homescontents
homescontents

27 กุมภาพันธ์ 2569 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาริการ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดและในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ และประชุมผ่านระบบ Zoom meeting

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการวางกรอบการพัฒนาครูให้ดีที่สุด ตั้งแต่ต้นจนปลายอย่างเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการจึงมีการกำหนดนโยบาย โดยศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นชอบและลงนาม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568 พวกเราในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาจึงต้องมีแผนและแนวทางในการพัฒนาครู ต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานที่มองเห็นถึงปัญหายังยาวนาน ภาพจะชัดเจนขึ้นในวันนี้ และในวันข้างหน้าจะต้องเห็นภาพว่าควรพัฒนาอะไร นี่คือที่มาของการประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำนโยบาย แผน และแนวทางการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 873/2568 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน โดยคณะทำงานมีหน้าที่และอำนาจในการ แปลงนโยบายและแนวทางการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 เป็นแผนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยพิจารณา ปรับปรุง แก้ไข (ร่าง) สาระสำคัญของแผนฯ ประสาน รวบรวม วิเคราะห์และจัดทำงาน/โครงการ และงบประมาณภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ของแผนฯ รวมถึงดำเนินการจัดทำแผนฯ ดำเนินการสนับสนุนข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนฯ พร้อมถ่ายทอดและประชาสัมพันธ์ นโยบายและแนวทางการพัฒนา และกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฯ ไปจนถึงปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

รวมถึงเห็นชอบประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและแนวทางการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ซึ่งกำหนด 4 นโยบาย 21 แนวทาง โดยมีนโยบายหลักดังนี้
นโยบายที่ 1 พลิกโฉมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและนำการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการพลิกโฉมสู่คุณภาพผู้เรียนให้มีชีวิตที่ดีมีคุณค่า
นโยบายที่ 2 ปฏิรูปโครงสร้างและระบบการพัฒนาครูให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สอดล้องกับบริบท ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดสมรรถนะครูสู่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างถ้วนหน้า
นโยบายที่ 3 สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นในการรับมือพลวัตการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์ในอนาคต
นโยบายที่ 4 เสริมสร้างพลังจิตวิญญาณความเป็นครู แรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ความใส่ใจและสุขภาวะ เพื่อการเติบโตอย่างมืออาชีพและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์

และเห็นชอบ Roadmap แผนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกรอบระยะเวลาเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 โดยมีการดำเนินการประกาศนโยบายและแนวทาง การจัดทำร่างสาระสำคัญของแผนฯ รวมถึงจัดประชุมคณะทำงาน จัดประชุมจัดทำแผนฯ ไปจนถึงจัดทำร่างเล่มแผนญ เพื่อเสนอต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ไปจนถึงเผยแพร่เล่มแผนฯ และติดตามประเมินผล

ในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา ร่าง สาระสำคัญของแผนการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพิจารณาโครงการ และกิจกรรมของแผนการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยประธานได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานเสนอข้อมูลการดำเนินงาน เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมข้อมูลในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในขั้นตอนต่อไป

พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

เสียงภาษาไทย คำบรรยายภาษาอังกฤษ

เสียงภาษาไทย คำบรรยายภาษาจีน

เสียงภาษาอังกฤษ คำบรรยายไทย

เสียงภาษาจีน คำบรรยายภาษาจีน

ถอดรหัสกลโกง “หมอดูออนไลน์” รู้ทันก่อนให้ข้อมูล

การดูดวงเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่หลายคนใช้เป็นที่พึ่งทางใจ แต่ในปัจจุบัน ความเชื่อนี้ได้กลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสแฝงตัวมาในคราบ “หมอดูออนไลน์” หรือเพจ “ดูดวงแม่น 100%” เพื่อหลอกลวงเหยื่อ เอกสารฉบับนี้จะถอดรหัสกลโกงเหล่านี้ทีละขั้นตอน เพื่อให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองได้ก่อนจะตกเป็นเหยื่อ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เป้าหมายที่แท้จริงของอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ไม่ใช่การทำนายดวงชะตา แต่คือการหลอกลวงเพื่อเข้าถึง “ข้อมูลส่วนตัว” และ “ทรัพย์สิน” ของคุณ

การสร้างเหยื่อและเหยื่อล่อ

มิจฉาชีพจะใช้กลยุทธ์หลายขั้นตอนเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างความน่าเชื่อถือในตอนแรก เพื่อล่อให้เหยื่อติดกับ ดังนี้
    1. เปิดเพจลวงตา มิจฉาชีพจะสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook หรือ TikTok โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถทำนายดวงชะตาได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็น เพื่อดึงดูดผู้ที่มีความเชื่อหรือกำลังมองหาที่พึ่งให้สนใจ
    2. ใช้ของฟรีเป็นเหยื่อล่อ หลายกรณีมักเริ่มต้นจากการเสนอ “ดูดวงฟรี” เพื่อทำลายกำแพงความระแวงของเหยื่อ และกระตุ้นให้เกิดการติดต่อเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว
    3. เทคนิค “หมอเดา” 18 มงกุฎ เมื่อเหยื่อติดต่อเข้ามา มิจฉาชีพจะใช้เทคนิคการเดาสุ่มข้อมูลทั่วไปไปเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายมักจะมีบางประเด็นที่บังเอิญตรงกับชีวิตจริงของเหยื่อ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจว่า “แม่นจริง” และเริ่มไว้วางใจอย่างเต็มที่
เมื่อเหยื่อเริ่มหลงเชื่อแล้ว มิจฉาชีพจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปเพื่อหลอกเอาข้อมูลและเงินทองอย่างเป็นระบบ

สารพัดวิธีหลอก

หลังจากสร้างความเชื่อใจได้สำเร็จ มิจฉาชีพจะเริ่มใช้กลอุบายที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญ
1.การหลอกให้ทำบุญและเรียกค่าครู
2.เครือข่ายเบื้องหลังความแม่น

ข้อมูลต้องห้ามที่ไม่ควรบอกหมอดูออนไลน์เด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ห้ามให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้กับหมอดูออนไลน์โดยเด็ดขาด เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่มิจฉาชีพสามารถนำไปสร้างความเสียหายได้

 

วิธีเอาตัวรอดจากมิจฉาชีพออนไลน์

การป้องกันตัวเองจากกลโกงเหล่านี้สามารถทำได้ง่ายๆ หากปฏิบัติตามหลัก 4 ข้อต่อไปนี้
  1. ตั้งสติให้มั่น “สติ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่าหลงเชื่องมงายจนขาดการไตร่ตรอง อย่าให้ความโลภ (อยากรวย) หรือความกลัว (กลัวดวงไม่ดี) มาบดบังเหตุผล หากเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่สมเหตุสมผล ให้สงสัยไว้ก่อน
  2. ห้ามโอนเงินเด็ดขาด เมื่อใดก็ตามที่มีการขอให้โอนเงินเพื่อทำพิธี หรือเรียกร้องเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายของมิจฉาชีพ และยุติการติดต่อทันที
  3. มีขอบเขตในการให้ข้อมูล การดูดวงเพื่อความสบายใจสามารถทำได้ แต่ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน คือห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญเด็ดขาด (ตามตารางในข้อ 3) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปสู่อาชญากร
  4. หลีกเลี่ยงการนัดเจอ ห้ามนัดเจอกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์โดยเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่เหตุอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อชีวิตและร่างกายโดยตรง เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการถูกถ่ายคลิปเพื่อแบล็กเมล์ในภายหลัง

คิดก่อนเชื่อ ปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย

ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา การปกป้องข้อมูลส่วนตัวอย่างมีสติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดจากอาชญากรที่แฝงตัวอยู่ทุกที่ในโลกออนไลน์

                   ใน พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896)  ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย   ในทวีปแอฟริกา มีชนเผ่าพื้นเมืองราว 3,000 ชนเผ่า  อยู่กันอย่างอิสระ เช่น  ซูลู  มาไซ  อาชันติ    โยรูบา  เบอรเบอร์    หนึ่งในชนเผ่าที่เข้มแข็งคือชนเผ่าอาชันติ (Ashanti) ซึ่งอยู่ทางชายทะเลฝั่งตะวันตก บริเวณที่เป็นประเทศกาน่าในปัจจุบัน  มีเมืองหลวงชื่อ คูมาซี  มีชื่อเสียงด้านแร่ทองคำ และผ้าทอ ชาวอาชันติเป็นนักรบที่ดุร้ายและมีพิธีกรรมอันน่าเกรงขาม     พระเจ้าเปรมเปร่ห์ ที่เป็นกษัตริย์กล้าหาญและสุภาพ แต่เหี้ยมโหด   ถ้าโกรธ จะหัวเสีย และทำตามอำเภอใจ  ผู้ที่ทำให้พระองค์ทรงโกรธ โดยปกติจะหัวขาด

           ทหารอังกฤษได้ทำสงครามสู้รบกับชนเผ่าอาชันติยืดเยื้อเกือบ 100 ปี (ช่วงค.ศ. 1824-1900)   เพื่อยึดเป็นเมืองขึ้น และ ชิงอำนาจเหนือ ชายฝั่งทองคำ (Gold Coast) ที่มีแร่ทองคำมูลค่ามหาศาล และเพื่อปกป้องชนเผ่าที่เป็นพันธมิตรกับอังกฤษ มิให้อาชันติรุกราน   ทหารอังกฤษได้เข้ายึด เก้าอี้ทองคำศักดิ์สิทธิของกษัตริย์อาชันติ  (the Golden Stool)  ที่ชาวอาชันติถือว่าเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงที่สุด

             อังกฤษเกรงว่า ฝรั่งเศส หรือ เยอรมนี อาจเข้ามายึดครองดินแดนอาชันติ จึงส่งกองทหารอังกฤษ ที่มีอาวุธทันสมัยเช่นปืนกล ปืนใหญ่ นำโดย เบเดน โพเอลล์เข้าไปบีบให้ยอมจำนน และเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามเป็นทองคำมูลค่ามหาศาล

              ผลสุดท้าย อาณาจักรอาชันติพ่ายแพ้ เพราะมีแต่อาวุธโบราณ   จึงถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิอังกฤษ   กษัตริย์ เปรมเปร่ห์ ทรงตัดสินใจ “ไม่สู้รบ” เพื่อรักษาชีวิตประชาชนและเมืองหลวงเอาไว้ พระองค์ยอมจำนนอย่างสงบสง่างาม ถูกทหารอังกฤษจับกุม   แล้วเนรเทศไปที่หมู่เกาะ เซเชลล์ในมหาสมุทรอินเดียนานถึง 24 ปี      

               เมื่อกษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกทหารอังกฤษจับตัว   พระองค์ทรงรู้ตัวว่าถ้าไม่ระวังคำพูดอาจต้องเสียใจภายหลัง จึงนำผลไม้เปลือกแข็งเช่นลูกนัทบราซิลมาอมไว้   ถ้าอยากจะกล่าวคำทีไม่สมควร จะต้องเอาลูกนัทออกจากปากเสียก่อน

