เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบภาคปฏิบัติ ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ “กฐิน กุยยกานนท์” จังหวัดสมุทรปราการ
การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ เป็นการคัดเลือกคณะผู้แทนลูกเสือไทย เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือ ระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมให้กำลังใจ ลูกเสือ เนตรนารี และคณะกรรมการการคัดเลือกคณะผู้แทนลูกเสือไทย ที่เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “กฐิน กุยยกานนท์” อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสถานที่ทดสอบ
งานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 6 – 17 สิงหาคม 2569 โดยมีทุนสนับสนุนให้ลูกเสือ และเนตรนารี ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นคณะผู้แทนลูกเสือไทย เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ จำนวน 18 ราย
ทั้งนี้ สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน จะดำเนินคัดเลือกคณะผู้แทนลูกเสือไทย เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ (ภาคปฏิบัติ) ที่ผ่านการทดสอบ และประกาศรายชื่อลูกเสือ และเนตรนารีที่ผ่านการคัดเลือก ทางเว็บไซต์สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน www.srs2.moe.go.th
ข่าว – ภาพ : สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/r/17t7PUgbiq/?mibextid=wwXIfr
ในหน้าประวัติศาสตร์โลก หลายคนทราบดีว่า ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (บีพี B.P.) คือผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก แต่รู้หรือไม่ว่า “แรงบันดาลใจ” สำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการนี้ ไม่ได้มาจากตำราในห้องเรียน หากแต่มาจาก “เด็กชายขี่จักรยาน” กลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายท่ามกลางห่ากระสุนในสงครามโบเออร์ ณ เมืองมาฟอีคิง (Mafeking) ประเทศแอฟริกาใต้

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2444 ( ค.ศ. 1899 ) ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งกรุงอังกฤษ ขณะนั้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ เกิดสงครามโบเออร์ ระหว่างทหารอังกฤษกับคนพื้นเมืองเชื้อสายดัทช์ เมืองมาฟอีคิงซึ่ง พันเอก เบเดน โพเอลล์ คุมทหารดูแลเมือง เมืองมาฟอิคิงถูกปิดล้อมโดยกองกำลังศัตรูที่มีจำนวนเหนือกว่าหลายเท่าตัว สถานการณ์ในขณะนั้นวิกฤติหนัก ทหารอังกฤษต้องประจำการอยู่ที่แนวหน้าจนขาดแคลนกำลังพลในการส่งข่าวสารและงานสนับสนุนภายในเมือง
ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บี พี ที่เป็นผู้บัญชาการรักษาเมืองในขณะนั้น ตัดสินใจทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คือการรวบรวมเด็กชายอาสาสมัครในเมืองที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป จัดตั้งเป็น “กองทหารเด็กแห่งมาฟอีคิง” (Mafeking Cadet Corps) เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยสื่อสารและผู้ช่วยทหาร โดยมีหัวหน้าหมู่อายุ 12 ปี ชื่อ กู๊ดเยียร ( Cecil Goodyear)
ภาพที่ชาวเมืองคุ้นตาในขณะนั้นคือ เด็กชายในชุดเครื่องแบบเรียบง่าย ปั่นจักรยานคู่ใจไปตามถนนเพื่อส่งจดหมายและคำสั่งการรบ ท่ามกลางเสียงระเบิดและลูกปืนที่พุ่งผ่านไปมา

มีเรื่องเล่าที่เป็นตำนาน เมื่อ บีพี เอ่ยถามเด็กชายคนหนึ่งด้วยความห่วงใยว่า “เธอไม่กลัวอันตรายจากกระสุนหรือ?” เด็กชายตอบกลับด้วยแววตาแน่วแน่ว่า “ผมขี่จักรยานเร็วมากครับท่าน พวกมันยิงผมไม่ทันหรอก!”
ความว่องไวและความรับผิดชอบของเด็ก ๆ กลุ่มนี้ ช่วยให้การสื่อสารในเมืองไม่ติดขัด และทำให้ทหารผู้ใหญ่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบได้อย่างเต็มที่ จนเมืองมาฟอีคิงสามารถยืนหยัดอยู่ได้นานถึง 217 วัน จนได้รับชัยชนะในที่สุด
ประสบการณ์จากเมืองมาฟอีคิงทำให้ บี พี ตระหนักว่า “เด็กมีความรับผิดชอบสูงเกินกว่าที่ผู้ใหญ่คิด” หากเรามอบความไว้วางใจและมีระบบการฝึกฝนที่ดี เขาจึงนำแบบแผน “ระบบหมู่” (Patrol System) ที่ให้เด็กดูแลกันเองและแบ่งหน้าที่กันชัดเจน มาพัฒนาเป็นกิจการลูกเสือ
แม้แต่ “ตราสัญลักษณ์ลูกเสือ” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีต้นกำเนิดมาจากรูปเข็มทิศบนเหรียญรางวัลที่มอบให้แก่เด็กอาสาสมัครในเมืองมาฟอีคิงนั่นเอง
เรื่องราวของเด็กชายขี่จักรยานแห่งมาฟอีคิง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในอดีต แต่เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ว่า “ระเบียบวินัย ความกล้าหาญ และความเสียสละ” สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ขบวนการลูกเสือทั่วโลกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
การกระทำของเด็กชายกู้ดเยียรในการขี่จักรยานส่งจดหมายในสนามรบ เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยา 10 ประการในข้อ เวยยาวัจจมัย การขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ และตามกฎของลูกเสือข้อ 8 ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
เรียบเรียงจากข้อมูล ทหารเด็กเมืองมาฟอีคิง Mafeking Cadet Corps จากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys โดย เบเดน โพเอลล์ แปลภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506
อาทร จันทวิมล

ชื่อบทละคร: จักรยานมาฟอีคิง
ตัวละคร:
- บีพี (Baden Powell): นายพลอังกฤษ ดูภูมิฐานแต่ใจดี (เน้นทำท่าส่องกล้องทางไกลบ่อยๆ)
- กู๊ดเยียร์ (Goodyear): หัวหน้าหมู่เด็กชายวัย 12 ปี ท่าทางขึงขังแต่ตลก
- เด็กชายไข่ต้ม:ลูกน้องกู๊ดเยียร์ ขี้สงสัย กินเก่ง
- เด็กชายน้ำพริก:ลูกน้องกู๊ดเยียร์ สายลุยแต่กลัวระเบิด
- ทหารโบเออร์:(2 คน) ใส่ชุดพรางหน้า ทำท่าเงอะๆ งะๆ เป็นตัวตลก
[ฉากที่ 1: กลางสมรภูมิที่เมืองมาฟอีคิง แอฟริกาใต้
(บีพียืนส่องกล้องอยู่บนหอคอยจำลอง มีเสียงระเบิดดัง “ตูม! ตูม!” บีพีทำท่าเซไปมา)
บีพี: แย่แล้ว! ทหารอังกฤษของเราต้องออกไปรบกับพวกโบเออร์ อยู่แนวหน้าหมด ในเมืองไม่มีคนส่งข่าวเลย ถ้าขืนรอแบบนี้เราแพ้แน่!
กู๊ดเยียร์: (เดินนำขบวนเด็กๆ เข้ามา ทำท่าวันทยหัตถ์แบบลูกเสือ) ท่านครับ! พวกเรา “กองทหารเด็กแห่งมาฟอีคิง” พร้อมรับใช้ชาติครับ!
บีพี: (หันมามองแบบอึ้งๆ) พวกเธอเหรอ? นี่ เด็กชาย กู๊ดเยียร์ เธออายุแค่ 12 ปีเองนะ แล้วเพื่อนเธอ… (มองไปที่ไข่ต้ม) -ขี่จักรยานมา?
ไข่ต้ม: จักรยานของผมเองครับท่าน! ผมปั่นจักรยานไวเหมือนกระต่ายวิ่งเลยนะท่าน ฟิ้ววว! (ปั่นจักรยานวิ่งไปรอบกองไฟ)
บีพี: (กุมขมับ) เอาล่ะ! สงครามโบเออร์ครั้งนี้วิกฤตมาก ฉันต้องการให้พวกเธอส่งจดหมายผ่านดงระเบิดไปที่แนวหน้า กล้าไหม?
กู๊ดเยียร์: สบายมากครับท่าน พวกเราจะใช้ “ระบบหมู่” ผมเป็นหัวหน้าดูแลน้องๆ เอง!
[ฉากที่ 2: ภารกิจปั่นสะท้านโลก]
(กู๊ดเยียร์ ไข่ต้ม และน้ำพริก ปั่นจักรยานกลางเวที มีเสียง “ปิ๊งๆ” ของกระดิ่งจักรยาน)
น้ำพริก: (ตะโกน) ก้มหัวเร็ว! กระสุนมาแล้ว! (ทหารโบเออร์โผล่มาปาหมอนหรือลูกบอลเบาๆ ใส่)
ทหารโบเออร์ 1: หยุดนะเด็กน้อย! เอาจดหมายมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!
ไข่ต้ม: ฝันไปเถอะพี่ชาย! (ไข่ต้มแกล้งปั่นจักรยานวนรอบทหารโบเออร์ จนทหารมึนหัวล้มลง)
บีพี: (ตะโกนลงมาจากหอคอย) กู๊ดเยียร์! ระวัง! กระสุนปืนใหญ่มันพุ่งมาหาเธอแล้ว เธอไม่กลัวเหรอ?
กู๊ดเยียร์: (หยุดปั่นแล้วหันมาตอบอย่างหล่อ) ท่านครับ! ผมขี่จักรยานเร็วมากครับท่าน พวกมันยิงผมไม่ทันหรอก! (ทำท่าปั่นยกล้อโชว์หนึ่งที)
[ฉากที่ 3: กำเนิดลูกเสือโลก]
(สงครามสงบ เสียงระเบิดเงียบลง บีพีเดินลงมาจับไหล่เด็กๆ)
บีพี: เก่งมากทุกคน! พวกเธอพิสูจน์ให้เห็นว่า “พวกเด็กๆมีความรับผิดชอบและความสามารถสูงเกินกว่าที่ผู้ใหญ่คิด” เราชนะสงครามที่เมืองมาฟอีคิงเพราะพวกเธอปั่นจักรยานมา 217 วันเชียวนะ!
น้ำพริก: ผมได้ช่วยงานทหารตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ ในพุทธศาสนา ตามที่พระสอนครับท่าน คือขวนขวายช่วยงานที่ควรทำ!
ไข่ต้ม: ส่วนผมก็ทำตามกฎลูกเสือข้อ 8 ครับท่าน “ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก”
บีพี: (ชูเหรียญรางวัลขึ้นมา) เพื่อเป็นเกียรติ ฉันขอให้เหรียญรางวัลที่มีรูป “เข็มทิศ” นี้แก่พวกเธอ และฉันจะเอาเรื่องราวของพวกเธอไปเขียนหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก “Scouting for Boys” เพื่อขยายกิจการลูกเสือไปทั่วโลก!
กู๊ดเยียร์: แล้วตราเข็มทิศนี้จะกลายเป็น “ตราลูกเสือโลก” ใช่ไหมครับท่าน?
บีพี: ถูกต้อง! และจำไว้ว่า หัวใจของลูกเสือคือ “ระเบียบวินัย ความกล้าหาญ และความเสียสละ” เหมือนที่พวกเธอปั่นจักรยานสู้ตายในวันนี้!
ผู้แสดงทุกคน: (หันมาหาคนดูและวันทยหัตถ์พร้อมกัน ร้องเพลง “เหล่าลูกเสือ ของธีรราช ทะนงองอาจ สืบชาติเชื้อพงศ์พันธ์ )….”
อาทร จันทวิมล
หัวใจสำคัญของการเป็นลูกเสือไม่ได้อยู่ที่การเดินสวนสนาม การกล่าวคำปฏิญาณ หรือเข้าค่ายฝึกอบรม แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามกฎลูกเสือข้อที่ 3 ที่ว่า “ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น A scout’s duty is to be useful to help others ”
ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลกได้วางรากฐานไว้ในหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก Scouting for Boys โดยเน้นว่าการทำความดีนอก เหนือหน้าที่ไม่ใช่เรื่องในโอกาสพิเศษ แต่ต้องอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกเสือทุกคน
1.ทำความดีนอกเหนือหน้าที่วันละครั้ง” (Do a Good Turn Daily) บี.พี. กำหนดแนวทางไว้ชัดเจนว่าลูกเสือควรบำเพ็ญประโยชน์อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง โดยเน้นที่ “ความสม่ำเสมอ” ในการทำความดี ท่านสอนว่าหากวันใดลืมกระทำความดี เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นต้องทำชดเชยเป็นสองเท่า
เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ บี.พี. แนะนำให้ลูกเสือ “ผูกปมที่ผ้าพันคอ” หรือผ้าเช็ดหน้าไว้ทุกวันตอนเช้า วันละหนึ่งปม เมื่อใดที่ได้ทำความดีในวันนั้นแล้วจึงค่อยแก้ปมออก
- ความดีนอกเหนือหน้าที่ เริ่มต้นที่สิ่งเล็กน้อย แต่ยิ่งใหญ่ที่หัวใจ หลายคนเข้าใจผิดว่าการบำเพ็ญประโยชน์ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต ทำยาก ใช้เงินมาก แต่ในทัศนะของบี.พี. การช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันคือการฝึกนิสัย “ความไม่เห็นแก่ตัว” ที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น:
- การขยับที่นั่งให้ผู้อื่นบนรถโดยสารหรือในที่สาธารณะ
- การเก็บเปลือกกล้วย เศษแก้ว หรือสิ่งกีดขวางบนทางเท้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
- การช่วยถือของให้ผู้ที่กำลังลำบากหรือคนชรา
- การให้คำแนะนำทางแก่ผู้ที่หลงทางด้วยความสุภาพ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องไม่รับรางวัลหรือสิ่งตอบแทน” เพราะลูกเสือทำความดีด้วยหน้าที่และจิตใจที่ปรารถนาดี การรับเงินหรือรางวัลจะทำให้คุณค่าของการเป็นผู้ให้สูญเสียไป
- การเตรียมพร้อมเพื่อช่วยชีวิต (Saving Life) เมื่อลูกเสือเติบโตขึ้น บี.พี. สนับสนุนให้ยกระดับการบำเพ็ญประโยชน์ สู่การมีทักษะเฉพาะด้าน ท่านเน้นเรื่องการ “เตรียมพร้อม” (Be Prepared) เพื่อรับมือกับเหตุการณ์คับขัน เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยคนจมน้ำ หรือการรู้วิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดเพลิงไหม้ การทำความดีในระดับนี้ต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและสติปัญญาซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของลูกเสือ
- การขยายขอบเขตสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการช่วยคน บี.พี. ยังสอนให้ลูกเสือมีจิตสาธารณะต่อชุมชนและธรรมชาติ:
- ความเมตตาต่อสัตว์: การช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บหรือติดกับดัก ถือเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ที่แสดงถึงความอ่อนโยน
- การเป็นพลเมืองดี: การช่วยดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมือง เช่น การแจ้งเหตุเมื่อพบท่อประปาแตกหรือสายไฟชำรุด และการไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะรวมถึงช่วยเก็บขยะที่ผู้อื่นทิ้งไว้
- ความดีที่ไม่มีใครเห็น: บี.พี. ชื่นชมการกระทำที่เรียกว่า “Hidden Good Turns” หรือการปิดทองหลังพระ ทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นโดยไม่หวังให้ใครมายกย่องสรรเสริญ
- บีพี สอนลูกเสือของท่านว่า “จงพยายามทิ้งโลกนี้ไว้ให้ดีกว่าตอนที่คุณเข้ามา” (Try and leave this world a little better than you found it.)
