homescontents
homescontents

หยุดทำ! 3 พฤติกรรมเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

ในปัจจุบัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการโจมตีทางเทคนิค ไปสู่ยุคของการแสวงหาประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ผ่านกิจกรรมปกติบนสื่อสังคมออนไลน์ มิจฉาชีพได้เปลี่ยนจากการพยายามเจาะระบบที่มีความปลอดภัยสูง มาเป็นการรวบรวมข้อมูลจาก “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้ในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่ได้ระมัดระวัง ความเสี่ยงนี้เกิดจากความคุ้นชินและพฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธารณะ ซึ่งส่งผลให้ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้ใช้งานลดลง การทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรอบคอบส่วนบุคคล แต่เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยทางเทคโนโลยี

พฤติกรรมเสี่ยงและการแสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูล

พฤติกรรมยอดนิยม 3 ประการในสังคมไทย กลายเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤตที่มิจฉาชีพใช้เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอาชญากรรมทางไซเบอร์ ดังนี้

  1. การเปิดเผยข้อมูลติดต่อระหว่างการรับชมไลฟ์สด : การพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ในช่องคอมเมนต์เพื่อสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมไปใช้ในกระบวนการ Phishing ที่มีความแม่นยำสูง หรือการฉ้อโกงในรูปแบบ COD Scam (พัสดุเก็บเงินปลายทางที่ผิดกฎหมาย) โดยมิจฉาชีพจะส่งสินค้าที่ไม่ได้สั่งไปตามที่อยู่ที่ปรากฏเพื่อหลอกเก็บเงิน
  2. การเปิดเผยข้อมูลอัตลักษณ์ในเพจดูดวง : การระบุวัน-เดือน-ปีเกิด และเวลาตกฟาก ข้อมูลเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการทำ Security Question Bypass หรือการคาดเดารหัสผ่าน (Password Guessing) นอกจากนี้ยังถูกใช้ในการทำ Social Engineering เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงว่ามิจฉาชีพเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่รู้จักข้อมูลของเหยื่อ
  3. การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินในกิจกรรมแจกรางวัล/บริจาค : การระบุเลขบัญชีธนาคารพร้อมชื่อ-นามสกุลจริง เสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการฟอกเงิน หรือถูกแอบอ้างชื่อบัญชีในธุรกรรมสีเทา ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าของบัญชีถูกดำเนินคดีในข้อหา “บัญชีม้า” และต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

เมื่อข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้ถูกนำมาประกอบกัน มิจฉาชีพจะสามารถสร้างโปรไฟล์ที่สมบูรณ์ของเหยื่อเพื่อใช้ในการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายและยากต่อการป้องกัน

บทสรุป

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ในโลกยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส แต่เป็นเรื่องของ “วินัยในการเปิดเผยข้อมูล” ความประมาทเพียงชั่วขณะในการพิมพ์ข้อมูลในพื้นที่สาธารณะอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้ ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด และเมื่อมันรั่วไหลออกไป มันจะกลายเป็นอาวุธที่มิจฉาชีพใช้ย้อนกลับมาทำลายคุณ

เตือนภัย!! ติ่งซีรีส์จีนแนวตั้งต้องระวังมิจฉาชีพมาในคราบ “แอปดูหนัง”

ในยุคที่ความบันเทิงเคลื่อนที่ไปกับเราทุกที่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง TikTok การรับชมซีรีส์จึงไม่ใช่แค่เรื่องความพลอยเพลินอีกต่อไป แต่กลายเป็นช่องทางใหม่ที่มิจฉาชีพใช้เจาะลึกถึงข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สินของเราผ่านพฤติกรรมการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป

วัตถุประสงค์ของการแจ้งเตือนนี้คือการสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับเยาวชนและคนใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงที่แฝงมากับความบันเทิงยอดนิยม โดยเฉพาะซีรีส์ขนาดสั้นที่กำลังเป็นกระแสใน TikTok และแพลตฟอร์มวิดีโอแนวตั้งอื่นๆ

 

เจาะลึกพฤติกรรม ทำไม “คอซีรีส์” ถึงตกเป็นเป้าหมาย

มิจฉาชีพไม่ได้เลือกเป้าหมายแบบสุ่ม แต่เลือกจาก “จุดอ่อนทางจิตวิทยา” ของผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้ที่เป็นสายซีรีส์จีนแนวตั้ง (Short Dramas) ที่เน้นความเร็วและอารมณ์ที่ค้างคา

1.วงจรโดพามีน (Dopamine Loop)

