2 เมษายน 2569 / นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายและการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้ปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องจากองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์
รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลังได้กำหนดมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของทุกส่วนราชการ เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา (ต.ค.-ธ.ค. และ ม.ค.-มี.ค.) อาจจะมีข้อจำกัดทั้งในด้านขั้นตอนและความล่าช้าในการเบิกจ่าย ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมการเบิกจ่ายยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ก็ต้องขอชื่นชมหลายหน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้ตามได้ตามเป้าหมายและเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน
สำหรับปัจจุบัน ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการกำหนดกรอบการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเกิดประโยชน์สูงสุด
การบริหารงบประมาณในแต่ละปีมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน หากการดำเนินงานในปีปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลกระทบต่อการจัดสรรและการบริหารงบประมาณในปีถัดไป ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ใกล้เคียงหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดมากที่สุด
“กระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องมีข้อมูลการดำเนินงานเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบันจากทุกหน่วยงาน เพื่อใช้เป็นฐานในการติดตาม ประเมินผล และตัดสินใจเชิงนโยบาย จึงขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับผลการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวงให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
2 เมษายน 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุญาตให้ นายวัง จางหลง (Mr. Wang Zhanglong) รองประธานฝ่ายธุรกิจการศึกษา บริษัท iFLYTEK จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาการศึกษา ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุมหารือดังกล่าว
ในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนบริษัท iFLYTEK ได้นำเสนอแนวทางการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน และสนับสนุนการทำงานของครูผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาจีนอัจฉริยะที่สามารถใช้ในการฝึกทักษะการสื่อสาร การมอบหมายการบ้าน และการประเมินผลได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในสถานศึกษาจำนวนมากในหลายประเทศ ทั้งยังมีการทดลองใช้ในสถานศึกษา
ของประเทศไทยแล้วกว่า 50 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนและช่วยลดภาระงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญ
โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงความขอบคุณต่อบริษัท iFLYTEK ที่ให้ความสนใจสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของไทย พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินโครงการนำร่องในสถานศึกษา โดยเน้นให้มีการพัฒนาครูผู้สอนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี การสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนต้นแบบ และการบูรณาการแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอนของไทย
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะหารือรายละเอียดความร่วมมือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาต้นแบบการใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยต่อไป
กราฟิก : สุกัญญา จันทรสมโภชน์
ภาพ : ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ
ข่าว – แปลภาษา : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ และรุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/18eEQ1q7ZW/?mibextid=wwXIfr
2 เมษายน 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ ในงาน “เปิดโลกทัศน์การพัฒนาทักษะชีวิตเด็กปฐมวัยปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง” ภาคเหนือ โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่)สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด ผ่านมาตรการ “3 ส.” ได้แก่ สร้างความรู้ สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัย และสอดแทรกในหลักสูตร ควบคู่กับการยกระดับสถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% และการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาว เพื่อวางระบบป้องกันเชิงรุกในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ นิทาน เกม กิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิเสธ (Say No) ควบคู่กับการจัดระบบเฝ้าระวัง และบูรณาการความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับงานในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนโรงเรียนเครือข่ายปลูกพลังบวก ภาคเหนือ 997 แห่ง เปิดเกมรุกโชว์พลังสถานศึกษาต้นแบบ ปั้นเด็กปฐมวัยสู้เหล้า-บุหรี่ สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง สู่สังคมสุขภาวะยั่งยืน ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมและเวทีโชว์ แชร์ เชื่อมและเชิดชูเกียรติสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย
ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พะเยา จำนวนทั้งสิ้น 997 แห่ง แบ่งเป็นสถานศึกษาเครือข่ายจำนวน 908 แห่ง สถานศึกษาที่พัฒนาตนเองผ่านเกณฑ์เป็นสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 68 แห่ง และสถานศึกษาต้นแบบพัฒนาตนเองผ่านเกณฑ์เป็นสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้จำนวนจำนวน 21 แห่ง
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ผู้จัดโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเสี่ยง(เหล้าบุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย / ภาพ , ข้อมูล
