homescontents
homescontents

เช็กก่อนโอน! รู้ทันมิจฉาชีพด้วยแอป “Cyber Check” เกราะป้องกันจากตำรวจที่ทุกคนควรมี

ในยุคดิจิทัลที่เราทำแทบทุกอย่างผ่านปลายนิ้ว ตั้งแต่การสื่อสารไปจนถึงการทำธุรกรรมการเงิน ความสะดวกสบายเหล่านี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือความกังวลใจทุกครั้งที่ต้องโอนเงินซื้อของออนไลน์ แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบและคัดกรองภัยคุกคามเหล่านี้ได้ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

เครื่องมือทางการจากตำรวจ

หลายคนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อพูดถึงแอปพลิเคชันจากภาครัฐ แต่สำหรับ Cyber Check นั้นแตกต่างออกไป เพราะนี่คือแอปพลิเคชันที่พัฒนาโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ความพิเศษของแอปนี้คือฐานข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบนั้นมาจากข้อมูลจริงของประชาชนที่มีการแจ้งความออนไลน์และคดีได้ดำเนินการจนสิ้นสุดแล้ว ทำให้มีข้อมูล Blacklist ต่างๆ ในแอปมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะอ้างอิงจากคดีที่เกิดขึ้นจริง

ตรวจสอบได้ครบวงจร

ความสามารถของ Cyber Check ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ แต่ครอบคลุมช่องทางที่มิจฉาชีพนิยมใช้ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน ทำให้เราสามารถป้องกันตัวเองได้ เพียงแค่กรอกข้อมูลที่น่าสงสัยลงไปในแอปเพื่อตรวจสอบ โดยสิ่งที่แอปสามารถเช็กได้มีดังนี้

1.หมายเลขโทรศัพท์ : ก่อนจะรับสายหรือโทรกลับเบอร์แปลก สามารถนำมาตรวจสอบก่อนได้ว่าเป็นเบอร์ที่เคยมีประวัติอาชญากรรมหรือไม่

2.เลขบัญชีธนาคาร : ฟีเจอร์สำคัญสำหรับนักช็อปออนไลน์ ก่อนจะโอนเงินค่าสินค้า สามารถนำเลขบัญชีของร้านค้ามาตรวจสอบเพื่อความมั่นใจได้

3.ข้อความ SMS : สงสัยข้อความ SMS แปลก สามารถนำเบอร์ หรือข้อความ มาเช็กก่อนโดนหลอก

4.บัญชี Line : นำชื่อบัญชี Line หรือ ID Line ไปตรวจสอบก่อนคุย

5.บัญชี Facebok : สามารถตรวจสอบบัญชีโซเชียล Facebook ได้ด้วย ซึ่งเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพนิยมใช้ในการหลอกลวง โดยการนำลิงก์ไปค้นหา

6.บัญชี Tiktok : ในแอปพลิเคชัน Tiktok เป็นอีกช่องทางที่มิจฉาชีพนิยมใช้หลอกลวง สามารถตรวจสอบโดยการนำลิงก์บัญชีไปตรวจสอบ

7.URL ของเว็บไซต์ : เช็กให้ชัวร์ก่อนคลิกหรือกรอกข้อมูลส่วนตัว ว่าเว็บไซต์นั้นปลอดภัยและไม่ใช่เว็บปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวง

ไม่ว่ามิจฉาชีพจะพยายามเข้าหาเราผ่าน SMS หลอกลวง, สร้างโปรไฟล์ปลอมบน Facebook Marketplace, TikTok, หรือส่งลิงก์เว็บไซต์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูล ฟังก์ชันที่ครบวงจรของ Cyber Check หมายความว่าเรามีเครื่องมือตรวจสอบที่รับมือกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพได้เสมอ

รู้ผลทันที! ด้วยการแจ้งเตือนด้วย 3 สี

เพื่อการแจ้งเตือนที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว Cyber Check ได้นำระบบรหัสสีมาใช้ในการจำแนกความเสี่ยง โดยแบ่งออกเป็น 3 สี

🔴 สีแดง : หมายถึง มีผู้เสียหายเข้า แจ้งความดำเนินคดี ไว้แล้ว จัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด และขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการติดต่อ ให้ข้อมูล หรือทำธุรกรรมใดๆ โดยเด็ดขาด

🟡 สีเหลือง : หมายถึง เคยมีผู้ ร้องเรียน เข้ามาในระบบ ซึ่งบ่งชี้ถึงประวัติที่น่าสงสัยและควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

🟢 สีเขียว : หมายถึง ผ่านการ ลงทะเบียนและยืนยันตัวตน กับ บช.สอท. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงระดับความน่าเชื่อถือที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถติดต่อหรือทำธุรกรรมได้อย่างมั่นใจในระดับหนึ่ง

ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้

ในยุคที่หลายคนอาจกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวเมื่อใช้แอปพลิเคชันจากภาครัฐ Cyber Check กลับสร้างความเชื่อมั่นได้ การที่แอปฯ ยืนยันว่าจะ “ไม่มีการดึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน” ถือเป็นการออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้และเคารพสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว ทำให้เราสามารถใช้แอปฯ เป็นเกราะป้องกันได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องแลกกับข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์ของเรา

จาก Blacklist สู่ Whitelist สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

ในปัจจุบัน แอปพลิเคชัน Cyber Check เน้นการให้ข้อมูล “คนร้าย” หรือ Blacklist เป็นหลัก แต่ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มข้อมูลของ “คนดี” หรือ Whitelist เข้ามาด้วย โดยจะมีการเชิญธุรกิจ ร้านค้า หรือเว็บไซต์ที่ดำเนินงานอย่างสุจริตมาลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้วได้อย่างมั่นใจ

แอปพลิเคชัน Cyber Check คือเครื่องมือป้องกันภัยไซเบอร์ที่ใช้งานง่าย ทรงพลัง และน่าเชื่อถือ ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนไทยทุกคน การมีแอปนี้ติดเครื่องไว้ก็เปรียบเสมือนการมีเกราะป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่พร้อมจะฉกฉวยโอกาสอยู่เสมอ ในโลกที่ความเสี่ยงแฝงตัวอยู่ทุกที่ การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการตามแก้ไขปัญหาในภายหลังอย่างแน่นอน


ทำเนียบรัฐบาล – 13 มกราคม 2569 / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา นำโดย ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และนักเรียน เข้ามอบ “ดอกกล้วยไม้” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์วันครู เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานวันครูฯ แด่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อเชิญชวนคณะรัฐมนตรีและประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของครู ร่วมน้อมรำลึกถึงพระคุณครู และร่วมกิจกรรมงานวันครูเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 นี้