2.อาการ FOMO (Fear Of Missing Out)

3.ความชินชากับความสะดวก

 

เหตุผลหลักที่ทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อได้ง่ายที่สุด

  1. สภาวะ Binge-watching Mindset : เมื่อเราจดจ่อกับการดูซีรีส์ต่อเนื่อง ความระมัดระวังตัวจะลดลง ทำให้การตัดสินใจคลิกลิงก์เกิดขึ้นด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
  2. ความหลงไหลในของฟรี : เยาวชนมักมีงบประมาณจำกัด จึงพยายามหาช่องทางดูฟรี ซึ่งเป็นจุดที่มิจฉาชีพใช้ติดตั้ง “กับดัก” ได้ง่ายที่สุด
  3. การสื่อสารที่ขาดการตรวจสอบ : การติดตามช่องทาง Unofficial บน TikTok หรือกลุ่มแชท ทำให้ได้รับลิงก์อันตรายที่ดูแนบเนียนไปกับคลิปตัวอย่างซีรีส์

 

รูปแบบการโจมตีจากซีรีส์ดิจิทัล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเตือนภัย นี่คือลำดับขั้นตอนที่มักพบในวงจรการหลอกลวง

  1. การสร้างเหยื่อล่อ (The Bait) : มิจฉาชีพนำคลิปซีรีส์จีนหรือละครสั้นแนวยอดนิยมมาตัดต่อ ลงใน TikTok หรือ Facebook Reels เพื่อดึงดูดความสนใจด้วยเนื้อหาที่กำลังเข้มข้น
  2. การชักนำออกนอกพื้นที่ปลอดภัย (The Redirection) : เมื่อถึงจุดสำคัญของคลิป มิจฉาชีพจะทิ้ง ลิงก์แปลกปลอม ไว้ในคอมเมนต์หรือหน้าโปรไฟล์ โดยอ้างว่าเป็นช่องทาง “ดูตอนจบ” หรือ “แอปดูฟรี”
  3. การเข้าถึงเชิงลึก (The Exploitation) : ลิงก์ดังกล่าวจะนำไปสู่การหลอกให้ ติดตั้งแอปพลิเคชันนอก Store (ไฟล์ .APK) หรือการขอสิทธิ์เข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดีย
  4. ความเสียหายเชิงรูปธรรม (The Damage) : มิจฉาชีพเข้าควบคุมเครื่องเพื่อดูรหัสผ่าน หรือทำการ เรียกเก็บเงินเกินจริง ผ่านระบบ SMS และบางกรณีอาจไปถึงการเข้าถึงแอปธนาคาร

 

จุดที่ต้องระวัง (Red Flags) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง

แนวทางปฏิบัติเพื่อการเสพสื่ออย่างปลอดภัย

  1. รับชมผ่าน แอปพลิเคชันทางการ (Official) เช่น Netflix, WeTV, iQIYI หรือ Youtube
  2. ตรวจสอบชื่อบัญชีผู้โพสต์คลิปว่ามี เครื่องหมายรับรอง (Verified Check) หรือเป็น Official Account
  3. ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอมที่ส่งต่อกันมา หรือลิงก์ที่แปะอยู่ในคอมเมนต์ของคลิปไวรัล
  4. ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในมือถือ โดย ปิดการอนุญาตติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  5. ของฟรีไม่มีจริง ถ้าบอกว่าดูฟรีในที่ที่ควรเสียเงิน ให้ระวังความสูญเสียคือข้อมูลหรือเงินในบัญชี
  6. Official Store Only (สโตร์หลักเท่านั้น) แอปดีต้องอยู่ใน Store แอปที่ให้โหลดเองข้างนอกคือแอปอันตราย 100%
  7. Stop, Think, Check (หยุด คิด และเช็ก) ก่อนกดลิงก์ใด

 

ความบันเทิงที่ปลอดภัยเริ่มต้นที่ตัวเรา

ความบันเทิงควรเป็นพื้นที่สร้างความสุข ไม่ใช่ช่องทางที่นำไปสู่ความเดือดร้อน การรับชมสื่ออย่างมีสติและการหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ก่อนที่จะกระทำการใดๆ ในโลกออนไลน์คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล ในฐานะผู้ชมก็ต้องมีสติและรู้เท่าทันเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายที่แฝงมากับความสุข

นครสวรรค์ – 8 เมษายน 2569 / นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษปลูกพลังบวกครูปฐมวัย พร้อมมอบเกียรติบัตรรางวัลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ให้แก่ผู้บริหารและครูผู้สอนระดับจังหวัด ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “กิจกรรมปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมี นางญาณี อาจหาญ ศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ นำผู้บริหาร ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัยจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัดในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 250 คน ณ โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์

รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสาธิตกิจกรรมป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านเหล้าและบุหรี่ รวมถึงการฝึกปฏิบัติบูรณาการแผนกิจกรรมสู่หลักสูตรสถานศึกษา เพื่อวางรากฐานการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตที่เข้มแข็งให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมที่ 1 การอบรมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมเชิงบวก ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของครูและผู้ปกครองในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง การมองโลกในแง่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัย

กิจกรรมที่ 2 การเสวนา เรื่อง การเผยแพร่ ขยายผลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)ด้านการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (สำหรับผู้บริหาร) และด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระดับปฐมวัย (สำหรับครูผู้สอน) ระดับจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัยนำแนวทางหรือรูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ โดยมีผู้เผยแพร่ผลงาน ทั้งสิ้น จำนวน 24 ผลงาน

คณะทำงาน รองปลัด ศธ. / ภาพ-ข่าว
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DtAbyjEJf/

การขึ้นบัญชี สำนักงานรัฐมนตรี_0001 (1)

เผยกลลวง! แอบอ้างให้อายัดบัญชีที่แท้คือคำสั่งโอนเงินให้มิจฉาชีพ

เคยไหม… ที่โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร พร้อมกับแจ้งข่าวที่ทำให้ใจหายวูบว่า “บัญชีของคุณมีรายการโอนเงินผิดปกติ” ความรู้สึกตื่นตระหนกและกังวลจะพุ่งขึ้นมาทันที ในวินาทีที่คุณกำลังสับสนและกลัวว่าจะสูญเสียเงินในบัญชี ปลายสายจะรีบเสนอตัวเข้ามา “ช่วยเหลือ” โดยจะแนะนำขั้นตอนการ “อายัดบัญชี” อย่างเร่งด่วนผ่านตู้ ATM หรือแอปพลิเคชัน Mobile Banking แต่นี่ไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่คือกับดักที่แนบเนียนที่สุด บทความนี้จะเปิดโปงกลลวงที่เปลี่ยนคำแนะนำด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นคำสั่งโอนเงินของคุณไปยังบัญชีของมิจฉาชีพโดยที่คุณไม่รู้ตัว

อุบายสร้างความกลัว แล้วยื่นมือช่วย

มิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาในการหลอกให้เราหลงเชื่อ ขั้นตอนแรกคือการสร้าง “ความกลัวและความเร่งด่วน” พวกเขาจะใช้ข้อมูลที่น่าตกใจเพื่อทำให้คุณรู้สึกว่าเงินของคุณกำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องรีบแก้ไขทันที จากนั้น เมื่อคุณกำลังตื่นตระหนก พวกเขาจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ช่วยเหลือทันที โดยจะเสนอตัวแนะนำขั้นตอนต่างๆ เพื่อ “รักษาความปลอดภัย” หรือ “อายัดบัญชี” ของคุณ
วิธีนี้ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย เพราะโจมตีจุดอ่อนสองอย่างพร้อมกัน ความเชื่อใจที่เรามีต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร และความกลัวที่จะสูญเสียเงินที่หามาอย่างยากลำบาก การโจมตีด้วยความกลัวแล้วตามด้วยการยื่นมือช่วยจึงเป็นเทคนิคที่ทำให้คุณไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง และหลงทำตามคำแนะนำของมิจฉาชีพอย่างง่ายดาย

นี่คือหัวใจของกลลวงที่ต้องรู้

“รหัสอายัดบัญชี” หรือ “รหัสยืนยันความปลอดภัย” ที่มิจฉาชีพบอกให้กรอกนั้น ไม่มีอยู่จริง แท้จริงแล้ว ตัวเลขชุดยาวๆ ที่พวกเขาบอกคุณนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างแนบเนียน คือ
กลอุบายนี้คือการหลอกให้ทำธุรกรรมโอนเงินด้วยตัวเอง โดยที่เข้าใจผิดว่ากำลังทำตามขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย

วิธีรับมือ

3 วิธีรับมือที่ง่ายที่สุด ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคใดๆ เลย เพียงแค่ “ตั้งสติ” และทำตามขั้นตอนเหล่านี้
  1. วางสายทันที ไม่ต้องพูดคุยต่อ ไม่ต้องกลัวคำขู่ใดๆ จากมิจฉาชีพ ยิ่งคุณคุยนานเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะถูกโน้มน้าวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ควรทำคือการตัดการสนทนาให้เร็วที่สุด
  2. ห้ามทำธุรกรรมเด็ดขาด ห้ามเดินไปที่ตู้ ATM หรือเปิดแอปพลิเคชัน Mobile Banking ตามคำสั่งของปลายสายเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกเร่งรัดแค่ไหน การทำธุรกรรมใดๆ ตามคำบอกของคนที่ไม่รู้จักคือความเสี่ยงสูงสุด
  3. ตรวจสอบกับธนาคารโดยตรง หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลเกี่ยวกับบัญชีของคุณจริงๆ ให้วางสายจากมิจฉาชีพก่อน จากนั้นให้โทรศัพท์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ Call Center ของธนาคารโดยตรง โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ทางการที่อยู่หลังบัตร ATM หรือจากเว็บไซต์ของธนาคารเท่านั้น
มิจฉาชีพใช้ความกลัวและความไม่รู้ของเราเป็นเครื่องมือ สิ่งที่จะป้องกันเราได้ดีที่สุดก็คือ “ความรู้” และ “สติ” เพียงแค่หยุดคิดสักนิด ไม่หลงเชื่อ ไม่รีบร้อน และตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้เสมอ คุณก็จะปลอดภัยจากกลลวงเหล่านี้
หากพบเหตุการณ์น่าสงสัยหรือต้องการแจ้งเบาะแส

7 เมษายน 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการรายงานตัวเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่เส้นทางชีวิตราชการ และชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน การได้เข้ารับราชการถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต และเป็นโอกาสในการร่วมพัฒนาประเทศผ่านการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา แม้เส้นทางการทำงานจะมีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ แต่ทุกคนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้ด้วยการพัฒนาตนเองให้เป็นทั้ง “คนดีและคนเก่ง” ควบคู่กัน โดยยึดหลักการทำงานที่คำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความเข้าอกเข้าใจ และพร้อมให้บริการอย่างเต็มศักยภาพ และเปรียบชีวิตราชการเสมือนการแข่งขันวิ่ง ที่แม้แต่ละคนจะเริ่มต้นต่างจังหวะกัน แต่สามารถก้าวไปสู่เส้นชัยอย่างสง่างามได้ด้วยความมุ่งมั่นและความเพียรพยายาม โดยกระทรวงศึกษาธิการคาดหวังให้ข้าราชการรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคนและระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ขอให้ทุกคนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนางานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยคนรุ่นใหม่มีศักยภาพด้านความรู้และเทคโนโลยีที่โดดเด่นอยู่แล้ว จึงควรต่อยอดด้วยความอดทน ความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการมีทัศนคติเชิงบวก และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในบทบาทผู้นำและผู้ตาม โดยเฉพาะด้านมนุษยสัมพันธ์ รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกคนสร้างความรักและความผูกพันต่อองค์กร ตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อร่วมกันสร้างองค์กรให้เข้มแข็งและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริตและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการศึกษาระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการบรรจุใหม่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งสิ้น 32 คน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ธรรมนารี ชดช้อย / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

7 เมษายน 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อยกระดับการบริหารและการปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้รับบริการ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และการนำเครื่องมือประเมินมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการพบว่าปัญหาการทุจริตยังเป็นประเด็นสำคัญของบุคลากรภาครัฐ การประเมิน ITA จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานให้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากสังคม” รองปลัด ศธ. กล่าว

รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาคน ต้องเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม พร้อมขอให้ผู้รับผิดชอบงาน ITA ของทุกหน่วยงานศึกษาและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด กระบวนการประเมิน และกรอบระยะเวลาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผลการประเมินสะท้อนข้อเท็จจริง และสามารถนำไปพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ จัดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงาน ป.ป.ช. ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่บุคลากร และผลักดันการยกระดับคะแนน ITA ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยการประเมินครอบคลุมปัจจัยการบริหารตามหลัก 5M ใช้ตัวชี้วัด 9 ตัว ผ่านเครื่องมือ IIT, EIT และ OIT พร้อมพัฒนาเครื่องมือให้สอดคล้องกับบริบท ภารกิจ และความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้น

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ

รู้ทันกลโกง! “คูปองน้ำมันฟรี” ที่อาจทำคุณเสียทรัพย์โดยไม่รู้ตัว

ราคาน้ำมันขยับขึ้นอีกแล้ว!! เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 6-10 บาทต่อลิตร ในยุคที่ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น ความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูง การมองหาส่วนลดหรือช่องทางประหยัดจึงกลายเป็น “ช่องโหว่” ชั้นดีที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกล่อเรา มิจฉาชีพจะส่งเหยื่อล่อมาให้ เช่น รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท หรือคูปองลดราคาสุดพิเศษ แท้จริงแล้วเป็นกับดักที่ทำให้คุณสูญเงินหมดบัญชีได้ในคลิกเดียว เพราะของฟรีที่ดูดีเกินจริง มักแลกมาด้วยความเสียหายที่คาดไม่ถึงเสมอ

