 1:
“นิทาน? แค่เรื่องเล่า จะช่วยให้เราเรียนรู้อะไรได้จริงหรือ?”
ลูกเสือ 2:
“แน่นอน! พระพุทธเจ้าทรงใช้ชาดกสอนธรรมะ อีสปใช้สัตว์เล่าเรื่องคติธรรม พี่น้องกริมม์และแอนเดอร์เซนก็ใช้เรื่องเล่าเพื่อสอนน้ำใจและความซื่อสัตย์”
ลูกเสือ 3:
(ลุกขึ้นแสดงเป็นตัวละครสัตว์ เช่น กระต่ายกับเต่า)
“ดูสิ! แค่เรื่องเล่าเล็ก ๆ อย่างกระต่ายวิ่งแข่งกับเต่า ก็สอนให้เรารู้ว่า ความพยายามชนะความประมาท”
ลูกเสือทั้งหมด:
(ปรบมือ ร้องพร้อมกัน)
“นิทาน…คือพลังแห่งความดี!”
ผู้นำลูกเสือ: “ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ บิดาแห่งลูกเสือโลก ก็ใช้การเล่านิทานรอบกองไฟ เพื่อสอนความกล้าหาญ ความเมตตา และการสังเกต เช่น เกมของคิมที่ฝึกความจำ”
ลูกเสือ 1: “แสดงว่า…เราไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือราคาแพง ใช้แค่เสียงและน้ำใจ ก็สร้างการเรียนรู้ได้แล้ว!”
ลูกเสือทั้งหมด: (ยืนขึ้นพร้อมกัน ยกมือทำสัญญาลูกเสือ)
“ลูกเสือจะเป็นผู้ประหยัด ใช้นิทานเป็นสื่อแห่งความดี!”
ลูกเสือทั้งหมดร่วมร้องเพลง “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย”
ปิดฉาก