สำหรับการจัดงานวันครู ในวันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 กระทรวงศึกษาธิการ โดยคุรุสภา องค์กรหลัก และองค์กรในกำกับ จัดขึ้นในหัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดีหรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม โดยจัดพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online และ ได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีคารวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัล และการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เป็นต้น และจะมีการถ่ายทอดสด พร้อมล่ามภาษามือ ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูป และแฟนเพจเฟซบุ๊กคุรุสภา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถรับชมพิธีการงานวันครูไปพร้อมกันทั่วประเทศ

ในส่วนภูมิภาค จัดขึ้นตามที่หน่วยจัดงานวันครูแต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งนอกจากรูปแบบการจัดงานหลักแล้วนั้น จะมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน ได้แก่ 1. กิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือจิตอาสา 2. การกำหนดคำขวัญวันครูเป็นคำขวัญประจำสถานศึกษา ตลอดปี 2569 “หนึ่งคำขวัญ หนึ่งสถานศึกษา” 3. จัดชุมนุมครู เพื่อให้ครูทุกคนได้มีโอกาสกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และชุมชน และ 4.จัดกิจกรรมครูเยี่ยมบ้านเด็ก และการเยี่ยมเยือนครูในสัปดาห์วันครู

“กระทรวงศึกษาธิการ ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 จัดโดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และหน่วยจัดงานวันครูทั่วประเทศ ทั้ง Onsite และ Online เพื่อน้อมจิตคาราวะ ระลึกถึงพระคุณครู และกลับไปคารวะครู เพื่อให้วันครูปีนี้ เป็นวันที่มีคุณค่า เปี่ยมด้วยความหมาย อบอวลด้วยความกตัญญูกตเวที และเป็นพลังใจสำคัญในการเชิดชูเกียรติคุณครู ผู้เป็นรากฐานแห่งการพัฒนาคนและพัฒนาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DEAha3xuj/

กระทรวงศึกษาธิการ – 12 มกราคม 2569 / นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการหารือแนวปฏิบัติการรับอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจและพิจารณากำหนดแนวทาง การดำเนินงานที่มีมาตรฐานเดียวกันในการขับเคลื่อนโครงการอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนภาษาต่างประเทศ

ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ ตลอดจนผู้แทนองค์กรหลักในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

รองปลัด ศธ. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ได้ร่วมการประชุมหารือ โดยระบุว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมต่างประเทศที่สอง ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเป็นภาษาหลักของโลกในยุคปัจจุบัน

รวมทั้งกล่าวถึงภาพรวมและวัตถุประสงค์ของโครงการอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนภาษาต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรจากหลายประเทศ ครอบคลุมภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศในสถานศึกษาไทย เปิดโอกาสให้นักเรียนและครูได้พัฒนาทักษะการสื่อสารกับเจ้าของภาษาโดยตรง ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคทั่วประเทศไทย

โอกาสนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นความท้าทายในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะกระบวนการขอตรวจลงตรา (Visa) และการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวของอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนต่างประเทศ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างบูรณาการและเป็นไปอย่างราบรื่น โดยที่ประชุมได้ทบทวนและกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเภทการตรวจลงตราให้สอดคล้องกับสถานะของอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนต่างประเทศแต่ละกลุ่มประเทศ รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และเอกสารประกอบสำหรับการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรฯ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้แทนเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ ประกอบด้วย ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) Japan Foundation Bangkok ศูนย์การศึกษาเกาหลีประจำประเทศไทย (KEC) สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อคิดเห็นที่พบระหว่างการดำเนินโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานของไทย เพื่อกระชับและสานต่อความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

“โครงการอาสาสมัครครูและผู้ช่วยสอนภาษาต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ และเสริมสร้างความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน จะช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและสถานศึกษาไทย” รองปลัด ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

อดิเรก บุญเที่ยง,
รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/16vVMquL3w/

จังหวัดนครปฐม – 12 มกราคม 2569 / นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานโครงการพัฒนาโครงสร้างและอัตรากำลังของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างวันที่ 12 – 14 มกราคม 2569 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการพัฒนาโครงสร้างและอัตรากำลังของหน่วยงานในสังกัด สป.ศธ. ครั้งนี้ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 และต้องดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งทุกส่วนราชการจะต้องทบทวนบทบาท ภารกิจ หน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด ลดความซ้ำซ้อนเชิงภารกิจของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

รวมทั้งวางแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับบทบาท ภารกิจหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังของส่วนราชการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงรองรับการขับเคลื่อนภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของ สป.ศธ. พ.ศ. 2567 ให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด
 
ทุกหน่วยงานในสังกัด สป.ศธ. จึงต้องทบทวน วิเคราะห์บทบาท ภารกิจ และโครงสร้างการแบ่งหน่วยงานภายในและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด และขอกำชับให้ผู้เข้าร่วมฯ มุ่งมั่น ตั้งใจ และร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้บรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดได้เป็นอย่างดี

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลจากการดำเนินโครงการในครั้งนี้ จะนำไปสู่การมีโครงสร้างองค์กรและอัตรากำลังที่เหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
คณะทำงานรองปลัด ศธ. / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/15esUozNcCr/

กระทรวงศึกษาธิการ – 10 มกราคม 2569 / ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยมี ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. ตลอดผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการจัดงานฯ ข้าราชการ ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาจำนวนมากเข้าร่วม สามารถรับชมพร้อมกันทั่วประเทศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook : ศธ.360 องศา

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวเปิดงานว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติถือเป็นวันสำคัญของเด็กไทย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตของเยาวชนและลูกหลานของประชาชนไทย เปรียบเสมือนพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ที่ทำหน้าที่หล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ

เยาวชนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด พวกเราจึงต้องร่วมกันดูแล เอาใจใส่ และสร้างโอกาสที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ เป็นกำลังสำคัญในการธำรงรักษาเสาหลักของบ้านเมือง ซึ่งประเทศไทยตั้งอยู่บนหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ไม่อาจขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้

ประเทศของเราสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ และมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้ จึงถือเป็นวันดีที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ จะได้ร่วมกันย้ำบทบาทในการรักษาและสืบสานสิ่งที่ดีงาม พร้อมหล่อหลอมเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนในฐานะกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต โดยขอให้คงไว้ซึ่งหลักสูตรและเนื้อหาที่เป็นรากเหง้าของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านศีลธรรม คุณธรรม หน้าที่ของเยาวชน และประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติ

“วันเด็กแห่งชาติ ถือเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ สร้างลูกหลานของเราให้เติบโตเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาอนาคตของประเทศไทยให้ดียิงขึ้น”

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 โดยในปี พ.ศ. 2569 นี้ นับเป็นการจัดงานวันเด็กแห่งชาติเป็นปีที่ 71 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการจัดงานอย่างรอบด้าน และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดในพื้นที่ชายแดน เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างความสุขให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง

สำหรับการจัดงานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดกิจกรรมออกเป็น 4 โซนหลัก โดยแต่ละโซนออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง ในทุกกิจกรรม เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมงานในวันนี้จะได้รับของขวัญและของที่ระลึกที่มีจำนวนกว่าแสนชิ้น เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขให้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมกิจกรรม ณ กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

จากนั้น รองนายกฯ และคณะ ได้เดินทางเยี่ยมชมพร้อมมอบโอวาทแก่เด็ก โครงการเยาวชนสัมพันธ์ ภายในบูทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า

“ประเทศชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการดูแล รักษา และสืบสานความเป็นชาติไทยให้คงอยู่ ขอให้เด็กและเยาวชนทุกคนรักและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตระหนักถึงคุณค่าของรากเหง้า วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติ เพราะเด็กไทยทุกคนคือความหวังและอนาคตของประเทศ
ที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ยั่งยืนสืบไป”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1CApmawtCr/

9 มกราคม 2569 / ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมรับทราบ รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567–2568 และพิจารณาประเด็นสำคัญเพื่อยกระดับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาทิ แนวทางการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แนวทางส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือไตรภาคี (อุตสาหกรรม–วิชาการ–ภาครัฐ) เพื่อพัฒนากำลังคนทักษะสูงเฉพาะทางรองรับอุตสาหกรรมใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับทราบทิศทางนโยบายและมติระดับชาติด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย

คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการาร / ข่าว-ภาพ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / กราฟิก

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1DvgDRxLex/?mibextid=wwXIfr

9 มกราคม 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา 

โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา และผู้บริหารระดับสูง ศธ. คณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานวันครู ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและนักเรียน เข้าร่วมฯ

รมช.ศธ. กล่าวว่า งานวันครูครั้งที่ 70 จัดภายใต้หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยกย่องเชิดชูผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษา โดยจัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในรูปแบบผสมผสาน Onsite และ Online กิจกรรมส่วนกลางวันที่ 16 มกราคม 2569 ณ หอประชุมคุรุสภา และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT สถานีวิทยุกระจายเสียงฯ และช่องทางออนไลน์ของคุรุสภา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถรับชมพิธีการงานวันครูไปพร้อมกันทั่วประเทศ 

รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งพัฒนาคุณภาพครูและคุณภาพชีวิตครู ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็น แก้ปัญหาหนี้สิน ปรับปรุงสวัสดิการ และสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และผลักดันกฎหมายปฏิรูปการศึกษา โดยยืนยันว่า “ครู” คือ ผู้ซึ่งจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เป็นแนวหน้าที่ใกล้ชิดผู้เรียนมากที่สุด และถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างแท้จริง

“งานวันครู ครั้งที่ 70 ครั้งนี้ จึงขอให้ศิษย์ทุกคน ร่วมกัน ‘น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู’ ร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ชุมชน และท้องถิ่น ที่จัดขึ้นโดยคุรุสภา และหน่วยจัดงานวันครูทั่วประเทศ เพื่อให้ ‘วันครู’ เป็นวันที่ครูทุกท่านภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเทกายใจในการสั่งสอนศิษย์ และเป็นการเชิดชูผู้เป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ อุทิศตน เพื่อสร้างอนาคตของชาติให้มีขวัญและกำลังใจให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เข้มแข็ง สืบไป” รมช.ศธ. กล่าว 

ปลัด ศธ. ระบุว่า งานวันครูวันที่ 16 มกราคม 2569 ของส่วนกลาง มีกิจกรรมทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย เช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศล พิธีคารวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัล และการปาฐกถาพิเศษหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เป็นต้น สำหรับส่วนภูมิภาคจัดที่หน่วยจัดงานวันครู ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งนอกจากรูปแบบการจัดงานหลักแล้วนั้น ก็จะมีการจัดกิจกรรม “สัปดาห์วันครู” ระหว่างวันที่ 11–17 มกราคม 2569 โดยมีกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การกำหนดคำขวัญ “หนึ่งคำขวัญ หนึ่งสถานศึกษา” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของวันครู และความภาคภูมิใจในความเป็นครู การชุมนุมครูเพื่อให้ครูทุกคนได้มีโอกาสกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อแสดงถึงการให้คำมั่นในการประกอบวิชาชีพ และการรับผิดชอบต่อเยาวชน และการศึกษาของชาติ และกิจการครูเยี่ยมบ้านเด็ก

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ปีนี้ในพิธีประกาศเกียรติคุณจะมีการมอบรางวัลเกียรติคุณโดยนายกรัฐมนตรี ในภาคเช้า และ รมช.ศธ ในภาคบ่าย จำนวน 16 ประเภท ผู้ได้รับรางวัลรวม 1,198 คน พร้อมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน  

คุรุสภาได้เตรียมมอบ “ของขวัญวันครู” ได้แก่ อบรมพัฒนาวิชาชีพครู 8,000 คน สนับสนุนทุนผู้ประกอบวิชาชีพครูตามพระราชดำริฯ 70 คน คนละ 28,500 บาท รวม 1,995,500 บาท และเปิดระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโฉมใหม่ให้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ คุรุสภาได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในงานวันครู เช่น การประกวดสปอตโทรทัศน์ เขียนการ์ดคารวะครู บัตรคารวะครูออนไลน์ การนำคณะนักเรียน คณะครูและผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ เข้ามอบดอกกล้วยไม้แก่ นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล และกิจกรรมวิชาการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ wankru.ksp.or.th ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม–30 เมษายน 2569 เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู 6 รางวัล ได้แก่
รางวัลชนะเลิศผลงาน ได้แก่ ผลงาน “พระผู้ทรงถักทอชีวิต” จากทีม มิดมี่โปรดักชั่น 
รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน “โขนของแม่…ลมหายใจของแผ่นดิน” จากทีม NMR.S.W Studio 
รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน “แสงแรก” จากทีม โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม 
รางวัลชมเชย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “โอกาสเล็ก ๆ จากหัวใจครู” จากทีม มุจลินทาราม Film ผลงาน “ครูผู้ดูแลด้วยหัวใจ” จากทีม BTJ STUDIO โรงเรียนอนุบาลบ้านท่าพระยาจักร และผลงาน “แม่ ในวันที่ฉันเป็นครู” จากทีม กล้วยไข่เอ็นเทอร์เทนเมนท์

