23 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิครูเอกชน โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. กล่าวว่า เรื่องยกระดับสวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน เป็นความร่วมมืออีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของ ศธ. และสปสช. ในการพัฒนาระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ สำหรับโครงการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบ National Clearing House (NCH) ถือเป็นการยกระดับการให้บริการจากรูปแบบเดิม ที่ผู้มีสิทธิต้องสำรองเงินส่วนตัวจ่ายไปก่อน สู่ระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึงการรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และลดภาระการเงินของครูเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วงเงิน 150,000 บาท ต่อคน ต่อปี ซึ่งจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
วันนี้เป็นการชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิครูเอกชนแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบระบบ National Clearing House (NCH) ของ สปสช. และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูเอกชนทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลของรัฐเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนสถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างระบบบริการที่ลดภาระค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
“เรื่องนี้เป็นข่าวดีของครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่แต่เดิมนั้นต้องสำรองเงินส่วนตัวออกไปก่อนในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภาระดังกล่าวก็จะได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูเอกชนไทย” รมว.ศธ. กล่าว
พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
เตือนสติ! รู้ทันก่อนกดลิงก์ SMS ปลอม ป้องกันเงินในบัญชี
ในโลกยุคปัจจุบัน “มิจฉาชีพออนไลน์” ได้พัฒนาวิธีการหลอกลวงให้ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้น โดยเฉพาะการระบาดของ SMS ปลอมที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายมหาศาล จากข้อมูลพบว่าเหยื่อหลายรายต้องสูญเงินจนเกลี้ยงบัญชีเพียงเพราะการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความเพียงครั้งเดียว ลิงก์เหล่านี้ไม่ใช่แค่หน้าเว็บปลอม แต่เป็นประตูนำไปสู่การติดตั้ง “แอปพลิเคชันดูดเงิน” ที่จะเข้าควบคุมเครื่องสมาร์ทโฟนของคุณและโอนเงินออกไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว การสร้างความตระหนักรู้จึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะไปดูวิธีรับมือ ต้องเข้าใจก่อนว่ามิจฉาชีพเหล่านี้มักจะสวมรอยเป็นใครเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและล่อลวงเรา
รูปแบบการปลอมแปลงตัวตน
มิจฉาชีพมักจะแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่ดูน่าเชื่อถือหรือมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์และภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อเกิดความกังวล โดยมีรูปแบบการแอบอ้างที่พบบ่อยดังนี้
- หน่วยงานภาครัฐ : แจ้งสิทธิประโยชน์, เงินคืนภาษี, แจ้งการทำผิดกฎหมาย, หรือขอตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลผ่านลิงก์
- ธนาคาร/สถาบันการเงิน : แจ้งว่าบัญชีมีความผิดปกติ, ถูกล็อค, หรือให้ยืนยันตัวตนอัปเดตข้อมูลผ่านลิงก์
- บริษัทขนส่งพัสดุ : แจ้งเรื่องพัสดุตกค้าง, จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม, หรือให้ติดตามสถานะผ่านลิงก์
คาถาป้องกัน 3 ข้อที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ
“ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”
ไม่เชื่อ : อย่าเพิ่งเชื่อเนื้อหาใน SMS แม้ว่าชื่อผู้ส่งจะดูเหมือนหน่วยงานจริง หรือมีข้อมูลบางส่วนที่ดูถูกต้อง
ไม่รีบ : มิจฉาชีพมักใช้ “ความเร่งด่วน” และ “ความกลัว” เป็นจิตวิทยาบีบบังคับให้เราขาดสติและไม่มีเวลาปรึกษาใคร ให้หยุดคิดและตั้งสติเสมอ
ไม่โอน : ห้ามทำธุรกรรมการเงินทุกประเภท หรือกรอกข้อมูลรหัสผ่านใดๆ ผ่านการกดลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS โดยเด็ดขาด
สิ่งที่หน่วยงานจริง “ไม่ทำ”
ธนาคารและหน่วยงานรัฐ “ไม่มี” นโยบายส่งลิงก์ผ่าน SMS : ปัจจุบันทุกธนาคารและหน่วยงานภาครัฐได้ยกเลิกการส่งลิงก์เพื่อให้ประชาชนคลิกทำธุรกรรมหรือกรอกข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทาง SMS แล้ว
หากมีลิงก์แนบมา ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% : ไม่ว่าข้อความนั้นจะดูเร่งด่วนเพียงใด หากมีการแนบลิงก์มาด้วย ให้สันนิษฐานได้ทันทีว่าเป็นของปลอมโดยไม่มีข้อยกเว้น
ลิงก์คือจุดเริ่มต้นของการติดตั้งมัลแวร์ : การคลิกลิงก์มักนำไปสู่การหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน (ไฟล์ .apk) ที่แฝงมัลแวร์ ซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพสามารถรีโมทเข้าควบคุมเครื่องและดูดเงินจากแอปธนาคารของคุณได้
ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อได้รับ SMS ที่ผิดปกติ
หากคุณได้รับข้อความที่น่าสงสัย ให้ปฏิบัติตาม Checklist นี้ทันทีเพื่อตัดวงจรของมิจฉาชีพ
