homescontents
homescontents

กระทรวงศึกษาธิการ – 12 พฤษภาคม 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมณรงค์ บุญมี อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 โดยมีคณะกรรมการฯ ตลอดจนผู้แทน 112 หน่วยงานในสังกัด สป.ศธ. เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์

รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ถือเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐในเชิงบวกเครื่องมือหนึ่ง ที่มุ่งพัฒนาระบบราชการไทยในเชิงสร้างสรรค์มากกว่ามุ่งจับผิด เปรียบเสมือนเครื่องมือตรวจสุขภาพองค์กรประจำปี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศได้รับทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร ผลการประเมินที่ได้จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การให้บริการ สามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐ

ในปีนี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ศธ. ได้จัดทำคู่มือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานสังกัด สป.ศธ. (ITA) ซึ่งการประเมินเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ.2561-2580) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยในปี 2566 – 2570 กำหนดเป้าหมายคะแนนเฉลี่ยของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสทุกหน่วยงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 89 คะแนน และต้องผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไปทุกหน่วยงาน

นอกจากนี้การประเมิน ITA ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของหน่วยงานภาครัฐในทางปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองให้ทันสมัย ประกอบด้วย 3 แบบวัด ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ 1. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment: IIT) 20 ข้อ 2. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) 7 ข้อ และ 3. แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment: OIT) 26 ข้อ

“การประเมิน ITA จึงไม่ได้เป็นเพียงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน เพื่อให้ทราบถึงช่องว่างของความไม่เป็นธรรมและความด้อยประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือที่หน่วยงานภาครัฐจะได้สำรวจและประเมินตนเอง เพื่อได้รับทราบข้อมูลอันส่งผลให้เกิดความตระหนักเพื่อปรับปรุงการบริหารงานและกำกับดูแลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และให้ความสำคัญกับด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของกระทรวงศึกษาธิการเรามากยิ่งขึ้น”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/14nqM77incH/

สาธารณรัฐประชาชนจีน – เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะทำงานรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. เข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Zhejiang Sci-Tech University (ZSTU) ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026)

รมว.ศธ. กล่าวขอบคุณ ZSTU ที่ให้การสนับสนุนดูแลคณะผู้แทนไทยอย่างดี และชื่นชมความก้าวหน้าของ ZSTU ที่นำเทคโนโลยีชั้นสูงมาเปลี่ยนภาพลักษณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโลก พร้อมย้ำว่าความร่วมมือด้านการศึกษาถือเป็น “เสาหลัก” สำคัญที่เชื่อมโยงไทยและจีนในฐานะ “ญาติสนิท มิตรแท้ และหุ้นส่วนที่ดี”โดยไทยมุ่งหวังที่จะปฏิรูปการเรียนรู้สู่ยุคดิจิทัล จึงสนใจแลกเปลี่ยนบุคลากร นักเรียน นักศึกษาในด้าน AI, Digital Education และอาชีวศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานโลกยุคใหม่ อีกทั้ง รัฐมนตรีฯ ได้กล่าวว่า นวัตกรรมการทอที่มีมายาวนาน เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ด้านการศึกษา ไทย – จีน ที่แน่นแฟ้นในการร่วมพัฒนาเพื่อสองประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแนวทางการพัฒนาเชิงลึก โดยเน้นการยกระดับขีดความสามารถของครูผู้สอนในสาขาเทคโนโลยีเฉพาะทาง 2 รูปแบบ คือ การส่งบุคลากรไทยมาศึกษาดูงานที่ประเทศจีน และการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยไปถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมพัฒนาหลักสูตรที่ประเทศไทย เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาของไทยสามารถนำเทคโนโลยีชั้นสูงเหล่านี้ไปถ่ายทอดแก่ผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

Mr. Zhao Quanjun เลขาธิการคณะกรรมการพรรค มหาวิทยาลัย ZSTU และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับพร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีแห่งนี้ มีความพร้อมในการสนับสนุนนักศึกษาไทย โดยเฉพาะการเชิญชวนสถาบันการศึกษาไทยเข้าร่วม “องค์กรไหมนานาชาติ” เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไหมไทย-จีนอย่างลึกซึ้ง พร้อมเสนอโอกาสการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กไทยเพิ่มเติม ทั้งผ่านทุนรัฐบาล ทุนมณฑล และทุนภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักศึกษาไทยที่ปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยอยู่

สำหรับการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายมุ่งยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยี AI และซอฟต์แวร์การออกแบบสิ่งทอขั้นสูง เพื่อนำมาพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในประเทศไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัย ZSTU พิจารณาจะเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาให้นักเรียนไทย รวมถึงการหาแนวทางปรับหลักสูตรให้เอื้อต่อการที่นักศึกษาอาชีวศึกษาของไทย ระดับ ปวส. จะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสายใยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นเสมือนการถักทอเส้นใยสิ่งทอที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ในโอกาสดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เยี่ยมชมหอนิทรรศการนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ZSTU ด้านวิศวกรรมสิ่งทอ และสาขาเทคโนโลยีสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของ Hangzhou Polytechnic University และจะนำไปพิจารณาขยายผลความร่วมมือกับสถานศึกษาไทยต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ./ ภาพ-ข่าว

