สงขลา – 23 กุมภาพันธ์ 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเชิดชูเกียรติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำปี 2569 ณ ลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในการทำหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ควบคู่การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีแก่ผู้เรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนให้เป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่า พัฒนาเด็กไทยตามแนวทาง “เรียนดี มีคุณธรรม”
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งวันนี้จัดขึ้น ณ จังหวัดสงขลา ที่อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน
โดยในปีนี้มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 347 รางวัล ประกอบด้วย รางวัล “อารยะครูผู้พิทักษ์” จำนวน 52 รางวัล มอบแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ และรางวัลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2569 จำนวน 295 รางวัล
ขอขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสงขลา จำกัด และสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดสงขลา (สกสค.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี
“ขอให้ทุกท่านภาคภูมิใจในบทบาทหน้าที่ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เพื่อให้เด็กไทยทุกคน เรียนดี มีคุณธรรม”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
คณะทำงานรองปลัด ศธ. / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1NWEjw2N91/
23 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาวาระสำคัญในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความสอดคล้องของหลักสูตรและการเทียบระดับตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อกำหนดกรอบ แนวทาง และกระบวนการในการพิจารณารับรองและขึ้นทะเบียนหลักสูตร ที่สอดคล้องตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่เป็นมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ในการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีมิติการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตรและการกำหนดระดับ การวัดและประเมินผล และการประกันคุณภาพ ทั้งยังได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน ชื่อหลักสูตร/รายวิชา ความเป็นมา/หลักการ (ถ้ามี) วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร/รายวิชา ความสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามระดับ NQF ความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ/มาตรฐานอื่น ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับแนวทางการเทียบระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีน) ตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการเทียบเคียงระดับความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา กับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พร้อมให้สภาการศึกษารับข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะกรรมการไปปรับปรุง ก่อนแจ้งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป
พร้อมทั้งได้รับทราบถึงการคงอยู่ของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบให้คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติ ครม.ชุดเดิมของ ศธ. จำนวน 15 คณะ คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลงานคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพ) เป็นประธานกรรมการ รมว.ศธ. เป็นรองประธานกรรมการฯ และมีกรรมการอีก 33 คน เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ส่งเสริมพัฒนามาตรฐานอาชีพ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ และพัฒนาระบบการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนและกำลังคน พัฒนาระบบฐานข้อมูล ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนและสากล
ในส่วนของการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ของภาคการศึกษา ให้ยึดโยงกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ตลาดแรงงานยอมรับ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่คนที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาได้เทียบโอนประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงรองรับการดำเนินงานตามแนวทางของการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะ (Competency) ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและสากล โดยที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เช่น การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความตระหนักถึงประโยชน์ของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ แต่ยังคงพบว่า ไม่มีกฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในการดำเนินงาน ส่วนการเร่งรัดส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานอาชีพที่สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษา พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมาตรฐานอาชีพมีการทบทวนและพัฒนามาตรฐานให้มีความเป็นสากลและเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนามาตรฐานอาชีพให้เป็นปัจจุบันและครอบคลุมสาขาอาชีพที่มีจัดการศึกษาในประเทศต่อไป
“ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนงานภายใต้คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ได้แก่ การพัฒนาแนวทางการยกระดับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ในฐานะกรอบคุณวุฒิระดับภูมิภาคตามที่ประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ในประเด็นสำคัญ คือ การรับรองคุณวุฒิดิจิทัล การส่งเสริมหลักการประกันคุณภาพ การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนกับภูมิภาค/ประเทศที่สาม การดำเนินงานขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนตามเกณฑ์ที่ 11 โดยประเทศไทย ได้นำเสนอแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในการระบุระดับ AQRF ในเอกสารรับรองคุณวุฒิระดับชาติ การดำเนินงาน/กิจกรรมที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ พร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการ AQRF ครั้งที่ 17 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร เช่นกัน โดยสภาการศึกษาจะได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมฯ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ข่าว – ภาพ : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ
กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1DGb5A7nRs/?mibextid=wwXIfr
กระทรวงศึกษาธิการ – 23 กุมภาพันธ์ 2569 / นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (Thai National Commission for UNESCO) ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับผู้แทนจาก 5 ประเทศ (ไทย จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อุซเบกิสถาน) ในโครงการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย ยินดีต้อนรับผู้แทนสำนักเลขาธิการยูเนสโก ทุกคน ในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทย การร่วมหารือในครั้งนี้จะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานของคณะกรรมการแห่งชาติฯ ภายใต้กรอบภารกิจของ องค์การยูเนสโก ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ การศึกษา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ วัฒนธรรม และการสื่อสารมวลชน
ผู้แทนฯ ของแต่ละประเทศ จะได้นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ตลอดจนการศึกษาดูงานในพื้นที่สำคัญทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่สอดคล้องกับกรอบงานของยูเนสโกเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือและการต่อยอดโครงการในระดับนานาชาติ
อาทิ พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์ฝึกอบรมดาราศาสตร์ของยูเนสโก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนบทบาทประเทศไทยด้านการพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนพื้นที่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนพันธกิจของยูเนสโกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือพหุภาคี อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการร่วมในอนาคต ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
ภายหลังการเยี่ยมคารวะ ผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก (UNESCO National Commission) จากแต่ละประเทศได้ร่วมกันนำเสนอข้อมูลภาพรวมการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการฯ โครงการสำคัญ และกิจกรรมเด่นภายใต้กรอบการทำงาน 5 สาขาหลักของยูเนสโก
ซึ่งได้สะท้อนบทบาทและความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ อาทิ การส่งเสริมการศึกษาที่เท่าเทียม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืน ตลอดจนการสนับสนุนเสรีภาพสื่อและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิด ข้อมูล และประสบการณ์การดำเนินงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกับบริบทและความท้าทายร่วมกันในระดับโลก
“ประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญของชาติ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษา วัฒนธรรม และรากฐานของสังคมไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือในวันนี้ จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายใต้กรอบภารกิจขององค์การยูเนสโก ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบโครงการร่วมและการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อร่วมกันผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ภารุจ พูลอำไพย์ / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18GdTkbMG5/
เตือนภัย! มิจฉาชีพในคราบ “ครูสอนพิเศษปลอม” กลโกงใหม่ที่ผู้ปกครองต้องรู้ทัน
สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง วิธีสังเกตมิจฉาชีพในคราบครู
- ตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับโอนให้แน่ใจว่าตรงกับชื่อของผู้สอนหรือสถาบันนั้นจริง
- เช็ครีวิวจากผู้เรียนคนอื่น ในแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและน่าเชื่อถือนอกเหนือจากหน้าเพจของผู้สอน
- อย่าโอนเงินค่าคอร์สเรียนเป็นก้อนใหญ่ทั้งหมดในครั้งเดียว อาจพิจารณาแบ่งชำระเพื่อลดความเสี่ยง
- คิดให้รอบคอบและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน
กว่าร้อยปีก่อน ณ พระราชวังบักกิงแฮม ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับพระราชาจากแดนไกลอย่างสมพระเกียรติ บนโต๊ะเสวยเต็มไปด้วยช้อน ส้อม และมีดหลายขนาดเรียงรายจนละลานตา
🍴 มีดและส้อมกองโต
พระราชาต่างเมืองทรงนั่งด้วยความงุนงง เพราะบ้านเมืองของท่านใช้มือหยิบอาหาร ไม่เคยต้องใช้โลหะแหลมคมเหล่านี้เลย
พระราชินีวิคตอเรียทรงเห็นอาการเก้ๆ กังๆ จึงทรงหยิบมีดและส้อมคู่ “นอกสุด” ขึ้นมาใช้ช้าๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้พระราชาทรงทำตามได้อย่างมั่นใจ
💧 หยิบแก้วน้ำผิดข้าง
ระหว่างมื้ออาหาร พระราชาทรงหยิบแก้วน้ำผิดฝั่ง ทำให้พระราชินีไม่มีน้ำเสวย แทนที่จะทรงทักท้วงให้พระราชาอับอาย พระองค์กลับกระซิบบอกพนักงานเบาๆ ว่า “ช่วยนำน้ำถ้วยใหม่มาหน่อย” โดยไม่มีใครในงานสังเกตเห็นความผิดพลาดนั้นเลย
🌹 น้ำล้างมือลอยดอกกุหลาบ
เมื่อถึงจานสุดท้าย พนักงานยกถ้วยแก้วใส่น้ำใสลอยกลีบกุหลาบหอมฟุ้งมาวางตรงหน้า ซึ่งตามธรรมเนียมอังกฤษคือ “น้ำสำหรับล้างมือ”
พระราชา ทรงนึกว่าเป็นเครื่องดื่มพิเศษ จึงยกถ้วยน้ำล้างมือขึ้น “ซด” จนหมดเกลี้ยง!
เหล่าขุนนางและนายกรัฐมนตรีต่างตกตะลึง เพราะการดื่มน้ำล้างมือถือเป็นเรื่องน่าอายที่สุดในมารยาทผู้ดีอังกฤษ
บรรยากาศในห้องโถงเงียบกริบ ทุกสายตาจ้องไปที่พระราชาต่างเมือง
👑 การตัดสินใจของพระราชินี
ก่อนที่ความอับอายจะกัดกินหัวใจแขกผู้มาเยือน พระราชินีวิคตอเรียทรงหยิบถ้วยน้ำล้างมือของพระองค์ขึ้นมา แล้วทรง “ซด” ตามทันที!
เมื่อนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมงาน เห็นดังนั้น ทุกคนจึงรีบยกถ้วยน้ำล้างมือขึ้นดื่มตาม ทำให้เหตุการณ์ที่น่าอับอาย กลายเป็นเรื่องธรรมดาในพริบตา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความสุภาพที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการใช้ช้อนส้อมถูกคัน หรือนั่งตัวตรงให้สง่างาม แต่คือ การรักษาน้ำใจผู้อื่น และ ความเมตตา ที่ไม่ทำให้ใครต้องเสื่อมเสียเกียรติหรืออับอายต่อหน้าสาธารณชน
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้นรอบกองไฟ : พระราชินีกับน้ำล้างมือ
ตัวละคร:
- ผู้เล่าเรื่อง: 1 คน
- สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (พระราชินี): 1 คน (มีบุคลิกสง่างาม ใจเย็น)
- พระราชาต่างเมือง (พระราชา): 1 คน (มีบุคลิกอยากรู้อยากเห็น ซื่อๆ)
- พนักงาน: 1 คน (แต่งกายสุภาพ)
- ขุนนาง/ผู้ร่วมงาน: 3-5 คน (แต่งกายเรียบร้อย)
ฉาก:
- โต๊ะยาวสำหรับงานเลี้ยง (อาจใช้โต๊ะพับ หรือผ้าปูพื้น)
- จาน ช้อน ส้อม มีด (อาจใช้ของปลอมหรือวาดรูป)
- แก้วน้ำเปล่า 2-3 ใบ
- ถ้วยใส่น้ำลอยกลีบกุหลาบ (อาจใช้กระดาษสีชมพูตัดเป็นกลีบ หรือดอกไม้จริง)
- เก้าอี้สำหรับตัวละครหลัก
(เปิดฉาก: กองไฟสว่างไสว ผู้เล่าเรื่องออกมากลางเวที)
ผู้เล่าเรื่อง: สวัสดียามค่ำคืนลูกเสือทุกคน! คืนนี้เรามีนิทานดีๆ ที่จะมาสอนให้เรารู้จัก “ความสุภาพ” ในแบบฉบับของลูกเสือกัน เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ณ พระราชวังบักกิงแฮม ประเทศอังกฤษ…
(แสงไฟสว่างขึ้นที่ฉากโต๊ะเสวย พระราชินีประทับอยู่หัวโต๊ะ พระราชาประทับอยู่ข้างๆ ขุนนางและผู้ร่วมงานนั่งรายล้อม โต๊ะเต็มไปด้วยอุปกรณ์การกินมากมาย)
ผู้เล่าเรื่อง: สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับพระราชาจากแดนไกลอย่างสมพระเกียรติ บนโต๊ะเสวยเต็มไปด้วยช้อน ส้อม และมีดหลายขนาดเรียงรายจนละลานตา
(พระราชาจ้องมองช้อนส้อมบนโต๊ะด้วยความงุนงง พยายามจะหยิบแต่ก็ไม่กล้า)
พระราชา: (พึมพำกับตัวเอง) โอ้โห! อะไรกันนี่? บ้านเมืองของเราใช้มือหยิบอาหาร ไม่เคยต้องใช้เจ้าโลหะแหลมคมพวกนี้เลยสักนิด… จะหยิบอันไหนก่อนดีนะ?
ผู้เล่าเรื่อง: พระราชินีวิกตอเรียทรงเห็นอาการเก้ๆ กังๆ จึงทรงหยิบมีดและส้อมคู่ “นอกสุด” ขึ้นมาใช้ช้าๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้พระราชาทรงทำตามได้อย่างมั่นใจ
(พระราชินีหยิบช้อนส้อมคู่นอกสุดขึ้นมาใช้ช้าๆ เป็นตัวอย่าง พระราชาเห็นดังนั้นก็รีบหยิบตามทันที แต่ก็ยังดูไม่ถนัดนัก)
ผู้เล่าเรื่อง: ระหว่างมื้ออาหาร พระราชาทรงหยิบแก้วน้ำผิดฝั่ง ทำให้พระราชินีไม่มีน้ำเสวย
(พระราชาเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำทางฝั่งพระราชินีโดยไม่ตั้งใจ ดื่มไปอึกใหญ่ พระราชินีมองแก้วน้ำของพระองค์ที่ว่างเปล่า แต่ไม่แสดงอาการใดๆ)
พระราชินี: (กระซิบเบาๆ กับพนักงานที่เดินผ่าน) ช่วยนำน้ำถ้วยใหม่มาให้หน่อยนะ
พนักงาน: (โค้งคำนับ)
ผู้เล่าเรื่อง: โดยไม่มีใครในงานสังเกตเห็นความผิดพลาดนั้นเลย… จนกระทั่งถึงจานสุดท้าย
(พนักงานยกถ้วยแก้วใส่น้ำใสลอยกลีบกุหลาบมาวางตรงหน้าพระราชาและพระราชินี ขุนนางและผู้ร่วมงานต่างเตรียมจะล้างมือ)
ผู้เล่าเรื่อง: พนักงานยกถ้วยแก้วใส่น้ำใสลอยกลีบกุหลาบหอมฟุ้งมาวางตรงหน้า ซึ่งตามธรรมเนียมอังกฤษคือ “น้ำสำหรับล้างมือ”
พระราชา: (มองถ้วยน้ำลอยกลีบกุหลาบด้วยความสนใจ) โอ้! นี่ต้องเป็นเครื่องดื่มพิเศษแน่นอนเลย กลิ่นหอมชื่นใจจริงๆ!