[ ] ห้ามกดลิงก์โดยเด็ดขาด : นี่คือกฎที่สำคัญที่สุด เพราะการกดคือการเปิดประตูรับภัยร้าย
[ ] ลบข้อความทันที : การลบข้อความทิ้งเป็นการป้องกันในเชิงเทคนิค เพื่อลดโอกาสที่เราหรือคนในครอบครัวจะเผลอไปกดโดนโดยไม่ตั้งใจในภายหลัง
[ ] บล็อกเบอร์ผู้ส่ง : บล็อกหมายเลขหรือชื่อผู้ส่งนั้นทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรายเดิมส่งข้อความมาหลอกล่อหรือรบกวนได้อีกในอนาคต
[ ] ตรวจสอบผ่านช่องทางทางการเท่านั้น : หากสงสัยว่าเรื่องที่แจ้งมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ห้ามโทรกลับเบอร์ที่ให้มาใน SMS แต่ให้โทรหา Call Center ผ่านเบอร์ที่อยู่หลังบัตรธนาคาร หรือใช้แอปพลิเคชันทางการที่ติดตั้งจาก Store เท่านั้น
ย้ำอีกครั้ง! อย่าหลงเชื่อตัวเลขหรือลิงก์ในข้อความ ให้ใช้ช่องทางที่คุณหาเองจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
การต่อสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือ “ความรู้และสติ” ของผู้ใช้งานเอง การมีความรู้จะช่วยให้คุณไม่เป็นเหยื่อรายต่อไป
22 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณ ในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
ภายหลังการประชุม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้เป็นการประชุมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาร่วมกันก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเบื้องต้นได้ตั้งภาพรวมไว้ 450,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 50,000 ล้านบาท โดยมากกว่าที่เคยได้รับในปี 69 ไม่เกิน 20% ซึ่งเป็นกรอบที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้
ศธ. ยึดนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมอบไว้เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดนเน้นการใช้งบประมาณที่มีความจำเป็น ซึ่งจะนำนโยบายนายกที่มอบให้ ร่วมกับนโยบายของกระทรวงศึกษาที่จะขับเคลื่อนใน 5 ด้าน ทั้งเรื่องลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษา การขับเคลื่อนสมรรถนะการเรียนรู้ และโรงเรียนปลอดภัย
สำหรับข้อสังเกตบางเรื่องที่ได้สั่งการให้แต่ละส่วนไปปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับภารกิจ เช่น การลดภาระครูที่เป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น จุดใดที่บูรณาการงานร่วมกันได้ให้แต่ละหน่วยงานนำงบประมาณมาดูว่าจะเพิ่มให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลจริงในทางปฏิบัติ เป็นไปตามกรอบที่ตั้งไว้ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องวิกฤตพลังงาน จะใช้งบประมาณที่ได้รับอย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอโครงการและงบประมาณในภาพรวมที่สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ และโครงการ Quick Win รวมถึงมีการนำเสนอข้อมูลภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสรุปข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
รู้จัก “สแกมเมอร์” ก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ในยุคที่ทุกกิจกรรมในชีวิตถูกเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงมากกว่าเดิม ที่มิจฉาชีพนำมาใช้ล่อลวงเราในรูปแบบต่างๆ การรู้เท่าทันกลโกงจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของไอที แต่คือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
สแกมเมอร์คือ…
สแกมเมอร์ (Scammer) คือกลุ่มมิจฉาชีพที่การหลอกลวงผู้อื่น เพื่อหวังทรัพย์สินมีค่า ซึ่งวิธีที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดคือ “การฟิชชิ่ง (Phishing)” คือวิธีหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น บัญชีธนาคาร หรือรหัสผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ สิ่งที่น่ากลัวของวิธีนี้คือ เป้าหมายหลักอาจไม่ใช่การเข้าถึงเงินโดยตรงในทันที แต่คือการขโมย “ข้อมูลอัตลักษณ์ (Identity)” ของคุณเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมแทนตัวคุณ ข้อมูลที่ดูเหมือนไม่มีมูลค่าในตอนแรก หากตกไปอยู่ในมือสแกมเมอร์ พวกเขาจะสามารถใช้มันเพื่อปลอมแปลงและเข้าถึงระบบธนาคารเพื่อโอนเงินออกจากบัญชีของคุณจนหมด
ข้อมูลสำคัญที่สแกมเมอร์จะขโมย
- ข้อมูลบัญชีธนาคาร
- ข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล
- ข้อมูลการรักษาพยาบาล
- บัตรประชาชน
- พาสปอร์ต
- เลขรหัสบัตรเครดิต
ช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้เข้าถึง
เพื่อให้เข้าถึงเหยื่อได้อย่างครอบคลุม สแกมเมอร์จึงกระจายตัวอยู่บนทุกแพลตฟอร์มการสื่อสาร โดยอาศัยจุดอ่อนของแต่ละช่องทางในการเข้าถึงตัว ดังนี้
- ผ่านทางข้อความ หรือ SMS : เน้นความรวดเร็วและการส่งลิงก์เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อทำรายการด้วยความตกใจ
- ผ่านทางการโทรเข้า : ใช้การเจรจาผ่านเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือสร้างสถานการณ์กดดันให้เหยื่อหลงเชื่อ
- ทางอีเมล : มักเป็นการปลอมแปลงตัวตนในนามหน่วยงานหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือเพื่อขอข้อมูลสำคัญ
- ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) : อาศัยความใกล้ชิดและการแฝงตัวเป็นคนรู้จัก หรือใช้ข้อมูลไลฟ์สไตล์ในการสร้างความไว้วางใจ