1 เมษายน 2569 – กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และ กรมประชาสัมพันธ์ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีฯ ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานอนุกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการพลเรือนดีเด่นทุกคน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ รางวัลดังกล่าวไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่ตนเองและครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ตลอดจนความสามารถในการครองตน ครองคน และครองงานได้อย่างสมบูรณ์
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ข้าราชการจึงต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ มีความไวต่อความต้องการของประชาชน มองเห็นความท้าทายล่วงหน้า และทำงานเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรม มีวินัย และจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดงานในปีนี้ ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ยึดมั่นความดี มีจิตมุ่งบริการ สืบสานงานเพื่อปวงประชา” ซึ่งสะท้อนคุณค่าหลักของข้าราชการไทยในทุกยุคสมัย และสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยขอให้ข้าราชการทุกคนร่วมกันสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้าง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นของสังคมอย่างยั่งยืน
ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และส่งเสริมข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีความประพฤติดีและผลงานดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านการครองตน ครองคน และครองงาน ตลอดจนเผยแพร่เกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ อันจะเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรภาครัฐยึดมั่นในการทำความดีและพัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการคัดเลือกในปีนี้ ผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกจากส่วนราชการระดับกรมและเทียบเท่า รวมถึงทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยมีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น รวมทั้งสิ้น 623 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 จำนวน 252 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ตำรงตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ ระดับต้น และระดับสูง และตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ
กลุ่มที่ 2 จำนวน 327 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ และระดับชำนาญการพิเศษ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ
กลุ่มที่ 3 จำนวน 27 ราย คัดเลือกจากข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงานและระดับชำนาญงาน
กลุ่มที่ 4 จำนวน 17 ราย คัดเลือกจากลูกจ้างประจำ
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 134 ปี วันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงมีต่อการศึกษาไทย ตลอดจนเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กรในการร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของชาติให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
พร้อมน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อ 19 มีนาคม 2569 เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ความว่า
“การสร้างศรัทธาความเชื่อถือในงานที่ทำ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปฏิบัติตนให้ประสบผลสำเร็จ. ข้าราชการทุกคนจึงต้องสร้างศรัทธาความเชื่อดังกล่าวให้มั่นคงหนักแน่น เพื่อให้บังเกิดความเพียรพยายาม ที่จะปฏิบัติงานราชการโดยเต็มกำลังความสามารถ จนสำเร็จผลที่ถูกต้องแท้จริง อันจะเป็นการสร้างศรัทธาความเชื่อถือให้แก่ประชาชน ก่อให้เกิดผลที่ดีที่เป็นประโยชน์นี้ แก่การพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างไม่อาจประมาณได้.”
เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้น้อมนำไปยึดถือปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตต่อไป
การจัดงานในปีนี้เริ่มต้นเวลา 07.09 น. – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายพิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. ผู้บริหารระดับสูง ตลอดจนครูอาวุโส ข้าราชการ และบุคลากร ศธ. ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์“
พร้อมสักการะพระภูมิหรือพ่อปู่ชัยมงคล พระพุทธรูปประจำสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ศาลปู่เจียม และประกอบพิธีพราหมณ์บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 เพื่อความเป็นสิริมงคล และประกอบพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งทำพิธีตักบาตรพระสงฆ์และสามเณรจำนวน 135 รูป ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ และบริเวณสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ
จากนั้น รมว.ศธ. ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีผู้บริหารทุกท่านและบุคลากรเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากนั้น จะได้มีการหารือกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ต่อไป
กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นหน่วยงานหลัก และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ มีบทบาทในการสร้างบุคลกรที่มีคุณภาพให้แก่การพัฒนาประเทศ โดยนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา หลักการที่สำคัญที่มีความตั้งใจ อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การลดภาระงานของครูเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนการดูแลผู้เรียน โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
ในส่วนของสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและพิจารณามาตรการที่เหมาะสม เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานต่าง ๆ ไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำงานให้ประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายของบุคลากรทุกคน
“การดำเนินงานด้านการศึกษาแม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพของผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ จะสามารถร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจะสานต่อแนวทางที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว และพร้อมปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่จำเป็น โดยยึดหลักการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเกิดประโยชน์สูงสุด”
ภาพเพิ่มเติมพิธีเช้า https://www.facebook.com/share/p/1C6reDpLvy/
เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมคุรุสภา – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 จำนวน 103 ราย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กรในการร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของประเทศ
ปลัด ศธ. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งการไม่ใช่ภารกิจของบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้พัฒนาเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
ซึ่งการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนที่ผ่านมา ได้กำหนดจุดเน้นภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยมุ่งส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและการปลูกฝังบทบาทหน้าที่พลเมือง ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รวมถึงเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานด้านการศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอน บนฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
พร้อมกับกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกของผู้เรียน โดยปลูกฝังความรักชาติ ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย การยึดมั่นในระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม ให้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ขอบคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 ทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจจนประสบผลสำเร็จ และได้รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” อันทรงเกียรติในครั้งนี้ โดยผู้ได้รับรางวัลทุกท่านถือเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ณ ห้องประชุมเทพหัสดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการให้และการเสียสละแก่สังคม ตลอดจนร่วมสนับสนุนการจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือชีวิต
ภาพเพิ่มเติมที่หอประชุมคุรุสภา https://www.facebook.com/share/p/1DhoVEYhAs/
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง,
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ,
พบพร ผดุงพล,
นัทสร ทองกำเหนิด / FB Live – TikTok
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ,
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
เนื่องในวาระครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานหลักจึงทำหน้าที่ดูแลการศึกษาทุกระดับ มุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาครูและหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ โดยยึดหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นรากฐานสำคัญ และผนึกกำลังหน่วยงานในสังกัดร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ พร้อมพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต อ่านเพิ่มเติมได้ในสกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ สานพลังการศึกษาไทย ใต้ร่มพระบารมี บรมราชจักรีวงศ์” https://moe360.blog/2026/03/31/special-scoop-moe-134years/
“1 กระทรวงศึกษาธิการ ยึดมั่น 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อม 4 องค์กรหลัก ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่อนาคต”
ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปี นับตั้งแต่การวางรากฐานการบริหารการศึกษาของประเทศในสมัยปฏิรูปบ้านเมืองช่วงปลายรัชกาลที่ 5 การศึกษาของไทยได้ค่อย ๆ พัฒนาและขยายโอกาสไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง จนก่อรูปเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” ในปัจจุบัน ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการศึกษาของชาติให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่
จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศผ่านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างคนและสร้างสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งหวังให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม
ดังเห็นได้จากการพระราชทานแนวพระราชดำริในการส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสา อาทิ โครงการจิตอาสาพระราชทาน การส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาและการเรียนรู้ควบคู่คุณธรรมในสถานศึกษา แนวพระราชดำริเรื่องจิตอาสาได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้จักการทำงานเพื่อส่วนรวม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ พระราชกรณียกิจและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระองค์จึงเป็นแนวทางสำคัญที่หน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศยึดถือเป็นหลักในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ
เส้นทางการพัฒนาการศึกษาไทย “สถาบันพระมหากษัตริย์” ได้ทรงมีพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพระราชปณิธานของ “พระแม่ของแผ่นดิน” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนผ่านการศึกษา การส่งเสริมศิลปาชีพ การสร้างโอกาสให้เยาวชนและประชาชนในชนบทได้มีความรู้ มีอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พระราชดำริและพระราชกรณียกิจเหล่านี้จึงนับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่หล่อหลอมแนวทางการพัฒนาการศึกษาของไทยมาจนถึงปัจจุบัน
“1 กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ทำหน้าที่ดูแลการศึกษาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นการส่งเสริมการศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา รวมถึงการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนไทยทุกคน การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