(พระราชายกถ้วยน้ำล้างมือขึ้น “ซด” จนหมดเกลี้ยง! ขุนนางและนายกรัฐมนตรีต่างตกตะลึง อ้าปากค้าง บางคนก็หลุดเสียงเบาๆ “โอ้โห!” ออกมา)
ขุนนาง 1: (กระซิบกับขุนนาง 2) ทรงดื่มน้ำล้างมือ! ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน! ขุนนาง 2: (กระซิบตอบ) เป็นเรื่องน่าอายที่สุดในมารยาทผู้ดีอังกฤษเลยนะ!
ผู้เล่าเรื่อง: บรรยากาศในห้องโถงเงียบกริบ ทุกสายตาจ้องไปที่พระราชาต่างเมือง พระราชามองไปรอบๆ ด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
(พระราชาเริ่มรู้สึกอึดอัด มองไปที่พระราชินีด้วยสีหน้าสงสัย)
ผู้เล่าเรื่อง: ก่อนที่ความอับอายจะกัดกินหัวใจแขกผู้มาเยือน…
(พระราชินีทรงยิ้มเล็กน้อยอย่างใจเย็น แล้วหยิบถ้วยน้ำล้างมือของพระองค์ขึ้นมา)
พระราชินี: (ทรงยกถ้วยขึ้นทรงดื่ม)
(พระราชินีทรง “ซด” น้ำล้างมือของพระองค์ตามทันที!
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และผู้ร่วมงานทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ แล้วรีบยกถ้วยน้ำล้างมือขึ้นดื่มตามอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้สถานการณ์คลี่คลายในทันที)
ผู้เล่าเรื่อง: เมื่อนายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมงานเห็นดังนั้น ทุกคนจึงรีบยกถ้วยน้ำล้างมือขึ้นดื่มตาม ทำให้เหตุการณ์ที่น่าอับอาย กลายเป็นเรื่องธรรมดาในพริบตา
(ทุกคนในงานเลี้ยงยิ้มแย้มและผ่อนคลายลง)
ผู้เล่าเรื่อง: นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสุภาพที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการใช้ช้อนส้อมถูกคัน หรือนั่งตัวตรงให้สง่างาม แต่คือ “การรักษาน้ำใจผู้อื่น และ ความเมตตา” ที่ไม่ทำให้ใครต้องเสื่อมเสียเกียรติหรืออับอายต่อหน้าสาธารณชน
(ผู้เล่าเรื่องหันมาทางลูกเสือ)
ผู้เล่าเรื่อง: เห็นไหมครับลูกเสือทุกคน? การทำดีต่อผู้อื่น การเข้าใจ และไม่ทำให้ใครต้องรู้สึกไม่ดี คือหัวใจสำคัญของความสุภาพที่แท้จริง นี่แหละคือ “กฎของลูกเสือ ข้อ 5” ที่แท้จริง!
(จบฉาก แสงไฟหรี่ลง ผู้เล่าเรื่องโค้งคำนับ นักแสดงทุกคนออกมาโค้งคำนับพร้อมกัน)
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:
- อุปกรณ์ประกอบการแสดง: อาจจะใช้ของง่ายๆ เช่น จานกระดาษ แก้วพลาสติก ช้อนส้อมพลาสติก หรือวาดรูปบนกระดาษแข็งแล้วถือ
- เสื้อผ้า: ใช้ผ้าคลุม หรือเครื่องประดับง่ายๆ เพื่อบ่งบอกบทบาท
- เสียงประกอบ: อาจจะมีเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ตอนงานเลี้ยง และเสียงเงียบกริบตอนพระราชาดื่มน้ำล้างมือ
- การแสดงออก: เน้นการแสดงสีหน้า ท่าทาง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจอารมณ์ของตัวละคร
- บทสรุป: ผู้เล่าเรื่องควรเน้นย้ำข้อคิดจากนิทานให้ลูกเสือเข้าใจและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
เรียบเรียงจากเรื่องเล่าของชาวอังกฤษ ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่
อาทร จันทวิมล
ในหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก Scouting for Boys ของ ลอร์ด เบเดน-โพเอลล์ (บีพี) มีเรื่องเล่าหนึ่งที่กินใจและให้บทเรียนล้ำค่าแก่ผู้ลูกเสือมาทุกยุคสมัย คือเรื่อง “มดช่วยชีวิตคน” ของคณะศาสตราจารย์ที่หลงทางในทะเลทรายออสเตรเลีย แม้จะมีความรู้ท่วมตัวจากมหาวิทยาลัย แต่พวกเขากลับเกือบต้องสังเวยชีวิตเพราะความกระหายน้ำ
ผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ไม่ใช่ตำราเล่มหนา แต่เป็น เด็กหญิงพื้นเมืองออสเตรเลีย ที่ชี้ให้ดู “แถวมด” เดินขึ้นต้นเบาบับ ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมือง มีลำต้นใหญ่ แต่ข้างในกลวงเก็บน้ำฝนไว้ได้ เธอใช้ฟางข้าวเส้นเดียวจุ่มลงไปในโพรงไม้ตามรอยแตกของลำต้น แล้วให้ศาสตราจารย์ดูดน้ำขึ้นมาดื่มประทังชีวิต บทเรียนนี้สอนเราว่า “ความรู้บางอย่างไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่มีสอนในห้องเรียนของธรรมชาติ”
การมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ A scout is a friend to animal. ตามกฎลูกเสือข้อที่ 6 ไม่ใช่เพียงแค่การไม่รังแกสัตว์เท่านั้น แต่ หมายถึงการ “เฝ้าสังเกตและเรียนรู้” เพื่อให้เข้าใจถึงคุณค่าของทุกชีวิต แม้แต่แมลงตัวเล็กๆ ก็มีบทบาทสำคัญและมี “วิชา” ที่พร้อมจะสอนเรา เช่น
- ตัวไหม (Silk Worm) – ครูผู้สอนเรื่องความอดทนและเสียสละ ตัวไหมสอนให้ลูกเสือเห็นถึงวงจรชีวิตที่ทุ่มเท หนอนไหมจะกินใบหม่อนอย่างขะมักเขม้นเพื่อสร้างใยรังไหมที่ละเอียดอ่อนและแข็งแรง สำหรับนำไปทอผ้าไหมอันงดงาม ความมุมานะของตัวไหมเปรียบได้กับการเตรียมตัวของลูกเสือที่ต้องสั่งสมทักษะอย่างเงียบเชียบ เพื่อสร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับสังคมในภายหลัง
- เต่าทอง (Ladybird) – อัศวินตัวจิ๋วของผู้ช่วยเกษตรกร …..หากเราสังเกตด้วยความเมตตา เราจะพบว่าเต่าทองคือ “ผู้ช่วยตัวฉกาจ” ที่คอยกำจัดศัตรูพืช การไม่ทำร้ายเต่าทองและคุ้มครองมัน คือการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ลูกเสือเรียนรู้ที่จะแยกแยะและคุ้มครองมิตรที่คอยดูแลโลกใบสีเขียวของเรา
- ยุง และ แมลงวัน – บทเรียนเรื่องความสะอาดและวินัย….แม้เราจะมองว่ายุงและแมลงวันเป็นสัตว์น่ารำคาญหรือพาหะนำโรค แต่ในสายตาของนักสังเกต พวกมันคือเครื่องเตือนใจชั้นยอด:
- ยุง: สอนให้เราไม่ประมาทและรู้จักการป้องกันยุงกัด
- แมลงวัน: เป็นดัชนีชี้วัดความสะอาด หากที่ใดมีขยะ ที่นั่นมีแมลงวัน ดังนั้น แมลงวัน จึงเป็นครูที่สอนให้ลูกเสือต้องรักษาความสะอาดของค่ายพักแรม
- ผึ้ง เป็นครูสอนเรื่องความขยันหมั่นเพียร เพราะผึ้งงานต้องบินไปเก็บน้ำ หวานจากดอกไม้มากมายกว่าจะผลิตน้ำผึ้นได้ทีละหยด ผึ้งทหารต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปล่อยเหล็กไนต่อสู้ศัตรู
การสอนกฎข้อที่ 6 ให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การบังคับให้เด็กท่องจำ แต่คือการพาเขาออกไป “สังเกต” เมื่อลูกเสือเริ่มมองเห็นว่า มด คือผู้บอกแหล่งน้ำ, ตัวไหม คือผู้สร้าง, หรือแม้แต่ แมลงวัน คือสัญญาณเตือนภัย เขาจะเริ่มมีความเคารพในชีวิต (Reverence for Life) และมีความเมตตาเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
โลกใบนี้คือมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด และมี “อาจารย์” ตัวเล็กๆ คอยให้ความรู้อยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแค่เราสอนให้เด็กๆ รู้จักหยุดดู สังเกต และพิจารณาด้วยความเมตตา ตามรอยเท้าที่บีพี ได้วางรากฐานไว้
เรียบเรียงจากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys ของลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506
อาทร จันทวิมล

บทละครรอบกองไฟ ชุด: นิทานแห่งความดี
เรื่อง: “อาจารย์มด และมหาวิทยาลัยธรรมชาติ”
ตัวละคร:
- ผู้นำกิจกรรม (หรือผู้เล่าเรื่อง): ถือไม้พลอง แต่งชุดลูกเสือเต็มยศ
- กลุ่มศาสตราจารย์ (3-4 คน): ท่าทางฉลาด ถือหนังสือหนา ใส่แว่น ดูเหนื่อยล้า
- เด็กหญิงพื้นเมือง (ออสเตรเลีย): ท่าทางคล่องแคล่ว ช่างสังเกต
- กลุ่มเหล่านักแสดงสมทบ (มด, ตัวไหม, เต่าทอง, ผึ้ง): ใช้การทำท่าทางประกอบ
ฉากที่ 1: ปัญญาที่ขาดหยดน้ำ
(กลุ่มศาสตราจารย์ออสเตรเลีย เดินวนไปมาท่ามกลางแสงไฟกองไฟ ทำท่าหิวน้ำอย่างรุนแรง ลิ้นห้อย ปาดเหงื่อ)
ศาสตราจารย์ 1: “ไม่ไหวแล้ว! ตำราภูมิศาสตร์บอกว่าแถวนี้เป็นทะเลทราย แต่ไม่ได้บอกเลยว่าเราจะหาน้ำดื่มได้ที่ไหน!”
ศาสตราจารย์ 2: “ฉันอ่านหนังสือมาเป็นพันเล่ม เรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดัง… แต่ตอนนี้ฉันกำลังจะตายเพราะขาดน้ำ!”
ศาสตราจารย์ 3: (ทรุดลง) “ความรู้ในกระดาษ ช่วยอะไรเราไม่ได้เลยในตอนนี้…”
(เด็กหญิงพื้นเมืองออสเตรเลียเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้มองที่พื้น แต่เธอมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ — ต้นเบาบับจำลอง)
เด็กหญิง: “ดูนั่นสิคะพวกท่าน! ดู ‘อาจารย์มด’ สิ”
ศาสตราจารย์ 1: “มดเหรอ? มดจะช่วยอะไรได้ เราต้องการน้ำ ไม่ใช่แมลง!”
ฉากที่ 2: บทเรียนจากฟางเส้นเดียว
(เด็กหญิงชี้ไปที่ลำต้นไม้ แสดงท่าทางดูแถวมดที่ไต่ขึ้นไป)
เด็กหญิง: “มดพวกนี้กำลังบอกทางไปแหล่งน้ำค่ะ ในโพรงไม้เบาบับมีน้ำฝนซ่อนอยู่” (เด็กหญิงหยิบฟางข้าวจำลอง จุ่มลงไปในช่องว่างของต้นไม้แล้วทำท่าดูดน้ำ จากนั้นส่งให้เหล่าศาสตราจารย์)
ศาสตราจารย์ 1: (ดูดน้ำ) “โอ้! รอดตายแล้ว! น้ำจริงๆ ด้วย!”
ผู้นำกิจกรรม: (ก้าวออกมากลางวง) “ลูกเสือทั้งหลาย… เห็นไหมว่า ความรู้บางอย่างไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่มีสอนในห้องเรียนของธรรมชาติ หากเรามีความเมตตาและ ‘เฝ้าสังเกต’ สัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นครูของเราทันที”
ฉากที่ 3: ขบวนพาเหรด “อาจารย์ตัวจิ๋ว”
(นักแสดงกลุ่มสัตว์เดินออกมาตามจังหวะเพลง หรือเสียงปรบมือ)
- ตัวไหม: (ทำท่าทอใยอย่างอดทน) “ฉันคือตัวไหม สอนให้เจ้ารู้จักความอดทนและเสียสละ สั่งสมทักษะเงียบๆ เพื่อสร้างประโยชน์ยิ่งใหญ่”
- เต่าทอง: (ทำท่าบินและจับศัตรูพืช) “ฉันคืออัศวินเต่าทอง มิตรของเกษตรกร คุ้มครองฉันไว้ แล้วฉันจะดูแลโลกสีเขียวให้เจ้า”
- ผึ้ง: (ทำท่าบินขยันขันแข็ง) “ฉันคือครูแห่งความเพียร หยดน้ำหวานแต่ละหยด แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและชีวิต”
- ยุงและแมลงวัน: (บินว่อน) “อย่าเพิ่งรำคาญพวกเรา! ถ้าเห็นแมลงวัน ที่นั่นมีขยะ เราคือครูผู้สอนเรื่องความสะอาดและวินัย!”
ฉากจบ: คำปฏิญาณต่อชีวิต
(ตัวละครทั้งหมดล้อมวงรอบกองไฟ)
ผู้นำกิจกรรม: “กฎลูกเสือข้อที่ 6 ‘ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์’ ไม่ใช่แค่การไม่รังแก แต่คือการ ‘เคารพในชีวิต’ เพราะทุกชีวิตคือครู”
ทุกคนพร้อมกัน: (ทำวันทยหัตถ์) “โลกคือมหาวิทยาลัย… ธรรมชาติคือห้องเรียน… และมดคืออาจารย์ของเรา!”