- ทางเว็บไซต์ : การสร้างหน้าเว็บปลอมที่ดูแนบเนียนเพื่อล่อลวงให้เหยื่อกรอกข้อมูลสำคัญลงไปโดยไม่สงสัย
- การเข้าถึงตัวบุคคล : การใช้สถานการณ์เฉพาะหน้าที่เน้นการปฏิสัมพันธ์โดยตรงเพื่อโน้มน้าวให้ยอมเผยข้อมูลสำคัญ
การป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เริ่มต้นจากการมี “สติ” และความตระหนักรู้ในการให้ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทุกชิ้นที่มองว่าเล็กน้อยอาจกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มิจฉาชีพใช้เพื่อเข้าถึงทรัพย์สินของคุณได้ในทุกช่องทาง การตรวจสอบความโปร่งใสของแหล่งที่มาและรักษาระยะห่างในการให้ข้อมูลส่วนตัว คือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย
21 เมษายน 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด โดยมีนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ฯ ณ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ กระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้ความร่วมมือในการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้กับนักเรียน ครู และประชาชน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อต้องการรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
จากการติดตามข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) สะสมในจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนรวมทั้งสิ้น 11,211 จุด โดยพื้นที่ที่พบการเผาไหม้มากที่สุดคือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และอำเภอที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อำเภอศรีสวัสดิ์ ทองผาภูมิ และไทรโยค เพื่อควบคุมสถานการณ์ จังหวัดกาญจนบุรีได้ประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาและเขตการบริหารจัดการเชื้อเพลิง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
สำหรับการดำเนินงานเชิงรุก จังหวัดกาญจนบุรีได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดฯ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเน้นมาตรการป้องกันและลดมลพิษที่ต้นทางผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในเขตป่าไม้ พื้นที่การเกษตร และเขตชุมชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้แก่เกษตรกรในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผาในที่โล่ง
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนกลุ่มเสี่ยง การจัดตั้งโซนปลอดภัย (Safe Zone) รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยและสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง
ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา/ ภาพ-ข่าว
21 เมษายน 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ประจำหน่วยงาน (Chief Complaint Executive Officer : CCEO) เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ ชั้น 9 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1
รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า การทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวมมีตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนราชการในการขับเคลื่อน เพราะการจะให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดของกระทรวงและที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดได้นั้น จำเป็นต้องทำงานประสานกันในทุกระดับ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน และซักซ้อมแนวทางการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ดำเนินการมอบประกาศเกียรติคุณหรือรางวัลให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการเรื่องร้องทุกข์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเพื่อเป็นการสร้างต้นแบบที่ดี (Best Practice) เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยงานฯ บริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ได้ตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการประเมินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นครั้งแรก
สำหรับรางวัลการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Outstanding Award) มีหลักเกณฑ์ในการประเมิน โดยที่ผู้นำการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ประจำหน่วยงานภาครัฐ ต้องวางแผนการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ โดยการบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการอื่นและสอดคล้องกับนโยบายและข้อสั่งการของรัฐบาล และบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งต้องมีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ โดยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเรื่องร้องทุกข์กับศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 ที่สำคัญต้องสามารถบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดได้ข้อยุติและแจ้งผลการดำเนินการไปยังผู้ร้องทุกข์ได้
ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ประมวลข้อมูลสถิติเรื่องร้องทุกข์จากระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (1111) ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 7 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด พบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น 425 เรื่อง โดยมีผลการประเมินอยู่ในระดับพื้นฐาน จึงได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดเข้าร่วมรับทราบข้อมูลและหารือแนวทางร่วมกัน เพื่อยกระดับผลการประเมินให้ดีขึ้น
ในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางขับเคลื่อนการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงขอให้ทุกส่วนราชการพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อนงานจัดการเรื่องร้องทุกข์ โดยมุ่งเน้นการลดจำนวนเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และเพิ่มสัดส่วนของเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในรอบการประเมินระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 ทั้งยังเป็นการรักษามาตรฐานการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนให้ผลการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการก้าวสู่ระดับดี หรือดีเด่นต่อไป
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1AY6E1ojbE/
กับดักงานออนไลน์ เส้นทางสู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์
กับดักที่ดูเหมือนโอกาสในการทำงาน
เหยื่อถูกบังคับให้กลายเป็นโจร
ตัวเลขรายได้หลักแสนที่แลกมาด้วยอิสรภาพ
หนีกลับไทยแต่ไม่รอด เพราะกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น
ทหารและลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1,000 ต้น เตรียมเจาะน้ำมันจากต้นไม้เป็นพลังงานในอนาคต
กรมทหารช่างที่3 ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พิษณุโลก นำโดย พันเอกเฉลิมชาติ สุขเกษ ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ทำการปลูกต้นยางนา 1,000 ต้น ในพื้นที่ตำบลสมอแข อ เมือง จ พิษณุโลก เพื่อใช้เป็นฟืนเชื้อเพลิง และไช้เจาะน้ำมันยางนาเติมเครื่องยนต์อีก 10 ปีข้างหน้า หากน้ำมันปิโตรเลียมขาดแคลน
20 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการให้นโยบายกับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้นโยบายการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยให้แต่ละกระทรวงนำไปเป็นแผนงานในการปฎิบัติ และนำมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”
ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ
2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส
“นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง”
เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก
4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง”
ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน
5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่”
ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย
“นี่คือ 5 เรื่องหลัก ที่อยากให้แปลงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและใช้พลังจากพวกเราทุกคนในกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน “การศึกษาแยกจากการเมืองเด็ดขาด” ไม่ให้เรื่องการเมืองมาทำลายระบบการศึกษาใช้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่แน่นอนสู่ความถูกต้อง สวมหมวกทีมการศึกษาไทยทีมที่ไม่มีใครคิดร้ายต่อการศึกษาและสร้างเด็กขึ้นมาให้เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education และในสัปดาห์หน้าเราจะจัดเวิร์คช็อปทำงานเชิงรุก สร้าง Blueprint ขึ้นมาใหม่โดยนำผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบการทำงาน เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาที่ประสบความสำเร็จประเทศเจริญ เริ่มต้นจากการสร้างระบบการศึกษาที่เด็กทุกคนได้รับความคุณภาพเท่าเทียม สร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองของโลกนี่คือเป้าหมาย ทีมกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยกระดับพลมนุษย์ให้เป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุดของประเทศนี้” รมว.ศธ.กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการที่จะดูแลนักเรียน คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือเราจะดูแลผู้เรียน พร้อมลดขั้นตอนการตรวจราชการแนวปฏิบัติใหม่ แก้ปัญหาหาให้ได้จริงในพื้นที่ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อในอนาคตจะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน
พบพร ผดุงพล / ข่าว
“กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ความตอนหนึ่งของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การดำเนินโครงการทุน ODOS และข้อเสนอการผลิตครูระบบปิด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569
จากประเด็นสำคัญรวม 5 เรื่อง โดย “กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ธรรมนารี ชดช้อย / สรุป
อินทิรา บัวลอย / กราฟิก
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ – 17 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งและปฏิบัติราชการแทน โดยให้มีอำนาจในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การกำกับดูแล การปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนี้
