เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชม Station F กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแคมปัสสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและการส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อันเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนากำลังคนในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและดิจิทัล
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงานของ Station F ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2017 จากการปรับปรุงอาคารประวัติศาสตร์ Halle Freyssinet ให้เป็นศูนย์กลางด้านผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลก ปัจจุบันรองรับสตาร์ทอัพมากกว่า 1,000 บริษัท และผู้ประกอบการกว่า 9,000 คนจากทั่วโลก โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา และองค์กรพันธมิตรไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างครบวงจร
คณะยังได้เยี่ยมชมพื้นที่สำคัญของ Station F ซึ่งประกอบด้วย SHARE Zone สำหรับการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ CREATE Zone สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจของสตาร์ทอัพ และ CHILL Zone ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสร้างชุมชนผู้ประกอบการ พร้อมรับฟังแนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและนักลงทุน ตลอดจนการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการประกอบธุรกิจในยุคดิจิทัล
รมว.ศธ. กล่าวว่า การศึกษาดูงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การทดลอง การทำงานร่วมกัน และการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแนวคิดที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการในสถานศึกษา การพัฒนาหลักสูตรด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคเอกชน ตลอดจนการสนับสนุนให้เยาวชนสามารถพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ศธ. ยังกล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งพัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถสร้างกำลังคนที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมในอนาคต โดยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจาก Station F จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับการจัดการศึกษา การส่งเสริมการสร้างสตาร์ทอัพในสถานศึกษา และการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) หัวหน้าผู้แทนไทย พร้อมด้วยเลขาธิการสภาการศึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร ประวิต เอราวรรณ์) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุเทพ แก่งสันเทียะ) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (นายยศพล เวณุโกเศศ) และเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส (นายนิกรเดช พลางกูร) เข้าเยี่ยมเยือนและหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและโออีซีดี ตลอดจนเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกโอเอซีดีอย่างเต็มกำลัง กับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการ OECD พร้อมด้วยผู้แทนและเจ้าหน้าที่ของ OECD
โดยการเยือนครั้งนี้สืบเนื่องจากคำเชิญของ Mr. Andreas Schleicher ผู้อำนวยการ Directorate for Education and Skills ที่ได้เชิญคณะผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าเยี่ยม OECD ในโอกาสที่คณะผู้แทนเดินทางมาร่วมการประชุม UNESCO Transforming Education Summit+4 ณ กรุงปารีส
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับ OECD โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เริ่มความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ OECD ตั้งแต่ปี 2561 ผ่านการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) ทั้งในรูปแบบออนไลน์และการประชุมด้วยตนเอง รวมถึงการจัดทำ Country Programme ระยะที่ 1 และ 2 (CP1, CP2) และยังคงมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในคณะกรรมการ EDPC โครงการและความร่วมมืออื่น ๆ ของ OECD จนถึงปัจจุบัน ทั้งยังกล่าวถึงกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทบทวนทางเทคนิค (Technical Review) และใกล้จะสมบูรณ์แล้ว
ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันทบทวนความคืบหน้าและกรอบเวลาของกระบวนการทบทวนทางเทคนิคด้านการศึกษาและทักษะ (Technical Review) พร้อมหารือแผนการเยือนประเทศไทยของคณะผู้แทน ระดับสูงจาก OECD ในอนาคต ตลอดจนรับทราบกำหนดการเผยแพร่รายงานสำคัญของ OECD ในปี 2569 ได้แก่ Education at a Glance และผลการประเมิน PISA นอกจากนี้ ยังหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับ OECD ในระยะต่อไป ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมโครงการ Teaching and Learning International Survey (TALIS) และการสำรวจทักษะทางสังคมและอารมณ์ (SSES) ซึ่ง OECD ได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือต่าง ๆ และยินดีสนับสนุนการดำเนินงานเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
ในช่วงท้ายของการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเจตนารมย์ของประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD รวมถึงความร่วมมืออื่น ๆ กับ OECD และจะนำผลการหารือในครั้งนี้รายงานกับคณะรัฐมนตรีต่อไป

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1L7BbBmGHd/
ประกาศนโยบาย ศธ. 69-70 (รมว.ประเสริฐ) 29 เม.ย.69เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2569 เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้พบและหารือกับ Prof. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ พร้อมด้วยนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณองค์การยูเนสโกที่ถวายเหรียญสดุดีเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อยกย่องพระกรณียกิจด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทย จากนั้น ได้กล่าวถึงความคืบหน้าสำคัญใน 3 ประเด็น เกี่ยวกับความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก ภายหลังการเข้าพบหารือระหว่างผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ประเทศไทย ได้แก่ การเตรียมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2027 Global Education Meeting (GEM) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2570 ณ กรุงเทพมหานคร