11 พฤษภาคม 2569 / นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมบูรณาการระหว่างสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงานกฤษฎีกา หาแนวทางการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงชุดเครื่องแบบลูกเสือและเนตรนารี เตรียมยกร่างแก้ไข กฎกระทรวงศึกษาธิการ เครื่องแบบและการแต่งกายลูกเสือ พ.ศ…. ตอบรับเสียงสะท้อนจากสังคมให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเพิ่มความคล่องตัวในการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน โดย นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ นายสันติ สิงหาพรม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ นายมงคล พลายชมพูนุท ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือ และผู้แทนจากสำนักงานกฤษฎีกา เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวชิราวุธ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

เลขาธิการ สลช. กล่าวว่า เครื่องแบบลูกเสือมีมิติทางกฎหมายรองรับชัดเจน (พระราชบัญญัติลูกเสือ) และลูกเสือทั่วโลกต่างก็มีเครื่องแบบซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญ นอกจากนี้ เครื่องแบบยังสะท้อนถึงมิติทางประวัติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2454 (ยุคเริ่มต้นสมัยรัชกาลที่ 6) และเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาในการฝึกระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจ

แนวทางการปรับปรุงเครื่องแบบลูกเสือ ออกแบบให้ทันสมัยและเข้ากับสภาพอากาศ เน้นใช้ผ้าที่ระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา ลดความร้อนและความอึดอัด ต้องมีความคล่องตัวและปลอดภัย ปรับรูปแบบให้เหมาะกับการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรมภาคสนาม ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง สนับสนุนการใช้รูปแบบที่ยืดหยุ่นตามบริบทสถานศึกษา เช่น อาจสวมชุดนักเรียนหรือชุดพละแล้วใส่เพียงสัญลักษณ์สำคัญ (ผ้าผูกคอ วอกเกิล) รวมถึงเสนอให้มีระบบชุดยืม-หมุนเวียน และการควบคุมราคามาตรฐานกลาง แต่คงอัตลักษณ์สำคัญ

รมช.ศธ. กล่าวย้ำว่า การปรับปรุงครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนทุกโรงเรียนและทุกพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการ “เรียนรู้สู่โลกความจริง” และบูรณาการทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 เราต้องการรักษาคุณค่าเดิมของกิจการลูกเสือไทยที่มุ่งสร้างวินัย จิตอาสา และภาวะผู้นำ แต่รูปแบบต้องปรับให้ยืดหยุ่น เหมาะสมกับชีวิตจริงของเด็กและครอบครัวยุคใหม่ เพื่อให้เยาวชนไทยพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ข่าว – ภาพ : สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/18WFscRq52/?mibextid=wwXIfr

11 พฤษภาคม 2569 – นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมทีมประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมอบแนวทางการสื่อสารเชิงรุกและสร้างการทำงานด้านสื่อสารองค์กรให้เป็นเอกภาพ

โฆษก ศธ. กล่าวว่า การสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับสู่การทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ภายใต้กรอบนโยบาย “1-2-5” ประกอบด้วย “1” การสื่อสารเป็นหนึ่งเดียวทั้งกระทรวง “2” การสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีทั้งสองท่าน และ “5” ภารกิจหลักด้านการสื่อสาร ได้แก่ การสื่อสารเชิงรุก การบริหารภาพลักษณ์องค์กร การรับมือภาวะวิกฤตอย่างมืออาชีพ การเชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน และการสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม

พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) เปิดพื้นที่ให้นักเรียน ครู และประชาชนสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะถึงกระทรวงได้โดยตรง รวมถึงขยายผลนโยบายสำคัญของกระทรวงผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนรับรู้การทำงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างภาพจำใหม่ว่า “กระทรวงศึกษาธิการเข้าถึงง่าย ทันสมัย และพร้อมรับฟัง”

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมสื่อสารเรื่องความพร้อมของสถานศึกษา ความปลอดภัย การดูแลนักเรียน และบรรยากาศการกลับเข้าสู่ห้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและสังคม พร้อมส่งเสริมการผลิตคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ เช่น เกร็ดความรู้ เทคนิคเตรียมตัวเปิดเทอม และข่าวดีจากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ

โฆษก ศธ. ย้ำว่า บทบาทโฆษกกระทรวงศึกษาธิการในยุคใหม่ จะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางข้อมูล” เชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน สนับสนุนทีมสื่อสารของกระทรวงให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้านรูปแบบ เครื่องมือ และการบริหารภาพลักษณ์องค์กร เพื่อผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นองค์กรที่ประชาชน “เข้าใจ เข้าถึง และเชื่อมั่น” มากยิ่งขึ้น