(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “มดตัวน้อยตัวนิด” หรือเพลงประจำหมู่ลูกเสือ แล้วเดินแถวออกจากวงกลม) https://www.youtube.com/watch?v=Qs4VDaV8nrE
หมายเหตุสำหรับผู้แสดง:
- การแสดงรอบกองไฟควรใช้การเคลื่อนไหวร่างกายที่ชัดเจน (Exaggeration) เพราะแสงไฟมีจำกัด
- เน้นความตลกขบขันในช่วงที่ศาสตราจารย์บ่นเรื่องความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด เพื่อเรียกเสียงฮาจากเพื่อนลูกเสือ
ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (B-P) ได้หยิบยกเรื่องราวจากหนังสือ School of the Woods ของ วิลเลียม เจ. ลอง (William J. Long) มาอ้างถึง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ความฉลาดของสัตว์ป่า” ที่ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เคี่ยวกรำ” ของแม่สัตว์ตั้งแต่ยังเล็ก แนวคิดนี้คือหัวใจของการสร้างเด็กให้มีวินัยและทักษะการเอาตัวรอด (Woodcraft) อย่างแท้จริง
บทเรียนจาก “แม่นก” กับสอนลูกให้ว่ายน้ำ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ตราตรึงใจที่สุดในหนังสือ คือตอนที่ วิลเลียม ลอง เฝ้าสังเกตแม่นกเป็ดน้ำตัวหนึ่งกำลังสอนลูกว่ายน้ำ เขาบรรยายภาพที่สะท้อนถึงปรัชญาการศึกษาลูกเสือได้อย่างชัดเจน:
- การสร้างความมั่นใจ (The Safe Harbor): แม่นกให้ลูกทั้งสองตัวขี่หลังลงไปในน้ำ ให้ลูกได้รับรู้ถึงสัมผัสของน้ำโดยที่มีแม่เป็นเกราะกำบัง นี่คือการสอนให้เด็กคุ้นเคยกับความท้าทายใหม่ๆ โดยไม่ตื่นตระหนก
- การปล่อยให้เผชิญอุปสรรค (The Controlled Risk): เมื่อว่ายไปได้สักพัก แม่นกเป็ดน้ำกลับดำน้ำหายไป ปล่อยให้ลูกต้อง “ตะเกียกตะกาย” อยู่ในน้ำเพียงลำพัง วินาทีนี้เองที่กล้ามเนื้อและไหวพริบของลูกนกถูกปลุกให้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อความอยู่รอด
- การเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด (The Watchful Eye): แม้จะปล่อยให้ลูกเผชิญปัญหา แต่แม่นกจะโผล่ขึ้นมาใกล้ๆ เสมอ เพื่อประคองและนำทางลูกกลับเข้าฝั่งเมื่อเห็นว่าลูกได้เรียนรู้เพียงพอแล้ว
จาก “โรงเรียนป่า” สู่ “กองลูกเสือ”
บีพี นำเรื่องราวเหล่านี้มาสอนผู้กำกับลูกเสือว่า “การศึกษาที่แท้จริงต้องมาจากภายในเด็กเอง ไม่ใช่การยัดเยียดจากภายนอก” ครูลูกเสือจึงควรยึดหลักการของแม่นกใน หนังสือ School of the Woods มาปรับใช้ดังนี้:
- อย่าทำแทนเด็กทั้งหมด: หากครูกางเต็นท์ให้ ก่อไฟให้ หรือแก้ปัญหาระหว่างเดินทางไกลให้ลูกเสือเสียหมด เด็กจะไม่มีวันพัฒนาความเฉลียวฉลาด (Intelligence) เหมือนสัตว์ป่าที่เกิดมาในกรง หาอาหารกินเองไม่เป็น
- สร้างสถานการณ์จำลอง: ให้เด็กได้เผชิญกับ “ปัญหาที่ควบคุมได้” เช่นเดียวกับที่แม่นกดำน้ำหายไป เพื่อให้เขาได้ฝึกการตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- วินัยคือความปลอดภัย: ในป่า สัตว์ที่รอดชีวิตคือสัตว์ที่เชื่อฟังคำสั่งของแม่ (Implicit Obedience) การฝึกวินัยในกองลูกเสือจึงไม่ใช่การกดขี่ แต่คือการสร้างนิสัยที่จะช่วยรักษาชีวิตพวกเขาในยามวิกฤต
วิลเลียม ลอง สรุปไว้ว่า “ป่าคือโรงเรียนที่ผู้มีวินัยและช่างสังเกตเท่านั้นที่จะจบการศึกษาได้”
หน้าที่ของครูลูกเสือไม่ใช่การเป็น “ผู้บรรยาย” ในห้องเรียน แต่คือการเป็น “แม่นก” ที่นำพาลูกเสือออกไปเผชิญโลกกว้าง ให้เขาลองผิดลองถูกภายใต้สายตาที่คอยระวังภัยของครู เพื่อให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญา พึ่งพาตนเองได้ในทุกสถานการณ์
เรียบเรียงจากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys -ของลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506
อาทร จันทวิมล

บทละครรอบกองไฟ ชุด “นิทานแห่งความดี” (กฎลูกเสือข้อที่ 6)
เรื่อง โรงเรียนกลางป่า
ตัวละคร:
- ผู้นำกิจกรรม (บีพี): ผู้บรรยายและสรุปบทเรียน
- วิลเลียม เจ. ลอง: นักเขียน/ผู้เฝ้าสังเกตธรรมชาติ
- แม่นกเป็ดน้ำ: (ใช้ลูกเสือแต่งชุดหรือติดสัญลักษณ์นก)
- ลูกนก 2 ตัว: (ลูกเสือตัวเล็ก)
- กลุ่มลูกเสือในป่า: (แสดงเหตุการณ์เปรียบเทียบ)
ฉากที่ 1: การเฝ้าดูที่ริมบึง
(เสียงนกร้องประกอบ ผู้นำกิจกรรมเดินออกมาหน้ากองไฟ)
ผู้นำกิจกรรม: “พี่น้องลูกเสือทั้งหลาย กฎลูกเสือข้อที่ 6 บอกว่า ‘ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์’ แต่รู้ไหมว่า สัตว์ป่าเหล่านั้นยังเป็น ‘ครู’ ที่สอนให้เราเข้มแข็งด้วย ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ เคยยกเรื่องราวของ วิลเลียม เจ. ลอง มาเล่าให้ฟัง… ดูนั่นสิ! ที่ริมบึงเขียวขจี…”
(วิลเลียม เจ. ลอง ถือกล้องส่องทางไกล เดินย่องออกมาซุ่มดู)
วิลเลียม: “นั่นไง! แม่นกเป็ดน้ำกำลังพาลูกน้อยออกมาแล้ว พวกมันไม่ได้มาแค่เล่นน้ำ แต่นี่คือบทเรียนบทแรกของชีวิต”
ฉากที่ 2: บทเรียนจากแม่นก (การแสดงท่าทาง)
(แม่นกเดินนำ ลูกนกสองตัวเดินตามส่ายก้นไปมาอย่างน่ารัก)
ผู้นำกิจกรรม (บรรยาย): 1. การสร้างความมั่นใจ: “แม่นกย่อตัวลง ให้ลูกๆ ขี่หลัง แล้วค่อยๆ ลอยลงน้ำ” (แม่นกทำท่าให้ลูกนกเกาะไหล่/หลัง แล้วพากันเคลื่อนที่ช้าๆ ในน้ำ) วิลเลียม: “ดูสิ… ลูกนกไม่ต้องกลัวเปียก เพราะมีแม่เป็นเกราะกำบัง นี่คือความอบอุ่นก่อนเผชิญโลกกว้าง”
- การปล่อยให้เผชิญอุปสรรค: “แต่ทันใดนั้น! แม่นกก็มุดน้ำหายไป!” (แม่นกแกล้งดำน้ำหลบหลังพุ่มไม้ หรือก้มตัวลงต่ำ ลูกนกตกใจ ตะเกียกตะกายว่ายน้ำวนไปมา)
ลูกนก: “จิ๊บๆ! แม่หายไปไหน? ช่วยด้วย! ฉันว่ายเองไม่เป็น!”
(ลูกนกต้องตีขา พยายามพยุงตัวอย่างเต็มที่)
การเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด: “เมื่อลูกนกเริ่มอ่อนแรง และเริ่มรู้จังหวะการว่าย แม่นกก็โผล่ขึ้นมาทันที” (แม่นกปรากฏตัวข้างๆ แล้วว่ายนำพาลูกเข้าฝั่ง)
วิลเลียม: “ยอดเยี่ยมจริงๆ! ถ้าแม่นกไม่ดำน้ำหายไป ลูกนกก็คงจะเกาะหลังแม่ไปจนตาย โดยที่ว่ายน้ำเองไม่เป็นเลย”
ฉากที่ 3: จากโรงเรียนป่า สู่กองลูกเสือ (การเปรียบเทียบ)
(ตัดภาพมาที่กลุ่มลูกเสือ กำลังพยายามกางเต็นท์หรือก่อไฟอย่างทุลักทุเล)
ลูกเสือ A: “โอ๊ย! กางเต็นท์ยากจัง นายหมู่… ไปเรียกคุณครูมาทำให้หน่อยสิ”
นายหมู่ (ยืดอก): “ไม่ได้หรอก! เราเป็นลูกเสือนะ ถ้าครูทำความสะอาดให้ ก่อไฟให้ กางเต็นท์ให้ เราก็จะเป็นเหมือนสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในกรง หาอาหารเองไม่เป็น!”
ลูกเสือ B: “ใช่! เราต้องใช้ ‘ไหวพริบ’ เหมือนลูกนกที่ต้องหัดว่ายน้ำเอง”
ฉากที่ 4: สรุปบทเรียน (เพลงหรือคำคม)
(ตัวละครทั้งหมดออกมายืนรอบกองไฟ)
ผู้นำกิจกรรม: “บีพี สอนเราว่า การศึกษาที่แท้จริงต้องมาจาก ‘ภายใน’ ครูไม่ใช่ผู้บรรยาย แต่คือ ‘แม่นก’ ที่คอยประคองอยู่ห่างๆ… ในป่า สัตว์ที่รอดชีวิตคือสัตว์ที่เชื่อฟังและมีวินัย ลูกเสือก็เช่นกัน!”
ทุกคน (พูดพร้อมกัน): “ธรรมชาติคือครู… อุปสรรคคือบทเรียน… วินัยคือความปลอดภัย!”
(จบด้วยการร้องเพลง “แสนสุขสมนั่งชมวิหก อยากเป็นนกเหลือเกิน……)
ข้อแนะนำสำหรับผู้กำกับลูกเสือ:
- การขยายความ: หากต้องการขยายให้ยาวเป็น 4 หน้าตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มบทสนทนาระหว่างลูกนกที่ถกเถียงกัน หรือเพิ่มเหตุการณ์ “พายุจำลอง” ที่ลูกเสือต้องตัดสินใจแก้ปัญหาร่วมกันในฉากที่ 3 ได้ครับ
- หัวใจหลัก: เน้นให้เห็นว่า “การลำบากในวันนี้ เพื่อภูมิคุ้มกันในวันหน้า”
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่งในป่าลึกของประเทศอินเดีย มีลูกหมาป่าตัวน้อยนามว่าเขี้ยวขาว เขาถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับสัญชาตญาณของนักล่าที่แข็งแกร่ง วันหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก เขาได้คลานเตาะแตะออกจากถ้ำเพียงลำพังเพื่อออกไปสำรวจโลกกว้าง ในตอนแรกเขี้ยวขาวคิดว่าการจับสัตว์ที่เล็กกว่าเป็นเรื่องน่าสนุก เขาพยายามจะวิ่งไล่จับกระต่ายที่วิ่งหนีขึ้นต้นไม้ และพยายามจะตะครุบไก่ป่าด้วยความคึกคะนอง แต่เขาก็ต้องพบกับบทเรียนแรกเมื่อถูกไก่ป่าจิกเข้าที่จมูกจนเจ็บระบม ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่าสัตว์ทุกชีวิตต่างก็รักชีวิตของตนเองและพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องตัวเองทั้งสิ้น
ต่อมาแม่หมาป่าได้สอนให้ลูกหมาป่าเขี้ยวขาว รู้จักศิลปะการล่าอย่างจริงจัง ทั้งการหมอบคลานเข้าหาศัตรูให้เงียบที่สุดและการจู่โจมที่รวดเร็ว จนกระทั่งเขาได้พบกับเม่นตัวหนึ่งที่ขดตัวกลมเพื่อป้องกันภัย ในใจของเขี้ยวขาวจำคำสอนของแม่ได้ว่าต้องรอให้เม่นเหยียดตัวออกแล้วจึงกัดลงไปตรงส่วนที่ไม่มีขนแหลมคมปกป้อง แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าเม่นตัวนั้นกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัว เขี้ยวขาวกลับชะงักและนึกถึงความเจ็บปวดที่จมูกของตัวเองขึ้นมา เขาจึงตัดสินใจไม่ทำร้ายเม่นและเดินจากไปอย่างสงบ
ต่อมาเขี้ยวขาวถูกชาวพื้นเมืองอินเดียจับไปเลี้ยง เขาได้รับความเมตตาจากมนุษย์และเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทำให้เขาต้องถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าใหญ่อีกครั้ง ขณะที่หมาในเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกปล่อยมักจะอดตายเพราะหาอาหารเองไม่เป็น แต่เขี้ยวขาวซึ่งเป็นลูกหมาป่าที่รู้จักการเอาตัวรอดและมีหัวใจที่เข้มแข็งสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย เขาไม่ได้ใช้เขี้ยวเล็บที่มีไว้เพื่อการเข่นฆ่าตามอำเภอใจ แต่ใช้เพื่อป้องกันตัวและดำรงชีวิตอย่างมีขอบเขต เขี้ยวขาวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งที่มาพร้อมกับความอ่อนโยน
เบเดน โพเอลล์ เล่านิทานเรื่องหมาป่าเขี้ยวขาว White Fang แต่งโดย แจ๊ค ลอนดอน ในหนังสือ คู่มีอลูกเสือสำรอง Wolf Cups Handbook แปลภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2508
อาทร จันทวิมล
ในบรรดานิทานลูกเสือ ไม่มีนิทานเรื่องใด้ที่จะเป็นที่รู้จักแพร่หลายเกินกว่าเรื่อง “เมาคลีลูกหมาป่า The Jungle Book” แต่งโดยชาวอังกฤษชื่อ ริยาร์ด คิปปลิง (Rudyard Kipling) ซึ่งเบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี นำมาใช้เล่าให้ลูกเสือสำรองรุ่นเล็กฟัง เพื่อให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ตามกฏลูกเสือข้อที่ 6
เรื่องราวมีดังนี้
ตอนที่ 1: ปฏิบัติการกู้ภัยกลางเพลิง
ที่เชิงเขาเซโอนี ประเทศอินเดีย ในคืนที่มืดมิด ณ ชายป่าใกล้หมู่บ้านมนุษย์ “แชร์คาน” เสือโคร่งผู้ดุร้ายได้บุกเข้าโจมตีที่พักของชาวบ้านจนเกิดความวุ่นวายและเกิดไฟไหม้ลุกท่วมบ้าน ท่ามกลางเสียงหวีดร้อง มีเด็กชายอายุไม่กี่เดือนคนหนึ่งพลัดหลงจากพ่อแม่ นอนร้องไห้อยู่ใต้พุ่มไม้
ขณะนั้น แม่หมาป่า ที่ออกมาหาอาหารเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้และเสียงร้องไห้ของเด็กน้อย ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ แม่หมาป่ารีบกระโจนเข้าไป ใช้ปากคาบที่คอเสื้อของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา แล้ววิ่งฝ่าความมืดพากลับมายังถ้ำที่เทือกเขาเซโอนี เพื่อซ่อนเด็กคนนี้ให้พ้นจากกรงเล็บของเสือโคร่งแชร์คานที่ตามล่ามาติดๆ เธอคาบทารกน้อยแล้ววางลงท่ามกลางกลุ่มลูกหมาป่าของเธอ ให้ดูดนมจากเต้าหมาป่า และตั้งชื่อเขาว่า “เมาคลี”
ตอนที่ 2: ค่าไถ่ด้วยควายตัวหนึ่ง
เสือโคร่งแชร์คานตามมาถึงหน้าถ้ำหมาป่า และคำรามก้อง “ส่งลูกมนุษย์นั่นมาให้ข้า เดี๋ยวนี้ !” แต่แม่หมาป่าแยกเขี้ยวสู้ “เด็กคนนี้เป็นลูกของข้า เขาจะต้องอยู่กับฝูงหมาป่า!”