- ในบันทึกเพิ่มเติมของบี.พี. ท่านขยายความลักษณะของ “การทำความดีนอกเหนือหน้าที่ Good Turn” ไว้ว่า
- ต้องเป็นสิ่งที่ “ตั้งใจ” ทำ (Intentional) การทำความดีนอกเหนือหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องเกิดจากการที่ “มองหา” โอกาส บี.พี. บอกว่าลูกเสือควรตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับความคิดที่ว่า “วันนี้ฉันจะช่วยใครได้บ้าง?”
- ไม่นับรวม “หน้าที่ปกติ” บี.พี. อธิบายไว้ว่า การกวาดบ้านตัวเอง หรือการทำการบ้าน ไม่นับเป็น การทำความดีนอกเหนือหน้าที่ (Good Turn) เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่การไปช่วยเพื่อนบ้านยกของ หรือการช่วยกวาดถนนหน้าบ้านคนอื่น นั่นจึงจะเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ที่แท้จริง
- การรักษาความลับ (The Secret) บี.พี. ชอบสอนเรื่องการทำความดีโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้ ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับ “อัศวิน” ในสมัยก่อนที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งจะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ลดละความเห็นแก่ตัวและการอยากเด่นอยากดัง
ตัวอย่างการทำความดีนอกเหนือหน้าที่ ของลูกเสือ ใน 7 วัน
- จันทร์: ช่วยงานบ้านที่ตามปกติไม่ได้ทำ
- อังคาร: กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจคนรอบข้าง
- พุธ: เก็บขยะในที่สาธารณะ หรือจัดของที่รกให้เป็นระเบียบ
- พฤหัสบดี: แบ่งปันสิ่งของหรือขนมให้ผู้อื่น
- ศุกร์: รดน้ำต้นไม้ในที่สาธารณะ
- เสาร์/อาทิตย์: ฝึกการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยคนในอนาคต
การสอนเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์นั้น ไม่ใช่เพียงการที่ครูสั่งให้เด็กไปทำความดีเท่านั้น แต่ต้องปลูกฝัง “ดวงตาที่มองเห็นความลำบากของผู้อื่น” ครูลูกเสือควรสนับสนุนให้ลูกเสือบันทึกความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ และชื่นชมในความตั้งใจในการทำดี เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าการเป็นคนมีประโยชน์นั้นเป็นเรื่องน่าภูมิใจ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของโลกสืบไป
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้น: “ปมแห่งความดี “
ตัวละคร:
- ลูกเสือเอก: (ตัวเอก) มุ่งมั่น ขยันผูกปมผ้าพันคอ
- ลูกเสือโท: (ตัวตลก/ขี้สงสัย) ขี้เกียจ ทำดีหวังผล
- คุณยาย: (แบกของหนัก)
- คนหลงทาง: (นักท่องเที่ยว/คนต่างถิ่น)
- น้องหมาบาดเจ็บ: (ใช้ตุ๊กตาหรือคนแสดงเลียนแบบ)
- ตัวร้าย (กิเลส): (กระซิบข้างหูให้เห็นแก่ตัว – มีหรือไม่มีก็ได้)
ฉากที่ 1: ปมที่ผ้าพันคอ
(ลูกเสือเอกและลูกเสือโทเดินออกมาหน้ากองไฟ ลูกเสือเอกกำลังพยายามผูกปมที่ปลายผ้าพันคอ)
ลูกเสือโท: “เฮ้ย! เอก นายจะผูกปมผ้าพันคอทำไมเนี่ย เดี๋ยวก็ยับหมดหรอก”
ลูกเสือเอก: “นี่คือคำสอนของ บี.พี. ไง ท่านให้เราผูกปมที่ผ้าพันคอไว้เตือนสติ ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ทำความดีนอกเหนือหน้าที่แม้แต่ครั้งเดียว ห้ามแก้ปมนี้เด็ดขาด!”
ลูกเสือโท: “โหย… ยุ่งยากจัง แค่กวาดบ้านตัวเองก็เหนื่อยแล้วนะ”
ลูกเสือเอก: “กวาดบ้านตัวเองคือหน้าที่ปกติเพื่อนรัก! ความดีของลูกเสือต้องเป็นเรื่องนอกเหนือหน้าที่ ที่เรา ‘ตั้งใจ’ มองหาเพื่อช่วยคนอื่นต่างหาก มา… ลองไปเดินหาโอกาสกัน!”
ฉากที่ 2: บททดสอบที่ 1 (ความดีที่มองเห็น)
(คุณยายเดินถือของพะรุงพะรังผ่านมา และมีเปลือกกล้วยวางอยู่บนพื้น)
ลูกเสือโท: “เอ๊ะ! เปลือกกล้วย ของใครทิ้งไว้เนี่ย เดี๋ยวคุณยายเหยียบเข้าคงลื่นล้มแน่” ลูกเสือเอก: (รีบวิ่งไปเก็บเปลือกกล้วยทิ้งถังขยะ และเข้าไปช่วยคุณยายถือของ) “ให้ผมช่วยนะครับคุณยาย!”
คุณยาย: “ขอบใจมากจ้ะหลานชาย เอาเงินไปซื้อขนมกินไป๊” (ยื่นเงินให้)
ลูกเสือเอก: (ยกมือไหว้ปฏิเสธ) “ไม่รับครับคุณยาย ลูกเสือทำดีด้วยหัวใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทนครับ”
ลูกเสือโท: (กระซิบ) “เสียดายจัง… ได้ค่าขนมตั้งเยอะ”
ฉากที่ 3: บททดสอบที่ 2 (ความดีที่ไม่มีใครเห็น)
(คนหลงทางทำแผนที่ตกยืนงง ลูกเสือทั้งสองเข้าไปช่วยบอกทางด้วยความสุภาพ)
คนหลงทาง: “ขอบคุณมากครับพวกเธอ ถ้าไม่ได้พวกเธอนี่ผมหลงแย่เลย”
(คนหลงทางเดินจากไป ลูกเสือเอกไปรดน้ำต้นไม้ข้างทางที่เหี่ยวเฉา)
ลูกเสือโท: “นายจะรดน้ำทำไม ไม่มีใครเห็นสักหน่อย ”
ลูกเสือเอก: “นี่เรียกว่า การทำความดีแบบปิดทองหลังพระ ไง’Hidden Good Turns’ ทิ้งโลกนี้ไว้ให้ดีกว่าตอนที่เราเข้ามา แม้ไม่มีใครเห็น แต่ใจเราเห็น”
ฉากที่ 4: การเตรียมพร้อม (Be Prepared)
(มีคนวิ่งมาขอความช่วยเหลือ: “ช่วยด้วย! มีหมาโดนรถเฉี่ยวชน!”)
ลูกเสือโท: “โอ๊ย! เลือด! ฉันทำอะไรไม่ถูกแล้ว!”
ลูกเสือเอก: “ตั้งสติ! เราเรียนปฐมพยาบาลมาแล้ว ‘ต้องเตรียมพร้อม’ เสมอ”
(ลูกเสือเอกเข้าไปดูอาการ ใช้ผ้าพันคอหรืออุปกรณ์ใกล้ตัวปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างคล่องแคล่ว จนหมาปลอดภัย)
ฉากสุดท้าย: การแก้ปม
(ทั้งสองคนเดินกลับมาหน้ากองไฟ ลูกเสือเอกค่อยๆ แก้ปมผ้าพันคอออกด้วยรอยยิ้ม)
ลูกเสือเอก: “เห็นไหมโท วันนี้เราช่วยคุณยาย เก็บขยะ บอกทาง รดน้ำต้นไม้ และช่วยหมาบาดเจ็บ… ปมของฉันแก้ได้แล้ว!”
ลูกเสือโท: (ก้มหน้ามองผ้าพันคอตัวเองที่ว่างเปล่า แล้วรีบผูกปมทันที) “ฉันเข้าใจแล้ว! พรุ่งนี้ฉันจะผูกปมไว้ตั้งแต่ตื่นนอน และจะมองหาความดีเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อชดเชยที่ไม่ได้ทำความดีในวันนี้ เลย!”
ตัวละครทุกคนออกมาหน้าเวที และพูดพร้อมกัน:
“จงพยายามทิ้งโลกนี้ไว้ให้ดีกว่าตอนที่คุณเข้ามา… ทำดีวันละครั้ง เริ่มต้นที่สิ่งเล็กน้อย แต่ยิ่งใหญ่ที่หัวใจ!”
(ลูกเสือทุกคนร้องเพลง “อย่าเกียจคร้าน การทำงานนะพวกเรา” แล้วเดินกลับเข้าที่)
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:
- อุปกรณ์: ผ้าพันคอลูกเสือ, ถุงขยะจำลอง, เปลือกกล้วย (กระดาษ), ตุ๊กตาสุนัข
- มุกตลก: ให้ลูกเสือโทแสดงท่าทางตลกๆ เวลาเห็นเงินหรือเวลาตกใจ จะช่วยให้เพื่อนๆ รอบกองไฟสนุกขึ้น
อาทร จันทวิมล
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตร “วันเกียรติยศเพชรนนทรี” ณ หอประชุมดอนเมืองจาตุรจินดา
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา ที่ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนครบรอบ 47 ปี ในวันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโรงเรียนที่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความมั่นคงยาวนาน เป็นโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และสังคมตลอดมา
ทั้งนี้ เกิดจากเหตุผลในหลายประการ ทั้งอดีตและปัจจุบันโรงเรียนดอนเมืองจาตุรตินดา มีผู้บริหารและทีมบริหารที่ดี มีภาวะผู้นำและมีคุณธรรม มีข้าราชการครูและบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรักสามัคคีในหมู่คณะ มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง และมีนักเรียนที่เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ “เรียนดี มีคุณธรรม”
ในโอกาสนี้ ต้องขอเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับรางวัล เนื่องใน “วันเกียรติยศเพชรนนทรี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โรงเรียน ทุกคนล้วนเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนไทยให้เป็นคนดี คนเก่งของสังคม พร้อมที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง พร้อมยกย่องคณะครูที่ได้สร้างสรรค์เยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ ใส่ใจในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยทุกคนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
“ท้ายสุดนี้ที่สำคัญขอชื่นชมและเป็นกำลังใจแก่นักเรียนที่ได้รับเกียรติบัตรในวันนี้ ขอให้รักษาคุณงามความดีของนักเรียนไว้และเป็นแบบอย่างที่ดี เติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ทุกรางวัลที่ทุกคนได้รับในวันนี้ ล้วนได้มาจากความมุ่งมั่นตั้งใจ วิริยะอุตสาหะ อดทนและพยายามจนประสบความสำเร็จ ขอให้ทุกคนได้รักษาความดีนี้สืบต่อไป”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา /ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18C39sAfdk/
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัว ญาติ เพื่อนครู นักเรียน และประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัย
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ และวงการศึกษาของจังหวัดสงขลา เพราะ ผอ.ศศิพัชร เป็นครูที่มีความเป็นครูสูง ทุ่มเทสร้างผลงานด้านการศึกษาและคุณความดีมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของการทำหน้าที่ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดในวินาทีวิกฤต
โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและมอบเงินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือแก่ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร พร้อมให้กำลังใจคณะครูและนักเรียน พร้อมยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งในด้านสวัสดิการและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจากไปของ ผอ.ศศิพัชร ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัว แต่เป็นการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ที่ได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า คำว่า “ครู” ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่คือหน้าที่ที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องลูกศิษย์ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
“เหตุการณ์ครั้งนี้ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ และวงการศึกษาของจังหวัดสงขลา เพราะ ผอ.ศศิพัชร ถือเป็นครูที่มีความเป็นครูสูง ทั้งได้สร้างผลงานด้านการศึกษาและคุณความดีอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีของการทำหน้าที่ครู ทั้งยังแสดงความกล้าหาญในการเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องชีวิตนักเรียน อาจารย์จึงขอสดุดีในความกล้าหาญและจิตวิญญาณความเป็นครู ในการทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต“ ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร เพื่อร่วมไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อวีรกรรมอันกล้าหาญครั้งสุดท้าย
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/176TCi4hXX/
12 กุมภาพันธ์ 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์
โดย รมว.ศธ. ได้พูดคุยสอบถามอาการกับทีมแพทย์และผู้ปกครองอย่างละเอียด โดยได้มอบเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนักเรียน พร้อมกล่าวชื่นชมเด็กนักเรียนที่มีสติและความเข้มแข็งในช่วงเวลาวิกฤต
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ดิฉันตั้งใจมาเพื่อให้กำลังใจเด็กและครอบครัว ขอชื่นชมความกล้าหาญและสติของนักเรียนที่สามารถควบคุมตนเองในสถานการณ์คับขันได้เป็นอย่างดี วันนี้ได้พูดคุยกับคุณหมอแล้ว อาการโดยรวมปลอดภัย ขอให้เด็กพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียนกระทรวงฯ จะดูแลอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการเยียวยาทางจิตใจ” รมว.ศธ. กล่าว
จากนั้น รมว.ศธ.ได้เดินทางไปโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานที่ได้เข้าเก็บหลักฐานเพิ่มเติมภายในโรงเรียน และติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ
โดย รมว.ศธ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เมื่อวานนี้ และได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะเดินทางมาติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจครู นักเรียนในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน พร้อมดำริให้ใช้งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในการเยียวยาครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องเด็กนักเรียน รวมถึงดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด
รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุไม่คาดคิด เนื่องจากผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุกเข้าโรงเรียนอย่างกะทันหัน แม้บริเวณหน้าโรงเรียนจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ แต่สถานการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถือว่ายังโชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ได้รับบาดเจ็บ และทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องนักเรียนเป็นอันดับแรก
ภายหลังเหตุการณ์ กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานกับผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยจะจัดทีมครูแนะแนวและนักจิตวิทยาเข้าไปฟื้นฟูสภาพจิตใจในระยะต่อเนื่อง พร้อมประสาน โรงพยาบาลหาดใหญ่ และ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้สนับสนุนด้านจิตวิทยาอย่างเต็มที่ พร้อมกทั้ฝได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยในระยะเร่งด่วน เนื่องจากครูและนักเรียนทั้งโรงเรียนเกิดเหตุและโรงเรียนใกล้เคียงยังมีความหวาดระแวง
จากนั้น ในเวลา 16.00 น. รมว.ศธ. จะเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต
พบพร ผดุงพล / กราฟิก
ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ. / ข่าว , ภาพ
เรื่องที่ 2.4 “จิกอนซาเซ” เจ้าแม่แห่งสันติภาพ
ในแวดวงลูกเสือ เรามักสอนเรื่อง กฎข้อที่ 2 “ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” ผ่านระเบียบวินัยและการปฏิบัติหน้าที่ แต่บทความนี้จะขอนำเสนอแง่คิดผ่านนิทานพื้นบ้านระดับโลกจากอเมริกาเหนือ ที่เชื่อมโยงไปถึงรากฐานของรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เห็นว่าความจงรักภักดีต่อส่วนรวมนั้น มีพลังยิ่งใหญ่เพียงใด
ย้อนกลับไปกว่าสองร้อยปี (ราว ค.ศ. 1142 ถึง 1450 สมัยอยุธยาตอนปลาย) ก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบอเมริกา ในดินแดนอเมริกาเหนืออันกว้างใหญ่ เป็นถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองอินเดียนแดง 5 เผ่า (ได้แก่ เผ่าโมฮอว์ก, โอไนดา, โอนอนดากา, คายูกา และเซเนกา) ที่ชอบทำการรบราฆ่าฟันล้างแค้นกันไปมาไม่หยุดหย่อน เพราะในยามนั้นทุกคนเชื่อว่าการเข่นฆ่ารุกรานฝ่ายตรงข้ามคือการแสดงความรักชาติ แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงกลับมีเพียงคราบน้ำตาและความสูญเสีบของทุกฝ่าย
ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามชนเผ่า มีหญิงอินเดียนแดงชนเผ่า เซเนกาคนหนึ่งนามว่า “จิกอนซาเซ” (Jigonhsasee) ซึ่งแปลว่า ความสดชื่น เธอมีบ้านอยู่ บริเวณที่เป็นทางผ่านของนักรบทุกเผ่า ควันไฟที่ลอยออกมาจากบ้านยาวของเธอไม่ใช่ควันจากอาวุธสงคราม แต่เป็นควันจากการทำอาหาร เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนอย่างเท่าเทียม จิกอนซาเซจึงเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูง ในฐานะเจ้าของที่พักที่เป็นกลาง
วันหนึ่ง กลุ่มนักรบที่บาดเจ็บถูกไล่ล่า มาเคาะประตูบ้านของเธอ กฎเหล็กของจิกอนซาเซคือ “ใครเข้าบ้านนี้ต้องวางอาวุธ” แม้การช่วยเหลือศัตรูของเผ่าอื่นจะทำให้เธอถูกเพ่งเล็งหรือมีความผิด แต่เธอกลับยึดมั่นใน “ความซื่อตรงต่อคุณธรรม” และ “ความกตัญญูต่อผืนแผ่นดิน” เธอเชื่อมั่นว่าสายเลือดที่รินไหลลงแผ่นดินเดียวกันไม่ควรถูกหลั่งด้วยความโกรธแค้น
เธอใช้ความสงบ สยบความเกลียดชัง โน้มน้าวให้ศัตรูคู่อาฆาตยอมนั่งล้อมวงกินอาหารหม้อเดียวกันได้ ความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์สันติภาพของเธอได้แผ่ขยายออกไป จนกระทั่งผู้นำชนเผ่าต่างๆ ได้ขอให้เธอมาเป็น “พยานแห่งคำสาบาน” ในการรวมชนเผ่าครั้งยิ่งใหญ่ เธอเป็นเป็นผู้เสนอให้สตรีมีสิทธิ์ในการเลือกหัวหน้าเผ่า และมีสิทธิยับยั้งในการทำสงคราม
ด้วยความจงรักภักดีต่อส่วนรวม จิกอนซาเซได้ร่วมวางรากฐานการปกครองที่เรียกว่า “กฎแห่งสันติภาพอันยิ่งใหญ่” (Great Law of Peace) แทนการจงรักภักดีต่อบุคคล หรือความแค้นส่วนตัว ด้วยหลักการที่เน้น “ความสามัคคีและการเคารพสิทธิ” นี้เอง ที่ผู้นำอย่าง เบนจามิน แฟรงคลิน นำไปเป็นต้นแบบปกครองและ ในปี ค.ศ. 1988 สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมติยอมรับว่า “กฎแห่งสันติภาพอันยิ่งใหญ่” ของกลุ่มชนเผ่าไอโรควอยส์ ของจิกอนซาเซ คือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ใช้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา
ด้วยความพยายามและความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ของเธอ อินเดียนแดงทั้ง 5 เผ่าจึงรวมตัวกันเป็น “สมาพันธรัฐอิโรควอยส์”(Iroquois Confederacy) จิกอนซาเซกลายเป็น “เจ้าแม่แห่งชนเผ่า” (Mother of Nations) ซึ่งสะท้อนว่าการจงรักภักดีต่อชาติ คือการสร้างความปึกแผ่นและความสงบสุขให้แก่แผ่นดินเกิด โดยไม่ได้หมายถึงการรบเสมอไป
จิกอนซาเซทำภารกิจเพื่อสันติภาพและการรวมเผ่าพันธุ์ที่แตกแยกรบกันให้กลายเป็นกลุ่มชนที่แข็งแกร่ง เธอจงรักภักดีต่อส่วนรวม กตัญญูต่อแผ่นดินที่ให้กำเนิด โดยการดูแลชีวิตของทุกคนที่ผ่านเข้ามาในบ้านของเธออย่างเท่าเทียม
เรื่องของจิกอนซาเซนี้ เป็นที่นิยมเล่ากันในการฝึกอบรมลูกเสือ เพราะช่วยให้ลูกเสือเห็นว่า “ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” (กฎลูกเสือข้อ 2) นั้น ไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการที่คนในชาติมี “กติกาที่ยุติธรรม” และมีผู้นำที่ “ซื่อตรง” ต่ออุดมการณ์อย่างจิกอนซาเซ
เรื่องราวของจิกอนซาเซ สอนให้เรารู้ว่า ความจงรักภักดีต่อชาติ ที่แท้จริง คือการรักษากฎกติกาให้ศักดิ์สิทธิ์ และ ความซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ คือการรักษาความร่มเย็นของแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลาน ไม่ใช่การทำลายล้างกันเอง
การสร้างลูกเสือให้มีความจงรักภักดีตามกฎข้อ 2 สามารถถอดบทเรียนจากจิกอนซาเซได้ดังนี้:
- จงรักภักดีต่อชาติ: คือการสร้างความสามัคคีของกลุ่มชน ให้เป็นปึกแผ่น เหมือนที่จิกอนซาเซช่วยรวมอินเดียนแดง 5 เผ่าให้กลายเป็นหนึ่งเดียว
- ศาสนา: คือการยึดมั่นในคุณธรรม สัจจะ และความดีงามที่ตนถือมั่นอย่างไม่เสื่อมคลาย
- พระมหากษัตริย์ / ผู้มีพระคุณ: คือการเคารพและเชื่อฟังผู้ที่วางรากฐานความสงบสุข เหมือนที่พลเมืองเคารพรัฐธรรมนูญและบรรพบุรุษผู้สร้างชาติ
- ซื่อตรง: คือการรักษาคำพูดและหน้าที่อย่างดีที่สุด ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อเป็นที่ไว้วางใจของทุกคน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า กฎลูกเสือข้อ 2 ไม่ได้เป็นเพียงข้อปฏิบัติเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่คือ “หลักการสากล” ที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นพลัง และเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นคนสำคัญที่โลกต้องจารึก
“ลูกธนูหนึ่งดอกหักง่าย แต่ถ้ามัดรวมกันไม่มีวันหัก”
เรียบเรียงจากนิทานอเมริกันอินเดียนแดง เรื่อง ราชินีสันติภาพ The Peace Queen
อาทร จันทวิมล
บทละครสั้นรอบกองไฟ: จิกอนซาเซ เจ้าแม่แห่งสันติภาพ
ตัวละคร
- จิกอนซาเซ: หญิงผู้ใจดี มีเมตตา (แต่งชุดอินเดียนแดง ถือทัพพีตักแกง)
- นักรบเผ่าโมฮอว์ก: ดุดัน (ถือขวานกระดาษ/ไม้พลอง)
- นักรบเผ่าเซเนกา: บ้าพลัง (ถือหอกจำลอง)
- ผู้เล่าเรื่อง: (แต่งชุดลูกเสือ)
- ตัวตลก/ลูกมือ: (ช่วยยกหม้อแกง ทำท่าทางตลกๆ)
(เปิดฉาก: กองไฟกลางสนาม ผู้เล่าเรื่องเดินออกมา)
ผู้เล่าเรื่อง: พี่น้องลูกเสือครับ! กฎลูกเสือข้อที่ 2 บอกว่า “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” วันนี้เราจะย้อนไปไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือในยุคที่อินเดียนแดงรบกันนัวเนียยิ่งกว่าแย่งขนมในโรงเรียน! (ตรงกับไทยสมัยอยุธยาตอนกลาง)
(นักรบ 2 เผ่า วิ่งออกมาทำท่าสู้กัน มีตัวตลกคอยพากย์เสียงเอฟเฟกต์ “ฟิ้ว~ ปัง~ โอ๊ย~” แบบฮาๆ)
นักรบโมฮอว์ก: ข้าจะจัดการเจ้า! เจ้าบังอาจมาเหยียบใบไม้ในเขตของข้า!
นักรบเซเนกา: เขตเจ้าที่ไหน นี่มันทางผ่านไปเซเว่น… เอ้ย! ไปล่าสัตว์ของข้าต่างหาก ย้าก! (ทั้งคู่ล้มลุกคลุกคลานปล้ำสู้กันจนมึน หัวหมุนไปมา)
จิกอนซาเซ: (เดินออกมาพร้อมหม้อใบใหญ่) หยุดเดี๋ยวนี้! ใครจะตีกันไปตีข้างนอก แต่ถ้าจะเข้าบ้านข้า “ทุกคนต้องวางอาวุธ และห้ามทะเลาะกัน! “
นักรบโมฮอว์ก: (ทำหน้ากวน) โหย ท่านจิกอนซาเซ ข้ากำลังจะได้เปรียบเลยนะเนี่ย!
จิกอนซาเซ: ได้เปรียบตรงไหน? หน้าเจ้าบวมเป็นมะม่วงอกร่องแล้วนะนั่นน่ะ มานี่… วางอาวุธ แล้วมากินข้าวแกงสูตรพิเศษของข้าซะ
(ตัวตลกเดินถือจานออกมา เต้นท่าประหลาดๆ ประกอบการเสิร์ฟ)
นักรบเซเนกา: (ดมกลิ่น) หอมจัง… แต่คนนี้เป็นศัตรูของข้านะท่าน จะให้ข้านั่งร่วมโต๊ะกับ “ไอ้หน้าเบี้ยว” นี่เหรอ?
จิกอนซาเซ: ในบ้านข้าไม่มีศัตรู มีแต่พี่น้องที่อาศัยบนแผ่นดินเดียวกัน ความจงรักภักดีที่แท้จริงไม่ใช่การฆ่าคนเผ่าอื่น แต่มันคือการรักษาชีวิตคนในชาติให้สงบสุขต่างหาก
เอ้า กิน! ไม่กินข้าจะเอาทัพพีเคาะหัว!
(นักรบทั้งสองยอมนั่งลงกินข้าวแกง ที่อร่อยมากจนลืมโกรธ)
นักรบโมฮอว์ก: อืม… พออิ่มแล้วความโกรธมันหายไปไหนหมดนะ?
นักรบเซเนกา: จริงด้วยครับท่านจิกอนซาเซ ท่านซื่อตรงต่ออุดมการณ์สันติภาพจริงๆ ท่านก็ดูแลศัตรูเหมือนญาติ
จิกอนซาเซ: (ยิ้มอย่างภูมิใจ) ลูกธนูดอกเดียวมันหักง่าย (หยิบไม้ตะเกียบมาหักโชว์) แต่ถ้าเรามัดรวมกัน (หยิบไม้เป็นกำมาลองหัก) มันไม่มีวันหัก! พวกเจ้าจงกลับไปบอกหัวหน้าเผ่าว่า ความจงรักภักดีต่อส่วนรวมคือการสร้างกติกาที่ยุติธรรม เพื่อแผ่นดินของเราจะได้ไม่ต้องเปื้อนเลือดอีกต่อไป!
(นักรบทั้งสองจับมือกัน แล้วหันมาทำท่าตะเบ๊ะแบบลูกเสือ)
ผู้เล่าเรื่อง: และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “กฎแห่งสันติภาพ” ที่กลายเป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา
จิกอนซาเซไม่ได้ใช้ดาบ แต่ใช้ความซื่อตรงและหัวใจที่รักส่วนรวม สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น
(ตัวละครทั้งหมดออกมายืนเรียงหน้ากระดาน)
จิกอนซาเซ: จำไว้นะทุกคน ความจงรักภักดีเริ่มต้นที่ “ความสามัคคี”
ตัวตลก: ความซื่อตรงเริ่มต้นที่ “อย่าแอบกินขนมเพื่อน” ครับผม! (ทำท่าตลกปิดท้าย)
ทุกคน: (ร้องเพลง รักกันไว้เถิด ) ลูกเสือมีความจงรักภักดีและซื่อตรง! (ทำท่าวันทยหัตถ์)
คติสอนใจ: การจงรักภักดีต่อชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการสร้างความสามัคคีและความสงบสุขให้แก่แผ่นดิน
อาทร จันทวิมล
เรื่องที่ 2.5″ภารกิจลับลวงพราง”
ในหมู่บ้าน “สัตย์ซื่อ” หมู่บ้านตัวอย่างที่ชาวบ้านถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด และรักผืนแผ่นดินเกิดยิ่งกว่าอะไร แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ความสงบสุข มีแผนร้ายกำลังก่อตัวขึ้น!