“3 สถาบันหลัก” คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยที่ได้รับการปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการจึงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ควบคู่คุณธรรม มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เคารพในสถาบันหลักของชาติ และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สร้างทักษะและองค์ความรู้ผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่า วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติจากรุ่นสู่รุ่น
“4 องค์กรหลัก” ผนึกทุกองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมด้วยกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ที่เปลี่ยนผ่านจาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)
ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัย ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนด้านนโยบายและการบริหารจัดการ ต่างทำหน้าที่ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกระดับคุณภาพสถานศึกษา การพัฒนาศักยภาพครู การส่งเสริมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ
ในวาระครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการย้อนมองเส้นทางการพัฒนาการศึกษาของชาติที่ผ่านมา พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของบุคลากรทางการศึกษาทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันสานต่อภารกิจสำคัญนี้ เพื่อให้การศึกษาไทยสามารถพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมกัน น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจนานัปการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยในหลากหลายมิติทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในชนบท พระราชปณิธาน และพระราชกรณียกิจเหล่านี้นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้หน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศ ยึดถือเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อสืบสานพระราชดำริและร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าเคียงคู่กับการพัฒนาการศึกษาและประเทศชาติต่อไป
อานนท์ วิชานนท์ / สกู๊ป
ภารุจ พูลอำไพย์ / ภาพ-กราฟิก
เจษฎา วณิชชากร / บรรณาธิการ
ประกาศรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด-1
ประกาศรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด-1
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
#รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ #รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ #แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี
พบพร ผดุงพล / ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / กราฟิก
นิทานแห่งความดี
🌱ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้” 🌱
ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติ คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดของคนไทยอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นคือ “ต้นยางนา” ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงไม้เศรษฐกิจ แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่บรรพบุรุษเราเคยใช้สืบทอดกันมา
✨ น้ำมันจากต้นไม้: พลังงานทางเลือกของเกษตรกรไทย
น้ำมันยางนาไม่ได้มีค่าแค่ในตำนาน แต่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบช้าได้จริง เช่น รถอีแต๋น รถไถนา และเครื่องสูบน้ำ โดยสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือใช้โดยตรงหลังผ่านการกรองอย่างง่าย หากเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ในอีกไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยจะมี “บ่อน้ำมันธรรมชาติ” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
🌳 โครงการ “ปลูกต้นยางนา สร้างบ่อน้ำมันจากต้นไม้”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
• เมล็ดพันธุ์สร้างชาติ: แจกเมล็ดพันธุ์ยางนาฟรี! สำหรับผู้ที่ตั้งใจปลูก (เพียงส่งซองขนาด A4 พร้อมจ่าหน้าถึงตนเอง ติดแสตมป์ 15 บาท มาที่ ค่ายลูกเสือหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี)
• พื้นที่สีเขียวเพื่อพลังงาน: ร่วมกันปลูกต้นยางนาในพื้นที่สาธารณะ อาทิ ค่ายลูกเสือ พื้นที่ทหาร พุทธมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่วัดทั่วประเทศ
• ปลูกยางนาทำบุญ: รณรงค์ปลูกต้นยางนาในโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด, การทำบุญถวายวัด หรือการใช้ต้นกล้ายางนาแทนพวงหรีดในงานขาวดำ เพื่อให้ชีวิตใหม่เติบโตแทนการสูญเสีย
• ศูนย์นวัตกรรมยางนา: จัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ ณ ค่ายลูกเสือค่ายหลวงบ้านไร่ ที่มีต้สยางนาอายุร้อยปีจำนวนมากอยู่แล้ว เพื่อศึกษาการสกัดน้ำมัน การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากยางนาอย่างครบวงจร
🌱 เทคนิคการเพาะปลูกให้รอดตาย 100%
การปลูกยางนาไม่ยาก หากเข้าใจธรรมชาติของไม้ชนิดนี้:
1. ความสดคือหัวใจ: ใช้เมล็ดสด อายุไม่เกิน 30 วัน แช่น้ำ 2 คืน เพื่อกระตุ้นการงอก
2.การเพาะกล้า: ปักชำในถุงเพาะที่บรรจุดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง
3.ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ย้ายปลูกลงดินเมื่อกล้ามีอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ความสูงประมาณ 30-50 ซม.) โดยควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4.การดูแลระยะแรก: ป้องกันสัตว์กัดกินและกำจัดวัชพืชในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้ต้นแข็งแรงพอที่จะเติบโตเองได้
💡 บทสรุป: การปลูกต้นยางนาในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคต หากคนไทยช่วยกันปลูกคนละ 1–2 ต้น ภายใน 10-15 ปี ยางนาจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์จากต้นไม้” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และเป็นปอดของชุมชนอย่างยั่งยืน
“เริ่มปลูกวันนี้ เพื่อวันหน้าไทยจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”These documents created by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.
พิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ยึดมั่นความดี มีจิตมุ่งบริการ สืบสานงานเพื่อปวงประชา”
📅 วันพุธที่ 1 เมษายน 2569
⏰ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
📺 รับชมผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT), Facebook Live เพจ: วันข้าราชการพลเรือน และเพจ ศธ.360 องศา
ตลอดจนขอเชิญร่วมชมนิทรรศการออนไลน์ เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2569 พร้อมลุ้นรับรางวัลตลอดทั้งงานตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 เข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ thaicivilserviceday.mhesi.go.th
กระทรวงศึกษาธิการ ขอร่วมแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ
เตือนภัย! เมื่อ “ความสะดวก” จากการช้อปอาจกลายเป็น “ความเสี่ยง”
การซื้อของออนไลน์ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกเดียวก็สามารถชำระเงินได้ทันที สั่งของปุ๊บ จ่ายปั๊บ จบในคลิกเดียว! ความสะดวกนี้คือสวรรค์ของนักช้อปและคนทำธุรกรรมยุคดิจิทัล ความสะดวกนี้แหละคือ “ช่องโหว่” ชั้นดีที่มิจฉาชีพใช้เป็นทางลัดเข้าถึงเงินในกระเป๋า หากเราเผลอผูกบัตรเครดิตกับเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือหรือคลิกลิงก์ปลอม ก็อาจเปิดประตูให้มิจฉาชีพที่รออยู่เข้ามาขโมยข้อมูลและดูดเงินของคุณไปได้ในเพียงเสี้ยววินาที
อันตรายจากการผูกบัตรเครดิตทิ้งไว้
หลายคนเลือกกด “Remember this card” หรือผูกบัตรเครดิตถาวรไว้กับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เพื่อข้ามขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่น่ารำคาญ แต่การทำแบบนี้ก็เหมือน “เปิดประตูบ้านทิ้งไว้ให้โจร” โดยหวังว่าโจรจะมองไม่เห็น หากแพลตฟอร์มเหล่านั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่แน่นหนาพอ หรือผูกบัตรไว้กับ “เว็บปลอม” ข้อมูลบัตรจะหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพทันที
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เมื่อบัตรถูกผูกเข้ากับระบบไปแล้ว การดึงเงินออกมักจะถูกมองว่าเป็นธุรกรรมที่ “ได้รับอนุญาต” จากเจ้าของบัตร ทำให้การอายัดหรือขอเงินคืนทำได้ยากและซับซ้อนกว่าปกติ
เว็บปลอมและลิงก์ปริศนา
กลโกงที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เทคนิคที่ซับซ้อน แต่เป็นการเล่นกับจิตวิทยาและความคุ้นชิน มิจฉาชีพมักใช้การสร้างหน้าเว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบของจริงจนแทบแยกไม่ออก รวมถึงการส่งลิงก์แปลกๆ สุ่มมาทาง SMS, LINE หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อกระตุ้นให้เรากรอกข้อมูลบัตรด้วยความรีบร้อน หัวใจสำคัญที่ทำให้คนตกหลุมพรางคือความเนียนของมิจฉาชีพที่มักแอบอ้างเป็นแพลตฟอร์มชื่อดังที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ การสร้างสถานการณ์ที่ดูเร่งด่วนทำให้เราเผลอมองข้ามการตรวจสอบ URL หรือความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ จนนำไปสู่ความเสียหายที่มาก
กลอุบาย : อ้างว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน เพื่อกระตุ้นความโลภหรือความต้องการรักษาสิทธิ์
กับดัก : ล่อให้กดลิงก์ที่แนบมาเพื่อยืนยันตัวตน หรือกรอกเลขบัญชี กรอกข้อมูลบัตร
จุดตาย : ทันทีที่คุณกรอกข้อมูลหรือดาวน์โหลดไฟล์บางอย่างผ่านลิงก์ มิจฉาชีพจะเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและดูดเงินจนเกลี้ยงบัญชี
กฎเหล็กที่ต้องย้ำ คือ “ห้ามคลิกลิงก์” ที่แนบมากับข้อความ หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรงผ่านช่องทางหลักที่สะดวกรวดเร็ว
วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ
เช็คทุกครั้งก่อนจ่าย การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทุกครั้งก่อนทำการชำระเงิน หรือกรอกข้อมูลเป็นด่านแรกและด่านที่สำคัญที่สุดในการป้องกันตัวเอง ก่อนเชื่ออีเมลหรือข้อความ ลองมองหาจุดผิดสังเกต เช่น ชื่อผู้ส่งที่มักจะเป็นชื่อแปลกๆ ไม่ตรงกับหน่วยงาน หรือ ชื่อหน่วยงานที่สะกดไม่ถูกต้อง หากพบเจอข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่ากรอกข้อมูลใดๆ