อีกไม่นาน เรื่องถึงหู จ่าฝูงหมาป่าชื่อ “อาเคล่า” ผู้สุขุมรอบคอบ ในที่ประชุมกองหิน มีกฎว่าสมาชิกใหม่จะเข้าฝูงได้ต้องมีผู้รับรอง 2 ราย ซึ่งมีหมี “บาลู” อาสาจะสอนกฎของป่าให้ และเสือดำ “บาเฆียร่า” ได้เสนอค่าไถ่ชีวิตเมาคลีด้วย “ควายที่เพิ่งล่าได้หนึ่งตัว” เสือโคร่ง แชร์คานจึงต้องถอยกลับไปด้วยความแค้น
ตอนที่ 3: บทเรียนจากหมีบาลูและภัยจากฝูงลิง
เมาคลีเติบโตขึ้นในฝูงหมาป่า โดยมีหมีบาลูเป็นครู หมีบาลูสอนให้เขารู้จัก “นิสัย” ของสัตว์ทุกชนิด
เมาคลีต้องฝึกไล่จับตั๊กแตนและนก โดยกระโดดตะครุบ แต่ไม่ได้ผล ในไม่ช้าเขาเรียนรู้จากผู้อาวุโสว่า ต้องค่อยๆคลานเข้าหาเหยื่อและนอนคอย ต่อมาเขาก็ถูกฝึกให้หาอาหารด้วยตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องอดตาย เพราะจะไม่มีใครหาอาหารมาป้อนเหมือนตอนเล็กๆ
วันหนึ่งเมาคลีแอบไปเล่นกับพวก บันดาร์-ล็อก (ฝูงลิงไร้ระเบียบ) จนถูกพวกลิงลักพาตัวไปที่เมืองร้าง หมีบาลูและเสือดำบาเฆียร่าต้องไปขอแรงจาก คา (งูเหลือมยักษ์) มาช่วยสู้จนชิงตัวเมาคลีกลับมาได้ เรื่องตอนนี้สอนให้รู้ว่า “คนไม่มีระเบียบวินัย อาจนำพาความเดือดร้อนมาให้เพื่อน”

ตอนที่ 4: ดอกไม้แดงและอวสานเสือโคร่งแชร์คาน
เมื่อหมาป่าอาเคล่าแก่ตัวลง เสือโคร่งแชร์คานวางแผนยุยงให้หมาป่าหนุ่มๆ ขับไล่เมาคลีออกไปจากฝูงหมาป่า เมาคลีจึงไปขโมย “ดอกไม้แดง” (ไฟ) จากหมู่บ้านมนุษย์มาขู่แชร์คานจนมันหนีไป จากนั้นเมาคลีได้ไปอยู่ในหมู่บ้านมนุษย์ชั่วคราวและวางแผนร่วมกับพี่น้องหมาป่า ต้อนฝูงควายให้วิ่งเหยียบแชร์คานจนตายคากองหิน เพื่อปิดบัญชีแค้นและนำความสงบสุขคืนสู่ป่า
ตอนที่ 5: ศึกหมาแดงและการลาจาก
ศึกสุดท้ายคือการเผชิญหน้ากับ “ฝูงหมาแดง” ที่บ้าคลั่ง เมาคลีใช้สติปัญญาล่อพวกหมาแดง ไปให้ผึ้งรุมต่อยและล่อลงน้ำจนกำจัดพวกหมาแดงได้เกือบหมด แต่ในศึกนี้อาเคล่าต้องจบชีวิตลง
เมื่อเมาคลีโตเป็นหนุ่ม เสือดำบาเฆียร่าและหมีบาลูบอกเมาคลีว่า “ถึงเวลาแล้วที่ลูกมนุษย์ต้องกลับไปหาหมู่มนุษย์” เมาคลีจึงกล่าวลาป่าแห่งความหลัง กลับไปใช้ชีวิตในโลกของมนุษย์พร้อมความรู้และคุณธรรมที่ป่าได้สอนเขาไว้
คุณธรรมความดีที่ได้จาก นิทานเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า
- ความเมตตา (กตัญญู): แม่หมาป่าเมตตาคาบเมาคลีมาเลี้ยง เมาคลีก็กตัญญูกลับมาช่วยฝูงหมาป่า
- การรักษาสัจจะ: เมื่อหมีบาลูและเสือดำ บาเฆียร่ารับรองเมาคลีแล้ว พวกเขาดูแลเมาคลีด้วยชีวิต
- สติปัญญา: เมาคลีไม่ได้ใช้แค่กำลังสู้เสือ แต่ใช้ “ไฟ” และ “กลยุทธ์” ในการเอาชนะ
ดูวีดีโอ “เมาคลีลูกหมาป่า” ได้ที่ https://youtu.be/1Cq7mwOf23g
อาทร จันทวิมล
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามการนำเสนอและแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีข้อกังวลในประเด็นภาษี ทรัพยากรในโรงเรียน และความเสี่ยงการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ โดยมิได้เป็นผู้ริเริ่มเสนอเรื่องดังกล่าว
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อ สิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ท
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ย้ำเพิ่มเติมว่า การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด
“ขอย้ำว่า ที่มาของประเด็นดังกล่าวคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนภารกิจด้านการศึกษา ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าเด็กไทยต้องไม่เสียสิทธิ การรับเข้าเรียนไม่ใช่การให้สัญชาติ และได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว
คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ : ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภารุจ พูลอำไภย์ : ภาพ-กราฟิก
20 กุมภาพันธ์ 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุในพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เคียง โรงเรียนบ้านบางหว้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างมาก
รมว.ศธ. ระบุว่า ทันทีที่ได้รับรายงาน ได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางหว้า ให้พิจารณาหยุดทำการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวในวันนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ สำหรับการเปิดเรียนในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นั้น หากสถานการณ์คลี่คลายและเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมความปลอดภัยในพื้นที่ได้ ทางโรงเรียนจะกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แต่หากยังมีความเสี่ยงจะมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมโดยยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อนเป็นสำคัญ
รมว.ศธ. ยังฝากถึงสถานศึกษาทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในและโดยรอบสถานศึกษา โดยเฉพาะการสังเกตพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายเลียนแบบเหตุรุนแรง (Copycat Behavior) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และอาจสร้างความสูญเสียซ้ำแบบเหตุการณ์ที่จังหวัดสงขลา จึงขอให้ทุกโรงเรียนทบทวนแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ประสานผู้ปกครอง และดูแลสภาพจิตใจนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา
พบพร ผดุงพล / กราฟิก
คณเทำงาน รมว.ศธ. / ข่าว , ภาพ
รู้จักแอปพลิเคชัน DE-fence เกราะป้องกันสู้ภัยมิจฉาชีพทางโทรศัพท์และ SMS
ในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน ปัญหาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ (Scam Call) และข้อความ SMS กลายเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายและความกังวลให้กับผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ SMS แนบลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูล ภัยเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายที่เงินในกระเป๋าและความปลอดภัยของเรา เพื่อรับมือกับปัญหานี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำ ได้ร่วมกันพัฒนา “DE-fence” แพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่ทรงพลัง เปรียบเสมือนเกราะป้องกันอัจฉริยะที่จะช่วยให้ประชาชนรู้เท่าทันและปลอดภัยจากกลโกงของมิจฉาชีพ
DE-fence คืออะไร
DE-fence คือ แพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูลและสกัดกั้นภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยทำหน้าที่คัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความ SMS ที่น่าสงสัยก่อนที่จะมาถึงตัวเรา เป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มนี้ คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความปลอดภัย โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง ตำรวจ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. และ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สามารถระบุเบอร์ของมิจฉาชีพและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการทำงาน: DE-fence รู้ทันมิจฉาชีพได้อย่างไร
หัวใจสำคัญของ DE-fence คือการใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกันแบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์และแบ่งประเภทของสายเรียกเข้าและ SMS ที่เราได้รับออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าจะรับสาย, เพิกเฉย, หรือกดบล็อกทันที
การแบ่งกลุ่มและแจ้งเตือนของ DE-fence สามารถสรุปได้ดังนี้
- กลุ่มที่ 1 มิจฉาชีพ (สีแดง) : เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น ตำรวจ) แล้วว่าเป็นของมิจฉาชีพอย่างแน่นอน เมื่อเบอร์กลุ่มนี้โทรเข้ามา แอปจะขึ้นแจ้งเตือนเป็นป้ายสีแดงว่า “อันตราย” พร้อมแนะนำให้เรากด Block หรือปฏิเสธสายได้ทันที
- กลุ่มที่ 2 ระวัง/ต้องสงสัย (สีเหลือง) : เป็นเบอร์ที่อาจมีความเสี่ยง แต่ยังไม่ถูกยืนยันว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% เช่น เบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ, เบอร์ที่โทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP), หรือเบอร์ที่ประชาชนเคยแจ้งว่าเป็นเบอร์น่าสงสัย แอปจะขึ้นแจ้งเตือนเป็นป้ายสีเหลืองให้ “ระวัง” เพื่อให้เราใช้ความรอบคอบในการสนทนาเป็นพิเศษ
- กลุ่มที่ 3 ชื่อลงทะเบียน (สีเขียว) : เป็นเบอร์ที่ได้รับการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนอย่างถูกต้องจากหน่วยงานต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานราชการ, สถาบันการเงิน, บริษัทประกันภัย, หรือบริษัทขนส่ง เมื่อเบอร์กลุ่มนี้โทรมา แอปจะแสดงผลเป็นป้ายสีเขียวพร้อม “ชื่อลงทะเบียน” ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าใครโทรมา
นอกจากการแจ้งเตือนที่ชัดเจนแล้ว แอปพลิเคชัน DE-fence ยังมาพร้อมกับเครื่องมือช่วยเหลืออื่นๆ ที่ทำให้การป้องกันภัยเป็นไปอย่างครบวงจร
ฟีเจอร์เด่นในแอปพลิเคชัน DE-fence
แอปพลิเคชัน DE-fence ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ดังนี้
- แจ้งเตือนการโทรเข้าและ SMS : นี่คือฟีเจอร์หลักที่เป็นระบบคัดกรองอัตโนมัติ โดยจะแสดงป้ายกำกับ อันตราย ระวัง หรือ ชื่อลงทะเบียน ทันทีเมื่อมีสายหรือข้อความเข้ามา ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าควรรับหรือไม่
- การตรวจสอบเบอร์ : หากคุณมีเบอร์โทรศัพท์หรือ SMS ที่น่าสงสัย สามารถนำเบอร์นั้นมาค้นหาในแอปพลิเคชันเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือได้ด้วยตนเอง
- การช่วยเหลือและให้คำปรึกษา : เป็นช่องทางสำหรับผู้ใช้งานในการช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย โดยสามารถ “แจ้งเบาะแส” เบอร์หรือ SMS ที่ต้องสงสัยเพื่อให้ระบบนำไปตรวจสอบต่อไป
- การแจ้งความออนไลน์ : ในกรณีที่ตกเป็นเหยื่อหรือต้องการดำเนินคดี แอปพลิเคชันได้เชื่อมต่อไปยังระบบการแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหาย
- การติดต่อ 1441 : เป็นช่องทางลัดสำหรับติดต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 โดยตรง เพื่อขอคำปรึกษาหรือดำเนินการระงับบัญชีของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที
ช่องทางดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence
ขณะนี้ แพลตฟอร์ม DE-fence ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดเพื่อใช้งานได้แล้วใน เวอร์ชันทดลอง (BETA version) ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายการป้องกันที่แข็งแกร่ง สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence ได้ผ่าน App Store สำหรับ iOS และ Google Play สำหรับ Android


ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนเย็นในวันขึ้นปีใหม่ มีนักท่องเที่ยวสามคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย แต่ไม่มีร้านอาหารใดที่เปิดทำการ เนื่องจากหมู่บ้านนี้เพิ่งประสบภัยน้ำท่วม และยากจน