“เจ้าเปี๊ยก” เด็กกำพร้าที่ได้ “เสี่ยอำนาจ” ผู้กว้างขวางในตำบลช่วยส่งเสียเลี้ยงดูเข้าโรงเรียน วันหนึ่งเสี่ยอำนาจเรียกเปี๊ยกไปพบในห้องลับ ยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้ ภายในบรรจุ “ยาบ้า” ล็อตใหญ่!
“เปี๊ยก… จำได้ไหมว่าใครให้ข้าวแกกินจนโต? คืนนี้ให้เอาของในกระเป๋านี้ไปซ่อนไว้ใต้ถุนศาลาประชาคม ที่เขาจะใช้ประชุมพรุ่งนี้ ข้าจะโยนความผิดให้ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ เพื่อข้าจะได้ลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนคนเดิม!”
เปี๊ยกมือสั่นไปหมด ใจหนึ่งก็ซาบซึ้งในบุญคุณของเสี่ยอำนาจ แต่อีกใจเขาก็สำนึกว่ายาเสพติดคือสิ่งที่ทำลายชุมชน และกลัวตกนรกตามคำสอนของพระสงฆ์
ที่เขานับถือ แต่ถ้าแจ้งตำรวจจับเสี่ยอำนาจ เปี๊ยกก็จะกลายเป็นคนอกตัญญูไม่ซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ
ขณะที่เปี๊ยกกำลังย่องไปยังศาลาประชาคมกับห่อยาบ้า เขาพบกับ “หลวงพี่สมปอง”ที่กำลังเดินตรวจตราวัด
- หลวงพี่: “โยมเปี๊ยก! กระเป๋านั่นหนักไหม? ดูท่าทางโยมเหมือนคนแบกบาปไว้บนไหล่เลยนะ”
- เปี๊ยก: “เอ่อ… คือ… ผมกำลังจะเอา ‘สื่อการเรียนรู้’ ไปวางเตรียมไว้ครับหลวงพี่!”
- หลวงพี่: “สื่อการเรียนรู้หรือสื่อนำไปสู่นรก? จำไว้นะเปี๊ยก บุญคุณต้องทดแทน แต่ต้องไม่ใช้การทำลายบ้านเกิดตัวเอง ความดีที่สร้างบนความล่มจมของคนอื่น เขาไม่เรียกความดีหรอกโยม”
คำพูดของหลวงพี่ทำให้เปี๊ยกตาสว่าง เขาจะกตัญญูต่อความไม่ดี จนทำให้หมู่บ้านพังไม่ได้!
คืนนั้น เปี๊ยกแอบย่องไปหาเสี่ยอำนาจแล้วกระซิบว่า: “เจ้านายครับ! ผมไปที่ศาลามาแล้ว เห็นตำรวจนอกเครื่องแบบซุ่มอยู่เต็มเลยครับ! แผนโยนความผิดให้ผู้ใหญ่บ้านน่าจะหลุดแล้ว เสี่ยอย่าส่งใครไปตอนนี้เลยครับ!”
เสี่ยอำนาจตกใจ “จริงเหรอ! งั้นเอายาบ้าไปเผาทิ้งเลย อย่าให้เหลือหลักฐาน!”
เปี๊ยกเอายาบ้าไปเผาทำลาย โดยไม่ได้เอาไปส่งตำรวจ เพราะอาจจะทำให้เสี่ยอำนาจติดคุกหัวโต
เปี๊ยกแอบไปหา “หลวงตา” แล้วบอกความจริง หลวงตาจึงให้เปี๊ยกนำ “ขนมปังป่น” ใส่ถุงมาให้เสี่ยดู แล้วบอกว่า “นี่ครับเสี่ย ผมสลับเอาของปลอมมาให้เสี่ย ส่วนของจริงผมทำลายไปหมดแล้ว!”
เช้าวันต่อมา ตำรวจบุกบ้านเสี่ยอำนาต แต่ตรวจค้นเท่าไหร่ก็ “ไม่เจอยาบ้า” เพราะเปี๊ยกเอาไปทำลายหมดแล้ว
เสี่ยอำนาจที่กำลังใจสั่นขวัญแขวน คิดว่าตัวเองต้องเข้าคุกแน่ๆ พอรอดมาได้เพราะไม่มีหลักฐาน ก็ถึงกับเข่าอ่อน
เสี่ยอำนาจ เห็นความรักและความภักดีที่เปี๊ยกมีให้ เสี่ยจึงตัดสินใจเลิกค้ายาบ้า เผาบัญชีทิ้ง และใช้เงินที่เหลือสร้างโรงพยาบาลให้หมู่บ้าน
ข้อคิดสอนใจ
- กตัญญูที่แท้จริง: คือการไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณทำความชั่ว
- ความซื่อสัตย์ต่อชาติ: เราต้องปกป้องแผ่นดินจากสิ่งชั่วร้าย แม้สิ่งนั้นจะมาจากคนที่เรารัก
- สติและปัญญา: ลูกเสือที่ดีต้องใช้ปัญญาแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ทำตามสั่งอย่างหลับหูหลับตา
อาทร จันทวิมล
บทละครรอบกองไฟ: ภารกิจลับลวงพราง
ตัวละคร:
- เปี๊ยก: เด็กวัดหน้าซื่อ แต่ ท่าทางลุกลี้ลุกลน
- เสี่ยอำนาจ: มาเฟียท้องถิ่น ใส่สร้อยทองคำเส้นโต บุคลิกขี้เก๊ก
- หลวงพี่สมปอง: พระสายธรรมะ เดินสำรวมแต่คำพูดแทงใจ
- สมุนเสี่ย (1-2 คน): ท่าทางเซ่อซ่า (ช่วยเพิ่มมุกตลก)
ฉากที่ 1: ห้องลับของเสี่ย
(เสี่ยนั่งบนเก้าอี้สนาม มีลูกน้องคอยพัดให้ด้วยถุงปุ๋ย เปี๊ยกเดินเข้ามา)
เสี่ยอำนาจ: “เปี๊ยก! แกจำได้ไหมว่าใครที่ให้ข้าวแกกิน จนแกตัวโตเท่าควายถึกแบบนี้!” เปี๊ยก: “จำได้ครับเสี่ย! เสี่ยคือผู้มีพระคุณที่ทำให้ผมมีพุงกะทิถึงทุกวันนี้”
เสี่ยอำนาจ: (ยื่นกระเป๋าใบโตให้) “ดี! งั้นเอา “แป้งมัน” ถุงนี้ไปซ่อนใต้ศาลาประชาคม ฉันจะใส่ร้ายผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ให้โดนจับ เพื่อฉันจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ฮ่าๆๆๆ” สมุน: (หัวเราะตาม) “ฮ่าๆๆ นายท่านอัจฉริยะจริงๆ (แล้วหันไปกระซิบเปี๊ยก) อย่าแอบเอาไปชงกินล่ะนั่น ผงสีขาวเหมือนแป้งนี้คือ ยาบ้า!”
เปี๊ยก: (หน้าเสีย) “แต่เสี่ยครับ… นี่มันทำลายชาติเลยนะเสี่ย!”
เสี่ยอำนาจ: “กตัญญูต่อข้าสิโว้ย! ไปทำซะ!”
ฉากที่ 2: ระหว่างทางที่มืดมิด
(เปี๊ยกย่องๆ ถือกระเป๋า พยายามทำตัวเนียนเป็นพุ่มไม้เมื่อมีคนเดินผ่าน)
หลวงพี่: “เจริญพรโยมเปี๊ยก… ย่องเป็นจิ้งจกหิวกล้วยเลยนะ”
เปี๊ยก: (สะดุ้งตัวลอย) “จ๊าก! หลวงพี่! ผมกำลังเอา… เอ้อ… ‘สื่อการเรียนรู้เรื่องโทษของแป้ง’ ไปวางไว้ครับ”
หลวงพี่: “สื่อการเรียนรู้ หรือ สื่อนำไปสู่นรกกันแน่? ฟังนะเปี๊ยก… กฎลูกเสือข้อ 2 ว่ายังไง?” เปี๊ยก: (ยืนตรงทำวันทยาหัตถ์) “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณครับ!”
หลวงพี่: “ดี! แต่จำไว้ว่า ความกตัญญูที่แท้จริง คือการไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณทำชั่ว ถ้าแกช่วยเขาส่งยาเสพติด ยาบ้า ยาม้า แกกำลังทำลายชาติ และกำลังถีบเสี่ยลงนรกด้วยนะโยม”
เปี๊ยก: (ร้องไห้โฮ) “ผมตาสว่างแล้วครับหลวงพี่! ผมจะช่วยเสี่ย… ด้วยการขัดขวางเสี่ยไม่ให้ทำความผิด !”
ฉากที่ 3: แผนซ้อนแผน
(เปี๊ยกวิ่งกลับไปหาเสี่ยที่บ้าน ท่าทางตื่นตระหนกสุดขีด)
เปี๊ยก: “เสี่ยครับ! หนีเร็ว! ตำรวจล้อมศาลาไว้หมดแล้ว แถมมีหน่วยคอมมานโดโรยตัวลงมาจากเฮลอคอปเตอร์ด้วย!”
เสี่ยอำนาจ: (ขวัญอ่อน เข่าอ่อนล้มลงไปกอง) “ฮือๆ ข้ายังไม่อยากติดคุก! ทำไงดีเปี๊ยก!” เปี๊ยก: “เสี่ยบอกให้ผมทำลายหลักฐานไงครับ ผมเผาทิ้งไปหมดแล้ว (ยื่นถุงขนมปังป่นให้) นี่ครับเสี่ย ผมแอบเอา ‘ของปลอม’ มาสลับไว้ เสี่ยรอดแล้ว!”
เสี่ยอำนาจ: (กอดถุงขนมปัง) “โอ้เปี๊ยก! แกคือยอดคน แกซื่อตรงต่อข้าจริงๆ!”