โดยกระทรวงศึกษาธิการได้หารือร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพ และฝ่าย Education 2030 ของยูเนสโก เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานและการสนับสนุนต่าง ๆ การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าด้านการศึกษาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านการศึกษาจากทั่วโลก
ประเด็นต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้หารือการพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนด้าน AI โดยอยู่ระหว่างจัดทำกรอบสมรรถนะความฉลาดรู้ด้าน AI สำหรับผู้เรียนไทย และมีแผนนำกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูของยูเนสโกมาเป็นฐานในการยกระดับศักยภาพครูไทย พร้อมเชิญยูเนสโกร่วมออกแบบกรอบสมรรถนะดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบทของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอการจัดตั้งศูนย์ AI Governance Practice Centre (AIGPC) ของประเทศไทยเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 ภายใต้การอุปถัมภ์ของยูเนสโก ซึ่งประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของยูเนสโกอย่างเต็มที่ และมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพและการพัฒนา AI อย่างมีธรรมาภิบาลในระดับสากล
ในการนี้ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในช่วงการเยือนประเทศไทยที่ผ่านมา โดยเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการศึกษาและเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม 2027 GEM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการดำเนินความร่วมมือกับยูเนสโกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความเชื่อมั่นว่าจะสนับสนุนและติดตามการดำเนินการทั้งสามประเด็นข้างต้นอย่างใกล้ชิดต่อไป
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1TLAbEgEGC/
ประกาศรางวัลพระราชทาน 2568 ประกาศรางวัลพระราชทาน รางวัลชมเชย 2568อย่าเชื่อ!! ทุกสิ่งที่ตาเห็น เมื่อ AI ปลอมตัวเป็นใครก็ได้จนคุณแทบแยกไม่ออก
เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” แต่ในยุคที่ Generative AI พัฒนาไปไกล ประโยคนี้อาจจะไม่สามารถใช้งานได้ เพราะเทคโนโลยีการปลอมแปลงใบหน้าและเสียง (Deepfake) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปไกล จนวิธีตรวจสอบด้วยตาที่เคยใช้กันมาอาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้เราหลงเชื่อมิจฉาชีพได้สนิทใจยิ่งกว่าเดิม
การเปลี่ยนอัตลักษณ์ที่ไร้ขีดจำกัด
ความน่ากลัวประการแรกคือการที่ AI สามารถเนรมิตหน้าตา ให้เราสวมบทบาทเป็นใครก็ได้ในโลกนี้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติทั้งโซนยุโรปหรือเอเชีย หรือแม้แต่การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อใช้ความน่าเชื่อถือมาสร้างสถานการณ์ล่อลวงเหยื่อ ซึ่งในอดีตเทคโนโลยี Deepfake มักจะมีปัญหากับการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน แต่ตอนนี้ AI สามารถประมวลผลท่าทางได้อย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอยการบิดเบี้ยวของภาพอย่างที่เคยเป็นมา
ปัจจุบัน AI ตอนนี้จับได้ทุกส่วน ไม่หลุดง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะระบบไม่ได้เพียงแค่แปะใบหน้าทับลงไปเท่านั้น แต่ AI ยุคใหม่สามารถติดตามและเรนเดอร์ภาพให้ครอบคลุมไปทั้งร่างกาย และสรีระทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะขยับร่างกายส่วนไหน AI จะคำนวณโครงร่างและทับซ้อนภาพเสมือนลงไปได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้เทคนิคการจับผิดด้วยตาเปล่าแทบจะเป็นไปไม่ได้
ไม่ใช่แค่ภาพ แต่เสียงก็ปลอมได้แนบเนียน
ความน่ากลัวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งที่ตาเห็น เพราะ “โสตประสาท” ของเราก็กำลังถูกหลอกเช่นกัน ปัจจุบันมีเทคโนโลยี AI ที่สามารถเปลี่ยนเสียงจากเพศชายให้กลายเป็นเสียงเพศหญิงได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังแปลงเสียงแบบสดๆ ในขณะที่พูด โดยไม่มีล่าช้าให้เหยื่อได้ทันสังเกตเห็น เมื่อทั้งภาพลักษณ์ที่ขยับได้ทุกส่วนและเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ถูกนำมาใช้พร้อมกัน การจะแยกแยะความจริงในยุคนี้จึงต้องอาศัยสติและการสังเกตที่มากกว่าปกติหลายเท่าตัว
บทสรุป
เทคโนโลยี AI เป็นนวัตกรรมที่มีทั้งคุณและโทษ ในวันที่เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ภาพสร้าง” จางจนแทบมองไม่เห็น การมีสติและไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่เห็นทันทีคือเกราะป้องกันที่ดีในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล การอยู่รอดในยุคนี้ไม่ใช่แค่การก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่คือการสร้างเกราะป้องกันทางความคิดที่ไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ เพียงเพราะ “ตาเห็น” อีกต่อไป เพราะในโลกดิจิทัล… สิ่งที่คุณเห็น อาจไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้
9 กรกฎาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและให้สัมภาษณ์คณะนักเรียนในโครงการ “ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ” ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ
ในการสัมภาษณ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงแนวทางและนโยบายการต่อต้านการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการว่า การต่อต้านการทุจริตต้องเริ่มต้นจากตัวของเราทุกคน โดยต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือความสุจริต และอะไรคือการทุจริต เพราะเมื่อเข้าใจแล้วก็จะสามารถเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องได้
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยังเปรียบเทียบว่า “การทุจริตก็เหมือนมลพิษทางอากาศ” ที่แม้มองไม่เห็นในบางครั้ง แต่ส่งผลกระทบต่อทุกคน บางครั้งส่งกลิ่นรบกวน บางครั้งสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง หากปล่อยไว้ก็จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นและอนาคตของประเทศ ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกันสอดส่อง ดูแล และไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ
พร้อมกันนี้ โฆษกฯ ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการบริหารงาน โดยย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะต้องดำเนินงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะ “หากเราจะสร้างเด็กที่ดี ก็ต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ที่ดี มีความรู้ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กก่อน”