ช่วงท้ายของการประชุม ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ปัญหา ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์สังคมมากยิ่งขึ้น

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว – กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ภาพ

สาธารณรัฐประชาชนจีน – เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ นายหวย จิ้นเผิง (H.E. Mr. Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026)

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเชิญเข้าร่วมประชุม WDEC ซึ่งเป็นเวทีที่สะท้อนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาได้อย่างชัดเจน พร้อมกับชื่นชมการบริหารงานของรัฐมนตรีจีนที่นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายไทยได้เสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา 5 ด้านหลัก โดยเน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การปรับปรุงหลักสูตรด้วยดิจิทัล และการสร้างทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Coding และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำความประสงค์ที่จะขยายผลโครงการ Luban Workshop ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจีนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภูมิภาคอื่น รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนในอาเซียน โดยการยกระดับมาตรฐานการสอบ HSK และพัฒนาศักยภาพครูไทยให้มีความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

นายหวย จิ้นเผิง ได้แสดงความยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไทยเดินทางเยือนจีนเป็นประเทศแรก และชื่นชมในประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐมนตรีไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผสานการศึกษากับเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน โดยฝ่ายจีนเน้นย้ำว่า AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่คือหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูงเพื่อสังคมสร้างสรรค์ ในส่วนของอาชีวศึกษา จีนยินดีแบ่งปันโมเดลความสำเร็จของมหาวิทยาลัย Shenzhen Polytechnic University ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ อาทิ Huawei, BYD และ Tencent เพื่อสร้างบุคลากรให้ตรงจุด พร้อมเสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำกรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับกรมให้ชัดเจน รวมทั้งการทำ MOU ด้าน AI

นอกจากนี้ จีนยังพร้อมให้การสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การฝึกอบรมครู และการมอบทุนการศึกษา เพื่อสืบทอดสายสัมพันธ์ “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ให้ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น ในช่วงท้ายของการสนทนา ทั้งสองฝ่ายได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมในวิสัยทัศน์ของกันและกัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไทยมุ่งหวังที่จะนำประสบการณ์จากการเยี่ยมชมสถานศึกษาและสถานประกอบการในจีนมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีนยืนยันความพร้อมในการผลักดันร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้าน AI และการศึกษาดิจิทัลให้สำเร็จลุล่วง พร้อมทั้งยินดีที่จะดำเนินความร่วมมือร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาการศึกษาของทั้งสองประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สต.สป. / ภาพ-ข่าว
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BBmp69PGD/

ทำความรู้จักมัลแวร์ JSceal ภัยเงียบฝังคอมพิวเตอร์ที่แอบโอนเงินคุณจนหมดบัญชี

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนให้ระวังมัลแวร์ที่มีชื่อว่า “JSceal” ที่แฝงตัวอยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบมีผู้เสียหายร่วม 10 ราย ถูกมัลแวร์ตัวนี้แฝงอยู่ในอุปกรณ์โดยไม่รู้ตัว โดยแฮกเกอร์ได้มีการขโมยข้อมูล พร้อมทำธุรกรรมทางการเงิน ทำให้สูญเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท

 

รู้จักมัลแวร์ JSceal

มัลแวร์ JSceal ทำงานผ่านระบบ C2 Server (Command and Control Server) หรือเซิร์ฟเวอร์ควบคุมและสั่งการ ซึ่งเปรียบได้กับการที่แฮกเกอร์ถือ “รีโมทคอนโทรล” หรือมีมือที่มองไม่เห็น มานั่งควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจากระยะไกล ความน่ากลัวคือแฮกเกอร์ไม่ได้แค่รันโปรแกรมอัตโนมัติ แต่เขาสามารถ “เฝ้ามองหน้าจอของคุณได้แบบเรียลไทม์” เหมือนเขานั่งอยู่ข้างๆคุณ ในขณะที่คุณกำลังทำงานหรือทำธุรกรรม สิ่งที่ JSceal ทำกับคอมพิวเตอร์มีดังนี้

สัญญาณเตือนภัย : หากคอมพิวเตอร์ของคุณเริ่มทำงานช้าลงอย่างผิดปกติ มีโปรแกรมแปลกๆ รันขึ้นมาเอง หรือเมาส์ขยับเองได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณไม่ได้ใช้งานเครื่องนี้อยู่เพียงคนเดียว

 

พฤติกรรมเสี่ยงที่นำพา JSceal เข้าสู่เครื่อง

มัลแวร์ JSceal ไม่ได้เข้ามาเอง แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้งานที่มีช่องโหว่ โดยมี 3 ช่องทางหลักที่ต้องระวัง

1.การติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ : หลายคนอยากประหยัดจึงโหลดโปรแกรมเถื่อน นี่คือช่องทางแรกที่มัลแวร์จะถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ เพราะมักจะบังคับให้ปิดโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพื่อติดตั้งโปรแกรมเถื่อนที่ฝังมัลแวร์มากับตัวติดตั้ง