ฉากที่ 4: ตอนจบ
(เช้าวันต่อมา ตำรวจ เข้ามาตรวจแต่ไม่เจออะไร เสี่ยนั่งสั่นสู้)
เสี่ยอำนาจ: “ข้าเกือบจะเสียคน เสียชาติ เพราะความโลภแท้ๆ เปี๊ยก… แกช่วยข้าไว้
เปี๊ยก: “ใช่ครับเสี่ย ผมรักชาติ รักชาวบ้าน ผมเลยไม่ส่งยาบ้า และผมรักเสี่ย ผมเลยไม่ยอมให้เสี่ยเป็นอาชญากร”
เสี่ยอำนาจ: “ดี! งั้นข้าจะเลิกค้ายา แล้วเอาเงินทั้งหมดไปสร้างโรงพยาบาล… แต่ตอนนี้ขอเอาขนมปังปลอมนี่ไปจิ้มนมกินก่อนนะ หิว!” (ทุกคนออกมาเข้าแถวหน้ากระดาน)
เปี๊ยก: “กฎลูกเสือข้อ 2 สอนให้เราซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ แต่ต้องไม่ลืมความภักดีต่อชาติด้วยครับ!” ทุกคน: “เย้!” (เต้นท่าไก่ย่างถูกเผาเป็นการปิดท้าย)
ข้อคิดจากละคร:
- ซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ: ไม่ใช่การหลับหูหลับตาช่วยทำผิด แต่คือการดึงเขาออกจากความชั่ว
- ภักดีต่อชาติ: แผ่นดินจะอยู่ได้ ถ้าไม่ยอมให้ยาเสพติดเข้ามาทำลาย
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของแทนซาเนียในทวีปแอฟริกาตะวันออก ซึ่งปกครองโดยหัวหน้าเผ่ามาไซ ผู้ทรงปัญญาและเป็นที่เคารพรักของทุกคน มีนามว่า “มวาลิมู” (Mwalimu) ซึ่งหมายถึง “ครูผู้สอน” ในภาษาถิ่น
หัวหน้า มวาลิมู ปกครองชนเผ่าของเขาด้วยความยุติธรรมมาหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่ง สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดโทรมลง ท่านรู้ดีว่าวาระสุดท้ายใกล้จะมาถึง ท่านมีลูกชายสามคน ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนมีความสามารถและเป็นที่รักของประชาชน แต่ละคนล้วนปรารถนาที่จะสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่า
ก่อนสิ้นลมหายใจ มวาลิมูได้เรียกลูกทั้งสามคนเข้าพบ ท่านกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยปัญญาว่า “ลูกเอ๋ย… บัดนี้พ่อรู้ว่าพ่อคงอยู่กับพวกเจ้าได้ไม่นาน พ่อมีพินัยกรรมสำคัญที่อยากให้พวกเจ้าปฏิบัติ เพื่อรักษาความสงบสุขและความเป็นปึกแผ่นของเผ่าเรา”
ลูกทั้งสามก้มลงกราบพร้อมกล่าวรับคำอย่างพร้อมเพรียง “พ่อขอให้พวกเจ้า… ไปตามหา ‘เมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรม’ และ ‘น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี’ หากใครนำสิ่งเหล่านี้กลับมาให้พ่อได้ ผู้นั้นจะได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อไป”
เมื่อมวาลิมูสิ้นลม ลูกทั้งสามก็ออกเดินทางตามหาเมล็ดพันธุ์และน้ำทิพย์ตามคำสั่งเสียของบิดา
- ลูกชายคนโต ผู้แข็งแกร่งและเป็นนักรบผู้ห้าวหาญ เขาเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล รวบรวมกำลังพล และใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนที่เชื่อว่าเป็นแหล่งของเมล็ดพันธุ์และน้ำทิพย์ เขาคิดว่าการได้มาซึ่งอำนาจคือสัจธรรมและการรวมคนภายใต้อำนาจคือสามัคคี แต่เขากลับพบแต่ความขัดแย้งและการต่อต้าน
- ลูกชายคนกลาง ผู้รอบรู้และฉลาดปราดเปรื่อง เขาเดินทางไปศึกษาจากนักปราชญ์และนักบวชในดินแดนต่างๆ รวบรวมตำราและคาถามากมาย เขาคิดว่าความรู้คือสัจธรรมและการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจคือสามัคคี แต่เขากลับพบว่าผู้คนสับสนและไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสอน
- ลูกชายคนเล็ก ผู้สุภาพและมีจิตใจเมตตา เขาไม่ได้เดินทางไปไกลเหมือนพี่ๆ แต่เขาเริ่มสำรวจในหมู่บ้านของตนเอง พูดคุยกับชาวบ้านที่กำลังขัดแย้งกันอย่างอดทน ช่วยชาวบ้านแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันด้วยความจริงใจ และเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความบาดหมาง
วันเวลาผ่านไป ลูกคนเล็กสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาแสดงความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา ช่วยเหลือผู้คนอย่างจริงใจ และพูดจาด้วยความสัตย์จริงเสมอ ไม่นานนักความไว้วางใจก็บังเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อมีเรื่องบาดหมาง ผู้คนก็เข้ามาปรึกษาเขาให้ไกล่เกลี่ยอย่างสมัครใจ และเมื่อคนสามัคคีกัน งานส่วนรวมก็สำเร็จอย่างง่ายดาย
ลูกคนเล็กตระหนักได้ว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรม” นั้นคือ “ความจริงใจ” และ “ความซื่อตรง” ในการกระทำ ส่วน “น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี” นั้นคือ “ความเข้าใจ” และ “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ที่เกิดขึ้นเมื่อทุกคนไว้วางใจกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความซื่อสัตย์
เมื่อเวลาครบกำหนด ลูกทั้งสามกลับมายังหมู่บ้าน ลูกคนโตนำทหารและทรัพย์สมบัติมาเสนอ ลูกคนกลางนำตำราและความรู้มาแสดง แต่ลูกคนเล็กไม่ได้นำสิ่งใดมาเลย นอกจากเรื่องราวของความสงบสุขที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของเขา
“ลูกพ่อ” พ่อกล่าวกับลูกคนเล็ก “ลูกได้พบเมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรมและน้ำทิพย์แห่งความสามัคคีแล้ว ลูกได้ปลูกความซื่อตรงในใจของผู้คน และเมื่อผู้คนมีความจริงใจต่อกัน ความสามัคคีก็บังเกิดขึ้น และนั่นนำมาซึ่งความสงบสุขที่พ่อต้องการ”
ลูกคนเล็กจึงได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อจากบิดา เพราะเขาได้แสดงให้เห็นถึง “ความจงรักภักดีอย่างแท้จริง” ต่อคำสั่งเสียของพ่อและต่อความผาสุกของเผ่าพันธุ์ ด้วย “ความซื่อตรง” ในการกระทำและสร้างความสามัคคีในชาติของตน
นิทานเรื่องนี้ สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อ 2: “จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ”หลายประการ:
- จงรักภักดีต่อ “พระมหากษัตริย์/ผู้มีพระคุณ”: ลูกคนเล็กแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อ (หัวหน้าเผ่า) และคำสั่งเสียตามเจตนารมณ์ของพ่ออย่างเคร่งครัด เขาไม่ได้ตีความคำสั่งเพียงผิวเผิน แต่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดนั้น คือการรักษาความสงบสุขของเผ่า
- ซื่อตรงต่อ “ผู้มีพระคุณ”: เขาซื่อสัตย์ต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และซื่อตรงต่อคุณธรรมของตนเองในการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ใช้กำลังหรือปัญญาที่บิดเบี้ยวเพื่อประโยชน์ส่วนตน
- จงรักภักดีต่อ “ชาติ”: การสร้างความสงบสุขและความสามัคคีในหมู่ชาวบ้าน ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อ “ชาติ” (ในกรณีนี้คือเผ่าพันธุ์) อย่างแท้จริง เพราะความผาสุกของส่วนรวมคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง
นิทานเรื่องนี้ย้ำเตือนว่า ความจงรักภักดีที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การยอมทำตามคำสั่ง แต่คือการเข้าใจเจตนารมณ์อันดีงามเบื้องหลังคำสั่งนั้น และปฏิบัติตามด้วยความซื่อสัตย์อย่างสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม
เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกันเผ่ามาไซ เรื่อง พินัยกรรมของหัวหน้าเผ่า (The Chief’s Will)
อาทร จันทวิมล

บทการแสดงรอบกองไฟ เรื่อง “พินัยกรรมของหัวหน้าเผ่า”
ตัวละคร:
- มวาลิมู (หัวหน้าชนเผ่ามาไซในแอฟริกา): แก่ชรา เสียงสั่นๆ
- พี่ใหญ่ (สายบวก): บ้าพลัง ถือกะละมังเป็นโล่ มีท่าโพสต์เยอะ
- พี่รอง (สายวิชาการ): ใส่แว่นหนาเตอะ ถือสมุดเล่มยักษ์
- น้องเล็ก (สายสนุกสนาน): ใจดี ยิ้มเก่ง สะพายย่ามเล็กๆ
- ชาวบ้าน 1 & 2: ตัวฮาประจำหมู่บ้าน
(ฉากหน้ากองไฟ: หัวหน้าเผ่ามาไซ ชื่อมวาลิมู นอนป่วยพะงาบๆ อยู่บนเก้าอี้สนาม ลูกทั้งสามนั่งล้อมรอบ)
มวาลิมู: (ไอโขลกๆ) ลูกเอ๋ย… พ่อไม่ไหวแล้ว พ่อจะไปเกิดใหม่ แล้วนะ
พี่ใหญ่: พ่อ! อย่าเพิ่งไป! พ่อยังไม่ได้บอกรหัสของบัญชีฝากเงินในธนาคารเลย!
มวาลิมู: ฟังให้ดี… ใครอยากเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป ต้องไปตามหา “เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง” และ “น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี” มาให้ได้…
พี่รอง: พ่อ! เมล็ดพันธุ์หาที่ไหน? สั่ง ซื้อออนไลน์ทางชอปปี้ ได้ไหมพ่อ!?
มวาลิมู: (เด้งตัวขึ้นมา) หาเอาเองสิโว้ย! (แล้วก็ลงไปนอนต่อ)
พี่ใหญ่: (ลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว) สบายมาก! ข้าคือสายรบ ข้าจะยกทำลังทหารไปตีทุกหมู่บ้านเพื่อแย่งเมล็ดพันธุ์มาให้ดู! (วิ่งออกไปชนต้นไม้ก่อนอ้อมไปหลังกองไฟ)
พี่รอง: (ขยับแว่น) ข้าคือสายเรียน ข้าจะไปสืบค้นจาก กูเกิลและ เอไอ เช่น Chat GPT ทั่วโลก ความรู้คือพลัง! (เดินถึอหนังสือเล่มใหญ่ออกไป)
น้องเล็ก: (เกาหัว) เอ… เมล็ดพันธุ์แห่งความจริงกับน้ำทิพย์แห่งสามัคคี เหรอ? ไปหาในหมู่บ้านเราก่อนดีกว่า
(ฉากตัดมาที่กลางหมู่บ้าน: ชาวบ้าน 1 และ 2 กำลังทะเลาะกันเรื่องไก่)
ชาวบ้าน 1: นี่มันไก่ของข้า! ไก่ตัวนี้เดินเข้าไปในเขตบ้านข้า มันต้องเป็นของข้า!
ชาวบ้าน 2: ไม่จริง! ไก่ตัวนี้คือไก่ของข้า! ข้าเลี้ยงมาตั้งแต่ออกจากไข่ (ทั้งคู่ทำท่าจะวางมวยกัน)
น้องเล็ก: (เดินเข้ามาแทรกตรงกลาง) ใจเย็นๆ ครับพี่ๆ ไก่มันพูดไม่ได้ แต่มันไข่ได้นะ! เอาแบบนี้ไหม? แบ่งไข่คนละครึ่ง แล้วเรามาช่วยกันทำเล้าไก่กลางดีกว่า ใครหิวก็มาเก็บไปกินด้วยกัน ดีกว่าทะเลาะกันจนไก่ตกใจจนไม่ยอมไข่นะครับ
ชาวบ้าน 1: (หยุดคิด) เออ… จริงของเจ้า น้องเล็กนี่ซื่อตรงดีแท้ ไม่เข้าข้างใครเลย
ชาวบ้าน 2: ได้เลยน้องเล็ก! ข้าเชื่อใจเจ้า เพราะเจ้าไม่เคยโกหกพวกเราเลย (ทั้งคู่จับมือกันเต้นท่าประหลาด)
(ฉากตัดกลับมาที่หน้ากองไฟ: หัวหน้า มวาลิมูรออยู่ ลูกทั้งสามกลับมา)
พี่ใหญ่: (สภาพสะบักสะบอม) พ่อ! ข้าไปรบมาทั่วทิศ ได้มาแต่ “รอยเท้า” ของศัตรู เมล็ดพันธุ์อะไรนั่นหาไม่เจอเลย มีแต่คนด่าข้า!
พี่รอง: (แบกกองกระดาษมาทับตัวเอง) พ่อ! ข้าอ่านตำราจนตาเหล่ ข้าอธิบายให้ชาวบ้านฟังเรื่องความรักชาติ 3 ชั่วโมง แบบที่นักการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง.. แต่ชาวบ้านนั่งหลับหมดเลยพ่อ!
น้องเล็ก: (เดินตัวเปล่าเข้ามา) พ่อครับ… ผมไม่มีอะไรมาฝากเลย นอกจากความรักและความเข้าใจของคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ทุกคนเลิกทะเลาะกันแล้ว และสัญญากันว่าจะช่วยกันดูแลชนเผ่าของเราครับ
มวาลิมู: (ลุกขึ้นยืนปรบมือ) เยี่ยมมากเจ้าลูกชายคนเล็ก! นี่แหละคือสิ่งที่พ่อต้องการ!
พี่ใหญ่/พี่รอง: (งง) อ้าว? แล้วเมล็ดพันธุ์กับน้ำทิพย์ล่ะพ่อ?
มวาลิมู: “เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง” ก็คือ “ความซื่อตรง” ของน้องเล็กไง ส่วน “น้ำทิพย์” ก็คือความเอื้อเฟื้อแห่งความสามัคคีที่เขาสร้างขึ้นมา!
พี่ใหญ่: (ทำท่าร้องไห้) โถ่… ข้าก็นึกว่าต้องไปหาเมล็ดถั่วเขียวมาต้มน้ำตาลซะอีก!
มวาลิมู: เจ้าลูกคนเล็ก… เจ้ามีความจงรักภักดีต่อคำสอนของพ่อ และซื่อตรงต่อหน้าที่เพื่อส่วนรวม เจ้าจงรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าไป!
ชาวบ้านทุกคน: (วิ่งออกมา) เฮ! หัวหน้าใหม่หล่อจังเลย!
น้องเล็ก: ขอบคุณ ผมสัญญาจะเป็นหัวหน้าเผ่าที่ซื่อสัตย์ และรักชาติยิ่งชีพครับ!
(ทุกคนยืนล้อมกองไฟ ร้องเพลงอย่าเกียจคร้าน” หรือรำวงร่วมกันก่อนจบ)
ข้อคิดสอนใจ: ความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการซื่อตรงต่อหน้าที่และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในส่วนรวม เหมือนกฎลูกเสือข้อที่ 2 นั่นเอง!
อาทร จันทวิมล
เรื่องราวของ 47 นักรบซามูไรญี่ปุ่น หรือ 47 โรนิน (The 47 Ronins) ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ชูชิงกุระ” (Chushingura) เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ช่วงต้นปีค.ศ. 1701-1703 (สมัยอยุธยาตอนปลาย) แสดงให้เห็นถึงขีดสุดยอดของความจงรักภักดี
เรื่องเริ่มขึ้นด้วยข้อขัดแย้งในเมืองหลวง เมื่อ อาซาโนะ นากาโนริ เจ้าเมือง (ไดเมียว) ผู้ครองแคว้นอาโกะ ถูกเรียกตัวไปยังเมืองเอโดะ (โตเกียว) เพื่อเตรียมการรับรองผู้แทนจากโชกุนโทกุงาวะ โดยมี คิระ โยชินากะ ขุนนางอาวุโสผู้กุมอำนาจในวังเป็นผู้สอนพิธีการ
ขุนนางคิระเป็นคนโลภและเย่อหยิ่ง เขาดูหมิ่นอาซาโนะเพราะอาซาโนะไม่ได้มอบสินบนหรือของกำนัลราคาแพงให้ตามที่เขาต้องการ คิระจึงกลั่นแกล้งและด่าทออาซาโนะต่อหน้าสาธารณชน จนอาซาโนะหมดความอดทน ชักดาบสั้นออกมาฟันคิระบาดเจ็บ
การชักอาวุธและทำร้ายผู้อื่นในวัง ถือเป็นความผิดร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต อาซาโนะถูกสั่งให้กระทำ “เซปปุกุ” (คว้านท้อง) ในวันนั้นทันที โดยไม่มีการสอบสวน แคว้นอาโกะถูกริบ ครอบครัวถูกเนรเทศ และเหล่านักรบซามูไรในสังกัดกว่า 300 คน ต้องกลายเป็น “โรนิน” (ซามูไรเร่ร่อนไร้เจ้านาย)
โออิชิ คุราโนสุเกะ หัวหน้าทหารซามูไรของอาซาโนะ ไม่ยอมรับความ อยุติธรรมนี้ เขาและเหล่านักรบลูกน้อง รวม 47 คน ร่วมกันสาบานอย่างลับๆ ว่าจะล้างแค้นให้เจ้านายให้ได้ แต่คิระเป็นคนระแวง จึงส่งสายสืบไปเฝ้าดูเหล่าโรนินไว้ตลอด
เพื่อตบตา คุราโนสุเกะจึงแกล้งทำตัวเหลวแหลก เขาละทิ้งลูกเมีย ไปเที่ยวกินเหล้า นอนเมามายตามถนน จนสายสืบของคิระเชื่อสนิทใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้หมดศักดิ์ศรีและไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป
หลังจากรอคอยมาเกือบ 2 ปี ในคืนที่หิมะตกหนักของเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1702 เหล่าโรนินทั้ง 47 คนได้บุกเข้าในบ้านของขุนนางคิระในเมืองเอโดะ พวกเขาวางแผนอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นสองกลุ่มบุกเข้าทั้งทางประตูหน้าและประตูหลัง
หลังจากเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด พวกเขาพบตัวคิระซ่อนอยู่ในห้องเก็บถ่าน คุราโนสุเกะเสนอให้คิระกระทำเซปปุกุ (คว้านท้อง) อย่างมีเกียรติ แต่คิระขวัญเสียและไม่กล้า คุราโนสุเกะจึงใช้ดาบเล่มเดียวกับที่เจ้านายใช้คว้านท้อง ตัดศีรษะของคิระมาได้สำเร็จ
เหล่าโรนินนำศีรษะของคิระไปวางไว้หน้าหลุมศพของเจ้านายอาซาโนะ เพื่อรายงานว่าความแค้นได้ชำระแล้ว จากนั้นพวกเขาก็เข้ามอบตัวต่อทางการ
แม้ว่าประชาชนจะยกย่องความจงรักภักดีของพวก 47 โรนิน แต่ตามกฎหมายแล้วพวกเขาคืออาชญากร โชกุนจึงตัดสินให้พวกเขาได้รับเกียรติสูงสุดในวาระสุดท้าย นั่นคือการ “กระทำการคว้านท้องเซปปุกุ” แทนการถูกประหารแบบอาชญากรทั่วไปทั้ง 47 คน (ยกเว้นหนึ่งคนที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวที่เมืองอาโกะ) โดยเสียชีวิตพร้อมกันอย่างสมเกียรติ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างสมบูรณ์แล้ว ร่างของพวกเขาถูกฝังเคียงข้างเจ้านายที่วัดเซ็นงาคุจิ ในกรุงโตเกียว ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนไปเคารพในความสัตย์ซื่อจนถึงปัจจุบัน
นิทานเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและมีการนำไปทำละครคาบูกิ นิยมเล่าในวงการลูกเสือ เพื่ออธิบายกฎลูกเสือข้อ 2 ลูกเสือจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ
เรียยเรียงจากเรื่อง เหล่านักรบซามูไรไร้สังกัดแห่งเมืองอาโกะ 赤穂浪士 Akō Rōshi (อาโกะ โรชิ)
อาทร จันทวิมล

บทละครรอบกองไฟ: 47 นักรบซามูไร (47 Ronin)
ตัวละครหลัก:
- อาซาโนะ: เจ้าเมืองอาโกะผู้ซื่อสัตย์ (ไดเมียว)
- คิระ: ขุนนางขี้โกง โลภมาก
- โออิชิ (คุราโนสุเกะ): หัวหน้านักรบซามูไร 47 คน (พระเอก)
- โชกุน: ผู้ตัดสินคดี
- นักรบซามูไร/โรนิน: (ประมาณ 10-20 คนเป็นตัวแทน)
- ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด)
ฉากที่ 1: ความอัปยศในวังหลวง
(อาซาโนะ เจ้าเมืองอาโกะ เดินเข้ามาคำนับขุนนางคิระ พร้อมมองพานของขวัญ)
- คิระ: (หัวเราะเยาะ) “นี่หรือของกำนัลจากแคว้นอาโกะ? ช่างต่ำต้อยเหมือนเจ้าของมันเสียจริง! เจ้ามันซามูไรบ้านนอก ไม่รู้พิธีรีตองอะไรเลย”
- อาซาโนะ: “ข้าทำตามประเพณีทุกประการ ท่านคิระ โปรดอย่าดูหมิ่นเกียรติของข้า”
- คิระ: (ถ่มน้ำลายหรือขว้างพานทิ้ง) “เกียรติของเจ้ากินได้รึ? ถ้าไม่มีทองคำแท่งมาให้ข้า ก็จงออกไปซะ เจ้าคนไร้ค่า!”