ใช้ Virtual Card การใช้ Virtual Card หรือบัตรเสมือนจริง โดยบัตรประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงิน ซึ่งข้อดีคือป้องกันไม่ให้ข้อมูลบัตรหลักของคุณถูกเปิดเผยโดยตรงกับร้านค้าออนไลน์ ต่อให้ข้อมูลรั่วไหล มิจฉาชีพจะได้ไปเพียงข้อมูลของบัตรเสมือนที่อาจใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือมีวงเงินจำกัด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบัตรหลักของคุณได้
เปิดแจ้งเตือนการใช้บัตร การเปิดใช้งานการแจ้งเตือนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ฟีเจอร์นี้ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัยส่วนตัว ที่จะแจ้งให้คุณทราบทันทีเมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น มิจฉาชีพอาศัยความล่าช้าในการตรวจพบของคุณเพื่อทำธุรกรรมให้ได้มากที่สุด การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์จะปิดช่องโหว่นี้และช่วยให้คุณสามารถระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว
ตั้งวงเงินต่อวัน การตั้งค่าวงเงินการใช้จ่ายต่อวันสำหรับบัตรเครดิต เป็นการจำกัดความเสียหายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ข้อมูลบัตรของคุณถูกขโมยไปได้ มิจฉาชีพมักจะพยายามใช้บัตรที่ขโมยมาทำรายการมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในครั้งเดียว การตั้งวงเงินจึงเป็นการตัดโอกาสนั้นตั้งแต่แรก
อนาคตที่เราต้องอยู่กับโลกดิจิทัลอย่างเท่าทัน
ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนไว ความสะดวกสบายมักจะเดินคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ เราไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงจนไม่กล้าใช้งาน แต่เราต้องเป็นผู้ใช้ที่ “ตื่นรู้” และมีสติในทุกการคลิก การสละเวลาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มอีกเพียง 1 นาที อาจช่วยปกป้องเงินในบัญชีและข้อมูลของคุณได้
30 มีนาคม 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หารือการขับเคลื่อนการดำเนินกิจกรรมมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้านการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับนางทิพวิภา สุวรรณรัฐ ประธานคณะกรรมการฝ่ายทุนการศึกษา พร้อมด้วย กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ผู้อำนวยการบริหาร และผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิฯ โดยนางสาวปรารถนา ช้อนแก้ว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป.ศธ. และคณะ เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุมวชิราวุธ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลกลุ่มอำนวยการ ที่เป็นฝ่ายประสานงานทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ วันนี้เป็นโอกาสที่ดีในการหารือส่วนของการทำงานร่วมกัน ทั้งมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เครือข่ายกระทรวงศึกษาส่วนกลางและส่วนพื้นที่ ที่มีศึกษาธิการจังหวัดดูแลในภาพรวมของการศึกษาภูมิภาค รวมถึงกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาแต่ละสังกัดในพื้นที่
กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมขับเคลื่อนและดูแลในส่วนของเด็กและเยาวชน ซึ่งศึกษาธิการจังหวัดที่มีข้อมูลภาพรวมสำคัญที่สุด คือข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา และข้อมูลของเด็กที่ได้รับทุน ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน ดูแล ตรวจเยี่ยม กำกับติดตาม บูรณาการให้เกิดความชัดเจนขึ้น และมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ให้ทุนการศึกษากับเด็ก ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา
สิ่งที่อยากเห็นคือการบูรณาการการทำงานที่อยากให้เกิดความชัดเจน แม้บทบาทหน้าที่ของเราจะต่างกัน แต่วัตถุประสงค์เดียวกันคือการช่วยเหลือเด็กแบบสอดรับซึ่งกันและกัน เกิดการประสานงานที่ดีทำให้การสื่อสารราบรื่น รวมถึงรูปแบบการรายงานผลการติดตามการใช้ทุนอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อสร้างโอกาสที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษา เกิดการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการมอบทุนการศึกษาในปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้จัดส่งเงินทุนการศึกษา ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ให้กับเยาวชนจำนวน 1,722 ทุน รวมเป็นเงินทุนการศึกษาทั้งสิ้น 8,735,500 บาท โดยตั้งแต่ปีการศึกษา 2525 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฯ มอบทุนกว่า 37,000 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขัดสนทั่วราชอาณาจักรให้ได้รับการศึกษาตามความสามารถโดยต่อเนื่องกัน จนมีอาชีพที่สุจริตเลี้ยงตนเอง และครอบครัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างเต็มที่ รวมถึงฝึกฝน อบรมเยาวชนทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้รู้จักเสียสละในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไปจนถึงส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย อันเป็นสมบัติของชาติ และช่วยฟื้นฟูปรับปรุง พิทักษ์รักษา และเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทย ให้เยาวชนมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกตัญญ ต่อบรรพบุรุษ และผู้มีพระคุณ ในการที่ได้ดำรงรักษาชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน และร่วมมือกับองค์การต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ เพื่อประโยชน์แก่เยาวชนของชาติ
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ
30 มีนาคม 2569 / นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำคู่มือการตรวจติดตามความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา โดยใช้ระบบ MOE Redbox ณ โรงแรมบียอนด์ สวีท กรุงเทพฯ
โดยมี นางจำนงค์ แจ่มเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนากิจการนักเรียนและนักศึกษา สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน และพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 3 เมษายน 2569
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสมของนักเรียนและนักศึกษาควบคู่กับการป้องกัน และเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและพัฒนาการของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลสารสนเทศ การติดตามอย่างต่อเนื่อง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับส่วนกลาง ระดับพื้น และสถานศึกษา เพื่อให้สามารถดูแลช่วยเหลือผู้เรียนได้รอบด้าน ทันสถานการณ์ และเกิดเป็นรูปธรรม การจัดทำคู่มือการตรวจติดตามความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา
การใช้ระบบ MOE Redbox ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้มีมาตรฐานเดียวกัน ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ การติดตามช่วยเหลือ การประสานส่งต่อ ตลอดจนการรายงานผลและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คู่มือดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน ยกระดับคุณภาพการตรวจติดตามความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเต็มที่
“การประชุมฯ ในครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระดมข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปสู่การจัดทำคู่มือที่มีความครบถ้วน ชัดเจน และสามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาในภาพรวมของประเทศต่อไป”
สาระน่ารู้ พสน. หรือ “พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา” เป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่หลักในการดูแล ป้องกัน ป้องปราม และแก้ไขปัญหาความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา เน้นการทำงานเชิงรุกโดยเฉพาะในจุดเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟ หรือสถานที่ล่อแหลม เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความปลอดภัยทั้งทางกายและจิตใจ
คณะทำงานรองปลัด ศธ. / ภาพ-ข่าว
อานนท วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BTNaorXax/