                 ต่อมา เมื่อบี.พี. พบกับกษัตริย์เปรมเปร่ห์      บี.พี. ได้ยื่นมือขวาออกไปเพื่อทักทายตามธรรมเนียมอังกฤษ แต่กษัตริย์เปรมเปร่ห์กลับยื่น “มือซ้าย” ให้

                   บี.พี. สงสัยจึงถามเหตุผล กษัตริย์เปรมเปร่ห์ทรงตอบว่า “ในดินแดนของข้าพเจ้า นักรบที่กล้าหาญที่สุดจะจับมือกันด้วยมือซ้าย เพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องวางโล่ที่ถืออยู่ทางซ้ายลง เพื่อแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่สุดต่อมิตรภาพ”

 บี.พี. ประทับใจในแนวคิดนี้มาก จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์การทักทายของลูกเสือทั่วโลก เพื่อสื่อถึงความเชื่อใจและความเป็นพี่น้องกัน

                    ชาวอาซันติได้ตั้งฉายาให้ บี.พี. ว่า “อิมปีซ่า” (Impeesa) แปลว่า “หมาป่าผู้ไม่เคยหลับนอน” (The wolf that never sleeps) เนื่องจากบี.พี. มีวิธีสอดแนมที่ยอดเยี่ยม มักจะออกลาดตระเวณตอนกลางคืนด้วยความเงียบเชียบ ไม่รบกวนผู้อื่น

                    ระหว่างที่ถูกทหารอังกฤษจับตัว  กษัตริย์เปรมเปร่ห์เตรียมจะหลบหนีเข้าป่าตอนกลางคืน  แต่บีพีได้เตรียมนำทหารอังกฤษไปซุ่มรอไว้ล่วงหน้า   ทหารของเปรมเปร่ห์คนหนึ่งนำปืนรุ่นเก่ามาจี้ตัวบีพี เข้ากอดรัดต่อสู้กันจนปืนหลุดมือ  แล้วทหารบีพีได้เข้ามาคว้าข้อมือที่กำมีดของทหารอชันติไว้ได้   แสดงว่านอกจากมีปืนแล้วทหารอาชันติยังมีมีดซ่อนไว้ในตัวอีกด้วย

                   เรื่องราวไม่ได้จบลงที่การแพ้ชนะ แต่จบลงด้วยมิตรภาพที่น่าประทับใจ  กษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกเนรเทศไปที่เกาะเซเชลส์นานถึง 28 ปี   เมื่อพระองค์ทรงได้รับอนุญาตให้กลับมาครองนครคูมาซีอีกครั้งในปี ค.ศ. 1924      บี.พี. และกษัตริย์เปรมเปร่ห์ได้ติดต่อกันอีกครั้ง   กษัตริย์เปรมเปร่ห์เป็นตัวอย่างของผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากตามกฎลูกเสือข้อ 8  แม้จะพ่ายแพ้ต่อทหารอังกฤษแล้วถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะถึง 28 ปี ก็อดทนไม่ย่อท้อ  จนได้กลับมายังอชันติได้อีก

                พระเจ้าเปรมเปร่ห์ทรงศรัทธาในกิจการลูกเสือมาก จนพระองค์ทรงเป็น ประธานสภาลูกเสือแห่งอาซันติ และส่งเสริมให้เยาวชนในเผ่าของพระองค์เป็นลูกเสือ โดยยึดมั่นในความสุภาพและการรับใช้ผู้อื่น  บีพี มักหยิบยกเรื่องราวของกษัตริย์เปรมเปร่ห์มาเล่าเสมอ เพื่อสอนว่า:

  1. ความสุภาพไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ: กษัตริย์เปรมเปร่ห์ยอมแพ้อย่างสุภาพเพื่อส่วนรวม
  2. การให้เกียรติคือหัวใจของสุภาพบุรุษ: แม้เป็นศัตรู บี.พี. ก็ชื่นชมและให้เกียรติ จนได้รับความไว้วางใจ (การจับมือซ้าย) กลับมา

        เรียบเรียงจากหนังสือ  การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ  Rovering to Success  ของ เบเดน โพเอลล์ ตอน คนเอาแต่ได้ และคนดีแต่ปาก แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล  และ อาทร  จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2520

 

บทการแสดงรอบกองไฟ: กษัตริย์เปรมเปร่ห์แห่งอาชันติ

ตัวละคร

  1. กษัตริย์เปรมเปร่ห์: ผู้นำที่น่าเกรงขาม สง่างาม แต่มีอารมณ์ร้อน (อมถั่วบราซิล/หมากในปาก)
  2. บี.พี. (ลอร์ด เบเดน โพเอลล์): ทหารอังกฤษผู้เก่งฉกาจ สุภาพ และช่างสังเกต
  3. ทหารอาชันติ: นักรบที่ดุร้าย ถือหอก (2-3 คน)
  4. ทหารอังกฤษ: ถือปืนจำลอง (2-3 คน)
  5. ผู้บรรยาย

ฉากที่ 1: ดินแดนทองคำและความขัดแย้ง

               (เสียงกลองแอฟริกาเร้าอารมณ์ ทหารอาชันติเต้นระบำรอบกองไฟ แสดงความแข็งแกร่ง)

ผู้บรรยาย: ปี พ.ศ. 2439  ( ค.ศ. 1896  สมัยรัชกาลที่ 5)  ณ ดินแดนอาชันติ ที่เป็นประเทศกาน่าในแอฟริกาปัจจุบัน     กษัตริย์เปรมเปร่ห์ผู้ครองเก้าอี้ทองคำ ทรงเป็นนักรบที่เหี้ยมโหด ใครทำให้กริ้วเป็นต้องหัวขาด! แต่อังกฤษต้องการครอบครองชายฝั่งแอฟริกาที่มีทองคำมาก จึงส่งกองทัพที่นำโดย “บี.พี.” เข้ามาบีบให้ยอมจำนน

กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ตะโกนด้วยความโกรธ) พวกคนผิวขาวจะมาชิงทองคำและเก้าอี้ศักดิ์สิทธิ์ของข้าหรือ! ข้าจะประหารพวกมันให้หมด! (กษัตริย์ทำท่าจะสั่งฆ่า แต่หยุดชะงัก หยิบลูกนัทขึ้นมาอมไว้ในปาก แล้วสงบสติอารมณ์)

กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (พูดเสียงอู้อี้) ไม่ได้… ข้าต้องไม่พูดคำที่ไม่สมควร ข้าจะยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิตประชาชนของข้า  เพราะเรามีแต่อาวุธพวกหอกกับโล่โบราณ สู้กับปืนของพวกฝรั่งไม่ได้ !

ฉากที่ 2: อิมปีซ่า หมาป่าผู้ไม่เคยหลับนอน

(ฉากยามค่ำคืน บี.พี. เดินย่องสอดแนมอย่างเงียบเชียบ)

ผู้บรรยาย: บี.พี. นายทหารอังกฤษผู้ได้ฉายาจากคนพื้นเมืองแอฟริกาว่าหมาป่า “อิมปีซ่า” เพราะเขามักเดินตรวจลาดตระเวนอย่างสุภาพและเงียบเชียบ

                คืนหนึ่ง กษัตริย์เปรมเปร่ห์พยายามจะหนีเข้าป่า แต่บี.พี. คาดการณ์ไว้แล้ว!

(ทหารอาชันติกระโจนเข้าใส่บี.พี. ใช้ปืนจี้และกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน บี.พี. ปัดปืนหลุดมือ ทหารอังกฤษกรูเข้ามาจับกุมทหารอาชันติได้ แต่ พบว่าในตัวมีมีดซ่อนอยู่อีกเล่ม!)

บี.พี.: (พูดอย่างสุภาพแต่หนักแน่น) ท่านกษัตริย์… ความพยายามของท่านจบลงแล้ว แต่เราขอให้เกียรติในความกล้าหาญของท่าน

ฉากที่ 3: มิตรภาพแห่งมือซ้าย

(บี.พี. เดินเข้าไปหาเปรมเปร่ห์ที่กำลังจะถูกเนรเทศ บี.พี. ยื่นมือขวาออกไป)

บี.พี.: ข้าพเจ้าขอแสดงความนับถือในฐานะนักรบ

กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ไม่รับมือขวา แต่ยื่น “มือซ้าย” ให้แทน)       ในเผ่าอาชันติ นักรบที่กล้าที่สุดจะจับมือกันด้วยมือซ้าย เพราะเราต้องวาง “หอกและโล่” ลง เพื่อแสดงว่าเรา “ไว้ใจ” มิตรผู้อยู่ตรงหน้าอย่างที่สุด! (ทั้งคู่จับมือซ้ายกันอย่างสง่างาม)

ฉากที่ 4: 28 ปีแห่งความไม่ย่อท้อ

(ผู้บรรยายอ่านสรุป ขณะที่ตัวละครจัดแถว)

ผู้บรรยาย: กษัตริย์เปรมเปร่ห์ถูกเนรเทศไปเกาะเซเชลส์ถึง 28 ปี! ท่านไม่เคยท้อแท้ ยิ้มรับโชคชะตาจนได้กลับมาครองเมืองอีกครั้ง และความประทับใจในตัว บี.พี. ทำให้ท่านกลายเป็น “ประธานสภาลูกเสือแห่งอาซันติ” ในเวลาต่อมา

กษัตริย์เปรมเปร่ห์: (ถอดชุดกษัตริย์ออก สวมผ้าผูกคอลูกเสือแทน)  ลูกเสือเอ๋ย… จงจำไว้ ความสุภาพไม่ใช่ความอ่อนแอ และจงยิ้มสู้กับทุกอุปสรรคเหมือนที่ข้าเคยทำ!

บทสรุปตอนท้าย (ลูกเสือทุกคนยืนขึ้น)

ผู้นำแสดง: กฎลูกเสือข้อ 8 ว่าอย่างไร! ทุกคน: “ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก !”

 ผู้นำแสดง: เหมือนกษัตริย์เปรมเปร่ห์!