นอกจากนี้ นักเรียนยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบยังได้สอบถามถึงแรงบันดาลใจและข้อคิดที่อยากฝากถึงเยาวชนไทย ซึ่งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการได้ฝากกำลังใจว่า ขอให้ทุกคนกล้าที่จะมีความฝัน แต่ต้องมีความหวังที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง รู้เป้าหมายของชีวิต และเดินหน้าสู่เป้าหมายนั้นด้วยความมุ่งมั่น แม้อาจพบกับอุปสรรคหรือความล้มเหลวระหว่างทาง ก็ขออย่าหยุดเดิน ขอให้รักตัวเอง ดูแลตัวเอง เรียนอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และพยายามทำในสิ่งที่รัก พร้อมทั้งรักในสิ่งที่ทำ เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนติดตามรับชมเทปสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของเยาวชนไทยในการร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ และสร้างพลังแห่งความสุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ และบริษัท Dassault Systèmes สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลก

ในช่วงเช้า การศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ คณะได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านช่างอากาศยาน นักเทคนิคการบิน และบุคลากรด้านการขนส่งทางอากาศ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ฝึกปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ และโรงฝึกซ่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-based Learning) ควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที
รมว.ศธ. กล่าวว่า รูปแบบการจัดการศึกษาของ AFMAÉ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคนด้านการบินและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการบิน วิศวกรรม และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมุ่งยกระดับมาตรฐานการอาชีวศึกษาไทยสู่ระดับสากล

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมบริษัท Dassault Systèmes บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและแพลตฟอร์ม Virtual Twin เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบ พัฒนา และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Product Lifecycle Management: PLM) โดยได้รับฟังการสาธิตการใช้งานแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ซึ่งสามารถสร้างแบบจำลองเสมือนของผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องยนต์ โรงงาน สายการผลิต และระบบคลังสินค้า เพื่อจำลอง วิเคราะห์ และปรับปรุงประสิทธิภาพก่อนดำเนินการจริง ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและการผลิต
รมว.ศธ. กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI, Virtual Twin และ Smart Manufacturing ซึ่งกำลังพลิกโฉมการออกแบบ การผลิต และการทำงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะด้านเทคนิค ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษาได้เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ใช้จริงในบริษัทชั้นนำระดับโลก เชื่อมโยงห้องเรียนกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้หารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง AFMAÉ และ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของประเทศไทย โดยในด้านอุตสาหกรรมการบิน ได้หารือความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนครูและผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพครูโดยผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการบิน (Aviation Center) ในประเทศไทย ขณะที่ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ได้หารือถึงการพัฒนาครูด้านเทคโนโลยี การสนับสนุนซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา การจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Center) เพื่อพัฒนาทักษะด้าน Virtual Twin และ Smart Manufacturing ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ รวมถึงการผลักดันการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เพื่อให้ผู้เรียนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

และในวันเดียวกัน เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thai Cultural Night ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Triple T: Thai Wisdom, Thai Creativity, Thai Inspiration” เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะการแสดง วิถีชีวิต การแต่งกาย และวิทยาการด้านอาหาร โดยเฉพาะการได้รับแรงบันดาลใจจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงอุปถัมภ์และถ่ายทอดผลงานด้านศิลปะจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงพระองค์ทรงมีความมืออย่างแนบแน่นกับองค์การยูเนสโก
พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัคคราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และ Ms Åsa Regnér รองผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวแสดงความยินดี ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวขอบคุณองค์การยูเนสโกที่ถวายเหรียญสดุดีเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อยกย่องพระกรณียกิจด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทย พร้อมกล่าวถึงการเสด็จเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศสครบ 170 ปี
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำบทบาทของการศึกษาในการสืบสานวัฒนธรรม ผ่านการแสดงโขน โนรา มวยไทย และอาหารไทยที่จัดทำโดยนักศึกษาอาชีวศึกษา และบุคลากรสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยสู่ประชาคมโลกผ่านเวทียูเนสโก งาน Thai Cultural Night ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงขององค์การยูเนสโก รวมถึงผู้แทนถาวรประจำองค์การยูเนสโกประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับชมการแสดงโขนและโนรา และชิม ต้มยำกุ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโกเมื่อปี 2561, 2564 และ 2567 ตามลำดับ รวมถึงการแต่งกายชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาช่วงปลายปี 2569 และมวยไทยซึ่งมีแผนจะนำเสนอในปี 2571 โดยกระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านกลไกด้านการศึกษาซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักองค์การยูเนสโก และสานต่อความร่วมมือระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ อย่างเข้มแข็งต่อไป
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข่าว