นักท่องเที่ยวก่อไฟ ตั้งหม้อต้มน้ำกลางลานหมู่บ้าน หย่อนก้อนหิน กำมือหนึ่งลงไป พร้อมพูดว่า “เรากำลังทำต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก”
ชาวบ้านหัวเราะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยืนดู นักท่องเที่ยวชิมน้ำต้มหินแล้วบอกว่า “ถ้ามีตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก สักหน่อยจะหอมขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งจึงนำตะไคร้มาใส่ อีกคนใส่ใบมะกรูด อีกคนใส่พริกสด กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา
เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาดูด้วยความสนใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เดินมาด้วยความสงสัย ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความร่วมมือ
นักท่องเที่ยวพูดว่า “ถ้ามีเนื้อไก่สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ” ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้จึงนำเนื้อและตีนไก่มาใส่ลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยผสมกับไก่สดทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากขึ้น จากนั้นมีคนใส่เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดว่า “แม่บอกว่า ต้มยำต้องมีน้ำปลา” ทุกคนหัวเราะและเห็นด้วย
ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดว่า “ถ้ามีมะนาวอีกหน่อยจะอร่อยขึ้น” เด็กชายรีบวิ่งไปเด็ดมะนาวจากต้นมาบีบลงไป รสชาติเปรี้ยวผสมกับความเผ็ดร้อนทำให้ต้มยำก้อนหินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หญิงชราคนหนึ่งใส่ข่า อีกคนใส่ผักชี กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวบ้านบางคนเริ่มจัดโต๊ะไม้ยาว กลางลานหมู่บ้าน พวกเขานำจาน ชาม และช้อนออกมาเตรียมไว้ ทุกคนตั้งตารอที่จะได้กินต้มยำก้อนหินร่วมกัน เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว
เมื่อต้มยำในหม้อใหญ่เดือดจนได้ที่ นักท่องเที่ยวก็ตักต้มยำก้อนหินใส่ชาม แจกจ่ายให้ชาวบ้าน ทุกคนเริ่มชิมด้วยความตื่นเต้น รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หอมสมุนไพรไทยผสมกับเนื้อไก่สดทำให้ทุกคนยิ้มออกมา เด็ก ๆ ตะโกนว่า “อร่อยที่สุดเลย!” ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “นี่คืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน”
ทุกคนในหมู่บ้านนั่งกินต้มยำก้อนหินด้วยกันอย่างมีความสุข พวกเขาเล่าเรื่องราวของตนเองระหว่างกินต้มยำก้อนหิน เสียงหัวเราะและการพูดคุยทำให้บรรยากาศอบอุ่น นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้ม พวกเขารู้ว่าต้มยำก้อนหินไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นสะพานที่เชื่อมใจคนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน
เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าพูดว่า “เราควรทำต้มยำก้อนหินทุกครั้งที่มีงานรวมญาติหรือเทศกาล เพื่อเตือนใจว่า การแบ่งปันทำให้เรามีความสุข” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เด็ก ๆ วิ่งเล่นรอบลานหมู่บ้านด้วยเสียงหัวเราะ ผู้ใหญ่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจ
ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานว่า “ต้มยำก้อนหิน” คืออาหารแห่งการแบ่งปันและความสามัคคี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นเพื่อน และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้
การกระทำของคนในหมู่บ้านนี้ เป็นการกระทำความดี ที่ตรงกับกฎลูกเสือข้อ 5 เป็นผู้สุภาพเรียบร้อย เพราะความสุภาพนั้นไม่เพียงมีกิริยาวาจาอ่อนหวานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความเป็นมิตร ความมีน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น ความเห็นอกเห็นใจ และการทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนมีค่าอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 1 ทานมัย ด้วยการแบ่งปันสิ่งของ นำเครื่องต้มยำต่างๆมาบริจาคใส่หม้อรวมกัน และ ข้อ 2 เวยยาวัจจมัย ด้วยการขวนขวายสำสิ่งที่ถูกที่ควร
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้
เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของยุโรป (ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน) เรื่อง ซุปก้อนหิน The Stone soup ที่ให้ความรู้เรื่องจริยธรรมและการให้ทาน
อาทร จันทวิมล
บทละครสั้น ลูกเสือ แสดงรอบกองไฟ เรื่อง : ต้มยำก้อนหินแห่งมิตรภาพ
แนวคิด: สนุกสนาน, สร้างสรรค์, เน้นการมีส่วนร่วม, สอดแทรกความหมายของกฎลูกเสือข้อ 5 และบุญกิริยาวัตถุ
ตัวละคร:
- ผู้กำกับลูกเสือ: (ผู้ดำเนินรายการ)
- นักท่องเที่ยว กลุ่มผจญภัย” 3 คน
- ชาวบ้าน 10 คน
- ลูกเสือ 5 8o
อุปกรณ์ประกอบฉาก/กิจกรรม:
- กองไฟ: จุดจริง
- หม้อสนาม/หม้อ ใหญ่: 1 ใบ (สำหรับทำต้มยำ)
- ทัพพี: 1 อัน
- ก้อนหินที่ล้างสะอาดแล้ว: 5 dhvo (สำหรับหย่อนลงหม้อ)
- ส่วนผสมต้มยำที่เตรียมหั่นไว้แล้ว:
- ตะไคร้ซอย, ใบมะกรูดฉีก, พริกขี้หนูสวน/พริกแดงซอย (บางส่วน)
- เนื้อไก่หั่นชิ้น (ส่วนที่สุกง่าย เช่น อก หรือต้มให้สุกก่อนบางส่วน)
- เห็ดชนิดต่างๆ
- หอมแดง, กระเทียม (บุบหรือหั่น)
- น้ำปลา, น้ำมะนาว, ข่าซอย, ผักชีฝรั่ง/ผักชี (สำหรับโรยหน้า)
- น้ำสะอาด
(ฉากเริ่ม: รอบกองไฟ ลูกเสือทุกกลุ่มนั่งล้อมรอบ)
ผู้กำกับลูกเสือ: สวัสดีครับลูกเสือทุกคน! คืนนี้เป็นคืนพิเศษที่เราจะมาสร้างตำนานรอบกองไฟด้วยกัน! วันนี้เราจะมาฟังนิทานและลงมือทำบางอย่างจากนิทานนั้น! นิทานของเราชื่อว่า “ต้มยำก้อนหิน”
(เสียงปรบมือฮือฮา)
ผู้กำกับลูกเสือ: เราจะให้ กลุ่ม สิงโต เป็นนักท่องเที่ยว และ กลุ่มนกหัวขวาน เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ! ส่วนลูกเสือกลุ่มอื่นๆ เป็นชาวบ้าน ที่จะมาร่วมงานเลี้ยงอันแสนอร่อย! พร้อมไหมครับ!
ลูกเสือทุกคน: พร้อมครับ/ค่ะ!
(ผู้กำกับลูกเสือผายมือไปทาง “กลุ่มสิงโต ” ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างอ่อนแรง)
ผู้กำกับลูกเสือ: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในคืนวันขึ้นปีใหม่ นักท่องเที่ยวกลุ่มสิงโต เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย
(กลุ่มผจญภัยทำท่าเหนื่อยล้า มองซ้ายขวา)
นักท่องเที่ยว 1 : โอ๊ย! เหนื่อยจังเลย หิวก็หิว แต่ดูสิ หมู่บ้านนี้เงียบจังเลยนะ ไม่มีร้านอาหารเปิดเลยเหรอ?
นักท่องเที่ยว 2 : แย่จังเลยนะ สงสัยเพิ่งประสบภัยมา ชาวบ้านคงยังลำบาก
นักท่องเที่ยว 3 : (มองไปที่กองไฟ) ไม่เป็นไร! เรามีวิธี! พวกเรามีสูตรเด็ดที่จะทำให้ทุกคนอิ่มอร่อย!
(กลุ่มสิงโตมเดินไปที่กองไฟ ตั้งหม้อ เติมน้ำ แล้วหย่อน “ก้อนหินที่เตรียมไว้” ลงไป)
นักท่องเที่ยว 1 : เอาล่ะ! เราจะทำ “ต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก!”
ชาวบ้าน กลุ่มนกหัวขวาน : (ค่อยๆ เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย)
ชาวบ้าน 1 : (กระซิบ) ต้มยำก้อนหินเหรอ? มันจะกินได้จริงเหรอ?
ชาวบ้าน 2 : ไม่เคยได้ยินเลยนะ! แปลกจริงๆ!
ชาวบ้าน 3 : แต่เขามั่นใจกันจังเลยนะ ลองตามดูหน่อยดีกว่า
(ชาวบ้านต่างๆ เข้ามามุงดูใกล้ๆ อย่างสนใจ)
นักท่องเที่ยว1 : (ตักน้ำในหม้อชิมเล็กน้อย) อื้มมม… รสชาติดีใช้ได้เลยนะ แต่ถ้ามี ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก สักหน่อยจะหอมขึ้นมากเลย! ใครพอจะมีบ้างไหมครับ?
( ชาวบ้าน 1 รีบวิ่งไปหยิบ “ตะไคร้” มาใส่)
ชาวบ้าน 1: ผมมีตะไคร้ครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)
(ชาวบ้าน 2 หยิบ “ใบมะกรูด” มาใส่)
ชาวบ้าน 2: ผมมีใบมะกรูดด้วย! (ใส่ลงไปในหม้อ)
(ชาวบ้าน 3 หยิบ “พริกซอย” ที่เตรียมไว้มาใส่)
ชาวบ้าน 3 : นี่พริกจากสวนผมเลยครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)
(นักท่องเที่ยวคนหนึ่งใช้ทัพพีคนเล็กน้อย กลิ่นหอมของสมุนไพรเริ่มโชยมาเล็กน้อย)
นักท่องเที่ยว1 : (สูดดม) อื้อหือ! กลิ่นเริ่มมาแล้ว! แต่ถ้ามี เนื้อไก่ สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบมากเลยนะ!
(ชาวบ้าน 1 รีบไปหยิบ “เนื้อไก่หั่น และตีนไก่ ” จากที่บ้านมาให้)
ชาวบ้าน 1: ผมมีเนื้อไก่ และตีนไก่ครับ! (ใส่ลงไปในหม้อ)
(นักท่องเที่ยวใช้ทัพพีคนต้มยำ เสียงเดือดปุดๆ ของน้ำต้มยำเริ่มชัดขึ้น)
นักท่องเที่ยว 1 : เยี่ยมเลย! กลิ่นหอมของไก่ผสมกับสมุนไพรไทย ชวนให้หิวจริงๆ!
เด็กเล็กๆ ในกลุ่มชาวบ้าน: (เสียงเจื้อยแจ้ว) แม่บอกว่า ต้มยำต้องมี เห็ด กับ หอมแดง กระเทียม แล้วก็ น้ำปลา ด้วยค่ะ!
(ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เป็นลูกเสือกลุ่มอื่นๆ ก็เริ่มเสนอตัวและหยิบส่วนผสมอื่นๆ ที่เตรียมไว้ เช่น เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา มาใส่ทีละนิดๆ)
ผู้กำกับลูกเสือ: เห็นไหมครับลูกเสือ! แค่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากแต่ละคนก็เริ่มจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ แล้ว! (หันไปทางหม้อต้มยำ) อื้อหือ กลิ่นเริ่มหอมขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะครับ!
ผู้เฒ่า : (ทำท่าทางเป็นผู้เฒ่า เดินมาอย่างช้าๆ) ถ้ามี มะนาว อีกหน่อยจะเปรี้ยวสะใจเลยนะพ่อหนุ่ม!
(เด็กชาย วิ่งไปหยิบ “มะนาว” มาบีบลงไปในหม้อ)
เด็กชาย: ผมมีมะนาวครับ! บีบสดๆ เลย!
(หญิงชรา เดินมาหยิบ “ข่า” และ “ผักชี” มาใส่)
หญิงชรา: เอาข่ากับผักชีไปอีกหน่อยสิพ่อหนุ่ม! จะได้หอมๆ
(นักท่องเที่ยวชิมต้มยำ แล้วทำท่าอร่อย)
นักท่องเที่ยว 1 : สุดยอดเลยครับ! รสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว เผ็ด เค็ม หอมลงตัว!
ผู้กำกับลูกเสือ: เห็นไหมครับลูกเสือ! จากก้อนหินธรรมดา ตอนนี้กลายเป็นต้มยำหม้อใหญ่ ที่เต็มไปด้วยน้ำใจของทุกคนแล้ว!
(ลูกเสือกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นชาวบ้าน เริ่มจัดโต๊ะ และนำชาม ช้อน มาเตรียม)
ผู้กำกับลูกเสือ: ตอนนี้ทุกคนต่างก็เอาจานชามมาเตรียมไว้แล้ว! เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว! จากหมู่บ้านที่เงียบเหงา ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง! เพราะอะไรครับ?
ลูกเสือทุกคน: เพราะการแบ่งปันครับ/ค่ะ!
(นักท่องเที่ยวตักต้มยำใส่ชาม แจกจ่ายให้ลูกเสือทุกคนที่ร่วมกิจกรรม )
ผู้กำกับลูกเสือ: เชิญเลยครับลูกเสือทุกนาย! ต้มยำก้อนหินหม้อนี้ คือ ต้มยำแห่งมิตรภาพ!
(ลูกเสือทุกคนเริ่มชิมต้มยำก้อนหิน)
เด็กๆ: อร่อยที่สุดเลย!
ผู้เฒ่า (ยิ้ม) นี่แหละคืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน!
ผู้กำกับลูกเสือ: ลูกเสือทุกนายครับ! นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้!” เหมือนกับกฎลูกเสือข้อ 5 ที่ว่า “ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย” ความสุภาพไม่ได้มีแค่คำพูด แต่คือการมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการแบ่งปันให้แก่กันครับ!
(ลูกเสือทุกคนรับประทานต้มยำก้อนหินอย่างมีความสุข พร้อมพูดคุยกัน)
ผู้กำกับลูกเสือ: และนี่คือตำนานของ “ต้มยำก้อนหิน” ที่สร้างมิตรภาพและความสุขให้กับทุกคน ขอให้ลูกเสือทุกนายจดจำความหมายของการแบ่งปันและน้ำใจนี้ไว้เสมอครับ!