เมื่อความ “ดีใจ” เป็น “จุดอ่อน” สู่การสูญเสียเงิน

มิจฉาชีพไม่ได้ใช้สกิลที่ซับซ้อน แต่พวกเขาใช้ช่องโหว่จากสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยการส่ง SMS ที่ระบุข้อความประเภท “ยินดีด้วย! คุณได้รับคูปองเติมน้ำมันฟรี” พร้อมแนบลิงก์สั้นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ความรู้สึก ดีใจที่เกิดขึ้นชั่วขณะนี่แหละคือ Phishing (ฟิชชิ่ง) ชั้นดีที่ทำให้เราเผลอกดลิงก์โดยไม่ตั้งสติ การคลิกเพียงครั้งเดียวอาจไม่ใช่แค่การเข้าเว็บไซต์ปลอม แต่มันคือการเปิดประตูบ้านให้ Malware เข้ามาติดตั้งในเครื่อง หรือการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทันที

ขั้นตอนจากคลิกเดียวสู่การสูญเสียเงิน

เราต้องมองแผนของมิจฉาชีพให้ออก มันเหมือนกับการเดินเข้าสู่กับดักที่วางไว้ 4 ระยะ ดังนี้

จุดสังเกต ลิงก์จริง vs ลิงก์ปลอม

ลักษณะลิงก์
แหล่งที่มา
ข้อมูลที่ร้องขอ
พฤติกรรม

“3 กฎเหล็ก” ป้องกันตัวจากลิงก์ปลอม

  1. อย่ากด : ห้ามกด SMS ที่ไม่รู้แหล่งที่มาเด็ดขาด หากเห็นข้อความแถมคูปองจากเบอร์แปลกๆ หรือชื่อที่เราไม่คุ้นเคย ให้ตั้งสติแล้วปัดทิ้ง หรือลบข้อความนั้นทิ้งทันที อย่าแม้แต่จะลองกดเข้าไปดูเล่นๆ
  2. อย่าให้ : ห้ามกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในหน้าเว็บที่ลิงก์ส่งมา บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่มีนโยบายขอเลขบัตรประชาชน หรือขอรหัส OTP ผ่านทาง SMS เพื่อแลกคูปองฟรีเด็ดขาด ถ้ามีการขอข้อมูลเหล่านี้ แน่นอนครับว่าเป็นมิจฉาชีพ
  3. ตรวจสอบ : ต้องเช็กข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการ (Official) เท่านั้น เข้าไปตรวจสอบโปรโมชั่นผ่านแอปพลิเคชันทางการของแบรนด์ หรือเพจ Facebook ที่มีเครื่องหมายถูก (Blue Tick) สีฟ้าท้ายชื่อเท่านั้น หากหน้าเพจดูโล่งๆ คนติดตามน้อย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม!

การป้องกันตัว

ถ้าพวกเราพลาดไปแล้ว หรือไปเจอคนรอบตัวกำลังถูกหลอก ให้รีบทำตามขั้นตอนนี้ทันที
ตั้งสติ : อย่ากลัวคำขู่ อย่าหลงของฟรี โทรเช็กที่ Call Center ของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง
ไม่เชื่อ : ข่าวโคมลอยหรือรางวัลใหญ่ที่เราไม่เคยสมัครร่วมกิจกรรม ให้ตีว่าเป็นปลอมไว้ก่อน
ไม่คลิก : ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไม่แตะลิงก์ที่ส่งมาใน SMS
ไม่กรอก : ข้อมูลส่วนตัวคือ “ทรัพย์สิน” อย่ามอบให้ใครบนเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ

AOC 1441 : สายด่วนศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ สามารถระงับบัญชีธนาคารได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา : เพจเฟสบุ๊ค ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

3 เมษายน 2569 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผ่านฐานการเรียนรโครงการเสริมสร้างความเป็นผลเมืองดี 4 ด้านบรมราโชบายในหลวงรัฐกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ และบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ พระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์กับการพัฒนาบ้านเมือง อดีต สู่ ปัจจุบัน โดยนายชนะศักดิ์ ทันธิมา ศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนในสังกัด สพฐ. สช. และ อปท.ในพื้นที่ เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเอ็มแกรนด์ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

สำหรับงานในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ดดำเนิน เพื่อเป็นการบูรณาการกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนรู้ ให้โรงเรียนได้นำองค์ความรู้ไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีกิจกรรมมีการจัดฐานการเรียนรู้เพื่อให้ครูและนักเรียนเลือกเข้าร่วมเรียนรู้ 4 ฐาน ประกอบด้วย
ฐานที่ 1 ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง
ฐานที่ 2 พื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม ฐานที่ 3 มีงานทำ มีอาชีพ
ฐานที่ 4 การเป็นพลเมืองดี

2 เมษายน 2569 / นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายและการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้ปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องจากองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลังได้กำหนดมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของทุกส่วนราชการ เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา (ต.ค.-ธ.ค. และ ม.ค.-มี.ค.) อาจจะมีข้อจำกัดทั้งในด้านขั้นตอนและความล่าช้าในการเบิกจ่าย ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมการเบิกจ่ายยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ก็ต้องขอชื่นชมหลายหน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้ตามได้ตามเป้าหมายและเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน

สำหรับปัจจุบัน ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการกำหนดกรอบการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเกิดประโยชน์สูงสุด

การบริหารงบประมาณในแต่ละปีมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน หากการดำเนินงานในปีปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลกระทบต่อการจัดสรรและการบริหารงบประมาณในปีถัดไป ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ใกล้เคียงหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดมากที่สุด

“กระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องมีข้อมูลการดำเนินงานเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบันจากทุกหน่วยงาน เพื่อใช้เป็นฐานในการติดตาม ประเมินผล และตัดสินใจเชิงนโยบาย จึงขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับผลการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวงให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

2 เมษายน 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุญาตให้ นายวัง จางหลง (Mr. Wang Zhanglong) รองประธานฝ่ายธุรกิจการศึกษา บริษัท iFLYTEK จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาการศึกษา ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยมีผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุมหารือดังกล่าว

ในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนบริษัท iFLYTEK ได้นำเสนอแนวทางการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน และสนับสนุนการทำงานของครูผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาจีนอัจฉริยะที่สามารถใช้ในการฝึกทักษะการสื่อสาร การมอบหมายการบ้าน และการประเมินผลได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในสถานศึกษาจำนวนมากในหลายประเทศ ทั้งยังมีการทดลองใช้ในสถานศึกษา
ของประเทศไทยแล้วกว่า 50 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนและช่วยลดภาระงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงความขอบคุณต่อบริษัท iFLYTEK ที่ให้ความสนใจสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของไทย พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินโครงการนำร่องในสถานศึกษา โดยเน้นให้มีการพัฒนาครูผู้สอนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี การสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนต้นแบบ และการบูรณาการแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอนของไทย

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะหารือรายละเอียดความร่วมมือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาต้นแบบการใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยต่อไป

กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์

ภาพ : ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ

ข่าว – แปลภาษา : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ และรุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/18eEQ1q7ZW/?mibextid=wwXIfr

2 เมษายน 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ ในงาน “เปิดโลกทัศน์การพัฒนาทักษะชีวิตเด็กปฐมวัยปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง” ภาคเหนือ โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่)สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด ผ่านมาตรการ “3 ส.” ได้แก่ สร้างความรู้ สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัย และสอดแทรกในหลักสูตร ควบคู่กับการยกระดับสถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% และการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาว เพื่อวางระบบป้องกันเชิงรุกในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ นิทาน เกม กิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิเสธ (Say No) ควบคู่กับการจัดระบบเฝ้าระวัง และบูรณาการความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับงานในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนโรงเรียนเครือข่ายปลูกพลังบวก ภาคเหนือ 997 แห่ง เปิดเกมรุกโชว์พลังสถานศึกษาต้นแบบ ปั้นเด็กปฐมวัยสู้เหล้า-บุหรี่ สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง สู่สังคมสุขภาวะยั่งยืน ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมและเวทีโชว์ แชร์ เชื่อมและเชิดชูเกียรติสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย

ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พะเยา จำนวนทั้งสิ้น 997 แห่ง แบ่งเป็นสถานศึกษาเครือข่ายจำนวน 908 แห่ง สถานศึกษาที่พัฒนาตนเองผ่านเกณฑ์เป็นสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 68 แห่ง และสถานศึกษาต้นแบบพัฒนาตนเองผ่านเกณฑ์เป็นสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้จำนวนจำนวน 21 แห่ง

