homescontents
homescontents

ประกาศรับสมัคร อำนวยการสูง

กระทรวงศึกษาธิการ – 17 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งและปฏิบัติราชการแทน โดยให้มีอำนาจในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การกำกับดูแล การปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนี้

โดยให้ยกเว้นเรื่องการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม เรื่องนโยบาย เรื่องที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เรื่องที่จะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาและเรื่องที่สมควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาสั่งการ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นการกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องมีการประสานงานหรือดำเนินการ ในส่วนราชการ องค์กรในกำกับและหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพและบรรลุตามโยบาย ทั้งนี้ เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปฏิบัติราชการแทนตามที่ได้รับมอบอำนาจแล้ว ให้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบโดยเร็ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / กราฟิก
ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ. / ข้อมูล

โทรศัพท์หายช่วงสงกรานต์! 3 ขั้นตอนป้องกันเงินเกลี้ยงบัญชี

ท่ามกลางความสนุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกสาดน้ำจนโทรศัพท์เปียกโชก คือการรู้ตัวว่า “โทรศัพท์มือถือหาย” ในวินาทีนั้นความสนุกจะกลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะสมาร์ทโฟนในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือ “ข้อมูลสำคัญของคุณ” หากตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพเพียงไม่กี่นาที ข้อมูลสำคัญหรือบัญชีธนาคารอาจถูกขายในตลาดมืด บทความนี้จึงกล่าวถึง 3 ขั้นตอนป้องกันมิจฉาชีพ และสิ่งที่ต้องเตรียมการไว้ก่อนจะออกจากบ้านไปเล่นสนุกในเทศกาล

เกราะป้องกันแรก ตั้งค่าระบบล็อคเครื่องจากระยะไกล

การตั้งค่าระบบป้องกันล่วงหน้าเปรียบเสมือนการสร้างด่านหน้าทางเทคนิคที่จะขวางกั้นมิจฉาชีพไม่ให้เข้าถึงข้อมูลได้ ตรวจสอบว่าคุณเปิดฟีเจอร์ติดตามอุปกรณ์ไว้แล้วหรือยัง

 

เมื่อเครื่องหาย ให้รีบยืมโทรศัพท์เพื่อนหรือใช้แท็บเล็ตเข้าหน้าเว็บไซต์จัดการอุปกรณ์ของระบบนั้นๆ เพื่อ “สั่งล็อคเครื่อง (Lock Device)” ทันที วิธีนี้จะช่วยปิดกั้นไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและแอปพลิเคชันธนาคารหรือข้อมูลอื่นๆในเครื่องได้ แม้จะพยายามสุ่มรหัสหน้าจอก็ตาม

ขั้นต่อไป อายัดซิมการ์ดทันที

นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดที่หลายคนมองข้าม มิจฉาชีพจะไม่เสียเวลาเดารหัสผ่านเครื่อง แต่จะถอดซิมการ์ดไปใส่เครื่องอื่น เพื่อใช้เบอร์โทรศัพท์นั้นรับรหัส OTP (One-Time Password) ในการเปลี่ยนรหัสผ่านแอปธนาคารหรือกู้คืนรหัสโซเชียลมีเดียต่างๆ เราต้องรีบควบคุมสถานการณ์เพื่อตัดวงจรการสื่อสารและธุรกรรมออนไลน์ก่อนที่มิจฉาชีพจะเริ่มลงมือ โดยดำเนินการดังนี้

ขั้นตอนสุดท้าย อายัดแอปธนาคารและแจ้งความ

หลังจากจัดการเรื่องตัวเครื่องและซิมการ์ดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการตัดการเชื่อมต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อความปลอดภัย 100%

 

———————————————————————————–
ที่มา : เพจเฟสบุ๊ค ตำรวจสอบสวนกลาง

 

16 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การดำเนินโครงการทุน ODOS และข้อเสนอการผลิตครูระบบปิด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom 

โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมประชุม

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ได้หารือประเด็นสำคัญรวม 5 เรื่อง โดยเฉพาะ “กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ได้หารือความคืบหน้าโครงการ “Thailand Zero Dropout” ซึ่งมุ่งไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยวางแผนขับเคลื่อนในช่วงปี 2569–2570 เพื่อดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบในแต่ละช่วงชั้นให้กลับเข้าสู่การศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ปัจจุบันลดลงเหลือราว 600,000 คน และตั้งเป้าลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการออกแบบมาตรการเชิงรุก

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม ครอบคลุมผู้เรียนทุกพื้นที่ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม

ในส่วนของการผลิตและพัฒนาครู ได้มีการหารือแนวทางผลิตครูที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และสามารถกระจายกำลังคนทางการศึกษาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทั้งคณะกรรมการโครงการ ODOS และคณะกรรมการ Thailand Zero Dropout เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญทั้งสองด้านอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก

อินทิรา บัวลอย/ ภาพ

องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 224 (the 224th session of UNESCO Executive Board) ระหว่างวันที่ 8 – 23 เมษายน 2569 ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาแผนงานและงบประมาณ ประกอบด้วย การประชุมเต็มคณะ (Plenary) การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยอนุสัญญาและข้อเสนอแนะ (Committee of Conventions and Recommendations – CR) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยงบประมาณและการบริหาร (Financial and Administrative Commission – FA) การประชุมคณะกรรมการหุ้นส่วนที่ไม่ใช่ภาครัฐ (Committee on Non-Governmental Partners –NGP) และการประชุมคณะกรรมการพิเศษ (Special Committee – SP)โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก วาระปี พ.ศ. 2568 – 2572

พิธีเปิดการประชุมเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดย H.E. Mr. Nasser Hamad Hinzab เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกาตาร์ประจำองค์การยูเนสโก ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารฯ (พ.ศ. 2568 – 2570) Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวสรุปรายงานผลการดำเนินงานคณะกรรมการบริหารฯ รวมถึงภาพรวมและประเด็นปัญหาท้าทายในการดำเนินงาน และ H.E. Mr. Khondker M. Talha เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรบังกลาเทศประจำองค์การยูเนสโก ประธานการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 43 กล่าวสรุปการติดตามประเด็นที่สำคัญจากการประชุมสมัยสามัญที่ผ่านมา

ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และหัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ถ้อยแถลงประเทศไทยในที่ประชุมเมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส กล่าวถึงความท้าทายระดับโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญของบทบาทของ UNESCO ในการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการสื่อสาร ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อภารกิจของ UNESCO โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นพลเมืองโลก

ด้านการศึกษา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะโครงการ “Zero Dropout” ที่มุ่งลดการหลุดออกจากระบบการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างเต็มที่ ผ่านความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ AI Governance ในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านวัฒนธรรม ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการเติบโตอย่างทั่วถึงในอนาคต ประเทศไทยสนับสนุนแผนงานUNESCO80 เพื่อพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน และทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับ UNESCO และทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและสันติสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและ

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ./ ภาพ , ข่าว

สาดน้ำสงกรานต์ฉ่ำๆ ระวังภัย Wi-Fi ฟรี และวิธีรอดจากการโดนแฮก

ท่ามกลางบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ เสียงเพลงคึกคักและการสาดน้ำที่แสนสดชื่น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการแชร์ความสนุกลงโซเชียลมีเดีย แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือ “เน็ตหมด” หรือสัญญาณมือถือค้างเพราะคนเยอะเกินไป ในนาทีนั้นที่ป้าย Free Wi-Fi ที่ไม่ต้องใส่รหัสผ่านปรากฏขึ้นมาเหมือนช่วยต่อลมหายใจ แต่นี่คือนาทีทองที่เหล่า “โจรออนไลน์” เฝ้ารออยู่ ก่อนที่จะกดเชื่อมต่อ เพียงเพื่อต้องการอัปโหลดรูปภาพเก๋ๆ ลองเอ๊ะสักนิด ว่าอาจมีมิจฉาชีพที่แฝงมากับความสะดวกสบายนี้

ไม่ใช่บริการสาธารณะ แต่คือกับดักที่มิจฉาชีพตั้งใจสร้าง

ข้อแรกที่ต้องรู้คือ Wi-Fi ฟรีในพื้นที่สาธารณะที่ “ไม่ต้องเข้ารหัส” (Unencrypted) มักจะไม่ใช่ความใจดีจากใครที่ไหน แต่มันคือเทคนิคการสร้างเครือข่ายปลอมที่มีชื่อเนียนๆ เช่น “Songkran_Free_WiFi” เพื่อล่อให้เหยื่อหลงเข้ามาติดกับดัก การที่เครือข่ายไม่มีการเข้ารหัส หมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่คุณรับ-ส่งผ่านเครือข่ายนี้จะอยู่ในรูปแบบ “ข้อความธรรมดา” ที่ใครก็ตามที่มีความรู้เชิงเทคนิคสามารถดักส่องได้ทันที เปรียบเสมือนกำลังยืนตะโกนบอกความลับท่ามกลางฝูงชนนั่นเอง