( ลูกเสือทั้งหมดร่วมร้องเพลง ร่วมใจเราพร้อมใจ ร่วมใจเราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ ปิดฉากด้วยเสียงปรบมือและเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานรอบกองไฟ)
หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรม:
- ความปลอดภัย: เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการก่อกองไฟและการเตรียมอาหาร
- สุขอนามัย: ส่วนผสมต้องล้างให้สะอาด หั่นเตรียมไว้ล่วงหน้า และมีอุปกรณ์ที่สะอาดสำหรับปรุงอาหาร
- การมีส่วนร่วม: ให้ลูกเสือได้สลับกันใส่ส่วนผสม (ภายใต้การดูแลของผู้กำกับ) และคนต้มยำ
- การสะท้อนคิด: หลังกิจกรรม ควรมีการพูดคุยกันถึงความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้ เพื่อตอกย้ำคุณค่าของการแบ่งปันและความสามัคคี
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่ง ระหว่างเดินไปที่นาเขาเห็นกับ นกยูงรำแพน ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่วันหนึ่ง นกยูงแสนสวย ติดบ่วงตาข่ายดักนก ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ชาวนาเกิดความสงสารจึงรีบเข้าไปปลดตาข่าย และปล่อยให้นกยูงตัวนั้นบินกลับเข้าป่าไปอย่างเป็นอิสระ
การกระทำของชาวนาในช่วงนี้ สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อที่ 5 ลูกเสือมีความสุภาพเรียบร้อย มีน้ำใจไมตรี ช่วยเหลือคนและสัตว์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และเป็นการทำความดี ตามหลัก การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ
ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูหน้าบ้านของชาวนา เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ไพเราะว่า:
” ฉันคือนกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้น ฉันขอมาอาศัยอยู่รับใช้ในบ้านเพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านช่วยชีวิตฉันไว้”
ชาวนาประหลาดใจแต่ก็ต้อนรับเธอด้วยความยินดี หญิงสาวได้มอบ กระเป๋าจักสาน ใบหนึ่งให้แก่ชาวนา โดยบอกว่ามันทำมาจากขนหางของนกยูง
เมื่อชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง ปรากฏว่ากลายเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก เพราะความประณีตและความเงางามนั้น สวยกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบละกว่าแสนบาท เสียอีก! ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา และด้วยความโลภที่เริ่มบังตา เขาจึงสั่งให้หญิงสาวเร่งสานกระเป๋าออกมาอีกหลายๆ ใบ
หญิงสาวรับปากแต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า: “ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาด”
แต่ด้วยความอยากรู้และอยากเร่งให้เธอทำไวๆ ชาวนาจึงแอบไปที่ข้างห้องและมองลอดช่องประตูเข้าไป สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็น นกยูงตัวเดิม ที่กำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานอย่างประณีตเหมือนการสาน กระเป๋าย่านลิเภา ชั้นสูง
เมื่อนกยูงรับรู้ได้ว่าความลับถูกเปิดเผย และชาวนาไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า แต่กลับแอบดูด้วยความโลภ เธอจึงคืนร่างเป็นนกยูงและกล่าวด้วยความเสียใจว่า:
“ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกอย่างลงแล้ว”
สิ้นคำพูด นกยูงตัวนั้นก็กระพือปีกบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับทรัพย์สินที่ค่อยๆ หมดไป และความเสียดายที่เขาได้สูญเสียมิตรแท้ไปเพียงเพราะความอยากรู้และอยากมี
คติสอนใจ: * “ความโลภมักทำให้คนเราลืมความเมตตา และสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป”
“การรักษาคำพูดเป็นพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ”
เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น นกกระเรียนตอบแทนคุณ 鶴の恩返し
(Tsuru no Ongaeshi)
อาทร จันทวิมล
บทละครสั้น รอบกองไฟ : นกยูงกตัญญู
ตัวละคร:
- ลูกเสือเล่าเรื่อง: ผู้ดำเนินเรื่อง
- ชาวนา: ผู้มีจิตใจดี (ตอนแรก) แต่โลภ (ตอนหลัง)
- นกยูง/หญิงสาว: ผู้กตัญญู
- ผู้บรรยาย: (อาจเป็นลูกเสือเล่าเรื่องคนเดิม หรืออีกคน)
อุปกรณ์ประกอบฉาก:
- ผ้าคลุมสีฟ้า/เขียวสำหรับนกยูง
- ตาข่ายดักนก (จำลอง)
- พลั่ว/จอบ (จำลอง) สำหรับชาวนา
- กระเป๋าจักสาน 1-2 ใบ (ของจริงหรือจำลอง)
- ขนหางนกยูง (อาจเป็นกระดาษตัด)
- แสงไฟ (ใช้ไฟฉายส่องให้เหมือนแสงจันทร์/แสงรำไร)
ฉาก: ป่า (รอบกองไฟ), บ้านชาวนา
(เริ่มต้นการแสดง)
ลูกเสือเล่าเรื่อง: สวัสดีครับเพื่อนๆ ลูกเสือทุกคน คืนนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่จะมาเล่าและแสดงให้ชมกันครับ เรื่องราวของความเมตตา ความกตัญญู และบทเรียนสำคัญที่ได้จาก “นกยูงกตัญญู” ขอเชิญรับชมได้เลยครับ!
(ฉากที่ 1: ในป่า)
ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ ชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่งกำลังเดินสำรวจป่าใกล้ไร่นาของเขา
(ชาวนาเดินถือพลั่ว/จอบ เดินมาในฉาก)
ชาวนา: (บ่นพึมพำกับตัวเอง) วันนี้อากาศดีจริงๆ หวังว่าผลผลิตในนาจะงอกงามดีนะ
(ชาวนาเดินไปพบนกยูงติดตาข่าย นกยูงส่งเสียงร้องเหมือนเจ็บปวด พยายามดิ้นรน)
นกยูง: (ร้องด้วยความเจ็บปวด) กรี๊ด! ช่วยด้วย! ฉันติดตาข่าย!
ชาวนา: (ตกใจ) อ้าว! นั่นนกยูงนี่นา! ติดตาข่ายอยู่ โอ๊ย… น่าสงสารจริงๆ เลย!
(ชาวนารีบเดินเข้าไปช่วย ปลดตาข่ายออกอย่างระมัดระวัง)
ชาวนา: ไม่เป็นไรนะเจ้านกยูงผู้น่าสงสาร ข้าจะช่วยเจ้าเอง! (ค่อยๆ ปลดตาข่าย) ออกมาได้แล้วนะ!
นกยูง: (เมื่อเป็นอิสระ พยักหน้าให้ชาวนาแล้วบิน/วิ่งออกไป) ขอบคุณนะท่าน! ขอบคุณมาก!
ชาวนา: (ยิ้มอย่างมีความสุข) โชคดีนะเจ้า! ไปเถอะ ไปบินอย่างอิสระเถิด
ผู้บรรยาย: ชาวนาเดินกลับบ้านด้วยความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
(ชาวนาเดินออกไป)
(ฉากที่ 2: ที่บ้านชาวนา)
ผู้บรรยาย: ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูบ้านของชาวนา
(ชาวนาอยู่ในบ้าน หญิงสาว (นกยูง) เดินมาเคาะประตู)
หญิงสาว: (เคาะประตูเบาๆ) ก๊อกๆๆ… มีใครอยู่ไหมคะ?
ชาวนา: (เปิดประตู) เอ๊ะ! ใครกันนี่? แม่นางเป็นใครมาจากไหนกัน?
หญิงสาว: (ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม) ท่านผู้เจริญ… ฉันคือ นกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้นค่ะ ฉันขอมาอาศัยรับใช้ในบ้าน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่ฉันค่ะ
ชาวนา: (ประหลาดใจแต่ก็ยินดี) โอ้! จริงหรือนี่! ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาตอบแทนคุณถึงเพียงนี้! เข้ามาก่อนเถิดแม่นาง!
(หญิงสาวเดินเข้ามาในบ้าน แล้วยื่นกระเป๋าจักสานให้ชาวนา)
หญิงสาว: นี่ค่ะ กระเป๋าใบนี้สานจากขนหางของฉัน หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ
ชาวนา: (รับกระเป๋ามาดูอย่างตื่นเต้น) โอ้โห! สวยงามอะไรเช่นนี้! ประณีตจริงๆ ขอบใจเจ้ามากนะแม่นาง!
ผู้บรรยาย: ชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง มันสวยงามและประณีตมากจนเป็นที่ต้องการ ผู้คนต่างแย่งกันซื้อ ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา
(ชาวนาเดินกลับมาบ้านด้วยสีหน้าดีใจ)
ชาวนา: (ตื่นเต้น) แม่นาง! แม่นางสานกระเป๋าได้ยอดเยี่ยมมาก! สวยกว่ากระเป๋า แบรนด์เนมใบละแสนบาทเสียอีก ข้าได้เงินมามากมายเลย! เจ้าช่วยสานกระเป๋าแบบนี้ให้ข้าอีกหลายๆ ใบได้ไหม?
หญิงสาว: ได้ค่ะท่าน! ฉันยินดีทำให้ แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งนะคะ ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาดค่ะ
ชาวนา: (พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก) ได้สิๆ ข้าสัญญา!
(หญิงสาวเข้าไปในห้อง (อาจเป็นมุมหนึ่งของเวที หรือใช้ผ้ากั้น) ชาวนาอยู่นอกห้อง)
(ฉากที่ 3: ความลับที่ถูกเปิดเผย)
ผู้บรรยาย: ชาวนาดีใจที่มีเงินทองมากมาย แต่แล้วความโลภก็เริ่มครอบงำจิตใจ เขาอยากได้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสงสัยว่าหญิงสาวสานกระเป๋าได้อย่างไร
ชาวนา: (เดินวนไปวนมารอบๆ ห้องที่หญิงสาวอยู่) เอ๊ะ… ทำไมต้องห้ามดูด้วยนะ? เธอจะทำอะไรกันแน่? หรือเธอจะแอบเอาสมบัติไปซ่อน? ข้าชักสงสัยแล้วสิ… ข้าจะแอบดูสักหน่อยก็แล้วกัน!
(ชาวนาค่อยๆ ย่องไปแอบดูทางช่องประตู (อาจทำท่าชะโงก หรือใช้มือบังเป็นช่องว่าง))
ชาวนา: (ตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน) โอ้! นี่มัน…!
(ฉากในห้อง: นกยูงกำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานเป็นกระเป๋า)
(นกยูง/หญิงสาว อาจเปลี่ยนเป็นใส่ผ้าคลุมนกยูงและทำท่าจิกขนหางตัวเอง)
นกยูง: (หันมาเห็นชาวนากำลังแอบดู ด้วยสีหน้าผิดหวังและเสียใจ) ท่าน…! ท่านผิดคำพูด! ท่านแอบดูฉัน!
(นกยูงค่อยๆ คืนร่างเป็นนกยูงเต็มตัว (ถอดผ้าคลุมหญิงสาวออก เผยผ้าคลุมนกยูง) แล้วพูดด้วยเสียงที่เจ็บปวด)
นกยูง: (เสียงเศร้า) ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกสิ่งลงแล้ว! ท่านไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า…
(นกยูงสะบัดปีก แล้ววิ่ง/บินออกไปจากฉากอย่างรวดเร็ว)
ชาวนา: (พยายามเรียก) แม่นาง! นกยูง! อย่าไปนะ! (แต่ก็สายไปแล้ว)
ผู้บรรยาย: นกยูงบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับความเสียใจและความโลภที่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป
(ชาวนายืนนิ่งด้วยสีหน้าเศร้าและเสียใจ)
ลูกเสือเล่าเรื่อง: เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อนๆ ลูกเสือ? นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเมตตา” นั้นนำมาซึ่งบุญและมิตรภาพที่ดี แต่ “ความโลภ” และ “การไม่รักษาสัจจะ” อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งดีๆ ไปได้ในที่สุดครับ จำไว้นะครับว่า “ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย” และ “เป็นผู้มีสัจจะ” เสมอครับ! ขอบคุณครับ!
(ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง แสนสุขสมนั่งชมวิหก อยากเป็นนกเหลือเกิน)
(จบการแสดง)
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนที่กว้างใหญ่ของประเทศจีน สมัยสามก๊กพ.ศ. 763-823 (ยุคอาณาจักรฟูนัน) บ้านเมืองจีนกำลังวุ่นวายเพราะเหล่าขุนศึกแบ่งพวกสู้รบแย่งชิงอำนาจกันเอง มีคุณลุงชาวจีนคนหนึ่งชื่อว่า “เล่าปี่” ท่านเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม และรักประชาชนมาก เล่าปี่มีพี่น้องร่วมสาบานเก่งกาจสองคน คือ “กวนอู” ผู้มีหนวดงามและซื่อสัตย์ กับ “เตียวหุย” ผู้แข็งแรงและเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า
แม้เล่าปี่จะมีทหารที่เก่ง แต่เขาก็ยังขาด “ที่ปรึกษา” หรือคนวางแผนที่ฉลาดปราดเปรื่อง มาช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข
🐉 มังกรแห่งเขาโงลังกั๋ง
วันหนึ่ง เล่าปี่ได้ยินเรื่องราวของนักปราชญ์ชื่อ “ขงเบ้ง” ผู้มีฉายาว่า “มังกรแห่งเขาโงลังก๋ง” ว่ากันว่า ขงเบ้ง นั้นมีความฉลาดมาก หยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ และสามารถคาดการณ์ในอนาคตได้ เล่าปี่จึงตั้งใจว่า “ต้องไปเชิญท่านขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาช่วยงานให้ได้!”
❄️ การเดินทางครั้งแรกและครั้งที่สอง: บททดสอบความพยายาม
ครั้งแรก เล่าปี่พากวนอูและเตียวหุยขี่ม้าขึ้นเขาสูง เพื่อไปหาขงเบ้งที่กระท่อมหญ้า บนเขา โงลังกั๋ง แต่เมื่อไปถึง เด็กรับใช้บอกว่า “อาจารย์ไม่อยู่บ้าน ออกไปเที่ยวเล่นบนเขายังไม่กลับครับ” เล่าปี่ผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มรับและขอบคุณเด็กรับใช้อย่างสุภาพก่อนจะชวนน้อง ๆ กลับบ้าน
หลายเดือนต่อมา ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก จนพื้นดินเป็นสีขาวโพลน เล่าปี่ไปหาขงเบ้งอีกครั้ง เตียวหุยบ่นอุบอิบว่า “หนาวขนาดนี้ จะไปทำไมกันพี่ใหญ่? แค่สั่งให้ทหารไปรับหรือไปจับตัวมาก็พอแล้ว!” แต่เล่าปี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า “การจะได้คนเก่งมาช่วย เราต้องใช้ความจริงใจและความสุภาพ ไปแลก”
ทว่า… เมื่อไปถึง ขงเบ้งก็ยังไม่อยู่บ้านอีกตามเคย เล่าปี่จึงเขียนจดหมายทิ้งไว้ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเพื่อแสดงความตั้งใจจริง
☀️ การเดินทางครั้งที่สาม: ความเงียบที่ชนะใจ
ในที่สุด เล่าปี่ตัดสินใจไปเป็นครั้งที่สาม คราวนี้อากาศแจ่มใส เมื่อไปถึงกระท่อม เด็กรับใช้บอกว่า “อาจารย์กำลังนอนหลับอยู่ครับ”
เตียวหุยโกรธมากจนหน้าแดงก่ำ “หนอย! พี่ใหญ่เล่าปี่ อุตส่าห์ มาหาตั้งสามครั้ง เจ้าขงเบ้งคนอวดดี ยังกล้านอนหลับอยู่อีกเหรอ? เดี๋ยวข้าจะไปจุดไฟเผากระท่อมซะเลย!” เล่าปี่รีบห้ามเตียวหุยทันที และสั่งให้กวนอูกับเตียวหุยไปรอที่หน้าประตูรั้ว ส่วนตัวเขาเองค่อย ๆ เดินเข้าไปในบ้านอย่างแผ่วเบา
เล่าปี่ไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง แต่เขากลับ “ยืนรอ” อยู่ที่หน้าบ้าน อย่างสงบนิ่ง เขาไม่นั่ง ไม่บ่น และไม่ส่งเสียงดังแม้แต่นิดเดียว ยืนรออยู่นานหลายชั่วโมงจนกระทั่งขงเบ้งตื่นขึ้นมา
✨ ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์
ขงเบ้งลืมตาขึ้นมาเห็นคุณลุงเล่าปี่ยืนรอด้วยรอยยิ้มและการให้เกียรติอย่างที่สุด ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เขาคิดในใจว่า “คนที่มีตำแหน่งสูงอย่างท่านเล่าปี่ แต่กลับยอมลดตัวมาหาคนธรรมดาอย่างเราถึงสามครั้ง แถมยังยืนรอเรานอนหลับโดยไม่บ่นสักคำ นี่แหละคือเจ้านายที่เราอยากจะไปช่วยงาน!”