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ผู้จัดโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเสี่ยง(เหล้าบุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย / ภาพ , ข้อมูล

1 เมษายน 2569 – กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และ กรมประชาสัมพันธ์ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีฯ ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานอนุกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการพลเรือนดีเด่นทุกคน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ รางวัลดังกล่าวไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่ตนเองและครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ตลอดจนความสามารถในการครองตน ครองคน และครองงานได้อย่างสมบูรณ์

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ข้าราชการจึงต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ มีความไวต่อความต้องการของประชาชน มองเห็นความท้าทายล่วงหน้า และทำงานเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรม มีวินัย และจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดงานในปีนี้ ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ยึดมั่นความดี มีจิตมุ่งบริการ สืบสานงานเพื่อปวงประชา” ซึ่งสะท้อนคุณค่าหลักของข้าราชการไทยในทุกยุคสมัย และสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยขอให้ข้าราชการทุกคนร่วมกันสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้าง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นของสังคมอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และส่งเสริมข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีความประพฤติดีและผลงานดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านการครองตน ครองคน และครองงาน ตลอดจนเผยแพร่เกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ อันจะเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรภาครัฐยึดมั่นในการทำความดีและพัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการคัดเลือกในปีนี้ ผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกจากส่วนราชการระดับกรมและเทียบเท่า รวมถึงทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยมีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น รวมทั้งสิ้น 623 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 จำนวน 252 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ตำรงตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ ระดับต้น และระดับสูง และตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ
กลุ่มที่ 2 จำนวน 327 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ และระดับชำนาญการพิเศษ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ
กลุ่มที่ 3 จำนวน 27 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงานและระดับชำนาญงาน
กลุ่มที่ 4 จำนวน 17 ราย คัดเลือกจากลูกจ้างประจำ

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 134 ปี วันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงมีต่อการศึกษาไทย ตลอดจนเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กรในการร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของชาติให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พร้อมน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อ 19 มีนาคม 2569 เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ความว่า

“การสร้างศรัทธาความเชื่อถือในงานที่ทำ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปฏิบัติตนให้ประสบผลสำเร็จ. ข้าราชการทุกคนจึงต้องสร้างศรัทธาความเชื่อดังกล่าวให้มั่นคงหนักแน่น เพื่อให้บังเกิดความเพียรพยายาม ที่จะปฏิบัติงานราชการโดยเต็มกำลังความสามารถ จนสำเร็จผลที่ถูกต้องแท้จริง อันจะเป็นการสร้างศรัทธาความเชื่อถือให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดผลที่ดีที่เป็นประโยชน์นี้ แก่การพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างไม่อาจประมาณได้.”

เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้น้อมนำไปยึดถือปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตต่อไป

การจัดงานในปีนี้เริ่มต้นเวลา 07.09 น. – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายพิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. ผู้บริหารระดับสูง ตลอดจนครูอาวุโส ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์“

พร้อมสักการะพระภูมิหรือพ่อปู่ชัยมงคล พระพุทธรูปประจำสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ศาลปู่เจียม และประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 เพื่อความเป็นสิริมงคล และประกอบพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งทำพิธีตักบาตรพระสงฆ์และสามเณรจำนวน 135 รูป ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ และบริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น รมว.ศธ. ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีผู้บริหารทุกท่านและบุคลากรเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากนั้น จะได้มีการหารือกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นหน่วยงานหลัก และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ มีบทบาทในการสร้างบุคลกรที่มีคุณภาพให้แก่การพัฒนาประเทศ โดยนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา หลักการที่สำคัญที่มีความตั้งใจ อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การลดภาระงานของครูเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนการดูแลผู้เรียน โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

ในส่วนของสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานต่าง ๆ ไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำงานให้ประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายของบุคลากรทุกคน

“การดำเนินงานด้านการศึกษาแม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพของผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ จะสามารถร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจะสานต่อแนวทางที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว และพร้อมปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่จำเป็น โดยยึดหลักการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเกิดประโยชน์สูงสุด”

ภาพเพิ่มเติมพิธีเช้า https://www.facebook.com/share/p/1C6reDpLvy/

เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมคุรุสภา – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 จำนวน 103 ราย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กรในการร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของประเทศ

ปลัด ศธ. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งการไม่ใช่ภารกิจของบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้พัฒนาเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ซึ่งการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนที่ผ่านมา ได้กำหนดจุดเน้นภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยมุ่งส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและการปลูกฝังบทบาทหน้าที่พลเมือง ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รวมถึงเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินงานด้านการศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอน บนฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

พร้อมกับกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกของผู้เรียน โดยปลูกฝังความรักชาติ ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย การยึดมั่นในระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม ให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ขอบคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 ทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจจนประสบผลสำเร็จ และได้รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” อันทรงเกียรติในครั้งนี้ โดยผู้ได้รับรางวัลทุกท่านถือเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ณ ห้องประชุมเทพหัสดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการให้และการเสียสละแก่สังคม ตลอดจนร่วมสนับสนุนการจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือชีวิต

ภาพเพิ่มเติมที่หอประชุมคุรุสภา https://www.facebook.com/share/p/1DhoVEYhAs/

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง,
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ,
พบพร ผดุงพล,
นัทสร ทองกำเหนิด / FB Live – TikTok
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ,
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ

เนื่องในวาระครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานหลักจึงทำหน้าที่ดูแลการศึกษาทุกระดับ มุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาครูและหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ โดยยึดหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นรากฐานสำคัญ และผนึกกำลังหน่วยงานในสังกัดร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ พร้อมพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต อ่านเพิ่มเติมได้ในสกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ สานพลังการศึกษาไทย ใต้ร่มพระบารมี บรมราชจักรีวงศ์” https://moe360.blog/2026/03/31/special-scoop-moe-134years/

“1 กระทรวงศึกษาธิการ ยึดมั่น 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อม 4 องค์กรหลัก ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต”

ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปี นับตั้งแต่การวางรากฐานการบริหารการศึกษาของประเทศในสมัยปฏิรูปบ้านเมืองช่วงปลายรัชกาลที่ 5 การศึกษาของไทยได้ค่อย ๆ พัฒนาและขยายโอกาสไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง จนก่อรูปเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” ในปัจจุบัน ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการศึกษาของชาติให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่

จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศผ่านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างคนและสร้างสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งหวังให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

ดังเห็นได้จากการพระราชทานแนวพระราชดำริในการส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสา อาทิ โครงการจิตอาสาพระราชทาน การส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาและการเรียนรู้ควบคู่คุณธรรมในสถานศึกษา แนวพระราชดำริเรื่องจิตอาสาได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้จักการทำงานเพื่อส่วนรวม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ พระราชกรณียกิจและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระองค์จึงเป็นแนวทางสำคัญที่หน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศยึดถือเป็นหลักในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ

เส้นทางการพัฒนาการศึกษาไทย “สถาบันพระมหากษัตริย์” ได้ทรงมีพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพระราชปณิธานของ “พระแม่ของแผ่นดิน” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนผ่านการศึกษา การส่งเสริมศิลปาชีพ การสร้างโอกาสให้เยาวชนและประชาชนในชนบทได้มีความรู้ มีอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พระราชดำริและพระราชกรณียกิจเหล่านี้จึงนับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่หล่อหลอมแนวทางการพัฒนาการศึกษาของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

“1 กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ทำหน้าที่ดูแลการศึกษาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นการส่งเสริมการศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา รวมถึงการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนไทยทุกคน การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“3 สถาบันหลัก” คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยที่ได้รับการปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการจึงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ควบคู่คุณธรรม มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เคารพในสถาบันหลักของชาติ และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สร้างทักษะและองค์ความรู้ผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่า วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติจากรุ่นสู่รุ่น

“4 องค์กรหลัก” ผนึกทุกองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมด้วยกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ที่เปลี่ยนผ่านจาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนด้านนโยบายและการบริหารจัดการ ต่างทำหน้าที่ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกระดับคุณภาพสถานศึกษา การพัฒนาศักยภาพครู การส่งเสริมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

ในวาระครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการย้อนมองเส้นทางการพัฒนาการศึกษาของชาติที่ผ่านมา พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของบุคลากรทางการศึกษาทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันสานต่อภารกิจสำคัญนี้ เพื่อให้การศึกษาไทยสามารถพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมกัน น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจนานัปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยในหลากหลายมิติทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในชนบท พระราชปณิธาน และพระราชกรณียกิจเหล่านี้นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้หน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศ ยึดถือเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อสืบสานพระราชดำริและร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าเคียงคู่กับการพัฒนาการศึกษาและประเทศชาติต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / สกู๊ป
ภารุจ พูลอำไพย์ / ภาพ-กราฟิก
เจษฎา วณิชชากร / บรรณาธิการ

ประกาศรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด-1 ประกาศรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด-1

Top