- อาซาโนะ: (ฟิวส์ขาด ชักดาบจำลองออกมา) “เจ้าขุนนางขี้โกง! เจ้าหยามเกียรติข้าเกินไปแล้ว!” (ฟันไปที่ไหล่คิระ คิระล้มลงร้องโวยวาย)
- คิระ: “ช่วยด้วย! มันจะฆ่าข้า! มันชักดาบในวัง!”
(ทหารกรูเข้ามาจับอาซาโนะ)
ฉากที่ 2: โศกนาฏกรรมและการรอคอย
(โชกุนเดินออกมานั่งบนแท่นสูง อาซาโนะคุกเข่าอยู่ด้านล่าง)
- โชกุน: “อาซาโนะ เจ้าทำความผิดร้ายแรง ชักอาวุธในพระราชวัง โทษของเจ้าคือ… ต้องกระทำเซปปุกุ (คว้านท้อง) และริบแคว้นอาโกะทั้งหมด!”
- อาซาโนะ: “ข้าน้อมรับคำตัดสิน… แต่ขอฝากความแค้นนี้ไว้”
(ทำท่าคว้านท้องและล้มลงตาย)
(ตัดฉากมาที่กลุ่มซามูไร นำโดยโออิชิ รวมตัวกันหน้ากองไฟ)
- โออิชิ: “พี่น้องทั้งหลาย! เจ้านายเราถูกกลั่นแกล้ง แคว้นเราถูกยึด บัดนี้เราคือ ‘โรนิน’ ไร้เจ้านาย ใครจะร่วมทางไปล้างแค้นกับข้าบ้าง?”
- ทุกคน: “พวกเราขอสู้จนตัวตาย!”
- โออิชิ: “ช้าก่อน! ขุนนางคิระฉลาด ส่งสายสืบตามดูเรา เราต้องแยกย้ายกันไป และทำให้มันตายใจว่าเราหมดไฟแล้ว”
ฉากที่ 3: แผนลวงตบตา
(โออิชิ แกล้งถือขวดเหล้า เดินโซซัดโซเซ หัวเราะบ้าคลั่ง)
- โออิชิ: “เหล้าอร่อยจริงโว้ย! ซามูไรคืออะไร? ข้าลืมไปหมดแล้ว ฮ่าๆๆ”
(ลงไปนอนกลิ้งกับพื้น)
- สายสืบของคิระ: (เดินมาดูแล้วส่ายหน้า) “ดูสภาพหัวหน้าซามูไรผู้องอาจสิ บัดนี้กลายเป็นคนขี้เมาข้างถนนไปแล้ว ท่านคิระปลอดภัยแล้วล่ะ รายงานไปว่าไม่ต้องระวังพวกมันอีก”
ฉากที่ 4: การชำระแค้น
(เสียงกลองรัว – บรรยากาศหิมะตก เหล่านักรบ 47 คนสวมชุดดำ บุกเข้าหาคิระ)
- โออิชิ: “พวกเราบุก!! เพื่อท่านอาซาโนะ!”
(มีการต่อสู้ฟันดาบกันอย่างดุเดือดระหว่างซามูไรกับทหารของคิระ จนกระทั่งเจอคิระซ่อนตัวอยู่หลังถังขยะหรือฉาก)
- คิระ: (ตัวสั่น) “อย่าฆ่าข้าเลย! ข้าให้เงินเจ้าก็ได้!”
- โออิชิ: “เงินของท่านซื้อเกียรติยศคืนไม่ได้! นี่คือดาบของท่านอาซาโนะ จงรับโทษเสีย!” (โออิชิทำท่าฟัน คิระล้มลงตาย – เหล่านักรบชูมือร้อง “บันไซ!”)
ฉากที่ 5: บทสรุปแห่งเกียรติยศ
(เหล่านักรบคุกเข่าหน้ากองไฟหรือหลุมศพจำลอง)
- ผู้บรรยาย: “หลังล้างแค้นสำเร็จ 47 โรนินเข้ามอบตัว แม้กฎหมายจะบอกว่าพวกเขาผิด แต่หัวใจของชาวญี่ปุ่นกลับยกย่องพวกเขาอย่างที่สุด โชกุนจึงอนุญาตให้พวกเขาจบชีวิตอย่างซามูไรผู้กล้า”
- โออิชิ: “หน้าที่ของเราสมบูรณ์แล้ว ความซื่อสัตย์สำคัญกว่าชีวิต พี่น้องเอ๋ย… เจอกันที่โลกหน้า!”
(ทุกคนทำท่าคว้านท้อง เซปปุกุพร้อมกันอย่างสง่างามและนิ่งไป – เพลงเศร้าประกอบ)
ข้อคิดท้ายเรื่อง (ผู้นำลูกเสือสรุป)
“ลูกเสือทั้งหลาย… เรื่อง 47 โรนิน สอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ความจงรักภักดี’ และ ‘ความกตัญญู’ ต่อผู้มีพระคุณอย่างสูงสุด แม้ชีวิตจะหาไม่ แต่ชื่อเสียงและความดีจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ดังกฎลูกเสือที่ว่า ลูกเสือจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ”
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับรอบกองไฟ:
- อุปกรณ์: ดาบไม้หรือกระดาษ, ขวดเหล้าจำลอง
- เสียงประกอบ: ใช้เสียงกลองรัวตอนฉากต่อสู้ และเสียงขลุ่ยพริ้วๆ ตอนจบ
อาทร จันทวิมล
ในโลกที่ค่านิยมและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักการหนึ่งที่ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของลูกเสือทั่วโลกคือ “ความจงรักภักดี” (Loyalty) ซึ่งเป็นกฎลูกเสือข้อที่ 2 ที่ท่านลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยท่านไม่ได้เพียงแค่สั่งให้ทำ แต่ท่านได้ “นิยาม” และ “ฉายภาพ” ให้เห็นผ่านเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนานสืบต่อกันมา
บีพี ระบุในหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก Scouting for Boys ว่า “A SCOUT IS LOYAL to the King, and to his officers, and to his parents, his country, his employers, and to those under him. He must stick to them through thick and thin against anyone who is their enemy, or who even talks badly of them.” แปลว่า “ลูกเสือต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชการของพระองค์ รวมทั้งผู้ปกครองของตน ประเทศของตน นายจ้าง และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน จะต้องยืนหยัดเคียงข้าง ทั้งขณะมีความทุกข์และความสุข ทำการต่อต้านทุกคนที่พูดจาไม่ดีถึงบุคคลที่เคารพ”
ในทัศนะของบีพี ความจงรักภักดีตามกฎข้อ 2 ไม่ใช่เพียงแค่การแสดง ความจงรักภักดีและป้องกันอันตราย ต่อ 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (รวมทั้งผู้บังคับบัญชา พ่อแม่ นายจ้าง ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้มีพระคุณ) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความจงรักภักดีต่อ”หน้าที่”ความรับผิดชอบของตนที่ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิตอีกด้วย
ท่านบีพี เน้นย้ำว่า ลูกเสือจะต้องเป็นผู้ที่พึ่งพาได้เสมอ (Trustworthy) และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องปกป้องบุคคลหรือสถาบันเหล่านั้นจากการถูกดูหมิ่น” ลูกเสือจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาไม่ดีต่อผู้ที่ตนจงรักภักดี และต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแม้ไม่มีใครเฝ้าดู
คำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนที่สุดของบีพี ปรากฏอยู่ใน หนังสือ “Young Knights of the Empire 1916” ที่บีพีใช้สอนเพื่อให้เด็กทั่วโลกเข้าใจคำว่า “จงรักภักดีต่อหน้าที่” โดยบีพีได้หยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งขึ้นมาเล่า นั่นคือเรื่อง “ทหารยามชาวโรมันแห่งเมืองปอมเปอี” (The Roman Sentinel at Pompeii)
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 79 เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดครั้งใหญ่ เถ้าถ่านและลาวาร้อนแรงถล่มเมืองปอมเปอี ในขณะที่ผู้คนพากันหนีตาย แต่เมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีในอีกหลายร้อยปีต่อมา โลกกลับต้องจารึกถึงความกล้าหาญ เมื่อพบโครงกระดูกของทหารยามโรมันคนหนึ่งยังคงยืนตระหง่านอยู่ ณ ประตูเมือง มือของเขายังคงกุมอาวุธไว้แน่นในท่าเตรียมพร้อม
เขายอมถูกฝังทั้งเป็นภายใต้เถ้าถ่านลึกนับสิบฟุต ดีกว่าที่จะยอมผิดต่อหน้าที่และละทิ้งจุดเฝ้ายาม (Post) ที่ได้รับมอบหมาย บีพีใช้เรื่องนี้สื่อสารกับลูกเสือทุกคนว่า: “จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ที่ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
กฎลูกเสือข้อ 2 ไม่ใช่มีไว้เพียงการท่องจำ แต่คือการปลูกฝัง “หัวใจ” ของความเป็นลูกเสือที่ว่า ความจงรักภักดีคือเกียรติยศที่สูงที่สุด ดังที่บีพีได้วางรากฐานไว้ เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติสืบไป
อาทร จันทวิมล

บทละครรอบกองไฟ: “นักรบโรมันที่เมืองปอมเปอี”
ตัวละคร:
- ลูกเสือเอก (ผู้บรรยาย): สวมชุดลูกเสือ ถือคทาหรือไฟฉาย
- ทหารยามโรมัน: (สวมเครื่องแบบสมมติ มีหมวกเหล็ก หอก และโล่)
- ชาวเมืองปอมเปอี: 3-4 คน (แสดงอาการตื่นตระหนก)
ฉากที่ 1: ปริศนาของกฎข้อที่ 2
(ลูกเสือทุกคนนั่งล้อมวง กองไฟสว่างไสว ลูกเสือเอกเดินออกมากลางวง)
ลูกเสือเอก: พี่น้องลูกเสือครับ… กฎข้อที่ 2 บอกว่า “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ” โดย มีเรื่องราวเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของทหารยามโรมันแห่งเมืองปอมเปอี ที่ประเทศอิตาลี ขณะที่ ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด ใน พ.ศ. 622 (สมัยอาณาจักรฟูนัน ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย) ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 20,000 คน
ฉากที่ 2: ภูเขาไฟระเบิด
(เสียงฟ้าร้อง หรือเสียงกลองรัวสั่นสะเทือน ชาวเมืองวิ่งวุ่นไปมาในความมืด)
ชาวเมือง 1: (ตะโกน) ภูเขาไฟระเบิดแล้ว! หนีเร็ว! เถ้าถ่านลาวาหินละลายกำลังจะทับถมเมืองเรา!
ชาวเมือง 2: (ดึงแขนทหารยาม) ท่านทหาร! หนีไปกับเราเถอะ ไม่มีใครอยู่รอดในเมืองนี้ได้หรอก!
(ทหารยามโรมันยืนตัวตรง ยึดหอกแน่น ไม่ขยับเขยื้อน)
ทหารยาม: ข้าไปไม่ได้… หน้าที่ของข้าคือเฝ้าประตูเมืองนี้ ข้ายังไม่ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลัง!
ชาวเมือง 1: แต่มันคือความตายนะ! ท่านจะยอมตายเพื่อเฝ้าเมืองที่ไม่มีคนอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?
ทหารยาม: (เสียงหนักแน่น) ความจงรักภักดีของข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนมองเห็นหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ “สัญญา” ที่ข้าให้ไว้ต่อหน้าที่!