- กรมส่งเสริมการเรียนรู้
- สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
- สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
- สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
- สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)
โดยให้ยกเว้นเรื่องการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม เรื่องนโยบาย เรื่องที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เรื่องที่จะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาและเรื่องที่สมควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาสั่งการ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นการกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องมีการประสานงานหรือดำเนินการ ในส่วนราชการ องค์กรในกำกับและหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพและบรรลุตามโยบาย ทั้งนี้ เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปฏิบัติราชการแทนตามที่ได้รับมอบอำนาจแล้ว ให้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบโดยเร็ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / กราฟิก
ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ. / ข้อมูล
โทรศัพท์หายช่วงสงกรานต์! 3 ขั้นตอนป้องกันเงินเกลี้ยงบัญชี
ท่ามกลางความสนุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกสาดน้ำจนโทรศัพท์เปียกโชก คือการรู้ตัวว่า “โทรศัพท์มือถือหาย” ในวินาทีนั้นความสนุกจะกลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะสมาร์ทโฟนในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือ “ข้อมูลสำคัญของคุณ” หากตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพเพียงไม่กี่นาที ข้อมูลสำคัญหรือบัญชีธนาคารอาจถูกขายในตลาดมืด บทความนี้จึงกล่าวถึง 3 ขั้นตอนป้องกันมิจฉาชีพ และสิ่งที่ต้องเตรียมการไว้ก่อนจะออกจากบ้านไปเล่นสนุกในเทศกาล
เกราะป้องกันแรก ตั้งค่าระบบล็อคเครื่องจากระยะไกล
การตั้งค่าระบบป้องกันล่วงหน้าเปรียบเสมือนการสร้างด่านหน้าทางเทคนิคที่จะขวางกั้นมิจฉาชีพไม่ให้เข้าถึงข้อมูลได้ ตรวจสอบว่าคุณเปิดฟีเจอร์ติดตามอุปกรณ์ไว้แล้วหรือยัง
- Android : เปิดใช้งาน Android Device Manager และตรวจสอบการเข้าถึงผ่านหน้าเว็บไซต์ Find My Device ช่วยให้สามารถระบุตำแหน่ง ล็อคเครื่องระยะไกล หรือสั่งลบข้อมูลทั้งหมดได้ทันทีเมื่อเครื่องหาย
- iOS : เปิดใช้งานระบบ Mobile Device Management (ผ่านฟีเจอร์ Find My และ iCloud) รองรับระบบ Activation Lock และ Lost Mode ซึ่งจะทำให้เครื่องถูกล็อคโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถล้างเครื่องเพื่อขายต่อหรือเข้าถึงข้อมูลได้หากไม่มี Apple ID
เมื่อเครื่องหาย ให้รีบยืมโทรศัพท์เพื่อนหรือใช้แท็บเล็ตเข้าหน้าเว็บไซต์จัดการอุปกรณ์ของระบบนั้นๆ เพื่อ “สั่งล็อคเครื่อง (Lock Device)” ทันที วิธีนี้จะช่วยปิดกั้นไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและแอปพลิเคชันธนาคารหรือข้อมูลอื่นๆในเครื่องได้ แม้จะพยายามสุ่มรหัสหน้าจอก็ตาม
ขั้นต่อไป อายัดซิมการ์ดทันที
นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดที่หลายคนมองข้าม มิจฉาชีพจะไม่เสียเวลาเดารหัสผ่านเครื่อง แต่จะถอดซิมการ์ดไปใส่เครื่องอื่น เพื่อใช้เบอร์โทรศัพท์นั้นรับรหัส OTP (One-Time Password) ในการเปลี่ยนรหัสผ่านแอปธนาคารหรือกู้คืนรหัสโซเชียลมีเดียต่างๆ เราต้องรีบควบคุมสถานการณ์เพื่อตัดวงจรการสื่อสารและธุรกรรมออนไลน์ก่อนที่มิจฉาชีพจะเริ่มลงมือ โดยดำเนินการดังนี้
- การอายัดซิมการ์ดทันที : ติดต่อ Call Center ของเครือข่ายมือถือเพื่อระงับสัญญาณชั่วคราว นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรับรหัส OTP ผ่าน SMS
- ขอซิมใหม่เบอร์เดิม : เดินทางไปยังศูนย์บริการเครือข่ายเพื่อขอออกซิมการ์ดใหม่เบอร์เดิม เป็นการกู้คืนช่องทางสื่อสารหลักกลับมา
ขั้นตอนสุดท้าย อายัดแอปธนาคารและแจ้งความ
หลังจากจัดการเรื่องตัวเครื่องและซิมการ์ดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการตัดการเชื่อมต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อความปลอดภัย 100%
- อายัด Mobile Banking : รีบโทรหา Call Center ของทุกธนาคารที่คุณมีแอปติดตั้งอยู่ในเครื่องที่หายไป เพื่อขอระงับการใช้งานแอปพลิเคชัน
- แจ้งความทันที : เดินทางไปสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดเพื่อแจ้งความเครื่องหาย และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานทันที การมีใบแจ้งความจะเป็นหลักฐานสำคัญในการติดต่อขอทำซิมใหม่เบอร์เดิมที่ศูนย์บริการ และใช้เป็นหลักฐานคุ้มครองความรับผิดทางการเงิน หากมีธุรกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้น หลังจากที่โทรศัพท์หาย เจ้าของเครื่องสามารถใช้เอกสารนี้โต้แย้งและปฏิเสธความรับผิดชอบกับธนาคารได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงใช้เป็นเอกสารยืนยันตนเพื่อขอฟื้นฟูสิทธิ์การใช้งานดิจิทัลต่างๆ
———————————————————————————–
ที่มา : เพจเฟสบุ๊ค ตำรวจสอบสวนกลาง
16 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การดำเนินโครงการทุน ODOS และข้อเสนอการผลิตครูระบบปิด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom
โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมประชุม
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ได้หารือประเด็นสำคัญรวม 5 เรื่อง โดยเฉพาะ “กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ได้หารือความคืบหน้าโครงการ “Thailand Zero Dropout” ซึ่งมุ่งไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยวางแผนขับเคลื่อนในช่วงปี 2569–2570 เพื่อดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบในแต่ละช่วงชั้นให้กลับเข้าสู่การศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ปัจจุบันลดลงเหลือราว 600,000 คน และตั้งเป้าลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการออกแบบมาตรการเชิงรุก
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม ครอบคลุมผู้เรียนทุกพื้นที่ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม
ในส่วนของการผลิตและพัฒนาครู ได้มีการหารือแนวทางผลิตครูที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และสามารถกระจายกำลังคนทางการศึกษาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทั้งคณะกรรมการโครงการ ODOS และคณะกรรมการ Thailand Zero Dropout เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญทั้งสองด้านอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 224 (the 224th session of UNESCO Executive Board) ระหว่างวันที่ 8 – 23 เมษายน 2569 ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาแผนงานและงบประมาณ ประกอบด้วย การประชุมเต็มคณะ (Plenary) การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยอนุสัญญาและข้อเสนอแนะ (Committee of Conventions and Recommendations – CR) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยงบประมาณและการบริหาร (Financial and Administrative Commission – FA) การประชุมคณะกรรมการหุ้นส่วนที่ไม่ใช่ภาครัฐ (Committee on Non-Governmental Partners –NGP) และการประชุมคณะกรรมการพิเศษ (Special Committee – SP)โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก วาระปี พ.ศ. 2568 – 2572
พิธีเปิดการประชุมเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดย H.E. Mr. Nasser Hamad Hinzab เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกาตาร์ประจำองค์การยูเนสโก ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารฯ (พ.ศ. 2568 – 2570) Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวสรุปรายงานผลการดำเนินงานคณะกรรมการบริหารฯ รวมถึงภาพรวมและประเด็นปัญหาท้าทายในการดำเนินงาน และ H.E. Mr. Khondker M. Talha เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรบังกลาเทศประจำองค์การยูเนสโก ประธานการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 43 กล่าวสรุปการติดตามประเด็นที่สำคัญจากการประชุมสมัยสามัญที่ผ่านมา
ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และหัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ถ้อยแถลงประเทศไทยในที่ประชุมเมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส กล่าวถึงความท้าทายระดับโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญของบทบาทของ UNESCO ในการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการสื่อสาร ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อภารกิจของ UNESCO โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นพลเมืองโลก
ด้านการศึกษา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะโครงการ “Zero Dropout” ที่มุ่งลดการหลุดออกจากระบบการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างเต็มที่ ผ่านความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ AI Governance ในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านวัฒนธรรม ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการเติบโตอย่างทั่วถึงในอนาคต ประเทศไทยสนับสนุนแผนงานUNESCO80 เพื่อพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน และทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับ UNESCO และทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและสันติสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ./ ภาพ , ข่าว
สาดน้ำสงกรานต์ฉ่ำๆ ระวังภัย Wi-Fi ฟรี และวิธีรอดจากการโดนแฮก
ท่ามกลางบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ เสียงเพลงคึกคักและการสาดน้ำที่แสนสดชื่น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการแชร์ความสนุกลงโซเชียลมีเดีย แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือ “เน็ตหมด” หรือสัญญาณมือถือค้างเพราะคนเยอะเกินไป ในนาทีนั้นที่ป้าย Free Wi-Fi ที่ไม่ต้องใส่รหัสผ่านปรากฏขึ้นมาเหมือนช่วยต่อลมหายใจ แต่นี่คือนาทีทองที่เหล่า “โจรออนไลน์” เฝ้ารออยู่ ก่อนที่จะกดเชื่อมต่อ เพียงเพื่อต้องการอัปโหลดรูปภาพเก๋ๆ ลองเอ๊ะสักนิด ว่าอาจมีมิจฉาชีพที่แฝงมากับความสะดวกสบายนี้
ไม่ใช่บริการสาธารณะ แต่คือกับดักที่มิจฉาชีพตั้งใจสร้าง
