homescontents
homescontents

ข่าวปฏิบัติการ 3 ชาติ ทุบฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชายแดน (KK Park / ชเวก๊กโก)

หลายคนคงคุ้นเคยกับประสบการณ์น่ารำคาญใจจากการรับโทรศัพท์หรือข้อความจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พยายามหลอกลวงเราไม่เว้นแต่ละวัน ปัญหาที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ตัวและแก้ไขได้ยากนี้ ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนรากฐาน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอาชญากรรมข้ามชาติคือปฏิบัติการร่วมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง 3 ประเทศ ไทย จีน และเมียนมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายใหม่ของการปราบปรามที่ทุกคนต้องจับตามอง

จุดเปลี่ยนของการปราบปรามอาชญากรรมไร้พรมแดน

เป็นเวลาหลายปีที่พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้กลายเป็น “เซฟโซน” และฐานที่มั่นสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “ทุนจีนเทา” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการร่วมไตรภาคีครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างไทย จีน และเมียนมาร์นี้ ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภูมิทัศน์ความมั่นคงในภูมิภาคกำลังจะเปลี่ยนไป ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการทลายฐานที่มั่นทางกายภาพ แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการขจัดภัยคุกคามร่วมกัน

บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงนัยสำคัญของปฏิบัติการดังกล่าว วิเคราะห์ผลของความร่วมมือเชิงนโยบายที่ทั้งสามชาติได้ตกลงร่วมกัน และคาดการณ์ทิศทางความร่วมมือในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจมิติที่ซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงอนาคตของการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การวิเคราะห์ปฏิบัติการ “ทุบฐานคอลเซ็นเตอร์”

ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จทางยุทธวิธีที่สำคัญ โดยมุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรม 2 แห่ง คือ KK Park และ ชเวก๊กโก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งซ่องสุมและฐานปฏิบัติการหลักของแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ การบุกทลายเป้าหมายหลักทั้งสองแห่งนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง
ผลลัพธ์สำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

ความสำเร็จของปฏิบัติการภาคสนามครั้งนี้ จึงไม่ได้จบลงที่การทลายอาคาร แต่เป็นการปูทางไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายที่ทั้งสามชาติได้วางรากฐานร่วมกัน

ความร่วมมือไตรภาคี 4 เสาหลักสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากปฏิบัติการภาคสนามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนแล้ว หัวใจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาวอยู่ที่การวางกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายที่แข็งแกร่ง ที่ประชุมไตรภาคีได้บรรลุข้อตกลงใน 4 มาตรการหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดความยั่งยืน มาตรการทั้ง 4 ประการนี้ไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบนิเวศที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อปิดช่องโหว่ทั้งหมดของเครือข่ายอาชญากรรม

    1. การรวมศูนย์ข่าวกรองผ่าน ACSC เพื่อการขยายผลอย่างเป็นระบบ
      การกำหนดให้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของไทยเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านข่าวกรองอย่างมีนัยสำคัญ กลไกนี้จะช่วยให้ทั้งสามประเทศสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่าย เส้นทางการเงิน และรูปแบบการก่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และขยายผลการจับกุมไปยังผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง
    2. จัดตั้งคณะทำงานร่วม
      การจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่มีอำนาจในการขยายผลเครือข่ายภายใน 24 ชั่วโมง เป็นมาตรการที่ตอบสนองต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วในการประสานงานจะช่วยลดโอกาสที่กลุ่มอาชญากรจะโยกย้ายฐานที่มั่น ทำลายหลักฐาน หรือถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ซึ่งจะนำไปสู่การทลายเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    3. การตัดวงจรปัจจัยพื้นฐานโจมตีจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์
      มาตรการนี้โจมตีจุดเปราะบางที่สุดขององค์กรอาชญากรรมยุคใหม่ ที่ต่างจากอาชญากรรมรูปแบบดั้งเดิม คือการพึ่งพิงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัล การตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ตจึงเป็นการทำลายขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยตรง ความเปราะบางนี้เองที่ทำให้การตัดปัจจัยพื้นฐานกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่การควบคุมโครงสร้างพื้นฐานทำได้ง่ายกว่า
    4. การอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ต้องหา
      การเร่งรัดกระบวนการส่งตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติกลับไปยังประเทศต้นทางเพื่อดำเนินคดี เป็นการปิดช่องว่างทางกฎหมายและลดภาระของประเทศที่จับกุม การส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รวดเร็วไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการยืนยันว่าอาชญากรจะไม่สามารถใช้พรมแดนเป็นเกราะกำบังเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้

โดยสรุปแล้ว กลไกทั้งสี่ทำงานเสริมกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ข่าวกรองที่รวบรวมผ่าน ACSC จะไร้ความหมายหากไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างทันท่วงทีโดยคณะทำงานร่วมที่ตอบสนองภายใน 24 ชั่วโมง การตอบสนองที่รวดเร็วนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อสามารถชิงลงมือก่อนการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐานเพื่อป้องกันการทำลายข้อมูล และปิดท้ายด้วยการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ต้องหาเพื่อรับประกันผลลัพธ์ทางกฎหมายที่ชัดเจน

ทิศทางอนาคตจากปฏิบัติการสู่ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระยะยาว

ความร่วมมือไตรภาคีนี้เป็นต้นแบบของความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่สามารถต่อยอดและพัฒนาไปสู่การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ ได้ในอนาคต
แนวโน้มและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือที่น่าจับตามอง มีดังนี้

    1. การขยายขอบเขตความร่วมมือ : ความสำเร็จของโมเดลไตรภาคีในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่นๆ ที่เป็นปัญหาร่วมกันในภูมิภาค เช่น การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
    2. การยกระดับ : คณะทำงานร่วมที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ อาจถูกพัฒนาไปสู่โครงสร้างความร่วมมือที่เป็นทางการและถาวรมากขึ้น เช่น การจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมชายแดน หรือการทำข้อตกลงระหว่างประเทศที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
    3. ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น : ความยั่งยืนของความร่วมมือนี้อาจเผชิญกับความท้าทาย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในแต่ละประเทศ หรือการปรับตัวของเครือข่ายอาชญากรรมไปสู่พื้นที่หรือรูปแบบใหม่ ดังนั้น การรักษาเจตจำนงที่เข้มแข็ง การปรับปรุงกลไกความร่วมมือให้ทันสมัยอยู่เสมอ และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การมองไปข้างหน้าและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากความสำเร็จเชิงปฏิบัติการไปสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

บทสรุป

ปฏิบัติการร่วมไทย-จีน-เมียนมาร์ในการทลายฐานที่มั่นอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ทั้งการปฏิบัติการภาคสนามที่เฉียบขาด และการวางกรอบความร่วมมือเชิงนโยบาย 4 เสาหลัก แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำหลักการสากลที่ว่า “อาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน” การประสานงานอย่างใกล้ชิดคือคำตอบเดียวที่จะเอาชนะเครือข่ายอาชญากรที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างระหว่างพรมแดนได้

เจตจำนงร่วมที่แสดงออกผ่านปฏิบัติการครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่สำหรับภูมิภาค เพื่อปิดฉากยุคแห่งการใช้พรมแดนเป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติอย่างถาวร

 

แค่รับสายก็เสียครึ่งล้าน? ถอดรหัส 4 ขั้นตอนกลโกง ‘ผู้โชคดี’ ที่คุณต้องรู้ทัน

เสียงโทรศัพท์ที่ไม่คาดคิดดังขึ้น ปลายสายแจ้งข่าวดีว่าคุณคือ “ผู้โชคดี” ได้รับรางวัล ความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเสียงโทรศัพท์แห่งโชคนั้น ไม่ได้นำโชคมาให้จริง แต่กลับเป็นก้าวแรกของกับดักที่มิจฉาชีพวางแผนไว้

1. จุดเริ่มต้น : เหยื่อล่อคือ “รางวัล” ที่คุณไม่ได้ร้องขอ

กลโกงนี้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายด้วยโทรศัพท์หนึ่งสาย มิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นตัวแทนจากองค์กรที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น มูลนิธิฯ บริษัทฯ และแจ้งว่าคุณได้รับรางวัลเป็นของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ไดร์เป่าผม กระทะไฟฟ้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น พวกเขาอาจเสนอทางเลือกว่า “จะรับเป็นของ หรือจะรับเป็นเงินสด” การเสนอรางวัลที่ไม่คาดคิดพร้อมทางเลือกนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกดีใจและประหลาดใจ ทำให้เหยื่อลดกำแพงการป้องกันตัวเองลง และเปิดรับฟังสิ่งที่มิจฉาชีพจะพูดต่อไป
หากมีใครโทรหาท่าน แล้วบอกว่า ท่านได้รับรางวัล ถ้าท่านดีใจ แสดงว่าท่านมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

2. สัญญาณอันตราย : เมื่อการรับรางวัลต้อง ‘แอด Line’ และเข้า ‘OpenChat’

หลังจากเหยื่อตอบตกลงที่จะรับรางวัล มิจฉาชีพจะดำเนินแผนขั้นต่อไปทันที โดยการขอให้แอดบัญชี Line และดึงเข้ากลุ่ม Line OpenChat นี่คือสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนที่สุด เพราะมันคือการย้ายเหยื่อจากการสนทนาทั่วไป ไปสู่ห้องปิดที่มิจฉาชีพสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและข้อมูลทั้งหมดได้ การทำเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อตัดขาดเหยื่อจากโลกภายนอกและล้อมรอบด้วย “หน้าม้า” ซึ่งก็คือมิจฉาชีพคนอื่นๆ ที่แสร้งทำเป็นผู้ร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและแรงกดดันทางสังคม ทำให้การหลอกลวงดูเป็นเรื่องปกติ จากนั้นเรื่องราวของรางวัลชิ้นแรกก็จะค่อยๆ เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา

3. การไต่ระดับ : จากของรางวัลสู่ภารกิจและตัวเลขในอากาศ

ณ จุดนี้เองที่กลโกงได้เปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน จากความดีใจที่ได้ของฟรี สู่ความโลภที่อยากได้เงินเพิ่ม บทสนทนาจะเปลี่ยนจากเรื่องของรางวัลไปสู่การทำ “ภารกิจ” ต่างๆ เช่น กดไลก์เพจ การรีวิวสินค้า หรือแม้กระทั่งกลวิธีที่แยบยลยิ่งกว่าอย่างการชวนให้ “โอนเงินร่วมบริจาคกับมูลนิธิ”  เพื่อใช้ประโยชน์จากความใจบุญของเหยื่อและทำให้การโอนเงินดูเป็นเรื่องปกติ
จุดสำคัญของกลลวงในขั้นตอนนี้คือ มิจฉาชีพจะโชว์ตัวเลขหลอกๆ ให้เราเห็นในระบบที่สร้างขึ้น ว่าเรามีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทำภารกิจสำเร็จ กลยุทธ์นี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะมันสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้น ทำให้เหยื่อรู้สึกว่า “เฮ้ย เงินเราอ่ะ เงินเรามันอยู่นั้น” ความรู้สึกนี้เองที่เปลี่ยนความดีใจในช่วงแรกให้กลายเป็นความโลภและความต้องการที่จะเอาเงินของเราออกมาให้ได้ ทำให้เหยื่อติดกับและเริ่มลงทุนด้วยเงินของตัวเองโดยหวังผลตอบแทนก้อนใหญ่

4. กับดักสุดท้าย : เมื่อ ‘การถอนเงิน’ คือประตู่สู่การสูญเสีย

จุดจบของกลโกงนี้จะมาถึงเมื่อเหยื่อพยายามถอนเงินที่เห็นเป็นตัวเลขในระบบออกมา แต่แน่นอนว่าคำสั่งถอนเงินจะล้มเหลว เมื่อเหยื่อทักท้วง มิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาขั้นสุดในการกล่าวโทษเหยื่อกลับ โดยอ้างว่า “เราทำผิดวิธี…แค่นี้ก็ทำผิด” คำพูดลักษณะนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนกและความรู้สึกผิด ทำให้เหยื่อเชื่อว่าเป็นความผิดของตัวเองและต้องรีบแก้ไขสถานการณ์โดยการโอนเงินเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อเป็นค่าปลดล็อกระบบหรือค่าแก้ไขข้อผิดพลาด

“จากกรณีศึกษาของผู้เสียหายหญิงวัย 37 ปี ที่เริ่มต้นจากการได้รับแจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รางวัลไดร์เป่าผม เธอถูกหลอกให้ทำภารกิจและโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามถอนยอดเงินในระบบที่ไม่มีอยู่จริงออกมา สุดท้ายเธอต้องสูญเงินไปกว่า 500,000 บาท จากการโอนเงินทั้งหมด 8 ครั้ง กลายเป็นสูญเสียเงินจำนวนมากที่เริ่มจากโทรศัพท์เพียงสายเดียว”

28 มกราคม 2569 / ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมออนไลน์คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ และวางกลยุทธ์สื่อสารในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมุ่งเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษาและสร้างความปลอดภัยให้นักเรียน

การสื่อสารเชิงรุกและกลยุทธ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในที่ประชุมได้เน้นย้ำแนวทางการสื่อสารในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการสื่อสารเชิงบวก (Positive Content) และการชี้แจงข้อเท็จจริงทันทีเมื่อเกิดกระแสข่าวบิดเบือน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนและบุคลากรทางการศึกษา

โดยการประชุมในครั้งนี้ เน้นการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการยกระดับสวัสดิการและขวัญกำลังใจบุคลากร (สร้างความสุขให้ครู) และนโยบายด้านการศึกษาและความปลอดภัย ดังนี้

การติดตามข้อมูลความคืบหน้าของมติคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)

• เงินเพิ่มพิเศษสำหรับสายงานพัสดุ ไฟเขียวเงินประจำตำแหน่ง 2,000 – 6,000 บาทต่อเดือน สำหรับบุคลากรกลุ่ม 38 ค. (2) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน

• การปรับปรุงเกณฑ์วิทยฐานะ ซึ่งมีแนวคิดปรับปรุงเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มงาน เช่น ครู สกร., ครูอาชีวะ และครูการศึกษาพิเศษ, โดยจะเน้นการลดภาระงานวิจัยทางวิชาการ และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นหลัก

• การแก้ปัญหาขาดแคลนผู้บริหาร ซึ่ง ศธ.เตรียมพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของผู้สมัครตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้บริหารในบางพื้นที่

นโยบายด้านการศึกษาและความปลอดภัย

• ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) อยู่ระหว่างพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงหลักสูตรของทุกหน่วยงาน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการฝึกประสบการณ์จริง ลดเวลาและภาระค่าใช้จ่าย โดยคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2569

• 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าขยายผลโรงเรียนคุณภาพให้ครอบคลุมทุกอำเภอและตำบลในอนาคต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

• การจัดการข่าวลบและศูนย์ความปลอดภัย ซึ่งที่ประชุมได้มีการชี้แจงกรณีข่าวความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา และการประสานงานเพื่อเตรียมมาตรการควบคุมให้เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำคัญที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ งานองค์กรเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา ในวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2569, การเปิดติวฟรีสอบ A-Level สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ, และการลงนาม MOU กับ Canva เพื่อให้ครูโรงเรียนเอกชนใช้งานระบบ Canva Education ฟรี

ทั้งนี้ คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้ความร่วมมือทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” เพื่อสื่อสารนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาของเพื่อนครูและนักเรียนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อสร้างความสุขและความปลอดภัยให้เกิดขึ้นทั่วทั้งระบบการศึกษาไทย

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว – กราฟิก

สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ : ภาพ

28 มกราคม 2569 – ศาสตราจารนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ถึงมาตรการเฝ้าระวังเรื่องไวรัสนิปาห์ในสถานศึกษา ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้ทุกกระทรวงเฝ้าระวังอย่างรอบด้าน ว่า ในการประชุมวันนี้ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก โดยมีอธิบดีกรมควบคุมโรคมาให้ข้อมูลพร้อมหารือร่วมกันอย่างเข้มข้น

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อในพื้นที่และเสียชีวิตนั้น ทางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการหารือร่วมกันถึงการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์อย่างจริงจัง และใช้เวลานาน โดยมีอธิบดีกรมควบคุมโรคมาให้ข้อมูลและรายงานสถานการณ์ ว่าขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศและที่ผ่านมาก็ไม่เคยพบ แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ที่มีความรุนแรงสูง ที่กลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2541 

“นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ทุกกระทรวงเตรียมการเฝ้าระวังอย่างรอบด้าน เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ และแม้จะยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการเตรียมที่จะออกแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดในหน่วยงานและสถานศึกษาตามมาตรฐานสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียนนักศึกษา ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเบื้องต้นขอแนะนำให้ทุกคนพยายามดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรค (Reservoir) และสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ ที่สำคัญคือรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ด้วยการล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ หากมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ควรพบแพทย์ทันที” รมว.ศธ. กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ไวรัสนิปาห์ เป็นโรคที่แพร่ได้หลายทาง ได้แก่ แพร่จากสัตว์สู่คน ด้วยการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ, แพร่จากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเลือด และแพร่จากการบริโภคน้ำผลไม้ที่เก็บด้วยวิธีการที่ไม่สะอาดและปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาว มีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4-14 วัน หรืออาจนานได้ถึง 45 วัน ซึ่งจะมีอาการ แบ่งออกได้หลายระดับ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, เจ็บคอ อาเจียน, ไอ เหนื่อยหอบ เป็นต้น

ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง-กราฟิก
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ/ ข่าว

27 มกราคม 2569 / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย ครบรอบ 104 ปี ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจ ด้วยจิตอาสา” พร้อมน้อมแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ณ สนามกีฬากลางจังหวัดนนทบุรี

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบทูลรายงานต่อประธานในพิธี โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ อาสายุวกาชาด และสมาชิกยุวกาชาดจากทุกสังกัดทั่วประเทศเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี ได้มีการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระพันปีหลวง

นายองอาจ วงษ์ประยูร กราบทูลรายงานถึงความเป็นมาของกิจการยุวกาชาดว่า ยุวกาชาดไทยได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2465 โดย จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีอุดมการณ์แห่งสันติสุข มีความรู้และทักษะด้านการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองและผู้อื่น ตลอดจนเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย และจิตสาธารณะ อันจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสภากาชาดไทย จังหวัดนนทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านการศึกษาทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม โดยมีสมาชิกยุวกาชาดระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาสายุวกาชาด เข้าร่วมกว่า 5,000 คน กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย พิธีสงฆ์ พิธีถวายความอาลัย การประกวดวาดภาพและออกแบบโปสเตอร์เพื่อการประชาสัมพันธ์ พิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด รวมถึงการแสดง ณ นนทบุรียิมเนเซี่ยม นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลักยุวกาชาดผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ

ในการนี้ ขออนุญาตเบิก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทูลเบิกผู้เข้ารับประทานโล่พระราชทานยุวกาชาดดีเด่น โล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ประจำปี 2567 จำนวน 21 ราย ประจำปี 2568 จำนวน 20 ราย และอาสายุวกาชาดดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 9 ราย และประจำปี 2569 จำนวน 12 ราย และเบิก นายอำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด เป็นผู้นำกล่าวคำปฏิญาณ แก่คณะกรรมการ ผู้บังคับบัญชา อาสายุวกาชาด และสมาชิกยุวกาชาด รวมทั้งผู้ร่วมงานทุกคน และทอดพระเนตรการแสดง เป็นลำดับต่อไป”

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล ประทานพระราชดำรัส ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าพเจ้ามาแทนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ในพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนายวกาชาดไทย ประจำปี 2569 ในวันนี้

ข้าพเจ้าได้ทราบความเป็นมา ของกิจการยุวกาชาด และการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์และกิจกรรมหลากหลาย ดังที่กล่าวรายงานนั้น ด้วยความชื่นชมยินดียิ่งนัก พิธีปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด เป็นกิจกรรมที่ทรงคุณค่ากิจกรรมหนึ่ง ในบรรดากิจกรรมทั้งหลายที่จัดขึ้น เพราะได้เอื้ออำนวยให้สมาชิกยุวกาชาด ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ ตลอดจนอาสายุวกาชาดทั่วประเทศ ได้น้อมรำลึกและสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระองค์ผู้ทรงสถาปนายุวกาชาดไทย กับทั้งได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันและกัน

ขอให้สมาชิกยุวกาชาดทุกคน ได้ใช้โอกาสที่มาเป็นยุวกาชาดนี้ หมั่นฝึกฝนเรียนรู้สิ่งดีงามใหม่ ๆ ให้พัฒนางอกงามขึ้นในตน แต่ละคนจะได้เป็นยุวกาชาดที่มีคุณสมบัติดีงาม เป็นพลเมืองดีที่สามารถสร้างสรรค์ความดีความเจริญ ให้แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และแก่ชาติบ้านเมือง ตามอุดมการณ์และเจตนารมณ์ของยุวกาชาดไทยต่อไป

ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระนามพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ข้าพเจ้าขออวยพรให้กิจการยุวกาชาดเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป และขอให้ยุวกาชาดทั้งมวล รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกท่านทุกฝ่าย มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงและความผาสุกสวัสดีทุกเมื่อทั่วกัน“

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว – กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้ม / TikTok

ภาพเพิ่มเติม https://drive.google.com/drive/folders/18jbTOgFDlpcQzPgxClY9wAgtUGxGce0H?usp=sharing

27 มกราคม 2569 – ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า “สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าวให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในลักษณะเดียวกับข้าราชการพลเรือน ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบนี้”

การปรับปรุงระเบียบครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับข้าราชการประเภทอื่น โดยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุและนักวิชาการพัสดุอย่างชัดเจน

ด้าน เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบนี้มุ่งสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุซึ่งมีภาระความรับผิดชอบและความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องปฏิบัติงานในการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน โดยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษนี้จะจ่ายเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ในอัตรา 2,000 – 6,000 บาท ต่อเดือนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ถือเป็นเงินเพิ่มรายเดือนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการที่ทำงานด้านพัสดุ และผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบด้วย ทั้งนี้ ภายหลัง ก.ค.ศ. เห็นชอบแล้ว จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้

ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอและจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นชอบแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ เพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์สำหรับใช้ประกอบการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตาม ว1/2569 พร้อมมอบหมายให้ สพฐ. และสำนักงาน ก.ค.ศ. ร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์การบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยในกรณีจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ก่อนเสนอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง, กราฟิก
สำนักกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา/ ข่าว

กระทรวงศึกษาธิการ – 27 มกราคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและพิธีสงฆ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย ประจำปี 2569 ครบรอบ 104 ปี ภายใต้แนวคิด “104 ปี ยุวกาชาดไทย ร้อยดวงใจ ด้วยจิตอาสา” ณ หอประชุมคุรุสภา

โอกาสนี้ ได้กราบนิมนต์พระธรรมวชิรญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พร้อมคณะสงฆ์ รวม 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กิจการยุวกาชาดไทยและผู้เข้าร่วมพิธี

ในการนี้ รองปลัด ศธ. จุดธูปเทียนและวางพวงมาลัยบูชา เพื่อรำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้มีคุณูปการต่อกิจการยุวกาชาดไทย ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขมพันธ์ุ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต อุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดสยาม, นายฌ็อง อังรี ดูนังต์ ผู้ริเริ่มขบวนการกาชาดโลก, ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้ริเริ่มสภาอุณาโลมแดง อันเป็นที่มาของสภากาชาดไทย, หลวงแจ่ม วิชาสอน และนางผิน แจ่มวิชาสอน ผู้บริจาคทรัพย์และที่ดินเพื่อบำรุงกิจการยุวกาชาดไทย

จากนั้น พระสงฆ์ได้สวดเจริญพระพุทธมนต์ อนุโมทนา และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ รองปลัด ศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ศธ. ถวายภัตตาหารเพลและเครื่องไทยธรรม เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์

รองปลัด ศธ. กล่าวถึงการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย ครบรอบ 104 ปี เพื่อระลึกถึงบุคคลสำคัญผู้ก่อตั้งกิจการยุวกาชาดในประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมให้สมาชิกยุวกาชาด ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการเป็นยุวกาชาด รวมทั้งเป็นเวทีในการร่วมปฏิบัติกิจกรรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่าย เป็นพิธีปฏิญาณตนและสวนสนามยุวกาชาด ประจำปี 2569 เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ไปทรงเป็นประธานในพิธี ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี

การจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเจ้าภาพ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ สภากาชาดไทย จังหวัดนนทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร ตลอดจนหน่วยงานและสถานศึกษาเครือข่ายยุวกาชาดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กิจการยุวกาชาดไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2465 ในชื่อ “กองอนุสภากาชาดสยาม” โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขมพันธ์ุ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี มีจิตเมตตากรุณา และรู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยกิจการยุวกาชาดไทยเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาดไทย ซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภก

“กระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมกิจกรรมยุวกาชาดไทย ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน เป็นผู้ “เรียนดี มีคุณธรรม” ส่งเสริมจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และจิตสาธารณะ ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนให้สามารถดำรงตนอย่างมีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว – กราฟิก
ศธ. 360 องศา / ภาพ – FB Live – TikTok

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1HcrsZmTEX/

ความสำคัญของ “คุณภาพครู” ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพของประเทศ โดยเปรียบกระบวนการเรียนรู้ว่าต้องอาศัย “ใจกับใจ” ระหว่างครูกับศิษย์ และเปรียบครูเสมือน “ดอกกล้วยไม้” สัญลักษณ์วันครูที่ต้องใช้เวลาในการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังเพื่อให้ผลิดอกที่สวยงาม เช่นเดียวกับการพัฒนาการศึกษาของชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือและพลังจากครูและบุคลากรทุกระดับในการขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าสืบไป

ความตอนหนึ่งของ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในงานวันครู ครั้งที่ 70 ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569

ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

เตือน! ผู้ใช้งาน Instagram ระวังข้อมูลบัญชีรั่วไหล

คุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้ Instagram จำนวนมากที่ได้รับอีเมลแจ้งเตือนให้รีเซ็ตรหัสผ่านโดยที่ไม่ได้ร้องขอหรือไม่? เหตุการณ์ที่สร้างความสับสนและน่ากังวลนี้คือสัญญาณแรกที่นำไปสู่การเปิดเผยการรั่วไหลของข้อมูลครั้งใหญ่ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์รายงานว่าพบข้อมูลจากบัญชี Instagram มากถึง 17.5 ล้านบัญชีหมุนเวียนอยู่ในตลาดมืด

ข้อมูลผู้ใช้ 17.5 ล้านบัญชี ถูกพบในตลาดมืด

บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Malwarebytes ได้ตรวจพบชุดข้อมูลขนาดใหญ่บนฟอรัมใต้ดินและเว็บมืด ซึ่งอ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน Instagram จำนวนมหาศาล ข้อมูลที่รั่วไหลออกไปนั้นประกอบด้วย

อันตรายหลักที่เกิดขึ้นทันทีคือ ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้ในการโจมตีแบบฟิชชิ่ง (Phishing) ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หรือใช้เป็นเครื่องมือในการพยายามเข้ายึดครองบัญชีของคุณ การมีทั้งอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีเดียวกัน ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างเรื่องราวหลอกลวงที่น่าเชื่อถือได้สูงมาก

คำชี้แจงของ Meta

Meta ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยมีใจความสำคัญว่าระบบหลักของ Instagram ไม่ได้ถูกแฮกหรือถูกโจมตีแต่อย่างใด Meta อธิบายว่าบริษัทได้ตรวจพบและแก้ไขปัญหาที่บุคคลภายนอกส่งคำขออีเมลเพื่อรีเซ็ตรหัสผ่าน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถใช้รายชื่ออีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์จำนวนมากเพื่อทดสอบส่งคำขอรีเซ็ตรหัสผ่านไปยัง Instagram ได้ แม้ผู้โจมตีจะไม่สามารถเข้าบัญชีได้โดยตรง แต่ก็สามารถยืนยันได้ว่าอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ใดผูกอยู่กับบัญชี Instagram ที่มีอยู่จริง ซึ่งข้อมูลที่ถูกยืนยันแล้วนี้เองที่มีค่าในตลาดมืด บริษัทได้แนะนำให้ผู้ใช้เพิกเฉยต่ออีเมลเหล่านั้น และกล่าวขออภัยในความสับสนที่เกิดขึ้น

ความเสี่ยงที่แท้จริง

ถึงแม้คำชี้แจงของ Meta ที่เน้นย้ำความปลอดภัยของระบบ เซิร์ฟเวอร์จะไม่ถูกแฮกโดยตรง แต่ “ข้อมูล” ของผู้ใช้ก็ได้หลุดออกไปแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ ข้อมูลทั้ง 17.5 ล้านบัญชีจะคงอยู่อย่างถาวรในโลกใต้ดินของอาชญากรไซเบอร์ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ผู้ใช้ยังคงต้องเผชิญบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ และตอกย้ำว่าความรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยของบัญชีนั้นยังคงอยู่ที่ผู้ใช้เป็นสำคัญ ผู้ใช้จำเป็นต้องระมัดระวังและรักษาระดับความปลอดภัยของบัญชีตนเองให้เข้มงวดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีใหม่ที่จะเกิดในอนาคต

วิธีป้องกันและเอาตัวรอด

ตั้งสติก่อนคลิก Meta (บริษัทแม่ของ Instagram) จะไม่ส่งลิงก์รีเซ็ตรหัสผ่านแบบสุ่ม หากไม่ได้กด “ลืมรหัสผ่าน” เอง ให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม เพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีโดยการเปิดยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) ให้ไปที่ Settings > Security > Two-Factor Authentication
แนะนำให้ใช้แอป Authenticator เช่น Google Authenticator , Microsoft Authenticator ปลอดภัยกว่าการรับรหัสทาง SMS
เปลี่ยนรหัสผ่านให้ยากขึ้นเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รหัสเดียวกันหลายเว็บไซต์ ควรรีบเปลี่ยนทันที

 

เชียงราย – 24 มกราคม 2569 / ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงพื้นที่ตรวจราชการ

เพื่อติดตามการดำเนินงานและรับฟังสภาพปัญหาจริงในการบริหารจัดการศึกษา จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ โดยเน้นย้ำเจตนารมณ์สำคัญว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่ต้องการมารับฟัง เสียงสะท้อนจากคนหน้างาน เพื่อให้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน และนำปัญหาอุปสรรคกลับไปแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด

​โดย ศ.ดร.นฤมล ได้เปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากห้องเรียน ณ โรงเรียนเชียงของวิทยาคม โดยตัวแทนนักเรียนได้เปิดใจสะท้อนความต้องการที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการยกระดับมาตรฐานโรงอาหารและโภชนาการเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางสัญจรให้มีความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานของโรงเรียนใกล้บ้าน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความพร้อมในการเรียนรู้ โดยรัฐมนตรีทั้งสองท่านได้รับฟังด้วยความตั้งใจและยืนยันที่จะนำทุกข้อเสนอแนะไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักเรียนมีความสุขทั้งกายและใจ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหา พบว่าหลายพื้นที่มีวิกฤตขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ดังเช่นกรณีตัวอย่างที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่เปิดรับสมัคร ผอ.โรงเรียน กว่า 20 ตำแหน่ง แต่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เนื่องจากเกณฑ์เดิมกำหนดสเปกไว้สูงเกินความจำเป็น ศธ. จึงเตรียมหารือกับ ก.ค.ศ. เพื่อ รื้อเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.สถานศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริง เพื่อให้โรงเรียนมีผู้นำเข้ามาบริหารงานได้ทันที ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ

​ในส่วนของความก้าวหน้าวิชาชีพครู รมว.ศธ. เข้าใจถึงความทุกข์ใจของครูเรื่องการประเมินวิทยฐานะ (PA) ที่เดิมเน้นแต่งานวิจัยและผู้ประเมินอาจไม่เข้าใจบริบทหน้างาน ขณะนี้ ก.ค.ศ. กำลังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อ “เพิ่มทางเลือกเป็น 3 ช่องทาง” ให้ครูได้เลือกตามความถนัด ได้แก่ 1. สายวิชาการ เน้นงานวิจัย 2. สายอาชีวะ ปฏิบัติ เน้นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้จริง และ 3. สายผลสัมฤทธิ์ เน้นรางวัล (Awards) จากเวทีระดับชาติหรือนานาชาติที่ ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งเกณฑ์เรื่องการใช้รางวัลนี้ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน อย่างแท้จริง ก.ค.ศ.ได้อนุมัติคืนอัตรากำลังสายสนับสนุน (ครูธุรการ/นักการภารโรง) มาแล้วกว่า 2,000 อัตรา โดยจะใช้วิธีทยอยจัดสรรคืนให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อให้ครูไม่ต้องแบกรับภาระงานการเงินหรือพัสดุ นอกจากนี้ ยังเตรียม ปลดล็อกความก้าวหน้าให้กับศึกษานิเทศก์ซึ่งเปรียบเสมือนครูของครู ให้สามารถเติบโตในสายงานได้ง่ายขึ้น โดย สพฐ. กำลังเร่งศึกษาแนวทางแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้ศึกษานิเทศก์ต้องเป็นผู้ปิดทองหลังพระอีกต่อไป

​สำหรับประเด็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายนั้น รมว.ศธ. เห็นด้วยกับข้อเสนอของพื้นที่และยืนยันที่จะขับเคลื่อนนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในตัวเมืองและลดความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กได้เรียนโรงเรียนดีใกล้บ้าน ส่วนข้อเสนอเรื่องงบประมาณซ่อมแซมอาคารสถานที่ เช่น กรณีรั้วโรงเรียนพัง ได้ฝากข้อคิดให้ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยกันจัดลำดับความสำคัญและบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากงบประมาณภาพรวมของประเทศมีจำกัด

​“วันนี้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ต้องคุยกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกส่วนกันทำงานเหมือนในอดีต ก.ค.ศ. เองก็เริ่มเข้าใจและพร้อมผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้พี่น้องครู ขอให้มั่นใจว่า ศธ. ยุคนี้ พร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อให้ครูมีความสุขและส่งต่อคุณภาพที่ดีที่สุดไปสู่ลูกหลานของเรา” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

​ภายหลังการมอบนโยบาย รัฐมนตรีทั้งสองท่านและคณะ ได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการทางการศึกษาและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งจัดแสดงโดยส่วนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าชื่นชม จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของ “ห้องสมุดประชาชนตำบลแม่สรวย” ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สำคัญของชุมชน พร้อมทั้งลงพื้นที่ติดตามกิจกรรมทางการศึกษาและเยี่ยมชม “ศูนย์ฝึกวิชาชีพราษฎรบริเวณชายแดน” เพื่อดูงานด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและชื่นชมความทุ่มเทของบุคลากรที่ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชายขอบได้อย่างเข้มแข็ง

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมกิจกรรม โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของนักศึกษา ปีงบประมาณ 2569 ของกลุ่มศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอลุ่มน้ำลาว ณ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หลายพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำลาว สกร.อำเภอแม่สรวย, ป่าแดด, พาน, แม่ลาว และเวียงป่าเป้า กลุ่มลุ่มน้ำโขง สกร.อำเภอแม่จัน, แม่ฟ้าหลวง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนเชียงราย

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวขอบคุณ สกร.ทุกแห่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ จนมุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Dropout” ลดจำนวนผู้หลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ซึ่งการเรียนในปัจจุบันต้องควบคู่กับการมองอนาคตด้านอาชีพ ไม่ใช่เพียงเรียนต่อโดยไม่รู้ทิศทางการทำงาน และ ขอเป็นกำลังใจให้กับน้องน้องทุกคนให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และอย่าได้ทิ้งการเรียนไป เพราะรัฐบาลและกระทรวงศึกษาพร้อมที่จะดูแลทุกคนอย่างเต็มที่

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ตนมีแนวคิดการส่งเสริมการปลูกวานิลลาในพื้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และการแปรรูปต่าง ๆ จึงได้แนะแนวทางกับท่านเกศทิพย์ เพื่อประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอสนับสนุนพันธุ์พืชและองค์ความรู้ เพื่อนำมาถ่ายทอดความรู้ ให้การอบรมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการปลูกและแปรรูปให้กับครอบครัวเด็ก ๆ ในพื้นที่ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงรายและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ได้

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/171AV5vy9R/

สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. / ข่าว
สร.ศธ., สนย.สป. / ภาพ

23 มกราคม 2569 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา ในฐานะรองประธานคณะทำงานฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นเป็นประธานในการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 
โดยมีซึ่งผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา จำนวน 34 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ได้มีการร่วมกันพิจารณาปรับแก้ร่างแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแผนดังกล่าวมีทั้งสิ้น 5 บท ครอบคลุม ความเป็นมา วัตถุประสงค์ กฎหมาย แผน นโยบาย ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ สถานการณ์ปัจจุบัน สาระสำคัญของแผน

นอกจากนี้ยังได้วางแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในมิติที่เกี่ยวข้องกับด้านการต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อกำหนดแนวทางและกรอบการดำเนินงานด้านความร่วมมือทางการศึกษากับต่างประเทศให้มีทิศทางชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาการศึกษาของประเทศ
  2. เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ผ่านการส่งเสริม ความร่วมมือ การแลกเปลี่ยน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
  3. เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือด้านการศึกษาระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงร่างแผนฯ เพื่อให้มีความครอบคลุม และมีประสิทธิภาพต่อการนำไปบังคับใช้ โดยไม่กระทบต่อสาระสำคัญและวัตถุประสงค์ของร่างแผนฯ และได้พิจารณากำหนดวิสัยทัศน์ และจัดทำข้อความประกอบภาคผนวกในหัวข้อ “กฎหมาย ระเบียบ แผนที่เกี่ยวข้องกับแผนฯ” และ หัวข้อ “คำนิยามสำคัญ คำศัพท์เฉพาะ และแนวคิดสำคัญ” ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้คณะทำงานนำร่างแผนดังกล่าวฯ พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้เสนอให้ที่การประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 2/2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ.2569-2573 พิจารณาต่อไป

📸 รูปภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BzAFd8PXG/?mibextid=wwXIfr
 
พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข้อมูล

22 มกราคม 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้นำชุมชน จำนวน 300 คน เข้าร่วม ณ โรงเรียนอนุบาลแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพราะผลจากการที่ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงนักเรียนและผู้ปกครอง ทำให้ทราบว่าการขับเคลื่อนนโยบายไหนเป็นสำคัญ และทำให้เราได้ผลักดันในหลายเรื่องที่เป็นรูปธรรมแล้ว อย่างเช่นเรื่องของวิทยฐานะที่เป็นข้อทุกข์ใจของครูในพื้นที่ ตอนนี้ก็ได้แก้ไขในเรื่องของผู้ประเมิน และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ก็ได้เปิดทางเลือกจากเดิมที่เราทำเป็นงานวิจัยเรื่องเดียวก็ได้เพิ่มเรื่องของนวัตกรรมและรางวัลเชิงประจักษ์เข้ามา แต่ตอนนี้ต้องทำให้ชัดเจนก่อน หวังว่าจะเป็นขวัญกำลังใจ เป็นแรงจูงใจในการทำงานเกิดความเป็นธรรมให้กับผู้ปฏิบัติ

สำหรับระบบ TRS ที่นำใช้มาอาจจะยังไม่มีตอบโจทย์อย่างยืดหยุ่น ขณะนี้กำลังปรับอยู่และกลับมาใช้รูปแบบเดิมตามหลักเกณฑ์และเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างถูกต้อง และต้องไม่มีการวิ่งเต้นโยกย้ายอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องเรื่องบ้านพักครูก็ได้ร่วมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาพื้นที่ ปรับปรุง ฟื้นฟู ซ่อมแซม ให้บ้านพักครูน่าอยู่ยิ่งขึ้นรวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เช่นกัน หากได้ผลเป็นรูปธรรมก็จะขยายให้เป็น “ธนาคารเพื่อประชาชน” ในอนาคต ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้เดินหน้าไปจนเข้า ครม. แล้ว แต่หลังจากยุบสภาต้องพักไว้ก่อน และหากเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งก็จะเดินต่อหน้าทันที

“สิ่งที่อยากจะฝากคือนโยบายที่ให้ความสำคัญกับครู บุคลากรที่เป็นหัวใจของการศึกษา อยากให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการออกมาจากทุกคนในกระทรวง ขอบคุณผู้บริหารที่มาช่วยรับฟังข้อเสนอแนะจากบุคลากรในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และหวังว่านำความคิดเห็นที่ได้ไปแก้ไขเพื่อขับเคลื่อนต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

📸 รูปภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1AV2XJuVSe/?mibextid=wwXIfr

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา ในการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และออนไลน์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอใช้โอกาสในการพบปะคณะกรรมการอาชีวศึกษาชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา รวม 21 ราย โดยมี นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประธานกรรมการ และมีกรรมการจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม ด้านธรุกิจหรือบริการ ด้านเกษตรและประมง ด้านกฎหมาย ด้านการเงินการคลังหรือการลงทุน ด้านการพัฒนากำลังคน ด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการจัดการศึกษาพิเศษ และด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านที่จะช่วยผลักดันให้อาชีวะพร้อมรองรับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล และการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ขอฝากให้ร่วมกันผลักดันเรื่องสำคัญ ๆ ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น การคำนึงถึงบุคลากรที่จะเป็นต้นทางของการผลิตเด็กและเยาวชนของเราไปสู่โลกของการทำงาน จากเดิมที่เคยเน้นไปที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ขอให้ส่งเสริมครู อาจารย์ และบุคลากร ได้รับการพัฒนาทั้งด้านทักษะ สมรรถนะที่เท่าทันโลก รวมทั้งสวัสดิการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการอาชีวศึกษา เช่น การพัฒนาทักษะต่าง ๆ การขอมี/เลื่อนวิทยฐานะ ที่สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ. ที่ปรับเพิ่มทางเลือกการขอวิทยฐานะ เป็น 3 ช่องทาง คืองานวิจัย นวัตกรรม และรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำนักงาน ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าครูอาชีวะได้ร่วมสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดการเรียนสอน ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งฝึกเด็กและเยาวชนไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ จนได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล สมกับคำว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”

และนอกจากการยกระดับครูและบุคลากรอาชีวศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการเรียนแบบ Active Learning เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงแล้ว ต้องเน้นให้พวกเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้จบไปเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งทักษะอาชีพและทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำงาน และสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ ขอฝากเด็กพิเศษ ที่เข้ามาเรียนกับอาชีวะด้วย ขอให้ช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดคล้องกับทักษะที่เขามีอยู่ในตัวเอง เพื่อให้หาเลี้ยงชีพเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขอฝากคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ที่เป็นเสมือนสุดยอดฝีมือ ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ และประสบการณ์ ครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนและผลักดันอาชีวะให้นำพาประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ ว่า อาจารย์ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพบปะน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ทำให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของพวกเขาที่ได้เลือกเรียนอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ เห็นได้จากแววตาที่เป็นประกาย มีความหวังในเส้นทางอาชีพและอนาคตของตัวเอง จึงขอฝากให้ทุกท่านลงพื้นที่ไปดูบริบท ความต้องการแรงงาน และศักยภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน มีอัตลักษณ์โดดเด่นกันคนละแบบ หากเป็นไปได้ขอให้ลงไปดูให้เห็นก่อนที่จะออกแนวทาง/นโยบายอะไรออกมา ก็จะช่วยให้อาชีวะนอกจากจะผลิตกำลังคนให้กับประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม เป็นการสืบสานอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว-กราฟิก

ข้อมูล-ภาพ : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1NAB67Dv9J/?mibextid=wwXIfr

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

การดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมีจำนวน 2,511 คน

ในประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ต่อมาในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ในด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุดรวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมีจำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่าตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดตัว “Police Care” แอปพลิเคชันรวมบริการครบวงจร

ยกระดับความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในยุคดิจิทัล

แอปพลิเคชัน “Police Care” ได้รับการพัฒนาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็น “คู่มือประชาชน” ที่รวบรวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร การติดตามผลคดี และการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการของตำรวจให้เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

เจาะลึกฟังก์ชันเด่น : เครื่องมือที่ตอบโจทย์ทุกความปลอดภัยและความสะดวก

แอปพลิเคชัน Police Care ได้รับการออกแบบให้เป็น “หน้าหลักบริการประชาชน” ที่รวมฟังก์ชันการใช้งานที่จำเป็นและใช้บ่อยมาไว้ในที่เดียว เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีฟังก์ชันเด่นแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

1.บริการประชาชนครบวงจร (One-Stop Service)

2.เครื่องมือป้องกันและรับมืออาชญากรรมเชิงรุก

3.ฟังก์ชันเพื่อความปลอดภัยในเทศกาลและสถานการณ์ต่างๆ

ฟังก์ชันที่หลากหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม

การดาวน์โหลดและช่องทางการเข้าถึง

สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

1. หนังสือประชาสัมพันธ์ย้าย 1-69 และที่เพิ่มเ

21 มกราคม 2569 – ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย รศ.ดร.ประวิตเอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญ 4 เรื่อง ดังนี้

1. การทบทวนระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่สงสัยมีความผิดปกติด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ปี 2567 เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการเพียงร้อยละ 52 และพบเด็กมีพัฒนาการสมวัยเพียงร้อยละ 70-77 ปัญหาสำคัญ คือ โรงพยาบาลรัฐใน กทม. ขาดบริการกระตุ้นพัฒนาการ ข้อมูลจากโรงพยาบาลนอกสังกัดสาธารณสุขไม่เชื่อมโยงกับส่วนกลาง และเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น พัฒนาการล่าช้า ออทิสติก เข้าไม่ถึงบริการจำนวนมาก โดยมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่ 1) กระตุ้นให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองเด็กทุกช่วงวัย 2) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการประเมินภายใน 1 เดือนโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 4) ทบทวนและจัดระบบบริการสำหรับเด็กกลุ่มนี้ให้เป็นระบบ

2. การขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พบว่า การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพเป็นมาตรการสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เช่น เร่งให้ความรู้ผู้ปกครอง ลดความรุนแรง เพิ่มเวลาคุณภาพ และกล่าวถึงโปรแกรม Thai Preschool Parenting Program (Thai Triple-P) ซึ่งพัฒนาโดยกรมสุขภาพจิตและขยายผลไปทั่วประเทศ แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ นอกจากนี้ คุรุสภาถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการพัฒนาครูให้มีความรู้พื้นฐานด้านการเลี้ยงดูเด็กโดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือระหว่างกรมสุขภาพจิตและคุรุสภาเพื่อพัฒนาหลักสูตร E-Learning สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอนุบาล

3. การขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต การวิจัยเรื่องกิจกรรมทางกาย พบว่า มีความสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก และชี้ว่า ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ควรได้รับพัฒนาเจตคติและแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมที่ประชุมมอบคณะทำงานประชาสัมพันธ์ฯ ผลักดันและส่งเสริมเข้าสู่ระบบให้มีกิจกรรมทางกายเด็กปฐมวัยยิ่งขึ้น

4. รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 พบว่า ยังคงประสบปัญหาด้านการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลาง และการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าของงบประมาณรวมถึงการขาดความเข้าใจของผู้ปกครอง และการปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความชัดเจน มอบคณะอนุกรรมการบูรณาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุผล และคณะอนุกรรมการกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิเด็กปฐมวัยพิจารณาข้อจำกัด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงต่อไป

สำหรับเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กปฐมวัย ได้มีการนำร่องระบบในจังหวัดพิจิตรและสมุทรสาคร การแต่งตั้งคณะทำงาน และการประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและทะเบียนราษฎร์ สำหรับค้นหาเด็กที่ตกหล่น แม้จะมีการทดสอบระบบแล้ว แต่กรมการปกครองจำเป็นต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับจึงจะเชื่อมโยงข้อมูลกลับมาได้ และการจัดทำฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยเป็น “นโยบายระดับชาติ” รวมถึงแนวทางระยะเร่งด่วน ให้ดำเนินการเทียบกระทบข้อมูลระหว่างกรมการปกครอง กสศ. และ สกศ. ให้คณะอนุกรรมการฯ จัดทำนโยบายเสนอคณะกรรมการนโยบายฯ เห็นชอบก่อนนำเข้า ครม. ต่อไป

ประชาสัมพันธ์สภาการศึกษา / ข่าว
พบพร ผดุงพล / กราฟิก


Top