2.เว็บไซต์และลิงก์โฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ : การคลิกป๊อปอัปโฆษณาที่ดูเกินจริง หรือเว็บดาวน์โหลดไฟล์เถื่อน อาจเป็นการรันสคริปต์ให้มัลแวร์เริ่มติดตั้งตัวเองในเครื่องทันที

3.การใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลร่วมกับผู้อื่น : การเสียบ Flash Drive หรือรับไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีมัลแวร์อยู่ก่อนแล้ว เป็นวิธีที่มัลแวร์ใช้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

การซิงค์ข้อมูลและรหัส OTP

ความอันตรายที่สุดของ JSceal คือความสามารถในการก้าวข้ามผ่านคอมพิวเตอร์ไปขโมยเงินในธนาคาร ซึ่งปกติจะต้องใช้ รหัส OTP จากโทรศัพท์มือถือ ปัญหานี้เรียกว่าช่องโหว่ข้ามอุปกรณ์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใช้งานมักจะ “ซิงค์ข้อมูล” ระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์เพื่อความสะดวก เช่น การใช้ Google Messages บนเว็บ หรือ iCloud เมื่อรหัส OTP ถูกส่งมาที่มือถือ มันจะถูกสำเนาไปปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แฮกเกอร์ควบคุมอยู่ทันที ทำให้แฮกเกอร์เห็นรหัส OTP พร้อมๆ กับคุณและโอนเงินออกไปได้สำเร็จ ดังนั้น การ “ปิดการซิงค์ข้อมูล” จึงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุด หากคุณปิดช่องทางนี้ ต่อให้แฮกเกอร์คุมคอมพิวเตอร์ได้ เขาก็จะติดค้างอยู่ที่หน้าจอยืนยันรหัส OTP และไม่สามารถแตะต้องเงินในบัญชีได้

วิธีปิดการซิงค์ข้อความ

1.สำหรับ Android ปิดการใช้งาน RCS

    1. เข้าแอป Google Messages
    2. แตะที่ รูปโปรไฟล์ (มุมขวาบน)
    3. เลือก การตั้งค่า Messages (Messages Settings)
    4. แตะที่ แชท RCS (RCS Chats)
    5. เลือก ปิดการใช้งาน (Turn off) RCS

2.สำหรับ iOS ทำการกดปิดการ Backup บน iCloud

    1. เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings)
    2. แตะที่ Apple Account (ชื่อของคุณด้านบนสุด)
    3. เลือก iCloud
    4. แตะที่ iCloud Backup และเลือก ปิด (Off)

 

กฎเหล็กป้องกันมัลแวร์ฝังเครื่อง

นอกจากการตั้งค่ามือถือแล้ว การดูแลคอมพิวเตอร์คือสิ่งสำคัญที่สุด

[ ] เลิกใช้โปรแกรมเถื่อน : ติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้

[ ] ห้ามปิดโปรแกรมสแกนไวรัส : ไม่ว่าตัวติดตั้งโปรแกรมใดจะสั่งให้คุณปิดแอนตี้ไวรัส “ห้ามทำตามเด็ดขาด” เพราะนั่นคือการเปิดประตูรับโจร

[ ] อัปเดต Windows สม่ำเสมอ : การอัปเดตคือการอุดรูรั่วที่มัลแวร์จะใช้เจาะเข้ามา

[ ] ใช้โปรแกรม Malwarebytes : ดาวน์โหลดมาเพื่อสแกน ตรวจสอบ และกำจัดภัยคุกคามที่อาจฝังตัวอยู่

[ ] ตรวจสอบ Permission : เช็กการอนุญาตเข้าถึงอุปกรณ์ของแอปต่างๆ ว่าขอสิทธิ์เกินความจำเป็นหรือไม่

[ ] ไม่คลิกลิงก์โฆษณา : อย่าคลิกลิงก์จากโฆษณาที่ไม่ชัดเจน

[ ] แยกอุปกรณ์ : ปิดการซิงค์ข้อความระหว่างมือถือและคอมพิวเตอร์ เพื่อรักษาความลับของรหัส OTP

 

ความปลอดภัยเริ่มที่พฤติกรรม

เทคโนโลยีมีประโยชน์มาก แต่เราต้องไม่ลืมว่ามัลแวร์อย่าง JSceal ไม่ใช่แค่ไวรัสที่เราบังเอิญไป “ติด” มา แต่มันคือไวรัสที่เรารับมันเข้ามาเองผ่านความประมาทเล็กน้อย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของโปรแกรมที่ดีที่สุด แต่คือการมี “สติและการตระหนักรู้” ที่ดีที่สุด

 