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ภาพ
รูปภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1BbKkhPt1U/

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเขตตรวจราชการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเกิดสัมฤทธิ์ผลตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเป็นการอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546

การแบ่งเขตตรวจราชการในครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จำนวน 5 ราย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สป. 13/2569 ลงวันที่ 9 มกราคม 2569 ให้ยกเลิกคำสั่งเดิม (สป. 790/2568) และมอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตพื้นที่กลุ่มกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ดังนี้

ส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
• เขตตรวจราชการที่ 1 และ 2 นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง
• เขตตรวจราชการที่ 3 และ 4 นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย

กลุ่มภาคใต้และภาคตะวันออก
• เขตตรวจราชการที่ 5 (ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย) และเขต 13 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1) นายเอกราช ชวีวัฒน์
• เขตตรวจราชการที่ 6 (ภาคใต้ฝั่งอันดามัน) และเขต 7 (ภาคใต้ชายแดน): นายคมกฤช จันทร์ขจร
• เขตตรวจราชการที่ 8 นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ
• เขตตรวจราชการที่ 9 นางธรรมพร แข็งกสิการ

กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
• เขตตรวจราชการที่ 10 และ 12 นายภูมิพัทธ เรืองแหล่
• เขตตรวจราชการที่ 11 นายนิยม ไผ่โสภา
• เขตตรวจราชการที่ 14 นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล

กลุ่มภาคเหนือ
• เขตตรวจราชการที่ 15 และ 16 นางยุพิน บัวคอม
• เขตตรวจราชการที่ 17 และ 18 นายชูสิน วรเดช

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาให้เข้าถึงทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแบ่งเขตตรวจราชการเปรียบเสมือนการวางโครงข่ายสายตาของกระทรวง ให้กระจายตัวไปทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนการทำงานในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึง เพื่อให้ฟันเฟืองทางการศึกษาในทุกจังหวัดขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้

เนื่องในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสารเพื่อแสดงความปรารถนาดีและมอบความห่วงใยไปยังเด็กและเยาวชนไทยทุกคน

คำขวัญวันเด็กประจำปี 2569 นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่เด็กไทยในปีนี้ คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

โดยความหมายและหัวใจสำคัญของสาร คือ
• การตระหนักในบทบาทหน้าที่ มุ่งหวังให้เด็ก ๆ ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทั้งสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งต้องมีความรักและความใส่ใจในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม
• การรับมือกับความท้าทาย สนับสนุนให้เด็กไทยพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในฐานะพลเมืองโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม
• หน้าที่ของผู้ใหญ่ เน้นย้ำว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีหน้าที่สำคัญในการพยายามทำให้เด็กทุกคนมีวัยเด็กที่สมบูรณ์ ผ่านการดูแล ปกป้อง และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมในทุกช่วงวัย
• การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความมุ่งมั่นตั้งใจ พยายามแสวงหาความรู้และทำความดี เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติและพลเมืองที่ดีของโลกต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ส่งกำลังใจให้ทั้งเด็กและเยาวชนในการสร้างอนาคตที่ดี รวมถึงให้กำลังใจผู้ใหญ่ในการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กไทยอย่างเต็มศักยภาพ เปรียบได้ว่า เด็กและเยาวชนคือต้นกล้าสำคัญของชาติ ที่หากได้รับความใส่ใจและการดูแลที่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ พร้อมกับมีความมุ่งมั่นเรียนรู้และเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นกล้าเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงและสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างยั่งยืน

8 มกราคม 2569/ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จากทุกสังกัดทั่วประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” โดยขยายความว่า “การรักชาติไทย” คือความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของไทยที่ไม่เป็นทีสองรองจากใครในโลก ส่วน “การใส่ใจโลก” คือการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะ และมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปอยู่แถวหน้าในเวทีโลก พร้อมเปิดห้องทำงานและเก้าอี้นายกฯ สำหรับงานวันเด็กแห่งชาติในปีนี้ (วันเสาร์ที่ 10 มกราคม2569) ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 100 ปี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าชมห้องทำงานนายกรัฐมนตรี และเปิดโอกาสให้ลงนั่งบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศหรือข้าราชการที่ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองในอนาคต

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อคิดและแนวทางพัฒนาตนเองสำหรับเยาวชน ที่สำคัญหลายประการเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับลูกหลาน คือ

• ความกล้าหาญ สนับสนุนให้เยาวชนกล้าทำในสิ่งที่มีความถูกต้องและกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ

• การเรียนรู้และภาษา สนับสนุนให้ใฝ่เรียนรู้ทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการฝึกฝนภาษาต่างประเทศเพื่อขยายโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างความประทับใจในระดับสากล

• ทักษะชีวิตและกีฬา สนับสนุนให้เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพและความแข็งแรง โดยเน้นเรื่อง “สปิริต” การเคารพกฎกติกา และการทำงานเป็นทีมภายใต้แนวคิด “ทีมไทยแลนด์” (Team Thailand)

• คุณธรรม เน้นย้ำว่าความสามารถที่ยอดเยี่ยมต้องมาคู่กับคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม บทบาทของเด็กต่ออนาคตของชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เยาวชนคือกลุ่มคนที่จะมารับช่วงต่อในการบริหารประเทศ จึงขอฝากอนาคตของชาติไว้กับทุกคน พร้อมกำชับให้ผู้ใหญ่และผู้ปกครองตระหนักถึงหน้าที่ในการดูแล มอบความรักความเมตตาให้กับเด็กทุกคนในสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวให้โอวาทแก่เด็ก ๆ ว่า ทุกคน ได้คำนึงถึงหน้าที่พลเมืองที่สำคัญของตัวเอง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเราต้องเติบโตมาเป็นผู้ที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย พร้อมกับมีความเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน เช่น สื่อ เทคโนโลยี ที่เข้ามาอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเราในทุก ๆ วัน ขอให้ใช้อย่างมีสติ ใช้เพื่อเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยให้วิเคราะห์คัดกรองข้อมูลบนสื่อเหล่านี้ด้วย จึงจะะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ส่วนเรื่องใดที่ส่งผลกระทบจิตใจ ขอให้คุยปรึกษากับครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง พี่น้อง ตลอดจนครูและเพื่อน ก่อนที่จะเชื่อ ChatGPT ทั้งหมด เช่นเดียวกับ ศธ. ที่ได้รณรงค์ถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่อง AI ในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเท่าทันด้วย

“การมอบรางวัลในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 ขอชื่นชมพวกเราทุกคน ณ ที่แห่งนี้ และ ณ หอประชุมคุรุสภา ทุกคนเปรียบเสมือน “cream of the crop” เป็นสุดยอดที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่า เป็นเด็กที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิชาการ ด้านดนตรี ศิลปะ ด้านกีฬา หรือด้านศิลปวัฒนธรรม ก็ขอให้เราภูมิใจที่มารับรางวัลและพบปะกับนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และเราต้องไม่ลืมผู้ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จด้วย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ คุณครู เพื่อนร่วมทีม เป็นต้น และอาจารย์ขอแสดงความยินดีกับพวกเราทุกคนอีกครั้ง ขอให้พวกเราเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เพราะเราก็สร้างอนาคตให้กับประเทศไทยได้ด้วยมือของเรา” รมว.ศธ.กล่าว

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวเชิญชวนเด็ก ๆ ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 นี้ ทั้งนั่งเก้าอี้ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และร่วมกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ พร้อมของรางวัลกว่า 100,000 ชิ้น ไว้รอน้อง ๆ หนู ๆ ทุกคน สำหรับการเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่น ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติในปีนี้ รวมจำนวน 1,462 คน ซึ่งผ่านการคัดเลือกจาก 17 หน่วยงาน โดยพิจารณาจากความประพฤติ คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ประหยัด กตัญญูต่อพ่อแม่และผู้ปกครอง สามารถพึ่งพาตนเอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม รวมถึงเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรมและดนตรี ด้านทักษะฝีมือวิชาชีพ ด้านกีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม

ทั้งนี้ ด.ช. พัชร แสนสุริยะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ (Harrow International School Bangkok) กล่าวในฐานะตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2569 ว่า “รู้สึกและภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้มาเยือนทำเนียบรัฐบาล ขอแสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีสำหรับโอวาทที่มอบให้ ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำข้อคิดที่ได้รับไปใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิต เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมและเป็นกำลังหลักในการพัฒนาชาติต่อไป

ซึ่งนิยามของ “เด็กดี” ในมุมมองเยาวชน “เด็กที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักหน้าที่ของตนเองและทำให้ดีที่สุด มีความพยายาม รับผิดชอบ และตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่สนใจ” และจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค หากวันข้างหน้าต้องเผชิญกับความผิดพลาด แต่หากมีความอดทนและไม่ท้อถอย ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน” พร้อมกล่าวขอบคุณสำหรับโอกาสอันมีค่าในครั้งนี้ที่ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน

และในวันเดียวกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2,833 คน โดยรับมอบจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้ทำความดีอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตนเองในฐานะกำลังหลักของประเทศ

ซึ่งกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 – 16.00 น. ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” เพื่อปลุกพลังแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข โดยนายกรัฐมนตรีจะให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานในเวลา 08.30 น. กิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่

• โซนที่ 1 Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา) – มีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมจำลองสถานการณ์พิธีการทูตเพื่อส่งเสริมมารยาทสากล

• โซนที่ 2 Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์) – รวมหน่วยงานด้านการศึกษาและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ

• โซนที่ 3 Sufficiency for Happiness (พอเพียง สร้างสุข) – เน้นการเรียนรู้ตามแนวทางพระราชดำริและกิจกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และกระทรวงวัฒนธรรม

• โซนที่ 4 Water Wonder Zone (บ้านเล็กในป่าใหญ่) – กิจกรรมจากกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เน้นความสนุกสนานควบคู่การเรียนรู้ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ตามคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่นายกรัฐมนตรีมอบไว้ให้

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ธนภัทร จันทร์ห่างหว้า /ภาพ

ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1Aip3LSNEC/?mibextid=wwXIfr

กระทรวงศึกษาธิการ – 8 มกราคม 2568 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก ศาสตราจรารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบเกียรติบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก ประจำปี 2569 พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ศธ. โดยมีเด็กและเยาวชนฯ 2,833 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา

ปลัด ศธ. กล่าวว่า เด็กและเยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ ผู้ใหญ่จากทุกภาคส่วนจึงมีหน้าที่ร่วมกันดูแล ให้โอกาส และให้กำลังใจ เพื่อหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญาควบคู่กับการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นไทย และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของประเทศตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่มีความตั้งใจและความพยายามอย่างยิ่ง จนสามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขอให้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง มีความภาคภูมิใจกับประสบการณ์ที่ได้รับ และมีความสุขกับทุกกิจกรรมที่ได้ทำ

ที่สำคัญเมื่อเราเป็นคนเก่งที่ได้รับการยกย่องแล้วต้องมีความดีควบคู่กันไปด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเสริมสร้างทักษะชีวิตไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในแขนงใดก็ตาม ท้ายที่สุดจะเป็นทักษะชีวิตให้น้อง ๆ ทุกคน นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในอนาคตทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มีคุณค่ามกกว่านั้นคือความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเราสามารถใช้สมรรถนะ ความรู้ความสามารถจนได้รับการยกย่องในวันนี้

การมอบรางวัลในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ โดยในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเด็กและเยาวชนทุกคน พร้อมขอให้ยึดมั่นในการเป็นเด็กดี มีคุณธรรม และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

“กระทรวงศึกษาธิการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจเด็กและเยาวชนที่ตั้งใจทำความดีและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถ เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อเติบโตเป็น “คนดีมีคุณธรรม” และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตอันใกล้ต่อไป”

รองปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรก เป็นกิจกรรมเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่น ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 การนำเด็กและเยาวชนดีเด่น รวมถึงเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ซึ่งมีผลงานโดดเด่น เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี รับโอวาท และรับมอบโล่เกียรติคุณ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กิจกรรมที่ 2 การมอบเกียรติบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ซึ่งผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยกำหนดจัดขึ้นในวันนี้

ส่วนที่สอง เป็นการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 โดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนจัดกิจกรรม ณ กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสถานที่ตั้งของส่วนราชการและหน่วยงานในภูมิภาค ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และทั่วถึง

สำหรับการมอบเกียรติบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการในวันนี้ คณะอนุกรรมการดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2569 ได้พิจารณาคัดเลือกจากผลงานที่มีความโดดเด่นใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรมและดนตรี ด้านทักษะฝีมือวิชาชีพ ด้านกีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,833 คน

ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สนใจพาน้อง ๆ เด็กและเยาวชนเข้าร่วมงานวันเด็กแต่ยังไม่รู้ว่ามีที่ไหนใกล้บ้าน สามารถเข้า http://www.google.com พิมพ์คำว่า “งานวันเด็กแห่งชาติ 2569” จะมีแผนที่การจัดงานแสดงขึ้นมาว่าเราอยู่ใกล้ที่ไหนทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดก็จะสามารถเข้าร่วมงานได้ตามสถานที่ที่ต้องการ แต่อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยของบุตรหลานและควรทำบัตรข้อมูลประจำตัวเด็กและเบอร์โทรผู้ปกครองเผื่อมีกรณีการพลัดหลง ทางผู้จัดงานจะได้ประสานงานติดต่อได้อย่างทันท่วงที

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1aNwqAnUEC/

7 มกราคม 2569 / ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการดำเนินงานและคณะบรรณาธิการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ในโอกาสสำคัญแห่งการจัดการศึกษา เนื่องด้วยวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี จึงได้กำหนดจัดทำหนังสือที่ระลึกเพื่อเผยแพร่ประวัติความเป็นมา ภารกิจ และผลการดำเนินงาน รวมถึงบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาตลอดระยะเวลา 134 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเผยแพร่รายนามและภาพผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 อีกด้วย

โดยโครงร่างหนังสือและเนื้อหาได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาและเขียนบทความพิเศษ อาทิ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ และ รองศาสตราจารย์ ดร.อรพรรณ บุตรกตัญญู ร่วมเขียนบทความเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รองศาสตราจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ เขียนบทความพิเศษ “เรียนดี มีคุณธรรม”

ซึ่งภายในเล่มยังประกอบด้วยบทความพระราชนิพนธ์ “สมเด็จแม่กับการศึกษา” (อยู่ระหว่างขอพระราชทาน) และผลงานเด่นของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดที่สอดคล้องกับนโยบายการศึกษา

ช่องทางการเผยแพร่และกลุ่มเป้าหมาย ฝ่ายเลขานุการได้เสนอแนวทางการจัดทำใน 2 รูปแบบ คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย และฉบับพิมพ์รูปเล่มจำนวน 100 เล่ม ขนาด A4 โดยจะมีการจัดสรรให้แก่หน่วยงานสำคัญ อาทิ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย และ หอสมุดคุรุสภา หอสมุดแห่งชาติ และหอสมุดแห่งชาติส่วนภูมิภาค ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม และห้องสมุด/ศูนย์เอกสารนานาชาติ

ทั้งนี้ มีการกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน โดยจะดำเนินการเรียบเรียงต้นฉบับและคัดเลือกภาพประกอบให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดเผยแพร่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาฯ ส่วนฉบับพิมพ์เล่มจะดำเนินการจัดสรรและเผยแพร่ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

การจัดทำหนังสือครั้งนี้เปรียบเสมือนการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์และเข็มทิศการศึกษาไทย ที่รวบรวมทั้งอดีต ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคตไว้ในเล่มเดียว เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณค่าของการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว – กราฟิก

ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า : ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/1DP8xqsTHa/?mibextid=wwXIfr

6 มกราคม 2569 – พลตรีหญิง ท่านผู้หญิง อรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ ประธานกรรมการที่ปรึกษาโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบหมายให้คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวัง นำโดย พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล รองหัวหน้าส่วนราชการพระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ ฝ่ายบริหาร เป็นผู้เชิญกระเช้าปีใหม่พระราชทานมอบให้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องดำรงราชานุภาพกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินงานสนองพระบรมราโชบายด้านการกีฬา การขับเคลื่อนกีฬาเพื่อสุขภาวะและสังคม เป้าประสงค์หลักของโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย คือการรณรงค์ให้ยุวชน เยาวชน และประชาชนทั่วไปหันมาสนใจการออกกำลังกายและเล่นกีฬา เพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และที่สำคัญคือการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพื่อห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนสามารถเติบโตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง โดย แนวคิด “โรงเรียนกีฬา” ต้นแบบการพัฒนาศักยภาพ

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวังได้ร่วมหารือกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งโรงเรียนกีฬา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของโรงเรียนหมอนทองวิทยา ที่เป็นต้นแบบในการพัฒนานักเรียนทั้งด้านการศึกษาและกีฬาควบคู่กันไป โดยทางโครงการได้ยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกมิติ ดังนี้

• ด้านบุคลากร มีความพร้อมทั้งครูผู้สอน โค้ชกีฬา และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเยาวชน

 ด้านองค์ความรู้และการจัดการ สนับสนุนด้านการบริหารจัดการและการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดนโยบายที่เป็นรูปธรรม

การศึกษาและกีฬาเพื่อสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมยังได้ให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาและการศึกษาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมีแนวทางหลักคือ

1. การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เยาวชนมีเป้าหมายในชีวิต ลดปัญหาสังคม และสร้างความเข้าใจอันดีในชุมชน

2. การเคารพพหุวัฒนธรรม เน้นย้ำการจัดการศึกษาที่ต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวังที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล ร.น. และ พันโท สมานมิตร พัฒนา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการโครงการ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/17VW4KhQag/?mibextid=wwXIfr

กระทรวงศึกษาธิการ – 5 มกราคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ ศธ. ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ รวมทั้งตัวแทนเด็กและเยาวชน เข้าร่วมงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งในปี 2569 นี้ มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” เพื่อมุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต

โดยเริ่มในวันที่ 8 มกราคม 2569 จะมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีจะร่วมมอบโอวาทให้แก่น้อง ๆ เยาวชนดีเด่น จำนวน 652 คน และเป็นเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติจำนวน 810 คน รวมจำนวน 1,462 คน และยังมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เข้ารับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2,833 คน

สำหรับกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านการศึกษา ร่วมจัด 4 โซนกิจกรรมสร้างสรรค์ การแสดง และการเรียนรู้ที่หลากหลาย พร้อมมอบของขวัญและรางวัลมากมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน น้อง ๆ ที่มาร่วมงานจะได้รับทั้งความสนุกสนาน ความรู้ และแรงบันดาลใจ ควบคู่กับของขวัญและกิจกรรมเสริมทักษะที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฯ

กิจกรรมภายในงานยังได้มีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง โดยจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการศึกษา ตลอดจนการแสดงเชิงสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาและสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับกิจกรรมวันเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมส่งความสุข สร้างรอยยิ้ม และเติมเต็มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญและพร้อมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เด็ก ๆ อย่างทั่วถึง รวมถึงในส่วนของการฟื้นฟูสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแผนการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกิดสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนักเรียนที่อยู่ที่บ้านสามารถเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่นักเรียนที่อยู่ในศูนย์ฟื้นฟูหรือพื้นที่พักพิง ได้มีการจัดครูและกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงทางการศึกษา ซึ่งในวันนี้ได้มีการเปิดการเรียนการสอนเป็นวันแรกแล้ว

ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงกิจกรรมสร้างสรรค์และได้รับความสุขอย่างเท่าเทียม

“กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งใจจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ เพื่อมอบความสุข ความรู้ และแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ ทุกคน ขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง มาร่วมสร้างความทรงจำดี ๆ ในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านกิจกรรม “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ภายใต้แนวคิด เรียนดี มีคุณธรม”

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ Light of Wisdom, Creative Earth Lab, Sufficiency for Happiness และ Water Wonder Zone รวมกิจกรรมการเรียนรู้ นิทรรศการ การแสดง และบูธสร้างสรรค์จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านการศึกษากว่า 100 บูธ เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ สนุกสนาน และพัฒนาทักษะอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ลุ้นรับของรางวัลสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบ 4 โซน รวมถึงการแสดงบนเวทีกลางจากศิลปินและเยาวชนต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมปักหมุดสถานที่จัดงานและกิจกรรมเด่นให้เด็กและผู้ปกครองค้นหาข้อมูลได้ผ่านเพจ Facebook “ศธ. 360 องศา”

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยภายในงาน การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การดูแลกรณีเด็กพลัดหลง รวมถึงการจัดทำบัตรข้อมูลประจำตัวเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนที่พาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมอย่างปลอดภัย

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/17jJjfGKes/

จังหวัดพะเยา – 30 ธันวาคม 2568 / ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา และโรงเรียนอนุบาลพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้พบปะและมอบนโยบายแก่บุคลากรทางการศึกษา โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานเชิงประจักษ์ และได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติในการเสนอขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะสู่ระดับ “เชี่ยวชาญ” และ “เชี่ยวชาญพิเศษ” ได้

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับครูที่มีความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะพิจารณาจากหลักฐานการได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม ลดปัญหาข้อถกเถียงและความไม่ชัดเจนในอดีต โดยจะออกหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถเทียบเคียงได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือการตีความที่แตกต่างกัน

ในการนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงแนวทางการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและครูในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่อง สุขภาพจิตของนักเรียน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน โดยระบุว่า แม้ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาจะมีนักจิตวิทยาประจำอยู่ แต่ด้วยจำนวนเพียงเขตละ 1 คน ถือว่าไม่เพียงพอต่อการดูแลนักเรียนที่มีจำนวนมาก โดยเสนอแนวทางว่า “ควรให้ครูทุกคนเรียนรู้จิตวิทยาเด็กเป็นเรื่องสำคัญ โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาทำโครงการให้ความรู้ เพื่อให้ครูเป็นผู้คัดกรองเบื้องต้น” หากพบว่าเด็กคนไหนมีพฤติกรรมที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ จึงค่อยเชิญนักจิตวิทยาตัวจริงหรือส่งต่อประสานงานกับกรมสุขภาพจิตและโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้เตรียมหารือกับสถาบันผลิตครูเพื่อเน้นย้ำเรื่องจิตวิทยาในหลักสูตรครุศาสตร์ต่อไป

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงสวัสดิการของคุณครูที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญ โดยระบุว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลคุณครู ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก ๆ อันเป็นอนาคตของประเทศ ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านพักครูที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในหลายจังหวัด พบว่าสภาพบ้านพักครูจำนวนมากมีความเก่าและเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องเร่งดูแลและปรับปรุงให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยในลักษณะชุมชนครู เพื่อให้ครูได้อยู่อาศัยรวมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างสังคมการทำงานที่เข้มแข็ง

“โครงการดังกล่าวมีแผนบรรจุไว้ในงบประมาณปี 2570 ซึ่งคาดว่าก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ จะเร่งผลักดันนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และขอฝากให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดต่อไปด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ “อาชีวะ–ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการตั้งจุดบริการอาชีวะอาสากว่า 150 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะเบื้องต้น รวมถึงดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมกล่าวชื่นชมและขอบคุณครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่เสียสละเวลาส่วนตัวมาร่วมให้บริการประชาชน พร้อมระบุว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของอาชีวศึกษาที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ

ในด้านการสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ยากลำบาก ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อมูลจากการประชุมสภาการศึกษาว่า ได้มีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับ โรงเรียนในรูปแบบ Stand Alone หรือโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก โดยจะมีการปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการจ้างบุคลากร การบริหารจัดการ การเดินทาง และงบประมาณสำหรับอาหารกลางวัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุภัยพิบัติ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีที่ต้องการช่วยเหลือครูและโรงเรียนที่ประสบอุทกภัย อยู่ระหว่างดำเนินการประสานงานเพื่อกำหนดเป็นหลักการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินเข้ามาดูแลกลุ่มข้าราชการครูและอาคารสถานที่ของโรงเรียนได้โดยตรงเมื่อเกิดภัยพิบัติ

และในช่วงท้าย ยังได้กล่าวถึง “ของขวัญปีใหม่” ที่กระทรวงศึกษาธิการมอบให้แก่ข้าราชการและประชาชน ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาคุณภาพครูและเด็กอีกด้วย

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ

ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1BpNq6Xkok/?mibextid=wwXIfr

เตือนภัย! การ์ดอวยพรปีใหม่ปลอม คลิกเดียว…มิจฉาชีพควบคุมมือถือ ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

ในยุคดิจิทัลที่ทุกคำอวยพรส่งถึงกันได้เพียงปลายนิ้ว เทศกาลปีใหม่ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกเชื่อมโยงและความสุข แต่ในบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีนี้เอง กลับมีภัยร้ายรูปแบบใหม่แฝงตัวอยู่ มิจฉาชีพกำลังใช้ความรู้สึกดีๆ ของเราเป็นเครื่องมือหลอกลวง เพียงแค่ลิงก์ทำการ์ดอวยพรปีใหม่ฟรีลิงก์เดียว อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้คุณสูญเสียการควบคุมโทรศัพท์มือถือไปทั้งหมด