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18s4TGvVEp/
8 กรกฎาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นางสาวปราถนา ช้อนแก้ว ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป.ศธ.ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ อาคารรัชมังคลาภิเษก ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Meeting
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า วันนี้ได้พิจารณาการปรับปรุงคู่มือและแนวทางการดําเนินงานกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตในยุคสมัยใหม่เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากปัจจุบันได้นำระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โครงการขับเคลื่อนข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการบริหารจัดการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาเห็นควรต้องปรับปรุงคู่มือในส่วนของระบบให้มีความชัดเจนให้สอดรับกับสภาพปัจจุบัน ไปจนถึงความชัดเจนในเรื่องของหลักเกณฑ์ คุณสมบัติอื่นที่ตกหล่นในคู่มือเดิม จึงขอปรับปรุงในครั้งนี้เพื่อให้สามารถนำมาขับเคลื่อนการดำเนินงานได้หลังจากนี้ และในส่วนการขออนุมัติให้ทางฝ่ายเลขานุการดำเนอชินการแต่งตั้งคณะทำงานในการปรับปรุงคู่มือแนวทาง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำนำคู่มือฉบับปรับปรุงเสนอคณะกรรมการพิจารณาในโอกาสต่อไป
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องผู้รับทุนกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) พ้นสภาพ
การเป็นนักศึกษา รวมถึงการบริหารเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต การจัดสรรทุนการศึกษาเสมาพัฒนาชีวิต ประจําปีการศึกษา 2569 ระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 – 4 การพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประจําปีการศึกษา 2570 และการปรับปรุงคู่มือและแนวทางการดําเนินงานกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2566)
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต พร้อมรับทราบผลการดําเนินงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมารวมถึงรับทราบความคืบหน้าของระบบคอมพิวเตอร์โครงการขับเคลื่อนข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการบริหารจัดการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต และเรื่องการรับคืนเงินเหลือจ่ายเงินทุนการศึกษาเสมาพัฒนาชีวิต
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
8 กรกฎาคม 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายในการประชุมซักซ้อมกระบวนการทำงานด้านการจัดการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์รองเลขาธิการ สช. พร้อมด้วยผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และผ่านระบบ Zoom Meeting
รมช.ศธ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ตนในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย ได้ให้แนวทางและนโยบายให้ทุกหน่วยงานดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน เมื่อเกิดเรื่องร้องเรียน จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือแนวนโยบายการขับเคลื่อนต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสังกัด
รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้มีเฉพาะครู บุคลากรทางการศึกษา หรือนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงครูและบุคลากรในโรงเรียนเอกชนจำนวนมากที่อาจถูกละเมิดสิทธิได้เช่นกัน ซึ่งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย พร้อมให้ความคุ้มครองและดูแลทุกสังกัดอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมนำระบบเทคโนโลยี Traffy Fondue มาใช้ในการติดตามกระบวนการดำเนินงานและการแก้ไขข้อร้องเรียน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สช. มีครูและนักเรียนอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละสังกัด โดยเมื่อศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เชื่อมโยงการทำงานครบทุกหน่วยงานแล้ว ผู้ร้องเรียนจะสามารถแจ้งปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมมีระบบติดตามความคืบหน้าและกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน
“ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาร้องเรียน เพราะเรื่องเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน หรือ KPI ของผู้ปฏิบัติงานด้วย ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ได้รับผลกระทบได้รับการแก้ไขปัญหา ก็จะเกิดความอุ่นใจและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงความโปร่งใสของกระทรวงศึกษาธิการมากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด เนื่องจากในบางกรณีครูอาจเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิ และจำเป็นต้องมีช่องทางในการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม“
รมช.ศธ. กล่าว
“ไม่ว่าข้าราชการการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใด ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย จะยังคงอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเราจะปรับปรุงกฎระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้รองรับการดำเนินงานในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการที่ไม่ได้มุ่งเพียงส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในระบบการศึกษา” รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส – เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. (ตามเวลากรุงปารีส) / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าชมนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ Musée des Arts Décoratifs
นิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส และเป็นความร่วมมือของพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs สาธารณรัฐฝรั่งเศส
เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตลอดจนผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ แสดงถึงพระอัจฉริยะภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการรวบรวม และรังสรรค์ผลงานผ่านการแสดงนิทรรศการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศีกษาธิการ และผู้บริหารได้รับฟังการบรรยายจาก Ms Béatrice Quette หัวหน้าภัณฑารักษ์ เกี่ยวกับฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นการออกแบบอันปราณีตงดงามของนายปีแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ร่วมกับ Maison Lesage สถาบันงานปักชั้นสูงของฝรั่งเศส และการสานต่อการพัฒนาศูนย์ศิลปาชีพของพระองค์เพื่อส่งเสริมศิลปะของไทยไปสู่สายตานานชาติ
นอกจากนี้ ยังได้ชมเครื่องแต่งกายแห่งราชสำนักไทย รวมถึงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่า ความงดงาม และการสืบทอดมรดกสิ่งทอไทยสู่สากล อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการการแต่งกายชุดไทยต่อองค์การยูเนสโกในรายการตัวแทนมรดกทางวัมนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2569
โดยกระทรวงศึกษาพร้อมนำเอาวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมไทย สู่หลักสูตรการศึกษา เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทย และวัฒนธรรมไทยให้กับเยาวชนอย่างถูกต้อง พร้อมผลักดันให้ศิลปวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกในทุกมิติ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. / ข้อมูล
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1HRc1xqLNm/
เชียงราย – 7 กรกฎาคม 2569 / นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ สำนักงานศึกษาธิการภาค 16
โดยมีนายพีระพงษ์ ชมภูพิทักษ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 16 กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้งศึกษาธิการจังหวัดและรองศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้ง 4 จังหวัด ประกอบด้วย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแพร่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุม
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อกำกับติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งได้มีการติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (Thailand Zero Dropout) และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการดำเนินงาน พร้อมย้ำว่า การบูรณาการการทำงานกับเครือข่ายภายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทางการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นๆ “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร คือความสามัคคี“ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BMDjCrZXM/
อย่าให้ “ฟุตบอลโลก” กลายเป็นการพนัน รู้ทันกลลวงพนันออนไลน์และบทลงโทษทางกฎหมาย
ในช่วงเทศกาล “ฟุตบอลโลก” ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้ารอเพื่อร่วมลุ้นและเชียร์ทีมที่ตนเองรัก บรรยากาศแห่งความสุขนี้มักถูกมิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้เป็น “ช่องโหว่” สำคัญในการล่อลวงเหยื่อ โดยอาศัยความคลั่งไคล้ในกีฬามาเป็นเครื่องมือสร้างความโลภผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ได้มาในรูปแบบของนักพนันทั่วไป แต่มาในคราบของนักวางแผนที่ออกแบบกลไกการโกงมาอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความสนุกในการชมกีฬาให้กลายเป็นความสูญเสีย ก่อนที่จะหลงไปกับแสงสีของโฆษณา เรามาทำความเข้าใจกับ “วงจรการหลอกลวง” ที่มิจฉาชีพวางแผนไว้
วงจรการทำงานของมิจฉาชีพ
การพนันบอลออนไลน์ในปัจจุบันไม่ใช่การวัดดวง แต่คือ “วงจรการหลอกลวง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อชิงทรัพย์สินของเหยื่อ โดยมีกระบวนการ 3 ระยะหลักที่ทุกคนต้องรู้เท่าทัน ดังนี้
ระยะที่ 1 การชักชวน : มิจฉาชีพสร้างสื่อโฆษณาที่ดูทันสมัย น่าเชื่อถือ และเร้าใจผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อดึงดูดให้คนหลงเชื่อ สิ่งนี้เป็นเพียง “หน้ากาก” ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาติดกับดักที่วางไว้ ไม่ว่าจะฟีด Facebook, TikTok หรือเข้าเว็บดูผลบอล จะเจอโฆษณาพวกนี้ดักรออยู่ทุกที่ เพื่อล่อให้กดเข้าสู่วงจรพนันเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ระยะที่ 2 การดำเนินการ : มิจฉาชีพจะเปิดระบบให้แทงพนันบอล พร้อมแสดงตัวเลขผลกำไรที่ดูสูงมาก ตัวเลขกำไรบนหน้าจอคือภาพลวงตา เพื่อดึงให้เหยื่อตายใจและโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนคิดว่าการพนันออนไลน์คือการเสี่ยงโชคที่ “มีได้มีเสีย” แต่ความจริงในโลกของมิจฉาชีพ “ไม่มีคำว่าได้” เพราะเงินทั้งหมดที่โอนได้ไหลเข้ากระเป๋ามิจฉาชีพไปตั้งแต่วินาทีแรก
ระยะที่ 3 การหลบหนี : เว็บไซต์ยังคงเปิดให้บริการเหมือนปกติเพื่อให้เหยื่อวางใจและชวนเพื่อนมาเล่นเพิ่ม เมื่อแทงถูกแต่ถอนไม่ได้ ต่อให้วิเคราะห์เกมแม่นจนแทงถูก หรือผลออกมาว่าได้เงิน แต่สุดท้ายมิจฉาชีพก็จะ “ปิดเว็บไซต์หนี” หายไปดื้อๆ เงินที่เติมหายในพริบตา ไม่ว่าเงินที่ลงไปจะมากหรือน้อย หรือผลบอลจะเป็นใจแค่ไหน เมื่อเว็บปลิวไปแล้ว เงินเหล่านั้นก็กลายเป็นศูนย์ และแทบจะไม่มีโอกาสเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้เลย เพราะมันคือช่องทางที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น
นอกเหนือจากความเสี่ยงที่จะถูกเชิดเงินหนีจนหมดตัวแล้ว การก้าวเข้าสู่การพนันนี้ยังมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าแค่ตัวเงิน เพราะมีผลกระทบด้านกฎหมายตามมา
ผลกระทบทางกฎหมาย
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงทางการเงินส่วนตัว แต่เป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษชัดเจน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง จำเป็นต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงทางกฎหมายต่อไปนี้
- กฎหมายพนันไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการพนันออนไลน์ การเล่นพนันฟุตบอลผ่านช่องทางออนไลน์ถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเพื่อความสนุกหรือการเสี่ยงโชคก็ตาม
- บทลงโทษที่ทั้งจำและทั้งปรับ กฎหมายกำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน โดยมีโทษ “ทั้งจำคุกและปรับเงิน” ซึ่งจะกลายเป็นประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิต
- บังคับใช้ครอบคลุมทั้งผู้เล่นและเจ้ามือ กระบวนการทางกฎหมายไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ผู้เปิดเว็บไซต์เท่านั้น แต่กฎหมายระบุชัดเจนว่าให้ลงโทษ “ทั้งผู้เล่นและเจ้ามือ” โดยไม่มีการละเว้น
กฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวข้องกับการพนัน
1.พรบ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 กฎหมายระบุชัดเจนว่าความผิดเกิดขึ้นได้ทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีกลุ่มบุคคลเป้าหมาย 4 กลุ่มหลัก คือ ผู้เล่น, เจ้ามือ, ผู้จัดให้มีการเล่นพนัน และผู้โฆษณาชักชวน ลักษณะการกระทำผิดแบบออฟไลน์ การจดโพย ส่งโพยกระดาษ หรือเล่นตามบ่อน และแบบออนไลน์ เล่นผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือสื่อดิจิทัล บทลงโทษมาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเนื้อหาที่ผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ โดยมีกลุ่มบุคคลเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ เจ้ามือ, ผู้จัดให้มีการเล่นพนัน และผู้โฆษณาชักชวน ลักษณะการกระทำผิด หากมีการนำข้อมูลในลักษณะชักชวนให้เล่นการพนัน หรือประกาศโฆษณาผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ จะถือเป็นความผิดทันที บทลงโทษมาตรา 14 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3(9) และ มาตรา 5 กฎหมายระบุว่า การจัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐานสำคัญของการฟอกเงิน มาตรา 3(9) และพฤติกรรมการโอนเงินหมุนเวียน การเปลี่ยนสภาพเงิน หรือการใช้บัญชีม้า เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากเว็บพนันมีความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5 บทลงโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
- ไม่คลิก ตัดวงจรตั้งแต่เริ่ม โดยการไม่กดเข้าชมโฆษณาชักชวนเล่นพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ
- ไม่โอน ปกป้องทรัพย์สินของตนเองด้วยการไม่โอนเงินเข้าสู่ระบบการพนันหรือการเสี่ยงโชคที่ผิดกฎหมาย
- ไม่เสี่ยง เชียร์บอลด้วยความสนุกและความรักในกีฬา เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองและครอบครัว
กระทรวงศึกษาธิการ – 6 กรกฎาคม 2569 / ตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้ตั้งคณะทํางานพิจารณาทบทวน “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล พัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” อย่างรอบด้านในทุกมิติ
ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาทบทวนโครงการฯ ได้ทําการตรวจสอบเชิงลึก และนําเสนอผลการพิจารณา โดยรับฟังข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการการจัดทําและติดตามการบริหารงบประมาณอย่างรอบด้าน กระทรวงศึกษาธิการจึงมีมติ “ทบทวนโครงการ และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ”“ทบทวนและปรับปรุงโครงการ” เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในระยะยาว โดยมีสาระสําคัญจากผลการทบทวน ดังนี้
- ประเมินโครงการเก่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านความซํ้าซ้อนกับโครงการ NDLP คณะกรรมการฯ ได้รับรายงานจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมีข้อเสนอให้พิจารณาทบทวนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ National Digital Learning Platform (NDLP) ที่มีอยู่เดิมให้รอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ (Digital Skill/Credit Portfolio) เพื่อไม่ให้เกิดความซํ้าซ้อนกัน
- มติคณะกรรมการ: ทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน คณะกรรมการฯ และ สพฐ. ได้เสนอแนวทางให้ “ทบทวน และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ” โดยมีมาตรการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงโครงการและยกเลิกร่างขอบเขตของงานเดิม (TOR) เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เพิ่มวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับนโยบายยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเช่นผลคะแนน PISA 2029 และการพัฒนา AI Literacy โดยให้มีแนวทางเพื่อให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มของ อว. ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงโครงการ จะนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดย ให้เป็นไปตามระเบียบ และขั้นตอนทางกฎหมาย โดยที่จะเร่งดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569
“กระทรวงศึกษาธิการ ขอยํ้าจุดยืนว่าเราพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน การทบทวนและปรับปรุงโครงการในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า ศธ. ให้ความสําคัญสูงสุดกับการลดความซํ้าซ้อน การบูรณาการข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนจะต้องถูกนําไปใช้เพื่อยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง”
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ / ข้อมูล
ภารุจ พูลอำไภย์ / กราฟิก
6 กรกฎาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครบรอบ 23 ปี โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และบุคลากร เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา สพฐ. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ให้เติบโตเป็นผู้ที่มีความรู้ คุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญาและทักษะในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
ปัจจุบัน สพฐ. เป็นองค์กรด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รับผิดชอบดูแลสถานศึกษาเกือบ 30,000 แห่ง นักเรียนกว่า 6 ล้านคน และข้าราชการครูรวมถึงบุคลากรทางการศึกษากว่า 400,000 คน ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากว่า 245 เขตทั่วประเทศ จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดการเรียนการสอน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ครอบคลุมทั้งพื้นที่เมือง ชนบท และพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ศธ. กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า การศึกษาของไทยจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคต โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน เพราะการศึกษาคือกลไกสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ
“สพฐ. ต้องร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษา แก้ไขปัญหาของประเทศ สร้างคุณภาพ สร้างอนาคต และสร้างสิ่งที่ดีให้กับคนไทยทุกคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก ตามแนวทาง ‘All for Education’” รมว.ศธ. กล่าว
ด้านเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สพฐ. ครบรอบ 23 ปี วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ได้จัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ร่วมแสดงพลังความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กร พร้อมมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ สพฐ. ประจำปี 2569 จำนวน 300 คน ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต ใน 77 จังหวัด ได้จัดกิจกรรมคู่ขนานทั้งในรูปแบบ On-site และ Online พร้อมกันทั่วประเทศ
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า สพฐ. ยังคงมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ควบคู่คุณธรรม ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวได้ในโลกยุคดิจิทัล พร้อมรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทย
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าได้มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ หอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนประกอบพิธีทางศาสนา และพิธีวันคล้ายวันสถาปนา สพฐ. ครบรอบ 23 ปี ณ หอประชุมคุรุสภา พร้อมการแสดงโขนเด็ก ชุด “จับนาง (หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา)” จากโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ และการแสดงเปียโนจากโรงเรียนอนุบาลสามเสน สร้างสีสันและสะท้อนศักยภาพของผู้เรียนภายในงาน
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
เตือนภัย! 8 สัญญาณอันตรายจากแอปเงินกู้นอกระบบ
ในยามที่ชีวิตเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน ความกังวลและความเครียดอาจทำให้เรามองหาทางออกที่เร็วที่สุด จนบางครั้ง “ความรีบ” อาจทำให้เผลอมองข้ามสัญญาณเตือนภัยบางอย่างไป เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันให้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มากับแอปเงินกู้ออนไลน์นอกระบบ
8 สัญญาณอันตรายแอปเงินกู้ออนไลน์นอกระบบ
1.ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่มีใบอนุญาต หน้าตาแอปดูดี และดูน่าเชื่อถือ ใช้ชื่อที่ฟังดูเป็นทางการเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่แอปเหล่านี้ไม่มีการรับรองตามกฎหมายจากธนาคารแห่งประเทศไทย เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะเมื่อไม่มีใบอนุญาต มิจฉาชีพจะไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ผู้กู้ไม่มีความคุ้มครองทางกฎหมายและไม่มีที่พึ่งเมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบ
2.ขอเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเกินความจำเป็น ขอสิทธิ์เข้าถึง รายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ และบัญชีโซเชียล ในมือถือคุณ ทันทีที่คุณกด Allow หรืออนุญาต แอปจะทำการซิงก์ข้อมูลทั้งหมดในเครื่องคุณขึ้นไปเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของมิจฉาชีพทันที เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพื่อ “ดูดข้อมูล” ไว้ใช้สำหรับข่มขู่และประจานตัวคุณรวมถึงคนใกล้ชิดในภายหลัง
3.เรียกเก็บเงินมัดจำก่อนโอน อ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียม ค่าค้ำประกัน หรือค่าดำเนินการ เหตุผลที่ทำแบบนี้ นี่คือการหลอกลวงโดยตรง มิจฉาชีพไม่มีความตั้งใจจะให้กู้จริง เมื่อคุณโอนเงินก้อนนี้ไปพวกเขาก็จะหายไปทันที
4.ดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด จากคำหวานว่าดอกเบี้ยต่ำ จะกลายเป็นดอกเบี้ยรายวันมหาโหดที่คำนวณออกมาแล้วสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรหนี้ที่ไม่มีวันจบสิ้น
5.ข่มขู่ด่าทอเมื่อทวงหนี้ ใช้ถ้อยคำหยาบคาย สร้างความหวาดกลัว คุกคามความเป็นอยู่ส่วนตัว หรือกดดันทางจิตใจจนคุณแทบมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพื่อบังคับให้คุณไปกู้จากแอปอื่นมาโปะเพิ่ม
6.โอนเงินให้ไม่เต็มจำนวน อ้างว่าหักค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงผิดปกติ เช่น กู้ 5,000 บาท แต่ได้รับเงินจริงเพียง 2,500 บาท แต่คุณยังต้องชำระหนี้คืนเต็มจำนวน 5,000 บาท บวกดอกเบี้ยจากยอดเต็มนั้นด้วย
7.ปล่อยวงเงินเกินความจำเป็น จงใจโอนเงินให้คุณมากกว่าที่ขอกู้ หรือโอนเงินเข้าบัญชีโดยที่คุณยังไม่ตกลง เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพื่อสร้างวงจรหนี้ ให้หนี้สะสมจนคุณไม่สามารถจ่ายคืนแค่ดอกเบี้ยได้จบ ทำให้ต้องกู้ที่อื่นมาปิดเป็นวงจรไม่รู้จบ
8.ประจานให้เสียชื่อเสียง การมีข้อมูลคุณเป็นตัวประกัน เมื่อขู่คุณไม่ได้ผล พวกเขาจะเริ่มส่งข้อความหาพ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่โพสต์ประจานบน Facebook เหตุผลที่ทำแบบนี้ มิจฉาชีพใช้ “ความอับอาย” เป็นเครื่องมือกดดันให้คุณต้องไปหาเงินมาจ่ายพวกเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายและมิจฉาชีพ
ผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมาย ไม่เรียกเก็บเงินก่อนทุกกรณี ไม่ขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อ รูปภาพ หรือบัญชีโซเชียลมีเดีย การทวงหนี้จะใช้ถ้อยคำสุภาพ และทำตามกฎหมายทวงหนี้ และอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
มิจฉาชีพ (แอปนอกระบบ) มักมีการอ้างค่ามัดจำหรือค่าดำเนินการ บังคับให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในมือถือ การทวงหนี้จะใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ข่มขู่ และประจาน และไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
การตรวจสอบและช่องทางขอความช่วยเหลือ
การตรวจสอบอาจดูยุ่งยาก แต่ขั้นตอนเล็กๆ ต่อไปนี้จะช่วยปกป้องคุณได้
-
- ตรวจสอบก่อนกู้ เข้าไปที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “เช็กแอปเงินกู้” เพื่อค้นหารายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง หรือสอบถามสายด่วน ธปท. โทร. 1213
- แจ้งเหตุ หากคุณตกเป็นเหยื่อหรือถูกข่มขู่ ให้ตั้งสติและรวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ, ประวัติการโอนเงิน แล้วรีบแจ้งสายด่วน 1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทันที เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและระงับความเสียหาย
การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นที่ตัวเราด้วยการมีสติและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน
——————————————————————————–
ที่มา : เพจ POLICETV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
4 กรกฎาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัด ศธ. และ นางสาวปรารถนา ช้อนแก้ว ผอ.สำนักอำนวยการ สป.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้เข้าสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดและตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด โดยนายอุดมเวท โต๋วสัจจา ประธานบริหารโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ณ อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ปลัด ศธ. กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้ว่าที่ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด ทุกคนในการสอบวันนี้ มาตรฐานการจัดสอบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีระบบการบริหารจัดการที่รัดกุมในทุกขั้นตอน ดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อให้ผู้เข้าสอบทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ขอให้มีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการในการสรรหาบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการในอนาคต จะบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขอให้มีสติตั้งมั่นในการทำข้อสอบอย่างเต็มความสามารถ สนามสอบคัดเลือกนี้เป็นด่านแรกในการสอบภาค ก เปิดโอกาสให้ผู้มีศักยภาพได้ก้าวไปสู่การเป็นผู้บริหารที่จะร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาระดับพื้นที่ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าสอบทุกคนประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้

สำหรับการจัดสอบคัดเลือกในครั้งนี้ เป็นการสอบข้อเขียนเพื่อคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดและตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ภาค ก โดยผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก จำนวน 381 ราย ซึ่งมีผู้ขาดสอบ จำนวน 9 ราย ในการนี้มีผู้เข้าสอบคัดเลือกในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 85 ราย คิดเป็น 100% และตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 372 ราย คิดเป็น 96.96% ของผู้เข้าสอบในตำแหน่งดังกล่าว
ทั้งนี้ ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ได้ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการจัดสอบทุกมิติ โดยดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างรอบคอบ เคร่งครัด มีการวางจัดการบริหารสนามสอบ การจัดบุคลากร ควบคุมการสอบ และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าสอบทุกคนตั้งแต่เข้าพื้นที่สอบจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ดังนั้น ทุกขั้นตอนของการสอบจึงได้รับการดำเนินการภายใต้หลักคุณธรรม ความเสมอภาค และความโปร่งใส
พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
3 กรกฎาคม 2569 / นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 “EduPRo ยกระดับการสื่อสารเพื่อศึกษาธิการยุคใหม่ พร้อมมอบวุฒิบัตร โดยมีนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวปรารถนา ช้อนแก้ว ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป. ตลอดจนผู้รับการอบรมกว่า 150 คน ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
โฆษก ศธ. กล่าวว่า ขอชื่นชมผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน ที่ทุ่มเทเรียนรู้และร่วมฝึกปฏิบัติตลอดระยะเวลา 3 วัน จนสามารถพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารได้อย่างดี โครงการ “EduPRo” จัดขึ้นเพื่อยกระดับบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการให้มีความเป็นมืออาชีพ มีองค์ความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับบริบทการสื่อสารยุคดิจิทัล และในอนาคตตั้งเป้าพัฒนาโครงการให้ก้าวสู่ระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างนักประชาสัมพันธ์คุณภาพให้กับกระทรวงศึกษาธิการ
ปัจจุบันการสื่อสารเป็นภารกิจสำคัญของทุกองค์กร การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และพฤติกรรมของผู้รับสาร ทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเล่าเรื่อง การผลิตสื่อ และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ข้อมูลของภาครัฐเข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะจากผู้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร เครื่องมือ และการสนับสนุนการปฏิบัติงาน ดังนั้นเราในฐานะผู้ผลิตสารจึงต้องมีความรู้และก้าวตามให้ทัน
บทบาทของนักประชาสัมพันธ์เปรียบเสมือน “วาทยกร” ที่ทำหน้าที่ประสานทุกหน่วยงานให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่ละหน่วยงานจะมีภารกิจแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการถ่ายทอดนโยบายและภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และเกิดความเชื่อมั่น
ประชาชนมองทุกหน่วยงานในสังกัดเป็นภาพเดียวกันในนาม “กระทรวงศึกษาธิการ” ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องร่วมกันสื่อสารนโยบายสำคัญ อาทิ การลดภาระครู การคืนครูสู่ห้องเรียน การส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา และการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้นโยบายจะดีเพียงใด หากสื่อสารไม่ถึงประชาชนก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเข้าใจถึงความสำคัญของความเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะเรื่องนโยบายต่าง ๆ ที่สื่อสารออกไป อยากให้นำไปปรับใช้ทันที เป้าหมายหลักคือการทำให้ประชาชนได้รับทราบว่าในแต่ละวันกระทรวงศึกษาธิการมีภารกิจอะไรบ้าง ทุกคนในห้องนี้รวมถึงเพื่อนร่วมงานในภูมิภาคล้วนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูล และคอยชี้แจงแก้ไขข่าวสารในโลกโซเชียลที่มีผู้ใช้งานมหาศาล ซึ่งบางครั้งการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อาจสร้างความเสียหายให้กับกระทรวงได้ ผมจึงอยากขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันดูแลภาพลักษณ์ของกระทรวงในฐานะคนของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ต่างกลุ่มงานหรือต่างหน่วยงานก็ตาม
“3 ขอ” ถึงเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ขอที่ 1 เปิดช่องทางติดต่อสื่อสารโดยตรงกับโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การประสานงานและส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขอที่ 2 ขอให้รักษาความมุ่งมั่นและเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากโครงการ พร้อมนำองค์ความรู้ไปต่อยอดการปฏิบัติงานและร่วมกันขับเคลื่อนการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นหนึ่งเดียว และ ขอที่ 3 ขอบคุณผู้เข้ารับการอบรมและทีมงาน ศธ. 360 องศา ที่ร่วมกันจัดโครงการจนประสบความสำเร็จ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับการสื่อสารภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และหวังว่าจะมีโครงการดี ๆ เช่นนี้ต่อไปในอนาคต
“โครงการ “EduPRo ยกระดับการสื่อสารเพื่อศึกษาธิการยุคใหม่” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์ พร้อมสร้างเครือข่ายการสื่อสารที่เข้มแข็งทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อร่วมกันถ่ายทอดนโยบายและภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการสู่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการ”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ศธ. 360 องศา / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/15yog7MgtLC/