ขงเบ้งจึงยอมตกลงลงจากเขาโงลังก๋งไปช่วยเล่าปี่วางแผนการรบ เขาใช้สติปัญญา ทำให้เล่าปี่สร้างเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข และเป็นคู่คิดที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว
🌟 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสำเร็จไม่ได้มาจากการบังคับหรือการใช้อำนาจ แต่มาจากการ “ให้เกียรติผู้อื่น” และ “ความอดทน” ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
อาทร จันทวิมล

บทละครลูกเสือ แสดงรอบกองไฟ: เรื่อง สามก๊ก ตอน เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้ง
ตัวละคร:
- ผู้บรรยาย: (ถือไมค์หรือยืนหน้าแถว)
- เล่าปี่: (ใจดี ยิ้มแย้ม สุภาพ อ่อนน้อม)
- กวนอู: (ถือง้าว ลูบหนวดยาว ยืนตัวตรง ดูน่าเกรงขาม)
- เตียวหุย: (ใจร้อน ท่าทางขึงขัง ดุดัน เสียงดัง ตลก)
- เด็กรับใช้: (ตัวเล็ก ท่าทางซุกซน)
- ขงเบ้ง: (ถือพัดขนนก เดินช้าๆ )
- เหล่านักแสดงประกอบ: (ทำท่าเป็นม้า, ต้นไม้, หรือพายุหิมะ)
ฉากที่ 1: การเดินทางครั้งที่ 1 (ความสุภาพ)
(เสียงดนตรีเพลงจีน อย่างสนุกสนาน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทำท่าขี่ม้าวนรอบกองไฟ)
ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คุณลุงเล่าปี่ผู้ใจดี อยากได้คนเก่งอย่าง “ขงเบ้ง” มาช่วยสร้างเมืองให้สงบสุข จึงพาน้องชายทั้งสอง คือกวนอูและเตียวหุย ไปหาที่เขาโงลังกั๋ง!
เตียวหุย: (ตะโกน) โอ๊ย! ร้อนก็ร้อน เมื่อไหร่จะถึงฮะพี่ใหญ่เล่าปี่!
เล่าปี่: ใจเย็นๆ นะเตียวหุย การจะเชิญยอดคน เราต้องอดทน
(ถึงหน้ากระท่อม เด็กรับใช้ออกมา)
เล่าปี่: (พนมมือไหว้หรือโค้งเด็กรับใข้อย่างสวยงาม)
สวัสดีครับหนูน้อย อาจารย์ขงเบ้งอยู่ไหมครับ?
เด็กรับใช้: อาจารย์ไปเที่ยวเล่นบนเขายังไม่กลับครับ!
เล่าปี่: ไม่เป็นไรครับ ขอบใจมากนะหนูน้อย (หันไปบอกน้องๆ) กลับกันเถอะพวกเรา
ฉากที่ 2: การเดินทางครั้งที่ 2 (ความอดทน)
(กลุ่มนักแสดงทำท่าพายุหิมะ โปรยกระดาษขาวๆ หรือใช้ผ้าปูที่นอนสีขาวสะบัดไปมา)
ผู้บรรยาย: หลายเดือนต่อมา หิมะตกหนักมาก แต่เล่าปี่ก็ยังไม่ย่อท้อ!
เตียวหุย: (ตัวสั่น) หนาววววว! พี่ใหญ่เล่าปี่ครับ ขงเบ้งก็แค่คนธรรมดา ส่งทหารมาจับตัวไปเลยง่ายกว่า!
เล่าปี่: ไม่ได้นะเตียวหุย เราเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย และต้องให้เกียรติผู้อื่นเสมอ การใช้กำลังไม่ช่วยให้เราได้ใจคนหรอก
(ถึงหน้ากระท่อม ขงเบ้งก็ยังไม่อยู่ เล่าปี่หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายอย่างตั้งใจ)
เล่าปี่: ฝากจดหมายนี้ให้ท่านขงเบ้งด้วยนะครับ
ฉากที่ 3: การเดินทางครั้งที่ 3 (ความเงียบชนะใจ)
(บรรยากาศสดใส เล่าปี่เดินย่องๆ เข้ามา)
ผู้บรรยาย: ครั้งที่สาม เล่าปี่มาถึง ตอนที่ขงเบ้งกำลังนอนหลับ!
ขงเบ้ง: (นอนกรนเสียงดัง “ฟี้…ฟี้…”)
เตียวหุย: (โมโห) หนอย! พวกเราลำบากเดินทางมาแทบตาย เจ้าคนนี้ดันมานอนหลับ ข้าจะจุดไฟเผากระท่อมซะเลย! (ทำท่าจุดไม้ขีด)
เล่าปี่: (รีบห้าม) หยุดนะเตียวหุย! ห้ามส่งเสียงดัง เราจะยืนรอตรงนี้จนกว่าท่านขงเบ้งจะตื่น (เล่าปี่ยืนตัวตรง นิ่งสงบ กวนอูกับเตียวหุยจำใจต้องยืนรอด้วย ผ่านไปสักพัก ขงเบ้งตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ)
ขงเบ้ง: (ตกใจ) ท่านเล่าปี่! ท่านมายืนรอข้านานขนาดนี้เลยหรือ?
เล่าปี่: (ยิ้มกว้าง) ไม่นานหรอกครับ ผมรอได้ เพื่อขอให้ท่านไปช่วยสร้างความสุขให้ประชาชนด้วยกัน
ขงเบ้ง: (ประทับใจมาก) ท่านช่างสุภาพและมีความอดทนจริงๆ ข้าตกลงจะไปช่วยท่าน!
บทสรุป: นิทานแห่งความดี
(นักแสดงทุกคนออกมายืนเรียงหน้ากระดาน)
ผู้บรรยาย: ตั้งแต่นั้นมา ขงเบ้งก็ช่วยเล่าปี่จนสำเร็จ เพราะความสุภาพชนะใจทุกคน!
เล่าปี่: น้องๆ ลูกเสือครับ จำไว้นะครับ กฎลูกเสือข้อที่ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ทุกคนพร้อมกัน: การให้เกียรติผู้อื่น ความเกรงใจและความอดทน คือหัวใจของความสำเร็จ!
(ลูกเสือร้องเพลง ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี หากถ้าใครไม่มี ชาตินี้เอาดีไม่ได้ ..)
(จบการแสดง)
ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
- ให้เตียวหุยแสดงท่าทางตลกๆ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ รอบกองไฟ
- ควรมีอุปกรณ์ประกอบฉากง่ายๆ เช่น พัดขนนกของขงเบ้ง ง้าวกระดาษ หรือหนวดปลอมของกวนอู
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่ง ณ ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ลมผู้ทรนงในพละกำลัง เดินทางมาพบกับ พระอาทิตย์ ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม ลมเอ่ยท้าทายว่า “ท่านพระอาทิตย์ ดูคนเดินทางคนนั้นสิ ใครจะมีความสามารถทำให้เขาถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนกัน? ข้าจะแสดงให้ดูว่าความรุนแรงชนะทุกสิ่ง!”
พลังแห่งการบังคับ (ลม)
ลมเริ่มก่อนโดยการรวบรวมพายุหมุน แล้วเป่าพรวดลงไปยังคนเดินทางอย่างเกรี้ยวกราด ลมหวังจะใช้กำลัง กระชากเสื้อคลุมให้หลุดออก แต่คนเดินทางกลับยิ่งดึงเสื้อคลุมมาห่อหุ้มร่างกายไว้แน่นขึ้น ลมยิ่งโกรธยิ่งพัดแรงขึ้น ผลก็คือคนเดินทางก้มตัวลง ขดตัว และกอดเสื้อคลุมไว้สุดแรงเกิด
ลมล้มเหลว เพราะการจู่โจมด้วยความก้าวร้าว ยิ่งทำให้ผู้อื่นสร้างกำแพงป้องกันตัว
พลังแห่งความสุภาพ (พระอาทิตย์)
เมื่อถึงคราวของพระอาทิตย์ ท่านไม่ได้ใช้กำลังจู่โจม แต่เลือกใช้หลัก อปจายนมัย คือการแสดงความอ่อนน้อมและเมตตา ท่านค่อยๆ เปล่งรัศมีที่อบอุ่นลงมาอย่างนุ่มนวล พระอาทิตย์ปฏิบัติตนตาม กฎลูกเสือข้อที่ 5 คือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ไม่ข่มเหงใครด้วยอำนาจ
เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นด้วยความอ่อนโยนของแสงแดด คนเดินทางก็รู้สึกผ่อนคลาย เขาเริ่มคลายมือที่กำเสื้อคลุมไว้แน่น และเมื่อพระอาทิตย์เพิ่มความร้อนแรงขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยอย่างมีจังหวะจะโคน คนเดินทางก็ยิ้มออกมาและถอดเสื้อคลุมวางลงข้างกายอย่างเต็มใจ
พระอาทิตย์หันมากล่าวกับลมด้วยความสงบว่า “การเอาชนะใจผู้อื่น ไม่ได้ใช้กำลังหรือการจู่โจมเสมอไป แต่ความสุภาพและการอ่อนน้อมถ่อมตนต่างหาก ที่สามารถละลายน้ำแข็งในใจและทำให้ผู้อื่นร่วมมือกับเราได้”
ตามหลักพุทธศาสนา บุญกิริยาวัตถุ ข้ออปจายนมัย: การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความร่วมมือและความเคารพตอบแทน
ตามกฎลูกเสือข้อที่ 5: ความสุภาพเรียบร้อยเป็นอาวุธที่ทรงพลังกว่าความหยาบคาย
เรียบเรียงจากนิทานโบราณอายุหลายพันปีของกรีกที่เล่าโดย อีสป ชื่อ “ลมกับพระอาทิตย์” The Wind and the Sun (ชื่อกรีกโบราณคือ Boreas kai Helios)
อาทร จันทวิมล

ชื่อเรื่อง: พลังแห่งรอยยิ้มกับลมพายุ
ตัวละคร:
- คนเดินทาง: (แต่งกายมีเสื้อคลุมหนาๆ ท่าทางเหนื่อยล้า)
- ลมพายุ: (ท่าทางดุดัน กระโชกโฮกฮาก ถือพัดอันใหญ่หรือผ้าผืนใหญ่)
- พระอาทิตย์: (ท่าทางใจดี ยิ้มแย้ม สุภาพเรียบร้อย)
- ผู้บรรยาย: (ถือไม้พลองลูกเสือ ยืนด้านข้าง)
ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่ง ณ เส้นทางสายเปลี่ยว มีคนเดินทางกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ขณะนั้นเอง ลมพายุผู้บ้าพลังได้เจอกับพระอาทิตย์ผู้แสนใจดี ทั้งคู่จึงประลองกันว่าใครจะทำให้คนเดินทางถอดเสื้อคลุมได้ก่อนกัน
ลมพายุ: (กระโดดออกมากลางวง) ฮ่าๆๆ ดูเจ้าคนเดินทางคนนั้นสิ ข้าจะเป่าให้เสื้อเขากระเด็นไปถึงยอดเขาโน่นเลย ความแข็งแรงของข้าคือที่หนึ่ง!
ผู้บรรยาย: ลมพายุเริ่มโจมตีทันที เขาพัดกระโชกด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่มีความสุภาพ และมุ่งแต่จะใช้กำลังบังคับ
ลมพายุ: (ทำท่าเป่าลมแรงๆ วิ่งวนรอบคนเดินทาง) เฮ้ย! ถอดออกมานะโว้ย! เจ้ามนุษย์! (ลมพายุตะโกนเสียงดังและผลักคนเดินทาง)
คนเดินทาง: (ทำท่าหนาวสั่น กอดอกแน่นขึ้น) โอ๊ย! ลมอะไรเนี่ย ทั้งแรงทั้งน่ากลัว พูดจาก็ไม่ดี ข้าต้องห่อตัวไว้ให้แน่นที่สุด เดี๋ยวจะป่วยเอา! (ยิ่งลมพัดแรง คนเดินทางยิ่งพันเสื้อคลุมแน่นขึ้น)
ลมพายุ: (เหนื่อยหอบ) แฮกๆๆ ทำไมเสื้อไม่หลุดออกจากตัววะ! ข้าขอยอมแพ้!