30 มีนาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตร พร้อมทั้งให้กำลังใจและโอวาทแก่คณะเด็กและเยาวชน โดยมีคณะกรรมการการบริหารสภาองค์กรเยาวชนสร้างสรรค์พัฒนาสังคม เข้าร่วม ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า สภาเยาวชนได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านจิตอาสา งานวิชาการ และการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ พร้อมชื่นชมเยาวชนทุกคนที่ร่วมกันทำความดีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งพัฒนาการศึกษาในทุกมิติ ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยสภาเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญในการเติมเต็มการพัฒนาในมิติด้านวิชาการและกิจกรรมสร้างสรรค์
“ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งถือเป็นตัวแทนผู้นำเยาวชนของประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต เยาวชนเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้นำทางสังคมที่มีคุณภาพ มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงต่อไป” รองปลัด ศธ. กล่าว
ทั้งนี้ สภาองค์กรเยาวชนสร้างสรรค์พัฒนาสังคม ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนและองค์กรสาธารณประโยชน์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนในมิติด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้สู่ระดับสากล โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างประเทศ ได้แก่ Davinci STEM Hub Resources ประเทศมาเลเซีย และ TMC Academy ประเทศสิงคโปร์ ในการสนับสนุนและเชิญคณะเด็กและเยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการด้าน STEM และนำเสนอผลงานในเวทีนานาชาติ
การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวนับเป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนไทยจะได้พัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายนานาชาติ อันจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ในบริบทสากล สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
นนทบุรี – 28 มีนาคม 2569 / นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำกรอบแนวทางการจัดตั้งกองลูกเสือพิเศษ “วชิราพิทักษ์ ด้วยรักและภักดี” ระหว่างวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์
โดยมี นายอำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน นายสันติ สิงหาพรม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ นายศิรธัช ศิริชุมแสง รองผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิทางการลูกเสือ และคณะกรรมการเข้าร่วม
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กองลูกเสือพิเศษ “วชิราพิทักษ์ ด้วยรักและภักดี” เกิดจากความตั้งใจที่อยากเห็นกองลูกเสือในทุกจังหวัดที่เป็นมากกว่ากองลูกเสือในโรงเรียนทั่วไป ที่มีทั้งความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านพิธีการทางการลูกเสือ และพร้อมที่จะเสียสละและอุทิศตนในการช่วยเหลือชุมชน ท้องถิ่น ทั้งในยามสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ที่ประสบกับเหตุภัยพิบัติภัย หรือสถานการณ์ความไม่สงบ ดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตามอุดมการณ์ คำปฏิญาณ และกฎของลูกเสือ โดยผ่านการฝึกอบรมหรือถ่ายทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง โดยมีบุคลากรทางการลูกเสือซึ่งเป็นผู้ใหญ่ให้การประคับประคองให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
รองปลัด ศธ. กล่าวต่ออีกว่า เนื่องในวาระสำคัญแห่งปีพุทธศักราช 2568 อันเป็นโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทย สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้จัดโครงการ “ศตวรรษามหาธีรราชานุสรณ์” ขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อการวางรากฐานและพัฒนากิจการลูกเสือไทยให้เจริญมั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้ดำริให้จัดตั้ง “กองลูกเสือวชิราพิทักษ์” ขึ้นทั่วประเทศ โดยกองลูกเสือดังกล่าวต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติอย่างเข้มข้น จริงจัง และมีมาตรฐาน เพื่อหล่อหลอมให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ ที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แห่งความรัก และความภักดี พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป
คณะทำงาน รองปลัด ศธ. / ภาพ-ข่าว
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1BpGWAKqM4/
แนะแนวเรื่อง