กลลวงในคราบของขวัญปีใหม่: คำอวยพรที่แฝงมากับอันตราย

กลโกงนี้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและดูไม่มีพิษภัย มิจฉาชีพจะส่งข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหรือ SMS พร้อมแนบลิงก์ที่อ้างว่าคุณสามารถเข้าไปสร้างการ์ดอวยพรปีใหม่แบบออนไลน์ได้ฟรี ข้อความดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือและเข้ากับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อกดเข้าไปโดยไม่ทันระวังตัว คุณสามารถส่งการ์ดอวยพรปีใหม่ให้เพื่อนของคุณในชื่อของคุณได้ หากต้องการโปรดกดลิงก์ โปรดกดที่ลิงก์นี้เพื่อรับการ์ด

กับดักร้ายในคลิกเดียว: แค่กดลิงก์ก็เท่ากับส่งมอบมือถือให้มิจฉาชีพ

ทันทีที่เหยื่อหลงเชื่อและคลิกที่ลิงก์ดังกล่าว นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ ลิงก์นั้นจะนำไปสู่การติดตั้งไฟล์อันตราย (ไฟล์ APK) หรือมัลแวร์ลงบนโทรศัพท์มือถือโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น มิจฉาชีพจะสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ของคุณได้จากระยะไกล หรือก็คือ มือถือของท่านจะโดนควบคุมในทันที
ราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด: เมื่อข้อมูลและเงินในบัญชีถูกดูดจนหมด
เมื่อมิจฉาชีพควบคุมโทรศัพท์ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการสูญเสียความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัลทั้งหมดของคุณ พวกมันจะสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลสำคัญทุกอย่างที่อยู่ในเครื่อง โดยสิ่งที่คนร้ายจะขโมยไป ได้แก่:
• ข้อมูลส่วนตัว
• รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมด
• เงินในบัญชีธนาคารผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ซึ่งอาจถูกโอนออกไปจนหมดบัญชี

เกราะป้องกันที่ดีที่สุด: ท่องคาถา “ไม่เชื่อ ไม่คลิก ไม่เป็นเหยื่อ”

วิธีป้องกันตัวเองจากกลลวงนี้ที่ดีที่สุดคือการตั้งสติและมีความสงสัยอยู่เสมอ เมื่อได้รับข้อความหรือลิงก์ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะที่มาพร้อมข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ให้ “เอ๊ะ ๆ ก่อน” อย่าเพิ่งเชื่อใจใครง่ายๆ และยึดหลักป้องกันตัวที่สำคัญที่สุดไว้เสมอ นั่นคือ ไม่เชื่อ, ไม่คลิก, ไม่เป็นเหยื่อ เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันเงินในกระเป๋าของคุณให้ปลอดภัยได้
ท้ายที่สุดแล้ว ของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้กันได้ในเทศกาลนี้คือของขวัญแห่งความปลอดภัย ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่เราไม่เพียงแต่จะแบ่งปันความสุข แต่ยังแบ่งปันความรู้เพื่อปกป้องกันและกัน
จังหวัดพะเยา – 18.00 น. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ 3 กระทรวงพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดงาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งรัก พะเยา เทิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณริมกว๊านพะเยา และลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง จังหวัดพะเยา

โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระดับพื้นที่ ชูผลงานสถานศึกษาในงาน “Phayao Countdown Flora Fest 2026” และจัดนิทรรศการบริเวณลานกิจกรรมอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง เพื่อเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายในงาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026” ซึ่งมีการจัดแสดงผลงานจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พะเยา ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดพะเยา วิทยาลัยเทคนิคพะเยา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา เพื่อนำเสนอผลงานโดดเด่นของนักเรียนและสืบสานอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการจัดจุดตรวจสภาพรถฟรีจากอาชีวศึกษาเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว

การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อยกระดับพะเยาจาก “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” โดย ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะบริหารกระทรวงศึกษาธิการและบุคลากรที่เข้าร่วมงานและพิธีเปิด ทั้งนี้ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า พะเยาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จในการผลักดันพะเยาให้ขยับจากเมืองรองขึ้นเป็น “เมืองหลัก” เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Class Destination) ที่นักท่องเที่ยวโหยหา ภายใต้คอนเซปต์ “Amazing Thailand Healing is the new luxury” ที่เน้นความผ่อนคลายและคุณค่าทางวัฒนธรรม

กิจกรรมสุดตระการตาที่หลากหลายภายในงาน เพื่อมอบความสุขให้กับนักท่องเที่ยว อาทิ

• การแสดงแสงสีเสียง : การประดับไฟสวยงาม (Lighting Installation) ตลอดริมกว๊านพะเยา การแสดงโดรนแปรอักษร และการแสดงโขนสุดประทับใจ

• นิทรรศการเทิดพระเกียรติ : นิทรรศการ “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

• ความบันเทิง : การแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วัน ท่ามกลางบรรยากาศที่งดงามของกว๊านพะเยา

• กิจกรรม Content Creator : กิจกรรมเชิญชวนร่วมสร้างวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ความยาวไม่เกิน 1 นาทีครึ่ง เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมเติมเต็มความสุขแบบครบวงจร จาก 22 หน่วยงานในสังกัด ได้จัดโซน “ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา” ซึ่งประกอบด้วย

• จุดเช็คอินแลนด์มาร์ค : จำลองบรรยากาศ “มหากรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี 2569” พร้อมสวนไม้ดอกไม้ประดับและมาสคอตสัญลักษณ์ต่าง ๆ

• กิจกรรม DIY และ Work Shop : กิจกรรมสาธิตการประกอบอาหารและการทำงานฝีมือจากหน่วยงานราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับของที่ระลึกกลับบ้าน

• พื้นที่ Oasis : บริเวณพักผ่อนพร้อมบริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง เปรียบเสมือนจุดพักใจให้กับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดกิจกรรมออกร้านของกลุ่มอาชีพปักผ้าชาวเขาและกลุ่มผู้สูงอายุ บูรณาการความร่วมมือเพื่อประชาชน โดย นางสาวอรภา โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวปิดท้ายว่า จังหวัดพะเยาพร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อส่งต่อความรักและความอบอุ่นในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมงาน อาทิ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัด ศธ.นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. นางสาวอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา และนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลธิการ สกสค.ตลอดจนผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/14LbpqwW23T/?mibextid=wwXIfr


Top