ทุกคนร้องเพลง  “เราเผ่าไทย…” ทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ ซึ่งเป็นเพลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา  อายุกว่า 400 ปี   https://www.youtube.com/watch?v=C7dWjiYCYZo

                   “เราเผ่าไทย ต่างคนจากแดนไกล ต่างมารวมใจ สามัคคีทุกหมู่เหล่า

พวกเราพร้อมพรั่ง  งามถิ่นเรา ถิ่นไทย ในแดนทอง แหล่งดีคนปอง ไทยเข้าครองต้องรวมกัน ผูกพันรักเผ่า

                    โบราณนานมาชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี

                   ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง     ตื่นเถิดไทย จงร่วมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่าย ศัตรูร้ายมุ่ง

                    โบราณนานมา ชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี”

หมายเหตุสำหรับการแสดง:

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

                ในบรรดาหนังสือที่หล่อหลอมจิตวิญญาณของลูกเสือ ที่เป็นผลงานการเขียนของ ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี เมื่อกว่าร้อยปีก่อน  คงไม่มีเล่มใดสำคัญไปกว่า “Rovering to Success” หรือ “การท่องเที่ยวสู่ความสำเร็จ” ซึ่งท่านบีพี เปรียบเปรยการดำเนินชีวิต เหมือนการพายเรือแคนูไปตามสายน้ำที่เต็มไปด้วยโขดหินอันตราย

                    บีพี กล่าวถึงเบื้องหลังในการหนังสือ”การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จว่า:   “ข้าพเจ้ารู้สึกเสมอว่า  เป็นเรื่องชอบกลที่ เวลาคนตายจากไป  เขาก็จะเก็บเอาความรู้ทั้งหมดที่เขาได้รับตลอดชีวิตไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาเที่ยวเสเพลหรือเรื่องที่เขาประสบความสำเร็จ  และเขาก็จะปล่อยให้ลูกหรือน้องของเขา  ต้องผ่านเรื่องต่างๆเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง   ทำไมเขาจึงไม่สอนลูกหรือน้องของเขา  ให้มีความรู้อันเป็นประโยชน์ดังที่เขามีอยู่เสียก่อน  ทั้งนี้ เพื่อลูกหรือน้องของเขาจะได้ก้าวต่อไปทันที  ถึงขั้นมีสมรรถภาพและความรู้จักผิดชอบที่กว้างขวางยิ่งขึ้น”

                   หนึ่งในตัวอย่างที่ บีพี หยิบยกมาอ้างถึง คือเรื่องราวจากหนังสือชื่อ “ป่าดงพงไพร” “The Forest” เขียนโดยชาวอเมริกันชื่อ นาย สจ๊วต อี ไวท์  Stewart Edward White ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์การพายเรือโต้คลื่น  ได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ กฎลูกเสือข้อที่ 8  ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก  A scout smiles and whistles under all difficulties.  ซึ่งหมายความว่าลูกเสือจะร่าเริง/อดทน มองโลกในแง่ดี ไม่ท้อแท้ เมื่อเจออุปสรรคหรือความลำบาก

              นายไวท์  ได้เล่าถึงประสบการณ์การพายเรือแคนู  ท่ามกลางทะเลสาบที่บ้าคลั่ง คลื่นลูกใหญ่ซัดสาด  จนดูเหมือนจะกลืนกินเรือลำเล็กๆ ได้ทุกเมื่อ ในสถานการณ์ที่ความเป็นและความตายห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด สิ่งที่ นายไวท์ ค้นพบและ บีพี นำมาเน้นย้ำไม่ใช่แค่เทคนิคการใช้พาย แต่คือ “สภาวะจิตใจ”

               บีพี อธิบายว่า หากคนพายเรือเต็มไปด้วยความกลัวและความวิตกกังวล ร่างกายจะเกร็ง การตัดสินใจจะผิดพลาด และนั่นนำไปสู่หายนะ แต่หากคนพายสามารถ “ยิ้มและผิวปาก” ให้กับความน่ากลัวของคลื่นลมได้ จิตใจจะเกิดความสงบ มีสมาธิ และสามารถบังคับเรือให้โต้ไปตามจังหวะของน้ำได้อย่างปลอดภัย

                 การนำตัวอย่างจาก หนังสือป่าดงพงไพร (The Forest) มาสอนลูกเสือนั้น   ไม่ได้หมายถึงการที่จะให้ลูกเสือเป็นคนสนุกสนานจนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่เป็นการสอนเรื่อง ความกล้าหาญที่ร่าเริง ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก:

  1. การมองโลกในแง่ดี (Optimism) คือ มองว่าอุปสรรคหรือ “คลื่น” คือบททดสอบที่ทำให้เราเก่งขึ้น ไม่ใช่กำแพงที่มากั้นขวาง
  2. การควบคุมตนเอง (Self-Control) คือการยิ้มหรือผิวปาก ในยามวิกฤต เป็นอุบายในการควบคุมสมาธิ ไม่ให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำ
  3. ความยืดหยุ่น (Resilience) คือเมื่อเรือเจอคลื่นแรง  หรือชีวิตผจญปัญหาใหญ่หลวง   ต้องไม่อวดเก่งไม่อวดดี  บุกเข้าไปปะทะตรงๆ แต่ต้องรู้จักโอนอ่อนและหาจังหวะโต้กลับด้วยใจที่เบิกบาน

                 การที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ สอนเรื่องกฎลูกเสือข้อที่ 8 โดยใช้ตัวอย่างการพายเรือของ นายไวท์  จะช่วยให้เด็กๆ เห็นภาพชัดเจนว่า “รอยยิ้ม” ของลูกเสือนั้น ไม่ใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอหรือการมองข้ามปัญหา แต่มันคือ “อาวุธทางจิตวิทยา” ที่ทรงพลังที่สุดในการเอาชนะอุปสรรค

               ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊ค ในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/

                                                                                    

บทการแสดงรอบกองไฟ ของลูกเสือ

เรื่อง: การพายเรือฝ่าคลื่นลมชีวิต

ฉาก: รอบกองไฟกลางคืน มีเรือจำลองทำจากกระดาษกล่อง ลูกเสือแต่งชุดเต็มยศ บางคนถือพาย บางคนทำเสียงคลื่นลมด้วยเครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์ประกอบฉาก

ตัวละคร

บทละคร

ผู้บรรยาย:   ชีวิตก็เหมือนการพายเรือในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมแรง… หากใจเราหวั่นไหว เรือก็อาจคว่ำ แต่หากใจเรามั่นคงและร่าเริง เราจะฝ่าคลื่นไปได้อย่างปลอดภัย

ลูกเสือ 1: (ทำท่ากลัว จับพายแน่น)  โอ้โห! คลื่นใหญ่มาก!  ฉันกลัวเหลือเกิน!

ลูกเสือ 2: (ยิ้มและผิวปากเบาๆ)   ไม่เป็นไรหรอก

ลูกเสือ 1:แต่ถ้าเรือคว่ำล่ะ?

ลูกเสือ 2: ถ้าเรือคว่ำ เราก็หงายเรือขึ้นใหม่ได้   เราว่ายน้ำเป็น… ลูกเสือไม่ย่อท้อ! เราจะพายไปด้วยความร่าเริงและความหวัง

ผู้บรรยาย:    นี่แหละคือกฎลูกเสือข้อที่ 8 — ลูกเสือมีใจร่าเริง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ยิ้มและผิวปากแม้ในยามวิกฤต เพื่อควบคุมใจและหาจังหวะโต้คลื่น

ลูกเสือทั้งหมด: (พร้อมกันร้องเพลง   ร่วมใจ เราพร้อมใจ  ร่วมใจเราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ   พวกเราลูกเสือไทย  ต่างพร้อมใจสามัคคี…..) 

https://www.youtube.com/watch?v=6zBsxKp49oQ

(ทุกคนพายเรือไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง เสียงคลื่นค่อยๆ เบาลง แสงไฟจากกองไฟส่องสว่างเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ)

ข้อคิดปิดท้าย

ผู้บรรยาย:  รอยยิ้มของลูกเสือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คืออาวุธทางจิตใจที่ทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคได้… เหมือนเรือเล็กที่โต้คลื่นใหญ่ด้วยหัวใจที่เบิกบาน

บทละครนี้สามารถเล่นได้ภายใน 5–7 นาที เหมาะสำหรับการแสดงรอบกองไฟ โดยใช้เสียงและท่าทางช่วยสร้างบรรยากาศให้เด็กๆ เข้าใจบทเรียนเรื่อง “ความกล้าหาญที่ร่าเริง” อย่างชัดเจน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

 

26 กุมภาพันธ์ 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย (TRM) เพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการ Sustainable Agriculture Transformation through Innovation in Technical and Vocational Education and Training หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ “SATIT” (สาธิต) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการปฏิรูปการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรของไทย ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ SATIT จำลองความสำเร็จสู่ความยั่งยืน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยังคงเป็นผู้นำด้านการผลิตและแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ชื่อ “สาธิต” เพื่อสื่อถึงการเป็นโครงการนำร่องใน 8 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) และวิทยาลัยประมง ที่จะเป็นตัวแทนในการจำลองความสำเร็จเพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ วิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ วษท.ฉะเชิงเทรา, วษท.พระนครศรีอยุธยา, วษท.มหาสารคาม, วษท.บุรีรัมย์, วษท.ราชบุรี, วษท.สุพรรณบุรี, วษท.สุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ โดยวิเคราะห์ความท้าทายและแนวทางพัฒนา 4 มิติ จากการลงพื้นที่ประเมินสถานภาพของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเกษตรและประมงกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ

ADB พบความท้าทายสำคัญหลายประการ อาทิ สังคมสูงวัยในภาคเกษตรที่ขาดแคลนเยาวชนคนรุ่นใหม่ โครงสร้างพื้นฐานและอาคารสถานที่เสื่อมโทรม และการขาดความรู้ด้านห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ทำให้เกษตรกรยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตได้อย่างเต็มที่

ADB จึงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกแบบโครงการโดยเน้นผลลัพธ์ 4 ด้านหลัก คือ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวยินดีและให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อความสมบูรณ์ของโครงการ เสนอแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ 2 แทร็ก (Two-Track) แทร็กแรก เน้นเทคโนโลยีชั้นสูง (High-tech) สำหรับนักศึกษาเพื่ออนาคต และแทร็กที่สอง เน้นเทคโนโลยีที่เกษตรกรทั่วไปสามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้ได้จริงในปัจจุบัน

เสนอให้ ADB ใช้เครือข่ายภาคเอกชนชั้นนำดึงสถานประกอบการเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและรับนักศึกษาเข้าทำงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมาเรียนเกษตรมากขึ้น โดยให้วิทยาลัยเป็นศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) คือ นอกจากการสอนแล้ว ควรให้วิทยาลัยเป็นศูนย์บริการประชาชน เช่น การตรวจวิเคราะห์โรคพืช-สัตว์ คุณภาพดินและน้ำ เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในวงกว้าง โดยเฉพาะการ Upskill ผู้สูงอายุ เพื่อปรับโครงการให้รองรับสังคมสูงวัย โดยการพัฒนาทักษะการเกษตรสมัยใหม่ให้ผู้สูงอายุสามารถเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้

ก้าวต่อไปของโครงการ ในส่วนของงบประมาณ ADB ได้จัดสรรเงินสนับสนุนในรูปแบบความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) เพื่อใช้ในการพัฒนาและออกแบบโครงการ แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายด้านการใช้พื้นที่ราชพัสดุสำหรับการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) แต่ทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกับกรมธนารักษ์เพื่อหาทางออก เช่น รูปแบบการจ้างบริการ (Contract Service) หรือการบริจาคเพื่อการศึกษา

โครงการ SATIT คาดการณ์ว่าจะมีการอนุมัติเงินกู้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2570 และลงนามสัญญาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี และตั้งเป้าความสำเร็จภายในปี 2573 ซึ่งคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ได้สูงถึงร้อยละ 24

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว – กราฟิก
อินทิรา บัวลอย : ภาพ
ภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/14TcdP6Szbw/?mibextid=wwXIfr

26 กุมภาพันธ์ 2569 – ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญด้านการบริหารงานบุคคล เพื่อยกระดับเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในสายอาชีวศึกษา

ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการในตำแหน่ง “อาจารย์” สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลการปฏิบัติงานจริงของอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษาทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อนำข้อคิดเห็นและบริบทเชิงพื้นที่มาจัดทำหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของการจัดการเรียนการสอนสายอาชีพ มุ่งสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ และความชำนาญตรงตามความต้องการของสถานศึกษา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการอาชีวศึกษา ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อรองรับข้าราชการครูที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและประสงค์ขอกำหนดตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทางของ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.)