ฉากที่ 3: วินาทีสุดท้ายใต้เถ้าถ่าน
(เสียงลมพัดแรง ชาวเมืองหนีหายไปหมด เหลือเพียงทหารยามเพียงลำพัง แสงไฟค่อยๆ หรี่ลง ทหารยามเริ่มไอและทรุดตัวลงช้าๆ แต่ยังคงท่ากุมหอกและโล่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม)
ทหารยาม: (พึมพำ) ชาติ… หน้าที่… เกียรติยศ… (ทหารยามนิ่งค้างไปในท่านั้น กลายเป็นประติมากรรมมนุษย์)
ฉากที่ 4: จากอดีตสู่ปัจจุบัน
(ลูกเสือเอกเดินกลับเข้ามาข้างๆ ร่างของทหารยามที่ยังยืนสงบนิ่ง)
ลูกเสือเอก: 1,700 ปีผ่านไป นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกทหารโรมันแห่งเมืองปอมเปอี ที่ยังยืนกุมอาวุธแน่น เขาไม่ได้ถูกกักขัง แต่เขาเลือกที่จะ “ไม่หนี” เพราะความจงรักภักดีต่อหน้าที่นั้นสูงยิ่งกว่าชีวิต
ท่านบีพี (เสียงสวรรค์/เสียงบรรยาย): “ลูกเสือทั้งหลาย… จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ยืนหยัดเคียงข้างผู้มีพระคุณและหน้าที่ของตน ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ อย่าให้ใครมาหมิ่นเกียรติในสิ่งที่เราศรัทธาได้”
บทสรุป: การปฎิญาณ
(ลูกเสือทุกคนในกองลูกเสือยืนขึ้น แสดงรหัสลูกเสือ)
ลูกเสือเอก: ความจงรักภักดีไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือการ “รักษาหน้าที่” แม้ไม่มีใครเห็น… พวกเราพร้อมจะเป็นทหารยามแห่งความดีงามหรือยัง? ลูกเสือทุกคน: (ตะโกนพร้อมกัน) พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว!
( ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง “ร่วมใจ เราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ )
จบการแสดง
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:
- อุปกรณ์ : ใช้กระดาษลังทำโล่และหอกทาสีเงิน/ทอง
- ใช้แป้งฝุ่นโปรยลงมาแทนเถ้าถ่านภูเขาไฟในช่วงท้าย จะทำให้ดูสมจริงและตื่นตาตื่นใจ
- การแต่งกาย: ทหารยามอาจใช้ผ้าขาวม้าสีแดงพาดบ่าเพื่อให้ดูเป็นนักรบโรมัน
อาทร จันทวิมล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศอิตาลี มีชายชราช่างไม้คนหนึ่งอยู่คนเดียวด้วยความเหงา วันหนึ่งคุณตาช่างไม้ นำท่อนไม้จากต้นสนมาประดิษฐ์เป็นตุ๊กตาหุ่นไม้ที่น่ารัก และตั้งชื่อให้ว่า “พินอคคิโอ” ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า ดวงตาจากต้นสน
แต่แล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อนางฟ้าเห็นว่าคุณตาเป็นคนดี และอยากได้ลูกชาย จึงเสกให้พินอคคิโอมีชีวิตขึ้นมา หุ่นไม้พินอคคิโอขยับแขนขาได้ พูดได้ และเดินได้เหมือนเด็กจริงๆ คุณตาดีใจมาก รักพินอคคิโอเหมือนลูกชาย และบอกว่า
“พินอคคิโอเอ๋ย ถ้าลูกอยากเป็นเมนุษย์จริงๆ ลูกต้องเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์ และไม่พูดโกหกนะ”
คุณตายอมขายเสื้อกันหนาวของตัวเอง เพื่อจะได้เงินให้พินอคคิโอไปโรงเรียน แต่ระหว่างการเดินทาง พินอคคิโอจอมซนกลับไปหลงเชื่อคำชวนเชื่อของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่บอกว่า “ไปเที่ยวเล่นสนุกกว่าไปเรียนตั้งเยอะ!” พินอคคิโอหลงผิด หนีเรียนไปเที่ยวเล่น จนถูกพวกโจรจับตัวไปขังไว้ พอนางฟ้ามาช่วยและถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พินอคคิโอก็เริ่ม “โกหก” ครั้งที่หนึ่ง… ครั้งที่สอง… และครั้งที่สาม!
“วึ่ดดดด!” ทันใดนั้นเอง จมูกของพินอคคิโอก็ยืดออกมายาวเฟื้อย! พินอคคิโอตกใจมากจนร้องไห้ นางฟ้าจึงสอนว่า
“เห็นไหม พินอคคิโอ ทุกครั้งที่เธอพูดโกหก จมูกของเธอจะยาวออกมาแบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก”
พินอคคิโอสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี แต่เขาก็ยังเผลอตัวไปเล่นซน จนหลงทางไปไกลแสนไกล จนรู้ข่าวว่าคุณตาช่างไม้ได้ออกตามหาเขา ไปถึงกลางทะเล จนถูกปลาวาฬยักษ์ตัวใหญ่กลืนคุณตาช่างไม้ลงไปในท้อง! พินอคคิโอเสียใจมาก เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำ ไปช่วยคุณตาในท้องปลาวาฬด้วยความกล้าหาญ
ในท้องปลาวาฬอันมืดมิด พินอคคิโอกอดคุณตาไว้แน่นและขอโทษที่เคยดื้อและเคยโกหก ทั้งคู่ช่วยกันก่อกองไฟจนปลาวาฬยักษ์สำลักควันไฟ แล้วจามออกมา “ฮัดเช้ย!” ทำให้คุณตาช่างไม้ และพินอคคิโอกระเด็นหลุดออกมาจากปากปลาวาฬ รอดตายกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย
เพราะความกตัญญูที่ พินอคคิโอ ไปช่วยคุณตาช่างไม้ และความซื่อสัตย์ที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหกอีก เช้าวันต่อมานางฟ้าใจดีจึงประทานพรให้พินอคคิโอที่เคยเป็นหุ่นไม้สน กลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ พินอคคิโอและคุณตาช่างไม้จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
นิทานเรื่อง พินอคคิโอ (Pinocchio) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในการสอนกฎลูกเสือข้อที่ 1 ที่ว่า “ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้” (A Scout’s honor is to be trusted) ดังนี้:
- ความซื่อสัตย์คือ “เกราะคุ้มครอง” เกียรติยศ ในนิทานเรื่องนี้ พินอคคิโอมีลักษณะพิเศษที่นางฟ้าเสกมา คือ “จมูกจะยาวขึ้นทุกครั้งที่พูดปด” สิ่งนี้เปรียบเสมือนการประจานความไม่ซื่อสัตย์ให้คนอื่นได้เห็นทันที ในชีวิตจริงแม้จมูกเราจะไม่ยาวขึ้น แต่การโกหกจะทิ้ง “ร่องรอย” ของความไม่น่าเชื่อถือไว้ในใจผู้อื่นเสมอ ซึ่งเป็นการทำลายเกียรติของตนเอง
- การเป็นคนที่ “เชื่อถือได้” ต้องเริ่มจากภายใน พินอคคิโอเริ่มต้นจากการเป็นหุ่นไม้ที่ไร้ความรับผิดชอบ เขามักจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับลูงช่างไม้ และนางฟ้าอยู่เสมอ บทเรียนที่เขาได้รับสอนว่า เกียรติไม่ได้มาจากการมีชีวิต แต่มาจากการกระทำ การที่เขาจะกลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ได้ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาสามารถรักษาคำพูดและมีความรับผิดชอบได้
- ผลกระทบของการสูญเสียความเชื่อถือ ทุกครั้งที่พินอคคิโอพูดโกหก เขาจะพบกับความลำบากและอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อใครขาดความซื่อสัตย์จนคนรอบข้างไม่เชื่อถือแล้ว เขาจะสูญเสียมิตรภาพและการสนับสนุนจากผู้อื่น เหมือนที่พินอคคิโอต้องโดดเดี่ยวและถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- การกู้คืนเกียรติยศด้วยความจริงใจ ในตอนท้าย พินอคคิโอเลือกที่จะเลิกโกหกและยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยลุงช่างไม้ การกระทำที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เขามีเกียรติและกลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ สอนให้รู้ว่า หากเคยทำผิด การกลับมาพูดความจริงและแก้ไขคือวิธีเดียวที่จะรักษาเกียรติยศกลับคืนมา
“คำพูดคือสัญญา” ลูกเสือที่มีเกียรติจะต้องรักษาคำพูดให้เหมือนกับจมูกของตนเอง หากพูดปด เกียรติยศก็จะบิดเบี้ยวและทำให้ตนเองดูแย่ในสายตาผู้อื่น
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ถ้าเผลอทำผิด แต่ ยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทุกคนก็พร้อมจะให้อภัย
เรียบเรียง จากนิทานอิตาลี เรื่อง การผจญภัยของพินอคคิโอ The Advanger of Pinocchio ประพันธ์โดย การ์โล กอลโลดี (Carlo Collodi) ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์เคยนำมาทำภาพยนตร์การตูน
อาทร จันทวิมล

การแสดงรอบกองไฟของลูกเสือ เรื่อง พินอคคิโอ จมูกยาว
นิทานเรื่อง พินอคคิโอ เป็นตัวอย่างในการสอนกฎลูกเสือข้อที่ 1 ที่ว่า “ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้” (A Scout’s honor is to be trusted)
ในนิทานเรื่องนี้ “จมูกของพินอคคิโอ จะยาวขึ้นทุกครั้งที่พูดปด” สิ่งนี้เปรียบเสมือนการประจานความไม่ซื่อสัตย์ให้คนอื่นเห็นทันที ในชีวิตจริงแม้จมูกเราจะไม่ยาวขึ้น แต่การโกหกจะทิ้ง “ร่องรอย” ของความไม่น่าเชื่อถือไว้ในใจผู้อื่นเสมอ ซึ่งเป็นการทำลายเกียรติของตนเอง
พินอคคิโอเริ่มต้นจากการเป็นหุ่นไม้ที่ไร้ระลึกถึงความรับผิดชอบ เขามักจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับลุงช่างไม้ และนางฟ้าอยู่เสมอ บทเรียนที่เขาได้รับสอนว่า เกียรติไม่ได้มาจากการมีชีวิต แต่มาจากการกระทำ การที่เขาจะกลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ได้ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาสามารถรักษาคำพูดและมีความรับผิดชอบได้
ทุกครั้งที่พินอคคิโอโกหก เขาจะพบกับความลำบากและอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้ใดขาดความซื่อสัตย์จนคนรอบข้างไม่เชื่อถือแล้ว เขาจะสูญเสียมิตรภาพและการสนับสนุนจากผู้อื่น เหมือนที่พินอคคิโอต้องโดดเดี่ยวและถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในตอนท้าย พินอคคิโอเลือกที่จะเลิกโกหกและยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยพ่อ การกระทำที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เขามีเกียรติและกลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ สอนให้รู้ว่า หากเคยทำผิด การกลับมาพูดความจริงและแก้ไขคือวิธีเดียวที่จะรักษาเกียรติยศกลับคืนมา
ตัวละคร
- ลูงช่างไม้: ช่างไม้ชาวอิตาลี (ถือเครื่องมือช่างไม้)
- พินอคคิโอ: หุ่นไม้ (ใส่จมูกกระดาษซ้อนชั้นที่ดึงยืดได้)
- นางฟ้าสีน้ำเงิน: (ถือไม้คฑาไฟฉาย เป็นสายตรวจไซเบอร์)
- สแกมเมอร์ตัวแสบ: (ใส่ชุดดำ ถือโทรศัพท์เครื่องใหญ่ มีสายหูฟังพะรุงพะรัง)
- หน่วยสืบสวนไซเบอร์ลูกเสือ: (2 คน ใส่ชุดลูกเสือ ถือโน้ตบุ๊กกระดาษ)
[ฉากที่ 1: กำเนิดหุ่นไม้พินอคคิโอ]
(ลูงช่างไม้กำลังทำงาน)
- ลูงช่างไม้: “เหงาจัง อยากมีลูกชายมาช่วย… ทำหุ่นไม้ เอาไว้ให้เด็กดูเล่น”
- นางฟ้า: (โผล่มาพร้อมเสียงไซเรน) “หยุด! ฉันคือนางฟ้าไซเบอร์ จะเสกหุ่นไม้ตัวนี้ให้มีชีวิต ตั้งชื่อว่า พินอคคิโอ แต่มีกฎนะ!… เจ้าต้องรักษา กฎลูกเสือข้อที่ 1 คือมีเกียรติ เชื่อถือได้ ถ้าเจ้าโกหก จมูกของเจ้าจะยาวออกมาทันที!”
- พินอคคิโอ: “รับทราบครับ! ผมจะซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ครับ!”
- ลุงช่างไม้: พินอคคิโอ ช่วยไปเก็บเงินค่าเก้าอี้ไม้ ที่เจ้าของร้านเซเว่นให้หน่อย
[ฉากที่ 2: เมื่อสแกมเมอร์บุก!]
(พินอคคิโอเดินสะพายเป้ กำลังจะไปร้านเซเว่นหัวถนน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “ตื๊ดๆๆ”)
- พินอคคิโอ: “สวัสดีครับ พินอคคิโอพูดสายครับ?”
- สแกมเมอร์: (ดัดเสียง) “สวัสดีค่ะ จากกรมทางหลวงนะคะ คุณพินอคคิโอมีพัสดุตกค้าง เป็นไม้เถื่อน 10 ตัน! ตอนนี้บัญชีคุณถูกอายัด แต่ถ้าคุณโอนเงินค่าภาษีมาให้เราตรวจสอบ เราจะแถมรถจักรยานให้หนึ่งคันทันที!”
- พินอคคิโอ: “โห! จักรยานหรือครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากได้มานานแล้ว
- สแกมเมอร์: “โอนเงินมาเร็วๆเถอะค่ะ แล้วก็บอกพ่อว่า “โดนลิงล้วงกระเป๋าไป” ก็ได้ ใครจะไปรู้?”
- พินอคคิโอ: “จริงด้วย! จัดไปครับพี่ (กดโอนเงินในมือถือกระดาษ)”
[ฉากที่ 3: จมูกยาวเพราะข่าวลวง]
(ลูงช่างไม้เดินมาตามหาพินอคคิโอ พร้อมหน่วยสืบสวน)
- ลูงช่างไม้: “พินอคคิโอ! ทำไมมาช้าจัง แล้วเงินค่าขายของล่ะ?”