ข้อแรกที่ต้องรู้คือ Wi-Fi ฟรีในพื้นที่สาธารณะที่ “ไม่ต้องเข้ารหัส” (Unencrypted) มักจะไม่ใช่ความใจดีจากใครที่ไหน แต่มันคือเทคนิคการสร้างเครือข่ายปลอมที่มีชื่อเนียนๆ เช่น “Songkran_Free_WiFi” เพื่อล่อให้เหยื่อหลงเข้ามาติดกับดัก การที่เครือข่ายไม่มีการเข้ารหัส หมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่คุณรับ-ส่งผ่านเครือข่ายนี้จะอยู่ในรูปแบบ “ข้อความธรรมดา” ที่ใครก็ตามที่มีความรู้เชิงเทคนิคสามารถดักส่องได้ทันที เปรียบเสมือนกำลังยืนตะโกนบอกความลับท่ามกลางฝูงชนนั่นเอง
ระยะเวลาเพียงนิดเดียวก็เพียงพอต่อการถูกโจรกรรม
หลายคนมักประมาทและคิดว่าเชื่อมต่อแป๊บเดียวคงไม่เป็นไร หรือแค่โพสต์รูปลง Facebook เสร็จก็ปิดแล้ว แต่นี่คือความเข้าใจที่ผิด เพราะในโลกของออนไลน์ ความเสียหายเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด แฮกเกอร์ไม่ต้องการเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อขโมยชีวิตดิจิทัลของคุณ พวกเขาต้องการเพียงแค่เวลาที่ปุ่ม “Post” ของคุณเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำเงินเท่านั้น ทันทีที่เครื่องมีการเชื่อมต่อ ระบบเบื้องหลังจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และนั่นคือช่องทางที่คนร้ายใช้แทรกซึมเข้ามาในอุปกรณ์ของคุณได้ทันที
สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่รหัสผ่าน แต่คือตัวตนของคุณ
สิ่งที่คุณอาจเสียไปจากการเชื่อมต่อที่ไม่ปลอดภัยไม่ได้มีแค่รหัสผ่านโซเชียลมีเดีย แต่มันครอบคลุมถึงข้อมูลที่ลึกกว่านั้น ซึ่งแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แฮกเกอร์สามารถสวมรอยเป็นคุณเพื่อไปทำธุรกรรม หรือนำข้อมูลไปขายในตลาดมืด ซึ่งการตามแก้คืนนั้นยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ข้อมูลที่อาจสูญเสียมีดังนี้
- รหัสผ่าน (Passwords) : ไม่ว่าจะเป็นอีเมล หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณล็อกอินทิ้งไว้
- ข้อมูลบัญชี (Account Details) : ข้อมูลส่วนตัวที่ผูกไว้กับบัญชีผู้ใช้งาน ซึ่งนำไปสู่การปลอมแปลงตัวตน
- ไฟล์ในอุปกรณ์ (Device Files) : นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด เพราะรวมถึงรูปบัตรประชาชน สลิปโอนเงิน หรือเอกสารสำคัญที่มักจะถูกเก็บไว้ในแคช (Cache) ของแอปพลิเคชันต่างๆ
วิธีเอาตัวรอดในโลกออนไลน์
เพื่อให้สงกรานต์ปีนี้สนุกแบบไร้กังวล แนวทางปฏิบัติที่ควรทำ มีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการใช้งาน Wi-Fi ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะเครือข่ายที่เปิดโล่งและไม่มีการถามหารหัสผ่านก่อนเชื่อมต่อ
- งดเว้นการทำธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน เช็กยอดบัญชี หรือการช้อปปิ้งออนไลน์
- เลือกใช้เครือข่ายมือถือ (Mobile Data 4G/5G) จากซิมการ์ดของตัวเอง หรือหากจำเป็นต้องใช้ Wi-Fi จริงๆ ให้เลือกเครือข่ายที่เชื่อถือได้จากผู้ให้บริการที่มีระบบการยืนยันตัวตนที่ชัดเจนเท่านั้น
สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่อย่าปล่อยให้ความสุขนั้นต้องกลายเป็นฝันร้ายเพียงเพราะความใจร้อนอยากแชร์รูปภาพ การมีสติและไม่หลงเชื่อความสะดวกสบายที่ฟรีเกินจริง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล
10 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำเนียบรัฐบาล
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า จากข้อซักถามและข้อคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร ปัญหาด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ปัญหาด้านกฎหมายการบริหารและ พ.ร.บ ปัญหาด้านบุคลากรครู ภาระงาน และความก้าวหน้า และปัญหาด้านสุขภาพ คุณภาพความปลอดภัย และการวัดผล
การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นแกนหลักที่สำคัญของการลงทุน
เรื่องแรก คือ การวางรากฐานด้านกฎหมายโดยจะผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆในเรื่องการเรียนการสอนของผู้เรียนและครูควรได้รับหลักสูตรที่ตอบโจทย์กับโลกในยุคปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญที่จะต้องเดินหน้าต่อไป
เรื่องที่สองคือเรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงการศึกษาและตลาดแรงงาน การศึกษาต้องไม่เป็นเพียงแค่ผลิตเด็กที่จบมาเพื่อได้รับวุฒิบัตรเพียงอย่างเดียวแต่ต้องผลิตคนที่ทำงานได้จริงในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาแต่ละกระทรวงต่างแยกกันพัฒนาคนจึงทำให้ไม่เห็นผลภาพรวมว่าประเทศไทยต้องการคนแบบใดมาพัฒนาประเทศในอนาคต จึงเกิดช่องว่างของระบบผลิตกับตลาดต้องการที่มีความไม่สอดคล้องกัน ทำให้ที่เด็กที่จบมามีปัญหาการไม่มีงานทำ นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยได้วางแนวทางแก้ปัญหาไว้คือการผลักดัน “Productivity Superboard” โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงภาคเอกชน ทำงานร่วมกันเพื่อให้สัญญาณจากตลาดแรงงานส่งถึงห้องเรียนได้อย่างถูกต้อง บอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดที่มีความสำคัญในอนาคตและจะเร่งจัดตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือรวบรวมแพลตฟอร์มที่มีอยู่ให้เป็นแพลตฟอร์มทักษะแห่งชาติเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตให้เกิดได้จริง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. E-Portfolio เก็บประวัติการเรียนรู้ 2. การรับรองทักษะประสบการณ์จริง โดยเก็บเป็นหน่วยกิตให้เป็นวุฒิการศึกษา 3. เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรและการันตีรายได้และตำแหน่งงาน 4. ระบบแนะแนวทางตลอดชีวิตตั้งแต่ประถมวัยถึงวัยทำงาน และ 5. ระบบจับคู่ทักษะรายบุคคลกับตำแหน่งงานที่มีความต้องการอยู่จริง เพื่อแก้ไขปัญหาเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ
เรื่องที่สามคือเรื่องบุคลากรทางการศึกษา และการลดภาระครู ทั้งปัญหาภาระโครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด ครูต้องแบกรับภาระต่าง ๆ จากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนกระทรวงจะลดทอนภาระของครูอย่างเป็นระบบ ส่วนภาระอาหารกลางวันที่มีความซับซ้อนและยังไม่ถูกแก้อย่างถูกจุด เบื้องต้นจะนำร่องด้วยระบบครัวกลาง “Cloud Kitchen” ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และดำเนินการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ที่เป็นภาระหนักของครูสายผู้สอนเพื่อจะได้ทำการสอนอย่างเต็มที่
ในการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของโรงเรียนแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมฟังปัญหาของชุมชน โดยอยู่บนหลักการเปิดทางเลือกให้โรงเรียนได้มีโอกาสตัดสินใจเอง ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งจากส่วนกลางให้ทำตาม แต่จะมีการประกาศรายละเอียดแนวทางในการดำเนินการอย่างชัดเจนภายในภาคการศึกษานี้ ภารกิจสำหรับภารกิจการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะมีการถ่ายโอนและเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษาและจัดการเรียนรู้ขึ้น เพื่อเพิ่มความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมั่นคงแต่ไม่เป็นภาระกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ให้กระทบกับเด็กและภาระการเรียนการสอนในอนาคต รวมถึงภาระอื่นนอกเหนือการเรียนการสอน ได้มีการวางแผนการจัดสรรเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติการดูแลงานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้างในโรงเรียน เพื่อลดภาระครู โดยจะนำแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน และจะทำให้ภาระเรื่องอาหารกลางวันที่มีอยู่ของครูส่วนมากได้เบาบางลง
เรื่องที่สี่คือเรื่อง งบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัวที่สูตรคำนวณยังมีช่องโหว่ในปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กได้เงินอุดหนุนน้อยแต่ต้นทุนไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก กระทรวงจะปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สะท้อนจากความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นฐานในการออกแบบสูตรคำนวนที่ไม่เป็นธรรมและใช้งานได้จริง ซึ่งกระทรวงจะสำรวจเพื่อหาจุดช่วยเหลือและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โรงเรียนดี ๆ จะต้องไม่กระจุกตัวอยู่ในเมือง การปรับจัดสรรงบประมาณจะทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับงบประมาณมากขึ้น โดยไม่บังคับยุบควบรวมแบบเหมารวม ยกระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพสู่ความเป็นเลิศ และยกระดับโรงเรียนที่ตามหลังให้มีมาตรฐานขั้นต่ำที่เด็กทุกคนสมควรได้รับ เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมาย “เรียนฟรีมีจริง”
และสุดท้ายเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับนักเรียนทุกคน โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพจิตนักเรียนพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตพร้อมร่วมหารือกับ อว.ในการผลิตบุคลากรเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงความปลอดภัยของอาคารและอุปกรณ์ จะประสานงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ ให้นักศึกษาได้เข้าไปตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า โครงสร้าง และอุปกรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานจริงให้โรงเรียนได้รับความปลอดภัย และเรื่องศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียน ต้องเป็นระบบอย่างถาวรไม่ใช่โครงการระยะสั้น เร่งจัดตั้งกลไกที่เด็กสามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย พร้อมดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดกับบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้ความรุนแรงและละเมิดนักเรียน
”เชื่อว่าครูที่ดีต้องใช้เวลาอยู่กับเด็ก ไม่ใช่ใช้เวลาทำงานอยู่กับเอกสารวันละหลายชั่วโมง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำในชั่วข้ามคืนได้ เพราะการศึกษาต้องใช้เวลา และพร้อมจะผลักดันสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง และร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวมพลังในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย แม้ระเบียบของราชการอาจจะมีความซับซ้อน แต่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานจากระบบแท่งเป็นรูปแบบทีม พร้อมประสานงานกับทุกกระทรวงเพื่อเป้าหมายในการยกระดับทุนมนุษย์ไปพร้อมกัน“ รวม.ศธ. กล่าว
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก