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเพิ่มเติมอีก 1 คณะ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและวินิจฉัยกรณีที่การดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ด้านเลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 และอยู่ระหว่างกำหนดกรอบรางวัลอย่างชัดเจน ก่อนประกาศรายละเอียดให้ส่วนราชการเสนอผลงานเข้ารับการพิจารณาต่อไป ซึ่งมติในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลสายอาชีวะ ให้มีมาตรฐานชัดเจน เปิดโอกาสความก้าวหน้าในวิชาชีพ และยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน

ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง, กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ภาพ
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา/ ข้อมูล

26 กุมภาพันธ์ 2569 – ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 2/2569 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 19 หลักสูตร จาก 13 สถาบัน ครอบคลุมระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิต และปริญญาโท รวมทั้งอนุมัติปรับแผนการรับนักศึกษา 10 หลักสูตร จาก 4 สถาบัน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่ได้รับการรับรองได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หัวข้อ ตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่คุรุสภารับรอง

ทีประชุมเห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2569 จำนวน 3,450 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ พร้อมเห็นชอบให้นำข้อมูลคุณวุฒิจากต่างประเทศที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และเห็นชอบแผนบริหารจัดการความเสี่ยงของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ที่มีมติให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) แผนพัฒนางานการทดสอบวิชาชีพครูอย่างยั่งยืน ตามข้อเสนอที่นำเสนอใหม่ โดยมุ่งให้การพัฒนาครูดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหลักสูตร เพื่อให้สามารถติดตาม ประเมินผล และรับรองหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการปรับรูปแบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (ประเภท P, B และ A) ที่ประชุมมีมติให้ทบทวนรายละเอียดทั้งหมด เพื่อจัดระบบให้เข้าใจง่ายและบูรณาการอยู่ในหลักสูตรอย่างชัดเจน โดยมุ่งยกระดับคุณภาพตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตครู จนถึงผลลัพธ์ปลายทาง เพื่อให้ได้บัณฑิตครูที่มีสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ และสามารถปฏิบัติงานในสถานศึกษาได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อให้การพัฒนาครูตรงตามเป้าหมายอันจะเกิดผลอย่างเป็นระบบและส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการดำเนินงาน รวมถึงความก้าวหน้าการใช้จ่ายงบประมาณไตรมาสแรก เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องตามมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐ

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง/ ภาพ
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา/ ข้อมูล

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากให้เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัด การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในโรงเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 25 (วทร.25) ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ สสวท., มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และสมาคมครูวิทยาศาสตร์ฯ เข้าร่วม

โดยเน้นการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ในยุคดิจิทัล

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 และการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบในปี 2569 นี้ “ทุนมนุษย์” ถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศไทย โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักดีว่าจุดเริ่มต้นของการสร้างพลเมืองโลกที่มีคุณภาพคือการมี “ครู” และ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง

โครงการนี้ มีแนวคิด “STEM สีเขียว” บูรณาการสู่ปัญหาจริง ซึ่งการจัดงาน วทร. 25 ครั้งนี้มีความพิเศษโดยมุ่งเน้นภายใต้แนวคิด “STEM สีเขียว : พลังการเรียนรู้เพื่อโลกยั่งยืน ผ่านการบูรณาการและนวัตกรรม” (Green STEM Education for Global Sustainability : Integration and Innovation). นี่คือการประกาศจุดยืนสำคัญที่ต้องการให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องสามารถ บูรณาการเข้ากับโจทย์ปัญหาจริงของโลก โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วม กระทรวงศึกษาธิการขอเชิญชวนบุคลากรทางการศึกษา ทั้ง ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับชาติดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 24 – 26 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยสู่อนาคตร่วมกัน

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว-กราฟิก

ข้อมูล – ภาพ : สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/175f6p3nSZ/?mibextid=wwXIfr

25 กุมภาพันธ์ 2569 / กระทรวงศึกษาธิการจัดการประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางการจัดสรรทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และอยู่ในสภาวะยากลำบาก ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ อาคารรัชมังคลาภิเษก

ในการนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานในการประชุม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายอาทร จันทวิมล ผู้ทรงคุณวุฒิ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางสาวปราถนา ช้อนแก้ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารทรัพยากรบุคคล รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และนางผานิตย์ มีสุนทร ผู้ทรงคุณวุฒิ

นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร กล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตมีความพร้อมในการสนับสนุนทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง โดยปัจจุบันกองทุนมีสถานะทางการเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 634 ล้านบาท (ณ วันที่ 31 มกราคม 2569) ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงของกองทุนที่จะนำไปต่อยอดสร้างโอกาสให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีอาชีพที่มั่นคง

โดยสรุปประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ นายอาทร จันทวิมล ผู้ทรงคุณวุฒิ ยังได้เสนอให้กองทุนขยายการช่วยเหลือไปยังกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่สูงและห่างไกล เช่น โครงการครูหลังช้าง รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทุนเพื่อประโยชน์ต่อสังคมในมิติที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งแจ้งเรื่องการจัดตั้ง “ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวมกลุ่มศิษย์เก่าที่เคยได้รับทุนและผู้มีจิตศรัทธาในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายในสภาวะยากลำบาก (Difficult situations) โดยมุ่งเน้นว่า “เงินทุนนี้จะช่วยสร้างชีวิตใหม่ ให้เด็กมีงานทำ มีอาชีพ และสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้”

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติ่ม : https://www.facebook.com/share/1Ato44gmhJ/?mibextid=wwXIfr

นนทบุรี – 25 กุมภาพันธ์ 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) เป็นประธานเปิดการอบรมการประเมินองค์กรคุณธรรมต้นแบบ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางวรภร ทองจิตร รองหัวหน้า ศปท.ศธ. ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานในสังกัดจากส่วนกลาง-ภูมิภาค ที่เกี่ยวข้องกว่า 140 คน ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ อำเภอเมืองฯ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า การประเมินองค์กรคุณธรรมต้นแบบ ถือเป็นโอกาสในการทบทวนและพัฒนาการทำงานของแต่ละหน่วยงานให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเติมเต็มศักยภาพของหน่วยงาน เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการทุกนโยบายมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงาน แต่หัวใจอยู่ที่การทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง หากนโยบายดีเพียงใดแต่ไม่ถูกถ่ายทอดสู่การทำงานในพื้นที่ ก็ยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ดังนั้นการดำเนินงานด้านการศึกษาต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับหน่วยงาน สถานศึกษา ไปจนถึงห้องเรียน และสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียนอย่างแท้จริง

ในส่วนของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ชาติขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของกลไกการขับเคลื่อนในทุกระดับ รวมถึงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม และ “นโยบายด้านการป้องกันและต่อต้านการทุจริต” ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป สร้างระบบการทำงานที่โปร่งใสและสมารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะเกิดผลได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในหน่วยงาน

กระทรวงศึกษาธิการมีโครงสร้างการทำงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งต้องขับเคลื่อนและเดินหน้าไปพร้อมกัน พื้นที่ต้องมีความเข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนงานได้ตามบริบทของตนเอง ขณะเดียวกันส่วนกลางต้องทำหน้าที่สนับสนุนด้านนโยบาย วางกรอบทิศทาง และติดตามกำกับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานทุกระดับเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

“องค์กรจะเป็นองค์กรคุณธรรมได้ คนในองค์กรต้องมีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน” บุคลากรทุกคนคือกำลังสำคัญ ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย และทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีบทบาทในการสร้างและพัฒนาคนของประเทศ จึงต้องเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือและเป็นแบบอย่างที่ดี

สำหรับการประเมินองค์กรคุณธรรม จำเป็นต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจในหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และแนวทางการประเมินให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเตรียมความพร้อมและดำเนินการได้อย่างมั่นใจ แม้งานของกระทรวงศึกษาธิการจะมีความหลากหลาย แต่ทุกภารกิจสามารถบูรณาการหลักคุณธรรมเข้าไปในกระบวนการทำงานได้ ตามแนวทาง “ส่งเสริม พัฒนา ต้นแบบ” ตามกรอบการประเมินนั้น ต้องเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการอบรมหรือสร้างความเข้าใจในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ต้องนำความรู้ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามผล และขยายผลอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงศึกษาธิการ คาดหวังให้ทุกหน่วยงานในสังกัด สามารถพัฒนาสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านคุณธรรม ซึ่งถือเป็นความท้าทายร่วมกันของบุคลากรทุกคน การสร้างคนให้มีทั้งความดี ความเก่ง และความสุข ตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” จะเกิดขึ้นได้ องค์กรต้องทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และร่วมมือกันอย่างจริงจัง แม้อยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการทำให้การศึกษาของประเทศเดินหน้าอย่างมีคุณธรรม”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม

ลิงค์แบบสำรวจความคาดหวัง ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่น ของผู้รับบริการหลักและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

https://shorturl.moe.go.th/48amh

คลิกเดียวก็เสี่ยง! ภัยเงียบจากโฆษณาบนโซเชียลที่คุณควรรู้

เคยไหม? เวลาที่เราเลื่อนดูฟีดในแพลตฟอร์ม “บ้านฟ้า” (Facebook) แล้วเจอโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เราเพิ่งจะสนใจหรือพูดถึงไปเมื่อไม่นานนี้ แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายที่รู้ใจนี้ คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่มิจฉาชีพใช้เป็นประตูสู่การหลอกลวง…และทุกคลิกของคุณอาจกำลังพาตัวเองเข้าใกล้กับดักนั้นไปอีกก้าว บทความนี้เปิดข้อเตือนใจสำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีมองโฆษณาบนโซเชียล

กับดักอัลกอริทึม “คลิกเดียว” เปลี่ยนคุณให้เป็นเป้าหมาย

สิ่งที่อันตรายที่สุดเริ่มต้นจากสิ่งที่เราทำโดยไม่ทันระวังตัว นั่นคือการ “คลิก” เพียงครั้งเดียว เมื่อคุณคลิกเข้าไปดูโฆษณาที่น่าสงสัย ไม่ว่าจะด้วยความอยากรู้หรือความบังเอิญ อัลกอริทึมของระบบจะจดจำทันทีว่าคุณมีความสนใจในเรื่องนั้นๆ และจะเริ่มแสดงโฆษณาในประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันให้คุณเห็นบ่อยขึ้น นี่คือช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เพื่อเพิ่มการมองเห็นและเข้าถึงเหยื่อได้อย่างง่ายดาย
ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งอ้างอิงรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า มิจฉาชีพใช้การยิงแอดโฆษณาเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงเหยื่อในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของออนไลน์, การชวนลงทุนในธุรกิจต่างๆ ไปจนถึงการโฆษณาเว็บพนัน กลไกนี้ทำให้เหยื่อเห็นโฆษณาหลอกลวงซ้ำๆ จนอาจหลงเชื่อในที่สุด

จุดสังเกตเพจมิจฉาชีพฉบับตำรวจสอบสวนกลาง

เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือความรอบคอบ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้แนะ 3 จุดสังเกตสำคัญที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบได้ทันทีก่อนจะคลิก
  1. ตรวจสอบโปรไฟล์เพจ ก่อนจะเชื่อหรือคลิกอะไร ให้ตรวจสอบโปรไฟล์ของเพจนั้นๆ ก่อนเป็นอันดับแรก มองหาเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) และเข้าไปดูข้อมูลในส่วน “เกี่ยวกับ” (About) และ “ความโปร่งใสของเพจ” (Page Transparency) เพื่อตรวจสอบประวัติการสร้างเพจและการเปลี่ยนแปลงชื่อ (ซึ่งเพจมิจฉาชีพมักมีการเปลี่ยนชื่อบ่อยครั้งเพื่อหนีการตรวจสอบ)
  2. อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอม หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์โฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะโฆษณาที่ชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงอย่างรวดเร็ว เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกลลวง
  3. เช็คกับหน่วยงานทางการ หากเจอโฆษณาชวนลงทุนที่ดูน่าสนใจ เพื่อความปลอดภัย ควรนำข้อมูลไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรงเสมอ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือธนาคารที่น่าเชื่อถือ

การ “รายงาน” คือเครื่องมือช่วยสังคม

นอกจากการป้องกันตัวเองแล้ว เราทุกคนยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมออนไลน์ปลอดภัยขึ้นได้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แนะนำว่า หากพบเห็นโฆษณาที่น่าสงสัย หรือเข้าข่ายหลอกลวง ให้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในมือกด “รายงาน” (Report) โฆษณานั้นทันที การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเรามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกการรายงานจะช่วยลดการมองเห็นของโฆษณาหลอกลวงเหล่านั้น และเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เพื่อน ครอบครัว หรือผู้ใช้งานคนอื่นๆ ต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป
ภัยจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยเงียบที่แฝงมากับความสะดวกสบาย การตระหนักรู้ถึงกลไกของอัลกอริทึม การรู้จักสังเกตและตรวจสอบก่อนคลิก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการใช้งานโลกดิจิทัล

                 เมื่อเราเปิดตำราการลูกเสือโลก  หรืออ่านประวัติของ ลอร์ด เบเดน-โพเอลล์ (บีพี)     มักจะเจอคำว่า “ชาวบัวร์” (Boers) และสงครามบัวร์  อยู่เสมอ หลายคนอาจสงสัยว่าพวกเขาคือใคร? และเหตุใดศัตรูในสนามรบกลุ่มนี้ ถึงได้กลายเป็น “แรงบันดาลใจ” สำคัญที่ทำให้ บีพี  สร้างกิจการลูกเสือขึ้นมา

  1. ใครคือชาวบัวร์? (The People of the Veldt)    คำว่า “บัวร์ Boer” ในภาษาดัตช์แปลว่า “กสิกร” หรือ “ชาวนา” ชาวบัวร์ ไม่ใช่คนพื้นเมืองผิวดำในแอฟริกา แต่เป็นคนผิวขาวเชื้อสายดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) ที่อพยพมาจากดินแดนอากาศหนาวที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ในทวีปยุโรป มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์ในแอฟริกาใต้ ใกล้แหลมกู้ดโฮป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2195 (สมัยอยุธยาตอนกลาง)

                   พวกบัวร์เป็นกลุ่มคนที่รักอิสระ เคร่งศาสนา และมีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติกลางทุ่งกว้างที่เรียกว่า “เฟลด์” (Veldt)      ชาวบัวร์ต้องสู้กับทั้งสัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติ ทำให้พวกเขากลายเป็นพรานป่าที่เก่งกาจโดยสัญชาตญาณ มีทักษะการยิงปืนที่แม่นยำ และการสะกดรอยที่เป็นเลิศ  บางคนแต่งงานกับชาวพื้นเมืองแอฟริกันทำให้เกิดลูกครึ่งชาวบัวร์จำนวนหนึ่ง

  1. ชนวนเหตุแห่งสงคราม: ทองคำและเสรีภาพ สงครามบัวร์ (ค.ศ. 1899 – 1902  สมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) เป็นช่วงเวลาที่บีพี ซึ่งเป็นนายทหารอังกฤษจากอินเดียถูกส่งไปทำงานในแอฟริกา   มีบทบาทสำคัญ เกิดจากสาเหตุหลัก 3 ประการ:
  1. มาฟอีคิง: จุดเริ่มต้นของ “เด็กชายผู้ช่วยรบ”

                     เหตุการณ์สำคัญคือ การล้อมเมืองมาฟอีคิง (Siege of Mafeking) บีพีในฐานะผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารอังกฤษ ถูกล้อมโดยกองทัพบัวร์นานถึง 217 วัน แต่ทหารอังกฤษมีน้อยเกินไปบีพี จึงฝึกเด็กชายชาวอังกฤษในเมืองให้เป็น “กองทหารเด็ก” (Mafeking Cadets)    เด็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ส่งข่าว คอยสังเกตการณ์ และช่วยเหลือหน่วยพยาบาล พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า “เด็กๆสามารถรับผิดชอบงานใหญ่ได้ หากได้รับความไว้วางใจ” นี่คือเมล็ดพันธุ์แรกที่กลายมาเป็นกฎลูกเสือข้อที่ 1 “ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้”

  1. มรดกจากชาวบัวร์สู่ชุดเครื่องแบบลูกเสือ

                    แม้ชาวบัวร์จะเป็นคู่สงคราม แต่ บีพีกลับชื่นชมทักษะของพวกเขาอย่างมาก และนำมาดัดแปลงเป็นหลักสูตรลูกเสือหลายประการ:

  1. ทักษะการพรางตัวและการแกะรอย: ชาวบัวร์เป็นพรานป่าที่เก่งกาจ คำว่า “Scout” ที่แปลว่า “ผู้สอดแนม” หรือ “พราน” ถูกหยิบมาใช้เป็นชื่อลูกเสือ  เพราะ บีพี อยากให้เด็กชายมีทักษะการเอาตัวรอดในป่าเหมือนนักรบชาวบัวร์    
  2. ชุดลูกเสือสีกากีและหมวกปีก เดิมทหารอังกฤษสวมชุดสีแดงสดจนเป็นเป้าสายตา แต่ชาวบัวร์สวมชุดสีดิน (กากี) เพื่อพรางตัว ให้กลมกลืนกับธรรมชาติบีพี จึงนำมาใช้เป็นสีชุดลูกเสือจนถึงปัจจุบัน และหมวกปีกกว้างแบบคาวบอย ที่ลูกเสือไทยใช้อยู่ บีพี ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทหารชาวบัวร์ในสงครามครั้งนี้
  3. ความอดทน: ชาวบัวร์สามารถมีชีวิตรอดในที่ทุรกันดารได้ด้วยเสบียงเพียงเล็กน้อย ซึ่ง บีพี นำมาใส่ไว้ในบทเรียนเรื่องการใช้ชีวิตกลางแจ้ง (Pioneering and Woodcraft)

                    สงครามบัวร์ จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอังกฤษ โดยชาวบัวร์ ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ในปี ค.ศ.1902   ทำให้ดินแดนของพวกเขาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพอังกฤษ  แต่ก็เป็นการชนะที่ยากลำบากและสูญเสียมหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพอังกฤษ    สงครามบัวร์ เป็นจุดที่ทำให้บีพีได้เริ่มคิด “กิจการลูกเสือ”  เพราะชาวบัวร์และชาวพื้นเมืองแอฟริกัน    สอนให้ บีพี รู้จักคุณค่าของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง การพึ่งพาตนเอง และความกล้าหาญ ส่วนเรื่องเด็กชายขี่จักรยานแห่งเมืองมาฟอีคิง  ทำให้บีพี คิดได้ว่าเด็กๆ มีพลังมหาศาลหากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง

                  “ชาวบัวร์ หรือชาวนาเนเธอรแลนด์ที่ไปตั้งรกรากในแอฟริกาใต้   ไม่ใช่เพียงชื่อในประวัติศาสตร์ แม้จะพ่ายแพ้ในการสู้รบ  แต่คือต้นแบบของการเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาต่อสู้กับทหารอังกฤษ ด้วยความกล้าหาญ   ตาม กฎลูกเสือข้อ 7  และ บุญกิริยาวัตถุ ข้อ 5  การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย)

                     เรียบเรียงจากหนังสือ  “การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys” ของเบเดน  โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย  นายอภัย จันทวิมล

                                                                          อาทร  จันทวิมล

บทละครสั้นรอบกองไฟ  : สงครามบัวร์ – เบื้องหลังการเกิดลูกเสือโลก

ฉาก: รอบกองไฟกลางคืน ลูกเสือแต่งชุดสีกากี มีผู้บรรยาย และนักแสดงแบ่งเป็น 3 กลุ่ม: ทหารอังกฤษ, ชาวบัวร์, และเด็กชายมาฟอีคิง

ตัวละคร

บทละคร

ผู้บรรยาย:   (เสียงหนักแน่น)
“ครั้งหนึ่งในแอฟริกาใต้… ชาวบัวร์ ผู้เป็นชาวนาผู้รักอิสระ จากเนเธอร์แลนด์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในทวีปแอฟริกา  ต้องต่อสู้กับมหาอำนาจอังกฤษ เพื่อรักษาเสรีภาพของตน สงครามนี้เรียกว่า สงครามบัวร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการลูกเสือโลก”

ฉากที่ 1: ชาวบัวร์ในทุ่งกว้าง   (ชาวบัวร์ถือปืนไม้ เดินอย่างระมัดระวัง)

ชาวบัวร์ 1: “เราจะไม่ยอมให้ใครมายึดครองแผ่นดินที่เรามาบุกเบิกไว้ในแอฟริกา!”
ชาวบัวร์ 2: “เรามีเพียงความกล้าหาญและความเชื่อมั่น… แต่เราจะสู้จนถึงที่สุด”

ผู้บรรยาย:
“ชาวบัวร์เป็นนักรบเกษตรกร พรานป่าผู้เก่งกาจ พวกเขาสอนโลกให้รู้จักการแกะรอย การพรางตัว และความอดทน”

ฉากที่ 2: การล้อมเมืองมาฟอีคิง   (ทหารอังกฤษนั่งอย่างเหนื่อยล้า บีพีเดินเข้ามา)

บีพี:  “ทหารอังกฤษมีน้อย… แต่เรายังมีเด็กชายในเมือง พวกเขาสามารถช่วยได้ หากเราเชื่อมั่นในความรับผิดชอบของเขา”

เด็กชาย 1: (ยกมือทำความเคารพสามนิ้ว)
“เราจะทำหน้าที่ส่งข่าวและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังครับ!”

ผู้บรรยาย:
“นี่คือ  เด็กชายอังกฤษแห่งเมืองมาฟอีคิง ผู้กล้าหาญ พิสูจน์ว่าเยาวชนก็มีพลังมหาศาล หากได้รับความไว้วางใจ”

ฉากที่ 3:  การพัฒนาสู่ลูกเสือโลก (บีพีถือหมวกปีกกว้างและชุดสีกากี)

บีพี: “จากสงครามบัวร์ครั้งนี้ เราได้เรียนรู้ว่า … ต้องมีทักษะการเอาตัวรอด ความอดทน และความเชื่อฟังคำสั่ง เพื่อสร้างสันติภาพ ไม่ใช่สงคราม”

ทหารอังกฤษและชาวบัวร์ (พร้อมกัน):
“แม้เราจะเป็นศัตรู แต่ความกล้าหาญและความถูกต้อง คือสิ่งที่โลกต้องจดจำ”

ฉากสุดท้าย: รอบกองไฟ
(ลูกเสือทุกคนยืนล้อมกองไฟ  ร้องเพลง  ลูกเสือเขาไม่จับมือขวา )

ผู้บรรยาย:
“สงครามบัวร์จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือเมล็ดพันธุ์แห่งลูกเสือโลก… กฎข้อที่ 7 เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ด้วยความเคารพ    และบุญกิริยาวัตถุข้อที่ 5 การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย)”

ลูกเสือทั้งหมด:  “เราจะเป็นลูกเสือที่เชื่อฟัง กล้าหาญ และทำสิ่งที่ถูกต้อง!”

บทละครนี้สามารถเล่นได้ภายใน 10–15 นาที ใช้เครื่องแต่งกายง่าย ๆ เช่นชุดลูกเสือ หมวกปีกกว้าง และอุปกรณ์ไม้แทนปืน เพื่อสร้างบรรยากาศรอบกองไฟ

  อาทร  จันทวิมล

                     ในโลกที่ค่านิยมและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักการหนึ่งที่ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของลูกเสือทั่วโลกคือ “ความจงรักภักดี” (Loyalty) ซึ่งเป็นกฎลูกเสือข้อที่ 2 ที่ท่านลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บีพี  บิดาแห่งลูกเสือโลก ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยท่านไม่ได้เพียงแค่สั่งให้ทำ แต่ท่านได้ “นิยาม” และ “ฉายภาพ” ให้เห็นผ่านเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนานสืบต่อกันมา

                 บีพี ระบุในหนังสือ  การลูกเสือสำหรับเด็ก  Scouting for Boys ว่า  “A SCOUT IS LOYAL to the King, and to his officers, and to his parents, his country, his employers, and to those under him. He must stick to them through thick and thin against anyone who is their enemy, or who even talks badly of them.”  แปลว่า “ลูกเสือต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชการของพระองค์ รวมทั้งผู้ปกครองของตน  ประเทศของตน  นายจ้าง และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน จะต้องยืนหยัดเคียงข้าง ทั้งขณะมีความทุกข์และความสุข  ทำการต่อต้านทุกคนที่พูดจาไม่ดีถึงบุคคลที่เคารพ”

                   ในทัศนะของบีพี ความจงรักภักดีตามกฎข้อ 2 ไม่ใช่เพียงแค่การแสดง       ความจงรักภักดีและป้องกันอันตราย  ต่อ 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (รวมทั้งผู้บังคับบัญชา พ่อแม่ นายจ้าง ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้มีพระคุณ) เท่านั้น  แต่ยังรวมถึงความจงรักภักดีต่อ”หน้าที่”ความรับผิดชอบของตนที่ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิตอีกด้วย

                     ท่านบีพี เน้นย้ำว่า ลูกเสือจะต้องเป็นผู้ที่พึ่งพาได้เสมอ (Trustworthy) และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องปกป้องบุคคลหรือสถาบันเหล่านั้นจากการถูกดูหมิ่น” ลูกเสือจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาไม่ดีต่อผู้ที่ตนจงรักภักดี และต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแม้ไม่มีใครเฝ้าดู

                       คำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนที่สุดของบีพี ปรากฏอยู่ใน หนังสือ “Young Knights of the Empire 1916” ที่บีพีใช้สอนเพื่อให้เด็กทั่วโลกเข้าใจคำว่า “จงรักภักดีต่อหน้าที่” โดยบีพีได้หยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งขึ้นมาเล่า นั่นคือเรื่อง “ทหารยามชาวโรมันแห่งเมืองปอมเปอี” (The Roman Sentinel at Pompeii)

                      เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 79 เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดครั้งใหญ่ เถ้าถ่านและลาวาร้อนแรงถล่มเมืองปอมเปอี ในขณะที่ผู้คนพากันหนีตาย แต่เมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีในอีกหลายร้อยปีต่อมา โลกกลับต้องจารึกถึงความกล้าหาญ เมื่อพบโครงกระดูกของทหารยามโรมันคนหนึ่งยังคงยืนตระหง่านอยู่ ณ ประตูเมือง มือของเขายังคงกุมอาวุธไว้แน่นในท่าเตรียมพร้อม

                    เขายอมถูกฝังทั้งเป็นภายใต้เถ้าถ่านลึกนับสิบฟุต ดีกว่าที่จะยอมผิดต่อหน้าที่และละทิ้งจุดเฝ้ายาม (Post) ที่ได้รับมอบหมาย บีพีใช้เรื่องนี้สื่อสารกับลูกเสือทุกคนว่า: “จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ที่ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

                   กฎลูกเสือข้อ 7 ไม่ใช่มีไว้เพียงการท่องจำ แต่คือการปลูกฝัง “หัวใจ” ของความเป็นลูกเสือที่ว่า เชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดาและผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ

                    เรียบเรียงจากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys  ของเบเดน โพเอลล์ แปลภาษาไทยโดย ยายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506

                                                                                อาทร  จันทวิมล    

 

บทละครรอบกองไฟ: “นักรบโรมันที่เมืองปอมเปอี”

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือเอก (ผู้บรรยาย): สวมชุดลูกเสือ ถือคทาหรือไฟฉาย
  2. ทหารยามโรมัน: (สวมเครื่องแบบสมมติ มีหมวกเหล็ก หอก และโล่)
  3. ชาวเมืองปอมเปอี: 3-4 คน (แสดงอาการตื่นตระหนก)

ฉากที่ 1: ปริศนาของกฎข้อที่ 2

(ลูกเสือทุกคนนั่งล้อมวง กองไฟสว่างไสว ลูกเสือเอกเดินออกมากลางวง)

ลูกเสือเอก: พี่น้องลูกเสือครับ… กฎข้อที่ 2 บอกว่า “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ”  โดย มีเรื่องราวเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของทหารยามโรมันแห่งเมืองปอมเปอี  ที่ประเทศอิตาลี  ขณะที่ ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด ใน พ.ศ.   622  (สมัยอาณาจักรฟูนัน ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย) ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 20,000 คน

 

ฉากที่ 2: ภูเขาไฟระเบิด

(เสียงฟ้าร้อง หรือเสียงกลองรัวสั่นสะเทือน ชาวเมืองวิ่งวุ่นไปมาในความมืด)

ชาวเมือง 1: (ตะโกน) ภูเขาไฟระเบิดแล้ว! หนีเร็ว! เถ้าถ่านลาวาหินละลายกำลังจะทับถมเมืองเรา!

 ชาวเมือง 2: (ดึงแขนทหารยาม) ท่านทหาร! หนีไปกับเราเถอะ ไม่มีใครอยู่รอดในเมืองนี้ได้หรอก!

(ทหารยามโรมันยืนตัวตรง ยึดหอกแน่น ไม่ขยับเขยื้อน)

ทหารยาม: ข้าไปไม่ได้… หน้าที่ของข้าคือเฝ้าประตูเมืองนี้ ข้ายังไม่ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลัง!

ชาวเมือง 1: แต่มันคือความตายนะ! ท่านจะยอมตายเพื่อเฝ้าเมืองที่ไม่มีคนอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?

ทหารยาม: (เสียงหนักแน่น) ความจงรักภักดีของข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนมองเห็นหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ “สัญญา” ที่ข้าให้ไว้ต่อหน้าที่!

ฉากที่ 3: วินาทีสุดท้ายใต้เถ้าถ่าน

(เสียงลมพัดแรง ชาวเมืองหนีหายไปหมด เหลือเพียงทหารยามเพียงลำพัง แสงไฟค่อยๆ หรี่ลง ทหารยามเริ่มไอและทรุดตัวลงช้าๆ แต่ยังคงท่ากุมหอกและโล่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม)

ทหารยาม: (พึมพำ) ชาติ… หน้าที่… เกียรติยศ… (ทหารยามนิ่งค้างไปในท่านั้น กลายเป็นประติมากรรมมนุษย์)

ฉากที่ 4: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

(ลูกเสือเอกเดินกลับเข้ามาข้างๆ ร่างของทหารยามที่ยังยืนสงบนิ่ง)

ลูกเสือเอก: 1,700 ปีผ่านไป นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกทหารโรมันแห่งเมืองปอมเปอี ที่ยังยืนกุมอาวุธแน่น เขาไม่ได้ถูกกักขัง แต่เขาเลือกที่จะ “ไม่หนี” เพราะความจงรักภักดีต่อหน้าที่นั้นสูงยิ่งกว่าชีวิต

ท่านบีพี (เสียงสวรรค์/เสียงบรรยาย): “ลูกเสือทั้งหลาย… จงเป็นเหมือนทหารยามคนนี้ ยืนหยัดเคียงข้างผู้มีพระคุณและหน้าที่ของตน ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ อย่าให้ใครมาหมิ่นเกียรติในสิ่งที่เราศรัทธาได้”

บทสรุป: การปฎิญาณ

(ลูกเสือทุกคนในกองลูกเสือยืนขึ้น แสดงรหัสลูกเสือ)

ลูกเสือเอก: ความจงรักภักดีไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือการ “รักษาหน้าที่” แม้ไม่มีใครเห็น… พวกเราพร้อมจะเป็นทหารยามแห่งความดีงามหรือยัง? ลูกเสือทุกคน: (ตะโกนพร้อมกัน) พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว! พร้อมแล้ว!

( ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง “ร่วมใจ เราพร้อมใจ งานน้อยใหญ่พร้อมใจกันทำ )

จบการแสดง

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:

                                                                                อาทร  จันทวิมล                

                         ที่ประเทศจีน ราว พ.ศ.  386-534  ในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตชายแดน ตอนเหนือ   ณ ที่นั่น มีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย คือ ครอบครัวของเด็กสาวชื่อ “มู่หลาน” ผู้มีนิสัยขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานบ้านและดูแลพ่อแม่อย่างดี

                    วันหนึ่ง ข่าวร้ายแพร่สะพัดมายังหมู่บ้าน กองทัพข้าศึกยกมาบุกรุกอาณาจักร พระจักรพรรดิจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจากทุกครอบครัว   ครัวเรือนละหนึ่งคน เพื่อเข้าร่วมรับใช้ชาติ

                   เมื่อมู่หลานได้ยินข่าวนี้ หัวใจเธอเต้นแรง เพราะรู้ว่าบิดาของเธอคือ มู่โจว ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกที่กล้าหาญมาก่อน แต่บัดนี้ท่านแก่เฒ่า และมีร่างกายอ่อนแอ ขาข้างหนึ่งบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน  จนเดินไม่ค่อยสะดวก หากต้องเข้าร่วมรบอีกครั้ง อาจไม่รอดชีวิตกลับมา    ส่วนน้องชายของเธอนั้น ก็ยังมีอายุน้อยเกินไป ไม่สามารถไปออกรบแทนบิดาได้

                   คืนนั้น มู่หลานนั่งนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงบิดาไอในห้อง และได้ยินเสียงมารดาร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างๆ    ใจเธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  

                  “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” มู่หลานกระซิบกับตัวเอง

                  ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ครอบครัวจะตื่น ด้วยความกตัญญูต่อบิดาและประเทศชาติ   มู่หลานตัดสินใจปลอมตัวเป็นชาย เข้าร่วมรบในกองทัพ โดยตัดผมยาวของเธอให้สั้น สวมเสื้อผ้าและชุดเกราะของบิดา เอาหอกและดาบติดตัว ขี่ม้าออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ   เธออธิษฐานว่า   “ขอให้ได้ปกป้องชาติบ้านเมือง และกลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง”

                    ชีวิตในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมู่หลาน การฝึกทหารนั้น หนักหนาสาหัส เธอต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝึกศิลปะการต่อสู้ ขี่ม้า และยิงธนู แต่เธอไม่เคยย่อท้อ ทุกวันเธอฝึกฝนอย่างหนัก กินน้อย พักน้อย และไม่เคยบ่นเพียงคำเดียว     ในตอนแรก เพื่อนทหารหลายคนเย้ยหยันเธอว่าตัวเล็ก อ่อนแอ แต่มู่หลานพิสูจน์ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น เธอฝึกฝนจนทักษะการรบดีขึ้นทุกวัน และไม่นานก็กลายเป็นหนึ่งในทหารที่เก่งที่สุดในกองพัน   12 ปีผ่านไป สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือด มู่หลานได้เข้าร่วมการรบหลายครั้ง ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ไม่แพ้ทหารชายคนใด เธอใช้สติปัญญาและกลยุทธ์ในการรบ ช่วยกองทัพชนะศึกหลายครั้ง โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นหญิง

                      ในการรบครั้งสำคัญที่เขาภูเขาหิมะ ข้าศึกตั้งค่ายอยู่ในตำแหน่งที่เอาเปรียบ มู่หลานจึงเสนอแผนการกล้าหาญ โดยเธอนำทหารไม่กี่คน แอบปีนขึ้นไปบนยอดเขา แล้ววางระเบิดทำให้เกิดหิมะถล่มลงมาทับค่ายข้าศึก   แผนการนี้ได้ผลสำเร็จ แต่เธอเองบาดเจ็บสาหัส เกือบเสียชีวิตในเหตุหิมะถล่มครั้งนั้น

                       ขณะที่หมอกองทัพรักษาบาดแผลให้เธอ เขาค้นพบความจริงว่า มู่หลานเป็นหญิง ข่าวแพร่สะพัดไปถึงแม่ทัพใหญ่ ทุกคนตกตะลึง  

                        มู่หลานคุกเข่าลงต่อหน้าแม่ทัพ  “ข้าพเจ้า ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร ข้าพเจ้ามาแทนบิดาผู้แก่เฒ่า ด้วยความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน    หากท่านต้องการลงโทษ  ก็ขอยอมรับผิดทุกอย่าง “

                   แม่ทัพและทหารทั้งหลายเงียบกริบ พวกเขานึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของมู่หลานตลอดเวลาที่ผ่านมา     ในที่สุด แม่ทัพกล่าวว่า “เจ้ามีใจรักชาติและกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างแท้จริง แม้จะเป็นหญิง แต่กล้าหาญยิ่งกว่าชายหลายคน “

                     หลังจากสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะ พระจักรพรรดิจะประทานเกียรติยศและตำแหน่งสูงให้แก่มู่หลาน แต่เธอปฏิเสธ   “สิ่งที่ต้องการมีเพียงม้าตัวหนึ่ง เพื่อกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่คิดถึง” มู่หลานกราบทูล

                  จักรพรรดิทรงประทับใจในความกตัญญูของเธอ จึงพระราชทานม้าอย่างดีและของรางวัลมากมาย ให้เธอเดินทางกลับบ้าน   เมื่อมู่หลานกลับถึงบ้าน ครอบครัวดีใจจนร้องไห้ บิดาของเธอโอบกอดเธออย่างแนบแน่น “ลูกสาวของพ่อ กลับมาแล้ว”

                    เพื่อนทหารที่เดินทางตามมา  เพื่อเยี่ยมเธอ ต่างตะลึงเมื่อเห็นมู่หลานในชุดหญิงสาว อ่อนโยนและสง่างาม แตกต่างจากทหารที่พวกเขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

                  “นี่คือมู่หลานที่เราฝึกซ้อมและรบร่วมกันมาหรือ!” พวกเขาอุทานด้วยความประหลาดใจ    

                   เรื่องราวของมู่หลานแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรจีน   ผู้คนต่างสรรเสริญความกล้าหาญ ความกตัญญู และความรักชาติของเธอ เธอกลายเป็นแบบอย่างที่ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่างก็สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้อย่างภาคภูมิ

                   ส่วนมู่หลานเอง เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป ดูแลบิดามารดา ทอผ้า และสอนน้องสาวน้องชาย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรสตรี แต่เป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อคนที่รักและแผ่นดินที่เกิด

                  มู่หลานเป็นตัวอย่างของคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ  ตามกฎลูกเสือข้อ 7  และทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อช่วยเหลือขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย)

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การปกป้องแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง    การกระทำจากความจริงใจย่อมได้รับการเคารพนับถือ”

                    เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง ฮัว มู่หลาน (Hua Mulan 木蘭 )  วีรสตรีในตำนานของจีนผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูและความกล้าหาญ ที่ถูกใช้เป็นสื่อรณรงค์เรื่องความรักชาติและความเท่าเทียมทางเพศ    วอล์ทดีสนีย์เคยนำไปทำเป็นภาพยนตร์การตูน   แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

                                                                             อาทร จันทวิมล

 

                      กาลครั้งหนึ่ง   ในป่าสนแถบชนบทของประเทศเยอรมนี มีครอบครัวแพะที่อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข วันหนึ่งความรับผิดชอบครั้งสำคัญได้มาถึง เมื่อแม่แพะจำเป็นต้องออกไปหาอาหารในป่าลึก เธอจึงเรียกประชุมลูกๆ ทั้งเจ็ด เพื่อมอบหมายภารกิจและตั้งกฎระเบียบแห่งความปลอดภัย

  1. คำสั่งของแม่คือวินัยที่ต้องยึดถือ

                   แม่แพะได้ให้คำกำชับที่เป็นดั่ง “กฎเหล็ก” ว่า “ลูกรัก แม่ต้องเข้าป่าไปหาเสบียง ในระหว่างที่แม่ไม่อยู่ พวกเจ้าต้องสะกดใจและเชื่อฟังคำสั่งของแม่อย่างเคร่งครัด คือห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด โดยเฉพาะเจ้าหมาป่าเจ้าเล่ห์” แม่แพะยังสอนวิธีสังเกตศัตรู (พิสูจน์ทราบ) คือ หมาป่าจะมี เสียงที่แหบพร่า และมี เท้าสีดำ ซึ่งต่างจากแม่โดยสิ้นเชิง

  1. บททดสอบความอดทนและการสะกดใจ

                เมื่อแม่แพะลับตาไป หมาป่าเจ้าเล่ห์ก็เริ่มแผนการทันที มันพยายามทดสอบความอ่อนแอในวินัยของเด็กๆ ด้วยการหลอกลวงถึงสองครั้ง:

                ในช่วงเวลานี้เองที่ลูกแพะเกือบทั้งหมด ขาดความสะกดใจ และเริ่มลังเล พวกเขาลืมคำสั่งของแม่ที่ให้ระวังตัวอย่างที่สุด และเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นตรงหน้ามากกว่ากฎที่แม่สั่งไว้ สุดท้ายความประมาททำให้พวกเขาเปิดประตูต้อนรับอันตรายเข้าสู่บ้าน!

  1. บทเรียนราคาแพงจากความไม่เชื่อฟัง

                    เมื่อประตูเปิดออก หมาป่าก็จู่โจมอย่างรวดเร็ว ลูกแพะที่ตื่นตระหนกต่างพากันวิ่งหนีไปซ่อนตามที่ต่างๆ ทั่วบ้าน แต่หมาป่าที่มีสัญชาตญาณนักล่าก็หาพวกเขาเจอเกือบทุกคน หมาป่ากลืนลูกแพะลงท้องไปทีละตัวอย่างโหดร้าย ยกเว้นเพียงลูกแพะตัวที่เล็กที่สุด ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใน “นาฬิกาตั้งพื้น” อย่างนิ่งเงียบและมีสติที่สุด เขาเป็นคนเดียวที่ยังยึดมั่นในคำสั่งของแม่จนวินาทีสุดท้าย

  1. การกู้สถานการณ์ด้วยสติและความกล้าหาญ

                 เมื่อแม่แพะกลับมาเห็นสภาพบ้านที่พังทลาย เธอเสียใจมาก แต่ในความโชคร้ายยังมีแสงสว่าง เมื่อลูกแพะตัวเล็กที่สุดออกมาเล่าความจริง แม่แพะรีบใช้สติรวบรวมอุปกรณ์และออกติดตามหมาป่าไปจนถึงทุ่งนา เธอพบมันนอนหลับปุ๋ยอยู่ ด้วยความเด็ดเดี่ยว แม่แพะใช้กรรไกรผ่าท้องหมาป่าเพื่อช่วยชีวิตลูกๆ ที่ถูกกลืนลงไปทั้งตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

                 จากนั้นแม่แพะได้สั่งให้ลูกๆ ปฏิบัติตามแผนการใหม่ทันที โดยให้ไปหา ก้อนหินหนักๆ มาใส่แทนที่ในท้องหมาป่า แล้วเย็บปิดแผลอย่างประณีต

  1. บทสรุปและการปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์

                  เมื่อหมาป่าตื่นขึ้นมาด้วยความกระหายน้ำ ก้อนหินในท้องที่หนักอึ้งทำให้มันทรงตัวลำบาก เมื่อมันโน้มตัวลงจะดื่มน้ำที่บ่อน้ำ น้ำหนักของหินก็ถ่วงให้มันพลัดตกลงไปในบ่อและจมน้ำตายในที่สุด ครอบครัวแพะจึงรอดพ้นจากภัยอันตรายและกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การเป็นเด็กดีนั้น “การสะกดใจและเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดา” (กฎลูกเสือข้อที่ 7) คือเกราะป้องกันตัวที่สำคัญที่สุด ความประมาทและการละเลยคำสั่งเพียงชั่ววูบอาจนำมาซึ่งอันตรายใหญ่หลวง แต่ความมีสติและการรักษาระเบียบวินัยจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตได้เสมอ

                                                                       อาทร  จันทวิมล

             

                   ที่ประเทศอิรัก  กว่าร้อยปีมาแล้ว มีเด็กหนุ่มมุสลิมชื่อ  อับดุล กาดีร์  (Abdul Qadir)   เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นจะเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อไปศึกษาต่อที่กรุงแบกแดด ซึ่งในสมัยนั้นการเดินทางต้องผ่านทะเลทรายที่เต็มไปด้วยภยันตราย ก่อนออกเดินทาง แม่ของเขาได้มอบเงินจำนวน 40 เหรียญทอง ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งหมดที่แม่มี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของลูก

                  แม่ของเขา   ไม่ได้แค่ยื่นเงินให้เฉยๆ แต่ได้นำเงินนั้น  เย็บซ่อนไว้ในตะเข็บเสื้อใต้รักแร้ ของเขา   เพื่อให้ปลอดภัยจากพวกโจรขโมย และก่อนที่เขาจะก้าวเท้าออกจากบ้าน แม่ได้บอกให้เขาสัญญาอย่างหนักแน่นว่า:

                 “ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่า เจ้าจะต้องพูดความจริงเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และห้ามพูดโกหกเป็นอันขาด”      

              อับดุล กาดีร์ รับคำแม่ด้วยความตั้งใจจริงและออกเดินทางไปกับกองคาราวาน

                 ขณะที่กองคาราวานเดินทางผ่านกลางทะเลทราย กลุ่มโจรดุร้ายกลุ่มหนึ่งบุกเข้าโจมตีและปล้นชิงทรัพย์สินของผู้เดินทาง     โจรคนหนึ่งเดินตรงมาที่อับดุล กาดีร์ เห็นเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มแต่งตัวธรรมดา จึงถามว่า:

                 โจรคนนั้นหัวเราะลั่น คิดว่าเด็กคนนี้พูดกวนประสาทหรือพูดเล่น จึงเดินจากไป ต่อมาโจรอีกคนก็มาถามแบบเดียวกัน และอับดุล กาดีร์ ก็ตอบเหมือนเดิม จนเรื่องนี้ไปถึงหู หัวหน้าโจร

               หัวหน้าโจรสงสัยมาก จึงสั่งให้นำตัวอับดุล กาดีร์มาพบ และถามซ้ำอีกครั้งว่าเขามีเงินจริงหรือไม่ อับดุล กาดีร์จึงถอดเสื้อออกและให้หัวหน้าโจรเลาะตะเข็บดู จนพบเหรียญทอง 40 เหรียญจริงๆ หัวหน้าโจรตกใจมากและถามว่า

              คำตอบของเด็กหนุ่มทำให้หัวหน้าโจรถึงกับอึ้งและสะเทือนใจอย่างรุนแรง หัวหน้าโจรคิดขึ้นมาได้ว่า:

              “เด็กคนนี้ยังเยาว์วัยนัก แต่เขากลับรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ได้อย่างเด็ดเดี่ยว ส่วนข้านั้นเป็นผู้ใหญ่แท้ๆ แต่กลับใช้ชีวิตอยู่กับการโกหก หลอกลวง และทำผิดต่อคำสอนของพระเจ้ามาตลอดชีวิต”

                หัวหน้าโจรเกิดความละอายใจ จึงสั่งให้ลูกน้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับกองคาราวาน และประกาศวางดาบ เลิกเป็นโจรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การเชื่อฟังคำสั่งบิดามารดาและผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ  เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ   แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่าอาจเกิดผลในทางไม่ดี ก็ควรไปชี้แจงให้ผู้ออกคำสั่งทราบ

                   เรียบเรียงจากนิทานอังกฤษ   เรื่อง   คำสัญญาที่มีต่อแม่     (A Promise to my Mother ) ซึ่งเป็นเรื่อง  นิยมหยิบยกมาเล่าในการอบรมต่างๆ  เกี่ยวกับการชื่อฟังคำสั่ง  โดยมีการนำไปใช้ในการอบรมลูกเสือต่างๆ ทั่วโลก  เพื่ออธิบายกฎของลูกเสือ ข้อที่ 7   “ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งบิดามารดาแลผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ”

                                                                                       อาทร  จันทวิมล  

บทละครลูกเสือ รอบกองไฟ: “คำสัญญาที่มีต่อแม่”

ตัวละคร:

  1. อับดุล กาดีร์: เด็กหนุ่มท่าทางสุภาพ มุ่งมั่น
  2. แม่: หญิงสูงวัย ใจดี (อาจใช้ผ้าคลุมหัว)
  3. หัวหน้าโจร: ท่าทางดุดัน น่าเกรงขาม
  4. สมุนโจร 1 และ 2: ท่าทางกะล่อน ทะเล้น
  5. ชาวกองคาราวาน: 2-3 คน (เดินประกอบฉาก)
  6. ผู้บรรยาย: 1 คน

 

ฉากที่ 1: คำลาและคำสัญญา

(กลางลานวงกลม แม่กำลังเย็บเสื้อให้อับดุล กาดีร์ อับดุลนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ)

ผู้บรรยาย: ณ ดินแดนประเทศอิรักเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เด็กหนุ่มชื่อ “อับดุล กาดีร์” กำลังจะเดินทางไปเรียนต่อที่กรุงแบกแดด แม่ของเขาได้มอบสมบัติชิ้นสุดท้ายคือเงิน 40 เหรียญทอง เย็บซ่อนไว้ใต้รักแร้ของเขา

แม่: (ยื่นเสื้อให้) ลูกเอ๋ย เงินนี้จะช่วยให้ลูกเล่าเรียนจนจบ… แต่ก่อนไป แม่ขอให้ลูกสัญญาอย่างหนึ่ง

อับดุล: ครับแม่ ผมพร้อมจะเชื่อฟังคำสอนของแม่ทุกประการ

แม่: (จับมืออับดุล) ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น… “ลูกต้องพูดความจริงเสมอ ห้ามโกหกเด็ดขาด” สัญญากับแม่ได้ไหม?

อับดุล: (น้ำเสียงหนักแน่น) ผมสัญญาครับแม่ ผมจะรักษาความจริงยิ่งกว่าชีวิต! (อับดุลสวมเสื้อ กอดแม่ แล้วเดินสะพายย่ามออกไปรวมกับกองคาราวาน)

 

ฉากที่ 2: การปล้นกลางทะเลทราย

                (กองคาราวานเดินวนรอบกองไฟ ทำท่าเหนื่อยล้า ทันใดนั้นโจร 2 คนกระโดดออกมา พร้อมอาวุธ (ไม้พลอง) ทำเสียงเอะอะตึงตัง)

โจร 1: หยุด! นี่คือการปล้น! ใครมีของมีค่าส่งมาให้หมด! (โจรทำท่าค้นตัวชาวคาราวาน คนอื่นๆ ทำท่ากลัวและซ่อนของ)

โจร 2: (เดินมาหาอับดุล เห็นเด็กหนุ่มแต่งตัวธรรมดา) เฮ้ย เจ้าหนู! อย่างแกเนี่ย มีของมีค่าอะไรติดตัวมาบ้างไหม?

อับดุล: (ตอบอย่า ไม่กลัว) มีครับ ผมมีเหรียญทอง 40 เหรียญ เย็บซ่อนอยู่ในตะเข็บใต้รักแร้นี่ครับ

โจร 2: (หัวเราะก๊าก) ฮ่าๆๆ ไอ้นี่เพี้ยนหรือเปล่า? ถ้ามีจริงแกคงไม่บอกข้าหรอก ไปไกลๆ ไป๊!

ฉากที่ 3: พลังแห่งความสัตย์จริง

(โจรลากอับดุลมาหน้าหัวหน้าโจรที่นั่งรออยู่)

โจร 1: นายครับ ไอเด็กคนนี้กวนประสาท บอกว่ามันมีทองซ่อนอยู่ใต้รักแร้ครับ! หัวหน้าโจร: (จ้องหน้า) จริงรึ? เจ้าหนู… ไหนลองเอาออกมาดูซิ! (อับดุลถอดเสื้อส่งให้ หัวหน้าโจรใช้มีด (สมมติ) กรีดดู แล้วเหรียญทองจำลองก็ร่วงลงมา หัวหน้าโจรตกตะลึง)

หัวหน้าโจร: (ตกใจ) เจ้า… เจ้าบอกความจริงทำไม? ทั้งที่ข้าไม่มีทางรู้เลย ถ้าเจ้าไม่บอก เจ้าก็ไม่ต้องเสียเหรียญทองนี้ไป!

อับดุล: (มองสบตา) เพราะผมสัญญากับแม่ไว้ครับ ว่าจะพูดความจริงเสมอ ผมจะไม่ยอมเสียเกียรติและผิดคำสัญญากับแม่ เพียงเพื่อรักษาเงิน 40 เหรียญนี้ไว้หรอกครับ!

(ความเงียบเข้าปกคลุม หัวหน้าโจรค่อยๆ วางอาวุธลง)

หัวหน้าโจร: (เสียงสั่น) เด็กคนนี้รักษาคำมั่นสัญญาต่อแม่… แต่ข้าสิ เป็นผู้ใหญ่แท้ๆ กลับโกหก ปล้นฆ่า และผิดต่อคำสอนของพระเจ้ามาทั้งชีวิต… (หัวหน้าโจรคุกเข่าลง)

หัวหน้าโจร: เจ้าสอนข้าแล้วเจ้าหนู! พวกเรา! คืนเงินให้ทุกคนไปให้หมด และนับแต่นี้ไป ข้าจะเลิกเป็นโจร และขอใช้ชีวิตด้วยความสัตย์จริงเหมือนเด็กคนนี้!

ฉากจบ: บทสรุป

(นักแสดงทุกคนยืนเรียงหน้ากระดานหน้ากองไฟ)

ผู้บรรยาย: อับดุล กาดีร์ ไม่ได้ใช้ดาบต่อสู้ แต่เขาใช้ “ความจริง” เป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด จนสามารถเปลี่ยนใจคนชั่วให้กลายเป็นคนดีได้ เหมือนดังที่กฎลูกเสือข้อที่ 1 ระบุไว้ว่า  

นักแสดงทุกคน (พร้อมกัน): “ลูกเสือเป็นผู้มีเกียรติ เชื่อถือได้!”

(คำนับพร้อมกัน – จบการแสดง)

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแสดง:

                                                                                 อาทร  จันทวิมล

 


Top