ที่มา : เพจกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

9 พฤษภาคม 2569 / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัลการแข่งขันคณิตศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 14 (Thailand Mathematics Contest – TMC) ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อเชิดชูเกียรติเยาวชนที่มีอัจฉริยภาพทางด้านคณิตศาสตร์และส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายภูมิเทพ คลังอุไร ประธานรายการแข่งขันคณิตศาสตร์ประเทศไทย กล่าวรายงานว่า โครงการ TMC จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นเวทีให้ทางนักเรียนได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถ และฝึกฝนกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ระดับสากล โดยความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ จนมีการจัดสอบคู่ขนานกับรายการนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในการแข่งขัน 2026 ITMC ที่จัดคู่ขนานไปกับ TMC ครั้งที่ 14 นี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อิหร่าน ไต้หวัน และทาจิกิสถาน

นอกจากนี้ ในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ 2 รายการใหญ่ คือ WMI (World Mathematics Invitational) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจาก 22 ประเทศ และ WMTC (World Mathematics Team Championship) จาก 23 ประเทศ โดยตัวแทนนักเรียนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลและถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดในหลายรุ่นมาครอง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเป็นอย่างมาก

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของคณะกรรมการที่ยืนหยัดจัดงานมาถึง 14 ปี โดยเน้นย้ำว่าเวทีนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งสร้างเด็กไทยให้เป็น “พลเมืองโลก” (Global Citizen)

“การสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลกในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษาหรือการไปเรียนต่อต่างประเทศเท่านั้น แต่คือการปลูกฝังชุดความคิด (Mindset) และทักษะที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดและสร้างคุณค่าได้ในทุกที่บนโลก โดยยังคงรากเหง้าที่แข็งแกร่งของตัวเองไว้” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. ได้แสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้รับรางวัล โดยระบุว่าความสำเร็จนี้เกิดจากความขยันหมั่นเพียรและการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเชื่อมั่นว่าเยาวชนเหล่านี้จะเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศในอนาคต ก่อนจะประกอบพิธีเปิดการมอบรางวัลอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนสืบไป

ทั้งนี้ มีผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครูจากทั่วประเทศเดินทางมาเข้าร่วมในการเชิดชูเกียรติให้กับนักเรียนเจ้าของรางวัล ซึ่งประกอบด้วยนัก

พร้อมทั้งมอบรางวัลพิเศษให้กับนักเรียน ที่ทำคะแนนสูงสุดในรอบประเมินศักยภาพตั้งแต่ระดับชั้น ป.2 – ม.5 รวมทั้งสิ้น 10 คน ได้รับทุน การศึกษาทุนละ 1,000 บาท

และมอบรางวัลพิเศษให้กับนักเรียนที่ทำคะแนนรวมสูงสุดใน 3 อันดับแรก ใน 10 ระดับชั้น ได้แก่

รายการแข่งขันคณิตศาสตร์ประเทศไทย หรือ TMC เป็นรายการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพทางด้านการคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนหลังสำเร็จการศึกษาของแต่ละระดับชั้น พร้อมค้นหาอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่เวทีแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว

ข้อมูล – ภาพ : สหภาพ IMC ประจำประเทศไทย

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/18p8sP3Td4/?mibextid=wwXIfr

”การพัฒนาศักยภาพของคนไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องสร้างพื้นฐานด้านจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้เรียนด้วย

โดยเฉพาะในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5 หรือวิกฤตด้านพลังงาน จึงอยากให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนให้มีจิตสำนึกรักเมืองไทย ร่วมดูแลสังคมให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่มาบูรณาการเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม

เรื่องเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และนำพลังความคิดเหล่านั้นมาร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม”

ความตอนหนึ่ง ของ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในการให้การต้อนรับ พลตรี กิตติภพ เธียรสิริวงษ์ เลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะ ในโอกาสเข้าหารือความร่วมมือโครงการ “จิตสำนึกรักเมืองไทย” ปีที่ 18 ณ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

ธรรมนารี ชดช้อย / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / กราฟิก
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / เรียบเรียง

8 พฤษภาคม 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่มอบนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาพร้อมพบปะและให้กำลังใจบุคลากร โดยมีนายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมให้การต้อนรับ และนำเสนอผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 นโยบายสู่ก้าวใหม่การศึกษาไทย ได้แก่ 

1.คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก

2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส

3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง

4.โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

5.สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รองปลัด ศธ. ได้เน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึง ภายใต้แนวคิด All For Education ปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตประเทศ  และการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่พิเศษ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค

นอกจากนี้ ยังได้ให้กำลังใจบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมชื่นชมการดำเนินงานของ ศค.จชต. ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อสร้างอนาคตทางการศึกษาที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก

ศค.จชต. / ข้อมูล , ภาพ

8 พฤษภาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เป็นประธานการประชุมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่ ณ ห้องประชุมพิกุลทอง สำนักงานศึกษาธิการภาค 7

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังสภาพปัญหาการดำเนินงานจริงของสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) พร้อมเน้นย้ำการทำงานเป็นทีมภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยขอให้บุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานในพื้นที่ และร่วมกันสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการศึกษาในระดับจังหวัดและระดับภาค