ระยะเวลาเพียงนิดเดียวก็เพียงพอต่อการถูกโจรกรรม

หลายคนมักประมาทและคิดว่าเชื่อมต่อแป๊บเดียวคงไม่เป็นไร หรือแค่โพสต์รูปลง Facebook เสร็จก็ปิดแล้ว แต่นี่คือความเข้าใจที่ผิด เพราะในโลกของออนไลน์ ความเสียหายเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด แฮกเกอร์ไม่ต้องการเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อขโมยชีวิตดิจิทัลของคุณ พวกเขาต้องการเพียงแค่เวลาที่ปุ่ม “Post” ของคุณเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำเงินเท่านั้น ทันทีที่เครื่องมีการเชื่อมต่อ ระบบเบื้องหลังจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และนั่นคือช่องทางที่คนร้ายใช้แทรกซึมเข้ามาในอุปกรณ์ของคุณได้ทันที

สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่รหัสผ่าน แต่คือตัวตนของคุณ

สิ่งที่คุณอาจเสียไปจากการเชื่อมต่อที่ไม่ปลอดภัยไม่ได้มีแค่รหัสผ่านโซเชียลมีเดีย แต่มันครอบคลุมถึงข้อมูลที่ลึกกว่านั้น ซึ่งแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แฮกเกอร์สามารถสวมรอยเป็นคุณเพื่อไปทำธุรกรรม หรือนำข้อมูลไปขายในตลาดมืด ซึ่งการตามแก้คืนนั้นยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ข้อมูลที่อาจสูญเสียมีดังนี้

วิธีเอาตัวรอดในโลกออนไลน์

เพื่อให้สงกรานต์ปีนี้สนุกแบบไร้กังวล แนวทางปฏิบัติที่ควรทำ มีดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการใช้งาน Wi-Fi ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะเครือข่ายที่เปิดโล่งและไม่มีการถามหารหัสผ่านก่อนเชื่อมต่อ
  2. งดเว้นการทำธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน เช็กยอดบัญชี หรือการช้อปปิ้งออนไลน์
  3. เลือกใช้เครือข่ายมือถือ (Mobile Data 4G/5G) จากซิมการ์ดของตัวเอง หรือหากจำเป็นต้องใช้ Wi-Fi จริงๆ ให้เลือกเครือข่ายที่เชื่อถือได้จากผู้ให้บริการที่มีระบบการยืนยันตัวตนที่ชัดเจนเท่านั้น

 

สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่อย่าปล่อยให้ความสุขนั้นต้องกลายเป็นฝันร้ายเพียงเพราะความใจร้อนอยากแชร์รูปภาพ การมีสติและไม่หลงเชื่อความสะดวกสบายที่ฟรีเกินจริง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล

 

10 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำเนียบรัฐบาล

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า จากข้อซักถามและข้อคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร ปัญหาด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ปัญหาด้านกฎหมายการบริหารและ พ.ร.บ ปัญหาด้านบุคลากรครู ภาระงาน และความก้าวหน้า และปัญหาด้านสุขภาพ คุณภาพความปลอดภัย และการวัดผล

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นแกนหลักที่สำคัญของการลงทุน
เรื่องแรก คือ การวางรากฐานด้านกฎหมายโดยจะผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆในเรื่องการเรียนการสอนของผู้เรียนและครูควรได้รับหลักสูตรที่ตอบโจทย์กับโลกในยุคปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

เรื่องที่สองคือเรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงการศึกษาและตลาดแรงงาน การศึกษาต้องไม่เป็นเพียงแค่ผลิตเด็กที่จบมาเพื่อได้รับวุฒิบัตรเพียงอย่างเดียวแต่ต้องผลิตคนที่ทำงานได้จริงในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาแต่ละกระทรวงต่างแยกกันพัฒนาคนจึงทำให้ไม่เห็นผลภาพรวมว่าประเทศไทยต้องการคนแบบใดมาพัฒนาประเทศในอนาคต จึงเกิดช่องว่างของระบบผลิตกับตลาดต้องการที่มีความไม่สอดคล้องกัน ทำให้ที่เด็กที่จบมามีปัญหาการไม่มีงานทำ นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยได้วางแนวทางแก้ปัญหาไว้คือการผลักดัน “Productivity Superboard” โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงภาคเอกชน ทำงานร่วมกันเพื่อให้สัญญาณจากตลาดแรงงานส่งถึงห้องเรียนได้อย่างถูกต้อง บอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดที่มีความสำคัญในอนาคตและจะเร่งจัดตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือรวบรวมแพลตฟอร์มที่มีอยู่ให้เป็นแพลตฟอร์มทักษะแห่งชาติเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตให้เกิดได้จริง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. E-Portfolio เก็บประวัติการเรียนรู้ 2. การรับรองทักษะประสบการณ์จริง โดยเก็บเป็นหน่วยกิตให้เป็นวุฒิการศึกษา 3. เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรและการันตีรายได้และตำแหน่งงาน 4. ระบบแนะแนวทางตลอดชีวิตตั้งแต่ประถมวัยถึงวัยทำงาน และ 5. ระบบจับคู่ทักษะรายบุคคลกับตำแหน่งงานที่มีความต้องการอยู่จริง เพื่อแก้ไขปัญหาเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ

เรื่องที่สามคือเรื่องบุคลากรทางการศึกษา และการลดภาระครู ทั้งปัญหาภาระโครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด ครูต้องแบกรับภาระต่าง ๆ จากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนกระทรวงจะลดทอนภาระของครูอย่างเป็นระบบ ส่วนภาระอาหารกลางวันที่มีความซับซ้อนและยังไม่ถูกแก้อย่างถูกจุด เบื้องต้นจะนำร่องด้วยระบบครัวกลาง “Cloud Kitchen” ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และดำเนินการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ที่เป็นภาระหนักของครูสายผู้สอนเพื่อจะได้ทำการสอนอย่างเต็มที่

ในการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของโรงเรียนแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมฟังปัญหาของชุมชน โดยอยู่บนหลักการเปิดทางเลือกให้โรงเรียนได้มีโอกาสตัดสินใจเอง ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งจากส่วนกลางให้ทำตาม แต่จะมีการประกาศรายละเอียดแนวทางในการดำเนินการอย่างชัดเจนภายในภาคการศึกษานี้ ภารกิจสำหรับภารกิจการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะมีการถ่ายโอนและเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษาและจัดการเรียนรู้ขึ้น เพื่อเพิ่มความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมั่นคงแต่ไม่เป็นภาระกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ให้กระทบกับเด็กและภาระการเรียนการสอนในอนาคต รวมถึงภาระอื่นนอกเหนือการเรียนการสอน ได้มีการวางแผนการจัดสรรเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติการดูแลงานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้างในโรงเรียน เพื่อลดภาระครู โดยจะนำแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน และจะทำให้ภาระเรื่องอาหารกลางวันที่มีอยู่ของครูส่วนมากได้เบาบางลง

เรื่องที่สี่คือเรื่อง งบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัวที่สูตรคำนวณยังมีช่องโหว่ในปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กได้เงินอุดหนุนน้อยแต่ต้นทุนไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก กระทรวงจะปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สะท้อนจากความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นฐานในการออกแบบสูตรคำนวนที่ไม่เป็นธรรมและใช้งานได้จริง ซึ่งกระทรวงจะสำรวจเพื่อหาจุดช่วยเหลือและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โรงเรียนดี ๆ จะต้องไม่กระจุกตัวอยู่ในเมือง การปรับจัดสรรงบประมาณจะทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับงบประมาณมากขึ้น โดยไม่บังคับยุบควบรวมแบบเหมารวม ยกระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพสู่ความเป็นเลิศ และยกระดับโรงเรียนที่ตามหลังให้มีมาตรฐานขั้นต่ำที่เด็กทุกคนสมควรได้รับ เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมาย “เรียนฟรีมีจริง”

และสุดท้ายเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับนักเรียนทุกคน โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพจิตนักเรียนพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตพร้อมร่วมหารือกับ อว.ในการผลิตบุคลากรเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงความปลอดภัยของอาคารและอุปกรณ์ จะประสานงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ ให้นักศึกษาได้เข้าไปตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า โครงสร้าง และอุปกรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานจริงให้โรงเรียนได้รับความปลอดภัย และเรื่องศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียน ต้องเป็นระบบอย่างถาวรไม่ใช่โครงการระยะสั้น เร่งจัดตั้งกลไกที่เด็กสามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย พร้อมดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดกับบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้ความรุนแรงและละเมิดนักเรียน

”เชื่อว่าครูที่ดีต้องใช้เวลาอยู่กับเด็ก ไม่ใช่ใช้เวลาทำงานอยู่กับเอกสารวันละหลายชั่วโมง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำในชั่วข้ามคืนได้ เพราะการศึกษาต้องใช้เวลา และพร้อมจะผลักดันสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง และร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวมพลังในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย แม้ระเบียบของราชการอาจจะมีความซับซ้อน แต่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานจากระบบแท่งเป็นรูปแบบทีม พร้อมประสานงานกับทุกกระทรวงเพื่อเป้าหมายในการยกระดับทุนมนุษย์ไปพร้อมกัน“ รวม.ศธ. กล่าว

พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก

กรุงเทพฯ – ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้

1. ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที

ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่

– ชุดนักเรียน: อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ

– ชุดลูกเสือ-เนตรนารี: ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้

– กระเป๋าและรองเท้า: ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

– การปักเสื้อนักเรียน: ขอความร่วมมือเปลี่ยนจากการปักชื่อ-นามสกุลเต็ม เป็นการปักเพียง “อักษรย่อโรงเรียน” เพื่อลดค่าปัก ยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า และยังสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

– มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน: สามารถออกแบบกิจกรรมและออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างอิสระ โดยยึดประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้ง

2. จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด

3. บูรณาการข้ามกระทรวง แก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค

ศธ. เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

“สำหรับผมและกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ‘การเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทย ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด’ กฎระเบียบต่างๆ ต้องไม่เป็นกำแพงขัดขวางการมาโรงเรียน ข้อสั่งการทั้งหมดนี้เป็นเพียงก้าวแรก ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าเราเข้าใจสถานการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นลมใต้ปีก พยุงทุกครอบครัวให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมกำหนดการแถลงนโยบายฉบับเต็ม เพื่อประกาศทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 20 เมษายน ที่จะถึงนี้

10 เมษายน 2569 / กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม และเครือข่ายภาคเอกชน เปิดกิจกรรม “อาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569” ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ปลอดภัย ตรวจรถก่อนใช้ อุ่นใจทุกเส้นทาง” เพื่อให้บริการตรวจสภาพความพร้อมของยานพาหนะฟรีแก่ประชาชนในช่วงเทศกาล โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการส่งต่อความห่วงใยและความปลอดภัยให้แก่สังคมไทยอย่างแท้จริง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียพลังงานท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่ผันผวน พร้อมทั้งชื่นชม “พลังจิตอาสา” ของครูและนักเรียนอาชีวศึกษาที่นำความรู้มาดูแลสังคม ด้วยความเสียสละ สะท้อนภาพ “อาชีวศึกษาไทย” ที่ผลิตทั้งกำลังคนคุณภาพและ “คนดีมีจิตสาธารณะ” พร้อมจะยกระดับอาชีวศึกษายิ่งขึ้น

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า กิจกรรมอาชีวะอาสาช่วยประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องมากว่า 11 ปี สำหรับการให้บริการในปี 2569 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม โดยจัดตั้งจุดบริการจำนวน 150 จุด 77 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 – 16 เมษายน เวลา 06.00 – 18.00 น. และขยายเวลาในพื้นที่สำคัญ เพื่อดูแลประชาชนทั้งในช่วงที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ และช่วงเดินทางกลับ

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายภาครัฐและเอกชน 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก โดยนายปริญญา วรธำรง ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งจุดบริการ ร่วมอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ซูซูกิมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ วัสดุอุปกรณ์ น้ำมันเครื่อง และน้ำดื่ม

ทั้งนี้ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนได้ร่วมเป็นเกียรติในงานและให้การสนับสนุนกิจกรรม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดงาน

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง : ภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ. : ข้อมูล

กระทรวงศึกษาธิการ – 10 เมษายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิหรือพ่อปู่ชัยมงคล, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6, พระพุทธรูป (หน้า สอศ.) และศาลปู่เจียม เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี และพบปะผู้บริหาร ศธ. ณ ห้องราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ

โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในวันนี้ถือฤกษ์สะดวก เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ 134 ปี ต้องขอบคุณผู้บริหาร ตลอดจนบุคลากร ศธ. ทุกคน ที่มาร่วมต้อนรับ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. อย่างอบอุ่น ทำให้พวกเรามีกำลังใจในการทำงานขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับการแถลงนโยบายทางการศึกษาอย่างเป็นทางการ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 เมษายนนี้ ซึ่งได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการดำเนินงานที่ตั้งไว้ ทั้งเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียน การลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ทั้งในส่วนของอุปกรณ์การเรียน เครื่องแต่งกาย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อสถานศึกษา ทั้งปัญหาด้านพลังงาน และสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งหลายโรงเรียนกำลังเผชิญอยู่

แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมความพร้อมและมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า โดยในช่วงเปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคมต้องเร่งดำเนินการเตรียมความพร้อม ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง สำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนนั้น กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะต้องขับเคลื่อนผ่านนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพ

“ประเด็นสำคัญในเรื่องการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อลดภาะค่าใช้จ่ายผู้ปกครองในการเดินทางนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจส่งผลกระทบก่อให้เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ศธ. จะมีมาตรการนโยบายที่ครอบคลุมในการลดภาระผู้ปกครอง พร้อมดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงเปิดภาคเรียนได้อย่างแน่นอน”

ภาพเพิ่มเติมพิธีเช้า https://www.facebook.com/share/p/1AwfMXuDE1/

จากนั้น เวลา 10.30 น. รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. เดินทางไปร่วมกิจกรรม “ประเพณีสงกรานต์ ศึกษาธิการสืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยมี ปลัด ศธ. พร้อมด้วยสมาชิกชมรมข้าราชการและครูอาวุโสของกระทรวงศึกษาธิการ (ช.อ.ศ.) และสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมข้าราชการบำนาญและครูอาวุโสของกระทรวงศึกษาธิการ (มบอศ.) ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร ให้การต้อนรับและเข้าร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันสงกรานต์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ที่ยึดถือสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และวิถีชีวิตอันงดงามของไทย ตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบัน มีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมความเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อความสุขสวัสดี เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อันแสดงถึงความกตัญญูกตเวที คงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์และวิถีชีวิตอันงดงามของไทย

ขอให้พวกเราทุกคนร่วมกันอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย ที่มีเอกลักษณ์แบบนี้เอาไว้ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้สืบทอดต่อไป

เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ หาใครเดินทางกลับภูมิลำเนาให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ โปรดดลบันดาลประทานพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญ ประสบแต่สิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

“การจัดงานประเพณีสงกรานต์ ศึกษาธิการสืบสานวัฒนธรรมไทย ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกันสืบทอดและธำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างความรัก ความผูกพัน และความเป็นหนึ่งเดียวกันในองค์กร อันจะเป็นพลังสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป”

ภาพเพิ่มเติมกิจกรรมสงกรานต์ ศธ. https://www.facebook.com/share/p/1GXJbYZMfM/

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
สมประสงค์ ชาหารเวียง,
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ,
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
อินทิรา บัวลอย,
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
นัทสร ทองกำเหนิด,
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / TikTok

หยุดทำ! 3 พฤติกรรมเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

ในปัจจุบัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการโจมตีทางเทคนิค ไปสู่ยุคของการแสวงหาประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ผ่านกิจกรรมปกติบนสื่อสังคมออนไลน์ มิจฉาชีพได้เปลี่ยนจากการพยายามเจาะระบบที่มีความปลอดภัยสูง มาเป็นการรวบรวมข้อมูลจาก “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้ในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่ได้ระมัดระวัง ความเสี่ยงนี้เกิดจากความคุ้นชินและพฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธารณะ ซึ่งส่งผลให้ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้ใช้งานลดลง การทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรอบคอบส่วนบุคคล แต่เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยทางเทคโนโลยี

พฤติกรรมเสี่ยงและการแสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูล

พฤติกรรมยอดนิยม 3 ประการในสังคมไทย กลายเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤตที่มิจฉาชีพใช้เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอาชญากรรมทางไซเบอร์ ดังนี้

  1. การเปิดเผยข้อมูลติดต่อระหว่างการรับชมไลฟ์สด : การพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ในช่องคอมเมนต์เพื่อสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมไปใช้ในกระบวนการ Phishing ที่มีความแม่นยำสูง หรือการฉ้อโกงในรูปแบบ COD Scam (พัสดุเก็บเงินปลายทางที่ผิดกฎหมาย) โดยมิจฉาชีพจะส่งสินค้าที่ไม่ได้สั่งไปตามที่อยู่ที่ปรากฏเพื่อหลอกเก็บเงิน
  2. การเปิดเผยข้อมูลอัตลักษณ์ในเพจดูดวง : การระบุวัน-เดือน-ปีเกิด และเวลาตกฟาก ข้อมูลเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการทำ Security Question Bypass หรือการคาดเดารหัสผ่าน (Password Guessing) นอกจากนี้ยังถูกใช้ในการทำ Social Engineering เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงว่ามิจฉาชีพเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่รู้จักข้อมูลของเหยื่อ
  3. การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินในกิจกรรมแจกรางวัล/บริจาค : การระบุเลขบัญชีธนาคารพร้อมชื่อ-นามสกุลจริง เสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการฟอกเงิน หรือถูกแอบอ้างชื่อบัญชีในธุรกรรมสีเทา ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าของบัญชีถูกดำเนินคดีในข้อหา “บัญชีม้า” และต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

เมื่อข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้ถูกนำมาประกอบกัน มิจฉาชีพจะสามารถสร้างโปรไฟล์ที่สมบูรณ์ของเหยื่อเพื่อใช้ในการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายและยากต่อการป้องกัน