พระอาทิตย์: (เดินออกมาอย่างช้าๆ ยิ้มแย้ม ไหว้ลมพายุอย่างอ่อนน้อม) ท่านลมพายุพักก่อนเถิด ต่อไปตาข้าบ้างนะจ๊ะ
ผู้บรรยาย: พระอาทิตย์ปฏิบัติตนตามกฎลูกเสือข้อที่ 5 คือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย และความอ่อนน้อมถ่อมตน(อปจายนมัย) ท่านไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ความอบอุ่นและความเมตตาเข้าสู้
พระอาทิตย์: (ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้คนเดินทาง ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร) สวัสดีจ้ะคนเดินทาง อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วนะจ๊ะ พักผ่อนให้สบายเถิด
คนเดินทาง: (เริ่มคลายมือออก ยิ้มตอบ) เอ๊ะ…พระอาทิตย์ท่านนี้ช่างสุภาพเหลือเกิน พูดจาไพเราะ แสงแดดก็นุ่มนวล รู้สึกสบายใจจังเลย (คนเดินทางค่อยๆ ถอดเสื้อคลุมออกอย่างง่ายดาย)
พระอาทิตย์: (หันไปหาลมพายุ) เห็นไหมจ๊ะท่านลมพายุ ความสุภาพและการให้เกียรติผู้อื่น แข็งแกร่งกว่าพายุที่เกรี้ยวกราดเสมอ
ผู้บรรยาย: และนี่คือบทเรียนที่ว่า การเป็นลูกเสือที่สุภาพเรียบร้อยตามกฎข้อ 5 และการมีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลัก “อปจายนมัย” ย่อมชนะใจคนได้มากกว่าการบังคับด้วยกำลังเสมอ
ตัวละครทั้งหมด: (ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน) ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย! (ร้องเพลง สวัสดีเธอจ๋า เรามาพบกัน เธอกับฉัน สวัสดี )
ขัอแนะนำ …เพื่อให้การแสดงสนุกขึ้น ขอแนะนำให้หาอุปกรณ์ประกอบฉากง่ายๆ เช่น กระดาษสีเหลืองทำเป็นวงกลมให้พระอาทิตย์ถือ หรือใช้กระดาษกล่องโบกแทนลมพัด จะทำให้เพื่อนๆ รอบกองไฟชอบใจแน่นอน
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่ง ราว 800 ปีมาแล้ว สมัยก่อนตั้งกรุงสุโขทัย ในดินแดนบนเกาะอังกฤษสมัยโบราณ มีการสร้างปราสาทตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาและแผ่นดินยังเต็มไปด้วยเรื่องราวการผจญภัย ในยุคนั้นไม่มีใครจะสง่างามและน่าเกรงขามไปกว่าเหล่าอัศวินผู้สวมชุดเกราะเหล็กแวววาว ควบม้าศึกตัวโตไปตามท้องถนน
เส้นทางสู่อัศวินนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเด็กชายผู้มีเชื้อสายขุนนางจะต้องเริ่มฝึกฝนตนเองตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบในฐานะคนรับใช้ เพื่อเรียนรู้มารยาทและการปรนนิบัติผู้อื่น ก่อนจะขยับขึ้นเป็นทหารฝึกหัดเพื่อเรียนรู้วิธีการใช้อาวุธและการขี่ม้า จนเมื่อถึงวัยหนุ่มที่ความกล้าหาญสุกงอม พวกเขาจึงจะได้รับพิธีแต่งตั้งเป็นอัศวินอย่างเต็มตัวท่ามกลางเสียงแตรที่ดังก้องไปทั่วปราสาท
หัวใจสำคัญของการเป็นอัศวินไม่ใช่เพียงแค่ความกล้าหาญและการรบพุ่งที่เก่งกาจ แต่คือการถือปฏิบัติตามกฎของอัศวินที่เรียกว่า ชิวาลรี Chivalry ซึ่งเป็นกฎเหล็กทางศีลธรรมที่อัศวินทุกคนต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต อัศวินที่แท้จริงจะได้รับความเคารพก็ต่อเมื่อเขารู้จักใช้พละกำลังที่มีไปในทางที่ถูกที่ควร เช่น การปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า การให้เกียรติแก่สตรี และการซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาอย่างที่สุด
กฎของอัศวิน Ten Commandment of Chivalry ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้คนที่มีกำลังเหนือผู้อื่น (อัศวิน) รู้จักใช้พลังนั้นในทางที่ถูกต้อง:
- เจ้าจะต้องเชื่อถือและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา Thou shalt believe all that the Church teaches, and shalt observe all its directions.
- เจ้าจะต้องปกป้องศาสนา Thou shalt defend the Church.
- เจ้าจะต้องเคารพและปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า Thou shalt respect all weaknesses, and shalt constitute thyself the defender of them.
- เจ้าจะต้องรักประเทศชาติที่เจ้าเกิด Thou shalt love the country in the which thou wast born.
- เจ้าจะต้องไม่ถอยหนีเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู Thou shalt not recoil before thine enemy.
- เจ้าจะต้องทำสงครามกับผู้ที่อธรรมอย่างไม่ลดละ Thou shalt make war against the Infidel without cessation, and without mercy.
- เจ้าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด หากไม่ขัดต่อกฎของพระเจ้า Thou shalt perform scrupulously thy feudal duties, if they be not contrary to the laws of God.
- เจ้าจะต้องซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาและไม่โกหก Thou shalt never lie, and shall remain faithful to thy pledged word.
- เจ้าจะต้องเป็นคนใจกว้างและมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ทุกคน Thou shalt be generous, and give largess to everyone.
- เจ้าจะต้องเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องและความดีงามเพื่อต่อต้านความชั่วร้าย Thou shalt be everywhere and always the champion of the Right and the Good against Injustice and Evil.
มีตำนานเล่าว่าอัศวินผู้ใจบุญจะออกเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ ไม่ใช่เพื่อมองหาศัตรู แต่เพื่อมองหาผู้ที่กำลังเดือดร้อน หากเขาพบชาวนาที่กำลังล้มป่วยหรือเด็กที่หลงทาง อัศวินจะถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องหยุดม้าและเข้าไปช่วยเหลือจนกว่าคนเหล่านั้นจะปลอดภัย โดยไม่คำนึงว่าตนเองจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด
อัศวินอังกฤษโบราณ มีความเชื่อเรื่องการทำความดีโดยไม่หวังชื่อเสียงเรียงนาม หลายครั้งที่พวกเขาช่วยเหลือผู้คนเสร็จแล้วก็จะปิดบังใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กและควบม้าจากไปอย่างเงียบเชียบ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เงินทองหรือคำสรรเสริญ แต่คือการได้รู้ว่าตนเองได้ทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์ความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ
เรื่องราวของอัศวินเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทานเรื่องการต่อสู้ แต่เป็นตำนานแห่งความเสียสละและความเมตตาที่ยังคงเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเพื่อสอนให้ผู้คนรู้จักการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
วิธีการของอัศวินนักรบอังกฤษสมัยโบราณ เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย A scout is courteous หมายความว่า ลูกเสือจะทำตัวให้เหมือนกับอัศวินที่ มีความ สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาไพเราะ มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการให้เกียรติผู้อื่น และตรงกับหลักพุทธศาสนา เรื่องบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ อปจายนมัย คือบุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
เรียบเรียงจากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก Scouting for Boys ของเบเดนโพเอลล์ ซึ่งได้นำกฎของอัศวินหลายข้อ มาปรับปรุงเป็นกฎของลูกเสือ
อาทร จันทวิมล

ชื่อการแสดงรอบกองไฟ : อัศวินโต๊ะกลม…กับจอมโจรเคราแดง
ตัวละคร:
- กษัตริย์อาเธอร์: (แต่งตัวชุดอัศวินจำลอง มีดาบกระดาษแข็ง)
- อัศวินกาลาฮัด: สายวิชาการ (ถือเข็มทิศ/แผนที่)
- อัศวินแลนซล็อต: สายพลัง (ถือคทาหรือไม้พลอง)
- จอมโจรเคราแดง: (ผู้ร้ายที่ดูน่ากลัวแต่จริงๆ แค่โมโหหิว)
- ลูกน้องโจร 1 & 2: (เน้นตลก ขโมยซีน)
ฉากที่ 1: กลางป่าลึก
(กลุ่มอัศวินกำลังเดินหลงทาง กษัตริย์อาเธอร์เดินนำอย่างสง่า กาลาฮัด ดูแผนที่ แลนซล็อต ทำท่าระแวดระวัง)
กษัตริย์อาเธอร์: “เหล่าอัศวินแห่งกองร้อยที่ 1! เราต้องตามหา ‘ขุมทรัพย์แห่งความดี’ ให้เจอเพื่อนำกลับไปที่ค่าย!”
แลนซล็อต: “แต่หัวหน้าครับ… ขุมทรัพย์มันกินได้ไหม? ผมหิวจนจะกินไม้พลองตัวเองแล้วนะ”
กาลาฮัด: “ตามแผนที่บอกว่าขุมทรัพย์อยู่ในถ้ำข้างหน้า… แต่ระวังนะ มีข่าวลือว่ามีจอมโจรเคราแดงดักซุ่มอยู่!”
ฉากที่ 2: การเผชิญหน้า
(จอมโจรเคราแดงและลูกน้องกระโดดออกมาจากหลังพุ่มไม้ พร้อมตะโกนเสียงดัง)
จอมโจรเคราแดง: “หยุด! ใครผ่านทางนี้ต้องจ่ายค่าผ่านทางมาให้หมด! มีขนมปังไหม? มีปลากระป๋องไหม? มีโทรศัพท์มือถือไหม? ส่งมาเร็ว!”
ลูกน้องโจร 1: “ใช่! ส่งมาให้หมด ไม่งั้นเราจะ… จะ… จับแก้ผ้าทุกคน!”
แลนซล็อต: (ชักไม้พลอง) “ฝันไปเถอะเจ้าโจร! อยากลองดีกับอัศวินเหรอ!”
ฉากที่ 3: พลังแห่งความสุภาพ (Climax)
(ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมจะเข้าต่อสู้ปะทะกันด้วยอาวุธ กษัตริย์อาเธอร์ยกมือห้ามไว้ แล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างใจเย็น)
กษัตริย์อาเธอร์: (โค้งคำนับอย่างสุภาพ) “สวัสดีครับท่านผู้กล้าแห่งผืนป่า ผมต้องขออภัย ที่พวกเราเข้ามาในพื้นที่ของท่านโดยไม่ได้บอกกล่าว”
จอมโจรเคราแดง: (ชะงัก) “ห๊ะ? มะ… เมื่อกี้เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ? ผู้กล้าเหรอ?”
กษัตริย์อาเธอร์: “ครับท่าน ท่าทางท่านดูองอาจ และดูเหมือนท่านกำลังลำบาก กฎของลูกเสือข้อที่ 5 กล่าวว่า ‘ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย’ การใช้กำลังไม่ใช่ทางออกครับ”
กาลาฮัด: (ยื่นถุงขนมให้) “ขอโทษนะครับท่าน ถ้าไม่รังเกียจ พวกเราพอจะมีขนมแบ่งปันให้ท่านและพวกพ้องได้ทานให้อิ่มท้องครับ”
ลูกน้องโจร 2: “ลูกพี่! เขาพูดจาดีมากเลย แถมให้ขนมเราด้วย ผมซึ้งใจจนอยากจะคืนของที่ขโมยมาเลยเนี่ย”
ฉากที่ 4: บทสรุป
(จอมโจรและลูกน้องรับถุงขนมไป ท่าทางอ่อนลงทันที)
จอมโจรเคราแดง: “ข้าอยู่ป่ามานาน มีแต่คนตะโกนด่า ขว้างก้อนหินใส่ข้า เพิ่งมีพวกเจ้านี่แหละที่พูดจาไพเราะ ให้เกียรติข้า และยังมีขนมมาแจกด้วย … ข้าขอโทษที่ทำตัวก้าวร้าว”
กษัตริย์อาเธอร์: “ความสุภาพชนะทุกอย่างครับ ยิ่งเราสุภาพ ผู้อื่นก็จะเกรงใจและเมตตาเรา”
จอมโจรเคราแดง: “ไปเถอะอัศวิน! ขุมทรัพย์ที่เจ้าหาอยู่ ไม่ได้อยู่ในถ้ำหรอก แต่มันอยู่ในหัวใจที่สุภาพของพวกเจ้านั่นแหละ! (หันไปหาลูกน้อง) เฮ้ย! ไปช่วยอัศวินแบกของไปส่งที่ค่ายเร็ว!”
(ทั้งหมดกอดคอกัน เดินแถวออกจากเวทีพร้อมร้องเพลงหรือทำท่าประกอบตลกๆ)
— จบ —
ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
- อุปกรณ์ประกอบการแสดง : ดาบกระดาษลัง, มงกุฎกระดาษ, และหม้อสนามจะช่วยให้ดูสมจริงแบบฮาๆ
- มุกตลก: สามารถเพิ่มมุกสดๆ เกี่ยวกับชีวิตในค่ายลูกเสือ (เช่น เรื่องกับข้าวไม่อร่อย หรือเรื่องเข้าห้องน้ำ) เข้าไปได้ตามความเหมาะสม
อาทร จันทวิมล
18 กุมภาพันธ์ 2569 / กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรและการประชุมติดตามผลการดำเนินโครงการผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น (NIHONGO Partners) รุ่นที่ 13 ประจำปีการศึกษา 2568 เนื่องในโอกาสสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น ณ ห้องประชุม ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะทางภาษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีการศึกษา 2568 มีอาสาสมัคร จำนวน 74 คน ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 74 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในสถานศึกษาไทย ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างมากจากทั้งผู้บริหารและตัวแทนครูไทย เนื่องจากช่วยเสริมสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ โดยโครงการผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น (NIHONGO Partners) รุ่นที่ 13 เป็นความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ
นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “ทูตทางวัฒนธรรมและภาษา” ช่วยให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ทั้งทักษะภาษาและวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งดำเนินการมาแล้วถึง 13 รุ่น ตลอดระยะเวลา 10 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมิตรภาพระยะยาวและพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนไทย
ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น รุ่นที่ 13 เข้าร่วมจำนวน 73 คน จากทั้งหมด 74 คน เนื่องจากมีผู้ช่วยครูสอนภาษาญี่ปุ่น 1 คนเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นก่อนกำหนด นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนครูสอนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย ผู้บริหารเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ รวมทั้งสิ้น 16 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปผลการดำเนินงาน
เสียงสะท้อนจากสถานศึกษา นางสาวเพชรลดา บริบูรณ์ ตัวแทนครูสอนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย กล่าวว่า การมีผู้ช่วยครูชาวญี่ปุ่นช่วยให้การเรียนการสอนในรูปแบบ Team Teaching มีชีวิตชีวามากขึ้น นักเรียนมีความกล้าแสดงออกและมั่นใจในการสื่อสารกับเจ้าของภาษา จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันระดับภาคมาได้ โครงการนี้จึงถือเป็น “สะพานเชื่อมทางภาษาและวัฒนธรรม” ที่สำคัญยิ่ง
ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า โครงการ NIHONGO Partners เป็นตัวอย่างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะภาษา เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการศึกษาและวัฒนธรรมในอนาคต นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมในการต้อนรับครูสอนภาษาญี่ปุ่น รุ่นที่ 14 ประจำปีการศึกษา 2569 ต่อไป
ข่าว – กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์ , ปวีณา ดาคำ
ภาพ : อินทิรา บัวลอย , ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ
ข้อมูล – แปลภาษา : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ , รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/17e89vmgJf/?mibextid=wwXIfr