พร้อมย้ำบทบาทของ ศธภ. และ ศธจ. ในฐานะ “โซ่ข้อกลาง” ของการขับเคลื่อนการศึกษา และทำงานภายใต้ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติในพื้นที่ การทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างทางการศึกษา และการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่พหุวัฒนธรรมและพื้นที่ด้านความมั่นคง พร้อมย้ำว่าบุคลากร ศธจ. ต้องมีทักษะด้านการประสานงาน การสร้างเครือข่าย และการทำงานเชิงบูรณาการ เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ที่ประชุมยังติดตามการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” (Thailand Zero Dropout) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ ศธจ. ทำหน้าที่เลขานุการ โดยกำชับให้ทุกจังหวัดบูรณาการฐานข้อมูลเด็กตกหล่นจากทุกหน่วยงานให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมตั้งเป้าลดจำนวนเด็กตกหล่นให้เป็นศูนย์ภายในปี 2570 ในกลุ่มที่สามารถติดตามกลับมาเรียนได้ รวมถึงให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังเน้นการยกระดับแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดให้เป็นแผนร่วมของทุกหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงใช้กลไกคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษา ระดมทรัพยากร และแก้ไขปัญหาภาพรวมของจังหวัด มากกว่าการพิจารณาเฉพาะงานประจำด้านบุคคล

รองปลัด ศธ. ได้กำชับเรื่องการบริหารจัดการภายในหน่วยงาน โดยเสนอแนวทางการเช่ารถราชการเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงพื้นที่ ตลอดจนให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่และอุปกรณ์สำนักงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ ศธภ. และ ศธจ. ยึด 4 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น การพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ผ่านแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด การสร้างความร่วมมือแบบ “ทีมการศึกษาไทย” และการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
สำนักงานศึกษาธิการภาค 7/ ภาพ-ข้อมูล

8 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าภารกิจปรับโครงสร้างการศึกษาไทย เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อน “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….” หรือ “ธรรมนูญการศึกษา” ภายใต้แนวคิด “Nothing about us without us” โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองทุกฝ่าย คณะกรรมาธิการการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานด้านการศึกษา นักวิชาการ ครู และเยาวชน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ

จากนั้น รมว.ศธ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การจัดเวทีในวันนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางการปฏิรูปการศึกษาไทย ภายใต้โจทย์สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง “ความรวดเร็ว” ของการผลักดันกฎหมาย กับ “ความสมบูรณ์” ของหลักการและเนื้อหา เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้จัด Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์” ร่วมกับผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อระดมความคิดเห็นต่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยมีการหารือถึง 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเดินหน้าร่างฉบับเดิม การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และการยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับ หรือแนวทางอื่น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเสนอแนวคิดหรือข้อเสนอเพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่

การเร่งผลักดันร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ถือเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากอยู่ในกระบวนการดำเนินการมาเป็นเวลานาน และเคยผ่านการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายครั้ง ทุกคนอยากเห็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายจะต้องสะท้อนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน และข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลและสรุปผลภายในเดือนพฤษภาคมนี้

“เราจะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด ภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุด” กฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ควรวางหลักการสำคัญให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และไม่ลงรายละเอียดเชิงปฏิบัติมากเกินไป เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง และขับเคลื่อนการศึกษาไปในทิศทางเดียวกัน หากร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็ควรมีการดำเนินการควบคู่กัน ทั้งในรูปแบบคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อเปิดพื้นที่หารือร่วมกันอย่างรอบด้านและทำให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ให้สอดรับกับความต้องการของทุกฝ่ายและให้ทันกรอบเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

หลักการและเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะต้องสอดคล้องกับนโยบายการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษา” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยทุกภาคส่วนต่างต้องการเห็นภาพรวมของระบบการศึกษาไทยที่มีทิศทางร่วมกัน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เสนอ 3 แนวทางหลักในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้แก่

  1. การเดินหน้าร่างฉบับเดิม เลขที่ 660/2564 ซึ่งมีข้อดีคือสามารถผลักดันได้รวดเร็ว ไม่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด แต่ยังมีข้อสังเกตเรื่องเนื้อหาที่มีจำนวนมากและบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
  2. การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยนำผลการประเมินที่ผ่านมาเข้ามาปรับปรุงจุดอ่อนและอุดช่องว่างของกฎหมายเดิม แม้จะต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ แต่ยังคงฐานหลักการเดิมไว้ได้
  3. การยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในอนาคตมากที่สุด แต่จะใช้เวลาผลักดันในกระบวนการนิติบัญญัตินานกว่าแนวทางอื่น

“การจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษา” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการออกแบบภาพอนาคตการศึกษาไทยร่วมกัน ทั้งในด้านหลักการ เนื้อหา และกลไกการขับเคลื่อน เพื่อให้ระบบการศึกษาของประเทศสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ“