- พินอคคิโอ: (หน้าเลิ่กลั่ก) “คือ… พ่อครับ! มี ‘แก๊งลิงป่า’ ขี่มอเตอร์ไซค์มาชิงเป๋าเงินผมไปครับ!”
- (เพื่อนข้างหลังดึงเชือก จมูกยืดพรวด!)
- หน่วยสืบสวน 1: “เช็กกล้องวงจรปิดแล้ว… บริเวณนี้ไม่มีลิงซักตัว”
- พินอคคิโอ: “เอ่อ… จริงๆ คือ ผมเอาเงินไปบริจาคช่วยคนบนดาวอังคารครับ!”
- (จมูกพินิคคิโอ ยืดออกไปอีกจนยาวเกือบชนหน้าลุงลูงช่างไม้)
- หน่วยสืบสวน 2: “โกหกคำโต! จมูกเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าโดนสแกมเมอร์หลอก แล้วยังจะมาโกหกลุงช่างไม้อีก!”
[ฉากที่ 4: กู้คืนเกียรติยศ]
- นางฟ้า: “พินอคคิโอ! การโกหกเพื่อปกปิดความผิดตัวเอง คือการทำลายเกียรติอย่างที่สุด เจ้าเสียเงินไม่พอ ยังจะเสียความน่าเชื่อถืออีกเหรอ?”
- พินอคคิโอ: (ร้องไห้) “ผมขอโทษครับ! ผมโดนหลอกเพราะความโลภ แล้วผมก็ขลาดเขลาจนต้องโกหกลุงช่างไม้ ผมจะยอมรับผิดและจะไปแจ้งความจับพวกสแกมเมอร์ครับ!”
- (จมูกหดกลับที่เดิมทันที)
- ลูงช่างไม้: “เงินทองหาใหม่ได้ แต่ถ้าเสีย “ความเชื่อถือ” ไปแล้ว ใครเขาจะเชื่อถือเจ้าอีก!”
- ลูกเสือทุกคน: กล่าวพร้อมกันว่า “กฎของลูกเสือข้อที่ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้! เราไม่หลอกลวงใคร และไม่ยอมให้ใครหลอกลวง!” (ยืนล้อมวงกลางกองไฟ ร้องเพลง “ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของคนดี”)
[มุกแถมท้าย]
- สแกมเมอร์: (โดนตำรวจจับเดินผ่าน) “โธ่เอ๋ย… นึกว่าจะหลอกหุ่นไม้ได้ง่ายๆ ที่ไหนได้ จมูกมันดันยาวบอกความจริงซะงั้น!”
ข้อแนะนำการแสดง:
-ให้สแกมเมอร์ถือโทรศัพท์ที่ทำจากกล่องลังใหญ่ เขียนว่า “คอลเซนเตอร์”
-การสอน: ฉากสุดท้ายให้ย้ำว่า คนที่มีเกียรติ นอกจากไม่โกหกแล้ว ต้องมีสติไม่หลงเชื่อข่าวลวงง่ายๆ ด้วย
อาทร จันทวิมล
นิทานแห่งความดี ชุดลูกเสือ กฎของลูกเสือ ข้อที่ 1 “ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้”
เรื่องที่ 1.2 “ความซื่อสัตย์ เป็นสมบัติของคนดี”
ในหนังสือสำคัญของวงการลูกเสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ (Rovering to Success) เขียนโดย โรเบิร์ต เบเดน-โพเวลล์ หรือ บีพี (Baden-Powell) ซึ่งเป็นคู่มือชีวิตสำหรับคนหนุ่มสาว เเปรียบชีวิตเหมือนการพายเรือฝ่าคลื่นในทะเล ซึ่งต้องอาศัยเข็มทิศทางใจที่ถูกต้อง และหนึ่งในเข็มทิศนั้นคือ “ความซื่อสัตย์”
ความซื่อสัตย์คือสิ่งสูงสุดของมนุษย์ บี.พี.กล่าวว่า ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ หากเสียไปแล้วจะยากที่จะได้คืน
ความซื่อสัตย์คือความเชื่อถือได้ คนที่รักษาคำพูดและซื่อสัตย์ จะได้รับความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำงาน และสังคม
การสูญเสียความซื่อสัตย์คือการสูญเสียโอกาส คนที่ โกหก ไม่ซื่อสัตย์ไม่รักษาคำพูด ไม่พูดความจริง จะสูญเสียทั้งความเคารพและโอกาสในชีวิต
บี.พี.ไม่ได้สอนด้วยถ้อยคำตรง ๆ เท่านั้น แต่ใช้ภาพเปรียบเทียบและเรื่องเล่า เช่น
- เปรียบชีวิตที่ขาดความซื่อสัตย์เหมือนเรือที่รั่ว ยากจะไปถึงฝั่ง
- ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เพียงคำสัญญา แต่เป็นแนวทางที่ต้องปฏิบัติจริง
บี.พี. ย้ำว่า เกียรติยศนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาพร้อมเครื่องแบบ แต่คือ “ความเชื่อถือได้” (Trustworthiness) คำพูดนั้นต้องศักดิ์สิทธิ์เท่ากับหนังสือสัญญาค้ำประกันตามกฎหมาย หากใครทำลายความเชื่อถือด้วยการโกหก ไม่ซื่อสัตย์ หรือผิดคำรับปากแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย “เกียรติ” ของเขาจะพังทลายทันทีและยากจะกู้คืนมาได้
บี.พี. ชี้ให้เห็นว่าในโลกการทำงาน ความฉลาด (Brains) อาจทำให้โดดเด่น แต่ อุปนิสัย (Character) และ ความสัตย์จริง (Reliability) ต่างหากที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ท่านสอนเสมอว่าต้องบ่มเพาะให้ลูกเสือเป็นคนที่ “พึ่งพาได้” แม้ในเวลาที่ไม่มีใครเฝ้าดู “นายจ้างไม่ได้มองหาคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่มองหาคนที่เขาไว้วางใจได้มากที่สุด”
บี.พี. เปรียบเทียบเกียรติยศเหมือนกระจกเงา หากแตกร้าวเพียงครั้งเดียว แม้จะพยายามประสานใหม่รอยร้าวก็ยังคงอยู่ ดังนั้นจึงต้องรักษาเกียรติให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ เพราะนี่คือทรัพย์สินชิ้นเดียวที่ติดตามเราไปทุกที่ ไม่ว่าจะยากดีมีจน
คำสอนของบี.พี.ใน หนังสือ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ Rovering to Success ย้ำชัดว่า “การรักษาเกียรติและความเชื่อถือได้คือสิ่งที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จและความเคารพจากสังคม”
ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/
อาทร จันทวิมล

บทละครสั้น สำหรับการแสดงรอบกองไฟ
ชื่อบทละคร: “เกียรติยศที่ร้าว…กับเรือที่รั่ว”
ตัวละคร:
- บี.พี. (ผู้บรรยาย): ถือไม้เท้า ถือหนังสือ นั่งอยู่มุมหนึ่ง
- นายกล้า: ลูกเสือที่ซื่อสัตย์ แต่ไม่ค่อยเก่ง (บุคลิกขยัน)
- นายเก่ง: ลูกเสือที่ฉลาด หัวไว แต่ชอบทางลัด (บุคลิกเจ้าเล่ห์)
- ผู้จัดการร้านค้า: นายจ้างที่กำลังมองหาคนช่วยงาน
ฉากที่ 1: ทางแยกแห่งคำสัญญา
(กลางเวที นายกล้าและนายเก่งเดินพายเรือจำลอง หรือสมมติว่ากำลังพายเรือฝ่าคลื่นลม)
บี.พี.: “ชีวิตคนเราเหมือนการพายเรือฝ่าคลื่นในทะเล สิ่งที่จะทำให้เราถึงฝั่งไม่ใช่แค่กำลังแขน แต่คือ ‘เข็มทิศ’ ที่จะชี้ทิศทางไปสู่เป้าหมาย เพราะมิฉะนั้นอาจไปไม่ถึงสถานที่ที่ต้องการ และเข็มทิศที่สำคัญที่สุดคือ… เกียรติ”
นายเก่ง: “กล้าเอ๊ย ! มัวแต่พายเรือตามเข็มทิศอยู่ได้ ช้าตายพอดี ฉันเห็นทางลัดนะ ตัดผ่านโขดหินไปเลย ถึงเร็วกว่าเยอะ!”
นายกล้า: “แต่พ่อบอกว่าทางลัดนั้นอันตราย และเราสัญญากับผู้จัดการไว้แล้วว่าจะไปทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อส่งของ”
นายเก่ง: “สัญญาก็แค่คำพูดน่า! ใครจะไปรู้ ถ้าเราถึงเร็วเราก็ได้เงินเร็ว”
ฉากที่ 2: รอยร้าวในกระจก
(ทั้งคู่มาถึงร้านของผู้จัดการ ผู้จัดการวางแจกันหรือกระจกเงาไว้บนโต๊ะ)
ผู้จัดการ: “ขอบใจพวกเจ้ามากที่มาช่วยงาน ข้ามีงานสำคัญชิ้นหนึ่ง คือการคุมโกดังสินค้า แต่ข้าต้องการคนที่มี ‘เกียรติ’ เชื่อใจได้”
นายเก่ง (รีบเสนอตัว): “ผมครับผู้จัดการ! ผมฉลาดที่สุดในรุ่น คำนวณเงินไว ไม่ผิดพลาดแน่นอน”
ผู้จัดการ: “ดี… งั้นข้าขอทดสอบพวกเจ้า ข้าจะให้พวกเจ้าดูแลกระจกบานนี้คนละวัน ห้ามให้มีรอยขีดข่วนเด็ดขาด”
(ผู้จัดการเดินออกไป นายเก่งแอบเล่นการพนัน/ทอยเหรียญกับเพื่อนข้างนอกจนเผลอทำกระจกตกพื้นเสียงดัง “เพล้ง!”)
นายเก่ง (ตกใจ): “ซวยแล้ว! กระจกร้าว… แต่ไม่เป็นไร เอากาวทาๆ ไว้ แล้วเอาผ้าคลุมไว้ ผู้จัดการไม่รู้หรอก”
นายกล้า: “เก่ง… นายต้องบอกความจริงนะ เกียรตินั้นเหมือนกระจก ถ้าร้าวแล้วจะประสานยากนะ”
นายเก่ง: “หุบปากเถอะน่า! แกมันซื่อบื้อเกินไป”
ฉากที่ 3: ความเชื่อถือได้คือทรัพย์สิน
(ผู้จัดการกลับมาตรวจงาน)
ผู้จัดการ: “เป็นไงบ้างเก่ง กระจกข้ายังดีไหม?”
นายเก่ง: “ดีเยี่ยมครับผู้จัดการ ใสสะอาดเหมือนเดิม!” (ผู้จัดการเปิดผ้าดู เห็นรอยร้าวที่พยายามปิดบัง)
นายกล้า: มีรอยร้าวนิดหน่อยครับ ผมทำกระจกตกลงบนพื้น แต่ผมจะใช้เงินส่วนตัวไปซื้อของใหม่มาชดเชยให้ครับ
ผู้จัดการ (ถอนหายใจ): “เก่ง… ความฉลาดของเจ้าช่วยเจ้าไม่ได้เลย เมื่อเจ้าขาดความสัตย์จริง รอยร้าวบนกระจกนี้ก็เหมือนเกียรติของเจ้าที่พังลง”
ผู้จัดการหันมาหา นายกล้า: “กล้า… ถึงเจ้าจะพายเรือช้า แต่เจ้าไม่เคยโกหกข้า เจ้าคือคนที่ข้า ‘ไว้วางใจ’ ได้มากที่สุด ข้าขอจ้างเจ้าทำงานนี้”
ฉากจบ: บทสรุปจาก บี.พี.
(ตัวละครทั้งหมดหยุดนิ่ง บี.พี. เดินมากลางเวที)
บี.พี.: “ลูกเสือทั้งหลาย… นายจ้างไม่ได้มองหาคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่มองหาคนที่เขาไว้วางใจได้มากที่สุด จำไว้นะครับ เกียรติไม่ใช่สิ่งที่ได้มาพร้อมเครื่องแบบ แต่มันคือการกระทำของเรา แม้ในเวลาที่ไม่มีใครเฝ้าดู… รักษาเกียรติของพวกเธอให้เหมือนรักษาชีวิต เพราะถ้ามันพังทลายลงแล้ว ต่อให้ใช้กาววิเศษขนาดไหน รอยร้าวนั้นก็จะยังคงอยู่ตลอดไป”
(ลูกเสือทุกคนยืนขึ้น ทำวันทยหัตถ์ และร้องเพลงพร้อมกัน: “ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของคนดี หากถ้าใครไม่มีชาตินี้เอาดีไม่ได้ ……”)
จบการแสดง
อาทร จันทวิมล
12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต และสร้างความกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่โดยด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กำกับการช่วยเหลือ และสั่งการหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้การดูแลผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันการณ์
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้บูรณาการการทำงานแบบข้ามหน่วยงาน โดยได้ประสาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนลงพื้นที่ เพื่อดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนทั้งโรงเรียนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการช่วยเหลือเร่งด่วนในระยะสั้น ควบคู่กับการวางแผนฟื้นฟูในระยะยาว เพื่อให้เด็กทุกคนกลับมาเรียนรู้ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
“รองนายกฯ ธรรมนัส เน้นย้ำว่าการดูแลนักเรียนต้องรอบด้าน ทั้งความปลอดภัยทางกายและความปลอดภัยทางใจ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและโรงเรียนกลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง” โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
ข่าว : คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ
กราฟิก : ภารุจ พูลอำไภย์
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์
โดย ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นจะลงพื้นที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์และติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ
และในเวลา 16.00 น. ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีการเสียชีวิตของ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา อันเนื่องมาจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมเร่งสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ คณะครู และนักเรียนในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสวัสดิการและการเยียวยาสภาพจิตใจ
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมเสนอเรื่องต่อสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งสูงสุดคือ การเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ จำนวน 7 ขั้น ในอัตรา 1 ขั้น เท่ากับร้อยละ 5 รวมเป็นร้อยละ 35 ของอัตราเงินเดือน และขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้เสียชีวิต โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนด
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ สพฐ. ประสานกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด และจัดทีมสหวิชาชีพด้านจิตวิทยาเข้าให้การดูแลครูและนักเรียนในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทบทวนและยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เข้มงวดและรัดกุมมากยิ่งขึ้น
“กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน” โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
#คณะทำงานโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ