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1D9PgUxsF1/

8 พฤษภาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย เพื่อหารือข้อราชการและขยายผลความร่วมมือด้านการศึกษา ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภกระทรวงศึกษาธิการ โดยทั้งสองฝ่ายเน้นการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่มีมานานกว่า 129 ปี และกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 130 ในปี พ.ศ. 2570 ชูนโยบายพัฒนาคนและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอนาคต พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และ “ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกแห่งความจริง” โดยเน้นการพัฒนาทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้เยาวชนไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความสนใจขยายความร่วมมือกับรัสเซียในหลายมิติ ได้แก่
• การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษารัสเซียในไทย
• การเพิ่มพูนความร่วมมือด้านสะเต็มศึกษา (STEM) และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย
• การพัฒนาทักษะวิชาชีพและการศึกษาอาชีวศึกษา
• การจัดประชุมโต๊ะกลมด้านการศึกษาไทย – รัสเซีย และการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา

ความคืบหน้าข้อตกลงทางการศึกษาและทุนการศึกษา ทางด้านเอกอัครราชทูตรัสเซียได้กล่าวถึงรากฐานความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และชื่นชมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงกรอบ BRICS พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าของ ร่างความตกลงด้านการศึกษาระหว่างสองประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของฝ่ายรัสเซีย และคาดว่าจะมีการลงนามในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ รัสเซียยังคงให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 50 ทุน ให้แก่เยาวชนไทย และยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาครูร่วมกัน ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่บนรากฐานวัฒนธรรม

ในช่วงท้ายของการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวของระบบการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยเห็นพ้องกันว่าต้องรักษาสมดุลระหว่าง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการรักษารากฐานทางวัฒนธรรม และรัสเซียพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่เยาวชนของทั้งสองประเทศในโอกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตที่จะมาถึง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ของเยาวชนและประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป

ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว – กราฟิก
อินทิรา บัวลอย : ภาพ
ข้อมูล – แปลภาษา : นัศรูน เปาะมะอ และ รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1Daji8vV9y/?mibextid=wwXIfr

กระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งแต่งตั้ง “นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์” ดำรงตำแหน่ง โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการสื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน และยกระดับการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สร. ๒๗๐/๒๕๖๙ ลงวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ลงนามโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ทำหน้าที่โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

https://www.facebook.com/share/p/18ZKAaJ4RC/?mibextid=wwXIfr

7 พฤษภาคม 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือความร่วมมือด้านการศึกษาไทย – สิงคโปร์ กับนางสาวหว่องเสี่ยว ผิง แคเทอริน (H.E. Ms. Wong Siow Ping Catherine) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล 

โดยมี อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เข้าร่วมการหารือดังกล่าว

เอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความยินดีต่อความร่วมมืออันดีที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักเรียนสิงคโปร์มายังประเทศไทยกว่า 2,000 คน รวมถึงโครงการค่ายเยาวชนไทย – สิงคโปร์ (Singapore – Thailand Enhanced Partnership: STEP Camp) นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเตรียมรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียน ครั้งที่ 14 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Education Ministers Meeting: ASED) ต่อจากประเทศไทย และได้เชิญชวนคณะผู้บริหารของไทยเข้าร่วมการประชุมที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 23 กรกฎาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

ฝ่ายสิงคโปร์ได้แบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จของนโยบาย SkillsFuture ซึ่งเป็นกลไกสร้างค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยรัฐบาลสนับสนุน “SkillsFuture Credit” จำนวน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้แก่ประชาชนสิงคโปร์ที่มีอายุครบ 25 ปีขึ้นไป เพื่อนำไปฝึกอบรม ซึ่งมีหลักสูตรการพัฒนาที่ครอบคลุม 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) งานบริการด้านเทคโนโลยี (Tech-Enabled Services) สื่อดิจิทัล (Digital Media) ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการแก้ปัญหาของเมืองใหญ่ (Urban Solutions) นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุน กลุ่มแรงงานอายุ 40 ปีขึ้นไป (Mid-career) ด้วยงบสนับสนุนสูงถึง 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังแสดงความสนใจที่จะนำแนวทางการจัดหลักสูตรของสิงคโปร์มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของไทย และให้ความสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการห้องสมุดสมัยใหม่ (National Library Board) และการจัดการอาชีวศึกษา (ITE) เพื่อนำมาพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก

สมประสงค์ ชาหารเวียง/ ภาพ

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ./ ข่าว

7 พฤษภาคม 2569 –  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะให้การต้อนรับ Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ พร้อมด้วย Ms. Marina Partier รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และหารือความร่วมมือด้านการศึกษา โดยมีนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) นางสาวจิตรลดา จันทร์แหยม ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. และคณะ เข้าร่วม ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอขอบคุณองค์การยูเนสโกในการผลักดันการพัฒนาด้านการศึกษาในประเทศไทย ที่ขณะนี้เรื่องของ AI เพื่อผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความสามารถของครู ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายลดภาระครูด้านเอกสารเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำลำดับแรก ดีใจที่หยิบยกประเด็นขับเคลื่อนภารกิจภายใต้กรอบยูเนสโกด้านการศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อจะได้ดำเนินการพัฒนาครูร่วมกันในอนาคต ส่วนการยกระดับการศึกษาทั่วโลกโดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการจัดงานนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จะดำเนินการหารือกับ อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้จัดขึ้นประจำ และไม่ได้มีแค่เรื่องการศึกษาของประเทศไทย แต่เป็นเป้าหมายระดับนานาชาติ จึงต้องดำเนินการให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ เหมาะสมแก่การเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีการจัดตั้งสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ 

ในการนี้ Ms. Soohyun Kim ได้กล่าวแสดงความยินดีแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ในห้วงที่ผ่านมา รวมถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI เมื่อปี 2568 ประเด็นการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการลดภาระครู เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงประเด็นความร่วมมือในอนาคตเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาการศึกษา โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 4 (SDG4) 

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. / ข้อมูล

พบพร ผดุงพล / ข่าว

สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

7 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 324/2569 เรื่องจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1. จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

2. ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู , เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1B8wzNsgRc/

7 พฤษภาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ พลตรี กิตติภพ เธียรสิริวงษ์ เลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะ ในโอกาสเข้าหารือความร่วมมือโครงการ “จิตสำนึกรักเมืองไทย” ปีที่ 18 ณ กระทรวงศึกษาธิการ

พลตรี กิตติภพ เธียรสิริวงษ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนโครงการ “จิตสำนึกรักเมืองไทย” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอด 17 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการในการเผยแพร่โครงการไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการยังได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางในการต่อยอดขยายผลโครงการ จนทำให้โครงการมีความโดดเด่นและได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนสถานศึกษาส่งนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมกว่า 3,600 คน จากกว่า 300 ทีมทั่วประเทศ

ด้านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้มอบนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ โดยการพัฒนาศักยภาพของคนไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องสร้างพื้นฐานด้านจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้เรียนด้วย

โดยเฉพาะในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5 หรือวิกฤตด้านพลังงาน จึงอยากให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนให้มีจิตสำนึกรักเมืองไทย ร่วมดูแลสังคมให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่มาบูรณาการเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม

“เรื่องเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และนำพลังความคิดเหล่านั้นมาร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ “จิตสำนึกรักเมืองไทย” ปีที่ 18 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ผ่านการนำเสนอแนวคิดและโครงการสร้างสรรค์เพื่อสาธารณประโยชน์ เพราะ ความคิดและเสียงเล็ก ๆของเยาวชน อาจกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของสังคมไทยได้

ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสในการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติจริง พร้อมชิงทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการรวมกว่า 385,000 บาท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ทาง Facebook Fanpage จิตสำนึกรักเมืองไทย และ http://www.จิตสำนึกรักเมืองไทย.com เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทย และสัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขจากการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมกัน

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง/ ภาพ

7 พฤษภาคม 2569 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองเกียรติคุณ โล่ประกาศเกียรติคุณ และป้ายรับรองโรงเรียน โครงการความเป็นเลิศห้องเรียนอัจฉริยะเพื่อความเสมอภาค 2568 (SCEE 2025) โดยมีผู้อํานวยการสํานักงานนวัตกรรมการศึกษาและการประเมินสมรรถนะ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูจากโรงเรียนหอวัง โรงเรียนนวมินทราชินูทิศบดินทรเดชา โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนโยธินบูรณะ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า จากผลการดําเนินงาน ตลอดจนความสําเร็จของโครงการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสําคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา และการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสําคัญในทุกมิติของชีวิต รวมไปถึงมิติของการจัดการศึกษา การปรับตัวและนํานวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ ทางรอดและทางก้าวหน้าของระบบการศึกษาไทย

โครงการความเป็นเลิศห้องเรียนอัจฉริยะเพื่อความเสมอภาค หรือ SCEE นี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่เพียงแค่ประสบความสําเร็จใน ด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังประสบความสําเร็จในการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในองค์กร เมื่อวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสอดประสานกับความมุ่งมั่นของครูผู้สอน ห้องเรียนอัจฉริยะจะกลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของเด็กนักเรียนออกมาได้อย่างไม่มีขีดจํากัด

ขอชื่นชมและแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับสถานศึกษาทั้ง 4 แห่ง ที่ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานอันเข้มข้น และก้าวขึ้นเป็นโรงเรียนต้นแบบอย่างเต็มภาคภูมิ ความสําเร็จในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหารโรงเรียน ความมุ่งมั่นทุ่มเทของคณะครู ตลอดจนความร่วมมืออย่างดียิ่งจากนักเรียนและผู้ปกครอง ที่เป็นฟันเฟืองสําคัญช่วยขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติให้กลายเป็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม พลังแห่งความมุ่งมั่นจะเป็นกลไกสําคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากลได้อย่างสง่างาม เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีกว่าให้กับเยาวชนของชาติอย่างยั่งยืน

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ


Top