บทสรุป

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ในโลกยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส แต่เป็นเรื่องของ “วินัยในการเปิดเผยข้อมูล” ความประมาทเพียงชั่วขณะในการพิมพ์ข้อมูลในพื้นที่สาธารณะอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้ ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด และเมื่อมันรั่วไหลออกไป มันจะกลายเป็นอาวุธที่มิจฉาชีพใช้ย้อนกลับมาทำลายคุณ

เตือนภัย!! ติ่งซีรีส์จีนแนวตั้งต้องระวังมิจฉาชีพมาในคราบ “แอปดูหนัง”

ในยุคที่ความบันเทิงเคลื่อนที่ไปกับเราทุกที่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง TikTok การรับชมซีรีส์จึงไม่ใช่แค่เรื่องความพลอยเพลินอีกต่อไป แต่กลายเป็นช่องทางใหม่ที่มิจฉาชีพใช้เจาะลึกถึงข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สินของเราผ่านพฤติกรรมการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป

วัตถุประสงค์ของการแจ้งเตือนนี้คือการสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับเยาวชนและคนใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงที่แฝงมากับความบันเทิงยอดนิยม โดยเฉพาะซีรีส์ขนาดสั้นที่กำลังเป็นกระแสใน TikTok และแพลตฟอร์มวิดีโอแนวตั้งอื่นๆ

 

เจาะลึกพฤติกรรม ทำไม “คอซีรีส์” ถึงตกเป็นเป้าหมาย

มิจฉาชีพไม่ได้เลือกเป้าหมายแบบสุ่ม แต่เลือกจาก “จุดอ่อนทางจิตวิทยา” ของผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้ที่เป็นสายซีรีส์จีนแนวตั้ง (Short Dramas) ที่เน้นความเร็วและอารมณ์ที่ค้างคา

1.วงจรโดพามีน (Dopamine Loop)

2.อาการ FOMO (Fear Of Missing Out)

3.ความชินชากับความสะดวก

 

เหตุผลหลักที่ทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อได้ง่ายที่สุด

  1. สภาวะ Binge-watching Mindset : เมื่อเราจดจ่อกับการดูซีรีส์ต่อเนื่อง ความระมัดระวังตัวจะลดลง ทำให้การตัดสินใจคลิกลิงก์เกิดขึ้นด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
  2. ความหลงไหลในของฟรี : เยาวชนมักมีงบประมาณจำกัด จึงพยายามหาช่องทางดูฟรี ซึ่งเป็นจุดที่มิจฉาชีพใช้ติดตั้ง “กับดัก” ได้ง่ายที่สุด
  3. การสื่อสารที่ขาดการตรวจสอบ : การติดตามช่องทาง Unofficial บน TikTok หรือกลุ่มแชท ทำให้ได้รับลิงก์อันตรายที่ดูแนบเนียนไปกับคลิปตัวอย่างซีรีส์

 

รูปแบบการโจมตีจากซีรีส์ดิจิทัล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเตือนภัย นี่คือลำดับขั้นตอนที่มักพบในวงจรการหลอกลวง

  1. การสร้างเหยื่อล่อ (The Bait) : มิจฉาชีพนำคลิปซีรีส์จีนหรือละครสั้นแนวยอดนิยมมาตัดต่อ ลงใน TikTok หรือ Facebook Reels เพื่อดึงดูดความสนใจด้วยเนื้อหาที่กำลังเข้มข้น
  2. การชักนำออกนอกพื้นที่ปลอดภัย (The Redirection) : เมื่อถึงจุดสำคัญของคลิป มิจฉาชีพจะทิ้ง ลิงก์แปลกปลอม ไว้ในคอมเมนต์หรือหน้าโปรไฟล์ โดยอ้างว่าเป็นช่องทาง “ดูตอนจบ” หรือ “แอปดูฟรี”
  3. การเข้าถึงเชิงลึก (The Exploitation) : ลิงก์ดังกล่าวจะนำไปสู่การหลอกให้ ติดตั้งแอปพลิเคชันนอก Store (ไฟล์ .APK) หรือการขอสิทธิ์เข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดีย
  4. ความเสียหายเชิงรูปธรรม (The Damage) : มิจฉาชีพเข้าควบคุมเครื่องเพื่อดูรหัสผ่าน หรือทำการ เรียกเก็บเงินเกินจริง ผ่านระบบ SMS และบางกรณีอาจไปถึงการเข้าถึงแอปธนาคาร

 

จุดที่ต้องระวัง (Red Flags) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง

แนวทางปฏิบัติเพื่อการเสพสื่ออย่างปลอดภัย

  1. รับชมผ่าน แอปพลิเคชันทางการ (Official) เช่น Netflix, WeTV, iQIYI หรือ Youtube
  2. ตรวจสอบชื่อบัญชีผู้โพสต์คลิปว่ามี เครื่องหมายรับรอง (Verified Check) หรือเป็น Official Account
  3. ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอมที่ส่งต่อกันมา หรือลิงก์ที่แปะอยู่ในคอมเมนต์ของคลิปไวรัล
  4. ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในมือถือ โดย ปิดการอนุญาตติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  5. ของฟรีไม่มีจริง ถ้าบอกว่าดูฟรีในที่ที่ควรเสียเงิน ให้ระวังความสูญเสียคือข้อมูลหรือเงินในบัญชี
  6. Official Store Only (สโตร์หลักเท่านั้น) แอปดีต้องอยู่ใน Store แอปที่ให้โหลดเองข้างนอกคือแอปอันตราย 100%
  7. Stop, Think, Check (หยุด คิด และเช็ก) ก่อนกดลิงก์ใด

 

ความบันเทิงที่ปลอดภัยเริ่มต้นที่ตัวเรา

ความบันเทิงควรเป็นพื้นที่สร้างความสุข ไม่ใช่ช่องทางที่นำไปสู่ความเดือดร้อน การรับชมสื่ออย่างมีสติและการหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ก่อนที่จะกระทำการใดๆ ในโลกออนไลน์คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล ในฐานะผู้ชมก็ต้องมีสติและรู้เท่าทันเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายที่แฝงมากับความสุข

นครสวรรค์ – 8 เมษายน 2569 / นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษปลูกพลังบวกครูปฐมวัย พร้อมมอบเกียรติบัตรรางวัลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ให้แก่ผู้บริหารและครูผู้สอนระดับจังหวัด ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “กิจกรรมปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมี นางญาณี อาจหาญ ศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ นำผู้บริหาร ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัยจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัดในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 250 คน ณ โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์

รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสาธิตกิจกรรมป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านเหล้าและบุหรี่ รวมถึงการฝึกปฏิบัติบูรณาการแผนกิจกรรมสู่หลักสูตรสถานศึกษา เพื่อวางรากฐานการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตที่เข้มแข็งให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมที่ 1 การอบรมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมเชิงบวก ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของครูและผู้ปกครองในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง การมองโลกในแง่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัย

กิจกรรมที่ 2 การเสวนา เรื่อง การเผยแพร่ ขยายผลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)ด้านการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (สำหรับผู้บริหาร) และด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระดับปฐมวัย (สำหรับครูผู้สอน) ระดับจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัยนำแนวทางหรือรูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ โดยมีผู้เผยแพร่ผลงาน ทั้งสิ้น จำนวน 24 ผลงาน

คณะทำงาน รองปลัด ศธ. / ภาพ-ข่าว
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DtAbyjEJf/

การขึ้นบัญชี สำนักงานรัฐมนตรี_0001 (1)

เผยกลลวง! แอบอ้างให้อายัดบัญชีที่แท้คือคำสั่งโอนเงินให้มิจฉาชีพ

เคยไหม… ที่โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร พร้อมกับแจ้งข่าวที่ทำให้ใจหายวูบว่า “บัญชีของคุณมีรายการโอนเงินผิดปกติ” ความรู้สึกตื่นตระหนกและกังวลจะพุ่งขึ้นมาทันที ในวินาทีที่คุณกำลังสับสนและกลัวว่าจะสูญเสียเงินในบัญชี ปลายสายจะรีบเสนอตัวเข้ามา “ช่วยเหลือ” โดยจะแนะนำขั้นตอนการ “อายัดบัญชี” อย่างเร่งด่วนผ่านตู้ ATM หรือแอปพลิเคชัน Mobile Banking แต่นี่ไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่คือกับดักที่แนบเนียนที่สุด บทความนี้จะเปิดโปงกลลวงที่เปลี่ยนคำแนะนำด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นคำสั่งโอนเงินของคุณไปยังบัญชีของมิจฉาชีพโดยที่คุณไม่รู้ตัว

อุบายสร้างความกลัว แล้วยื่นมือช่วย

มิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาในการหลอกให้เราหลงเชื่อ ขั้นตอนแรกคือการสร้าง “ความกลัวและความเร่งด่วน” พวกเขาจะใช้ข้อมูลที่น่าตกใจเพื่อทำให้คุณรู้สึกว่าเงินของคุณกำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องรีบแก้ไขทันที จากนั้น เมื่อคุณกำลังตื่นตระหนก พวกเขาจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ช่วยเหลือทันที โดยจะเสนอตัวแนะนำขั้นตอนต่างๆ เพื่อ “รักษาความปลอดภัย” หรือ “อายัดบัญชี” ของคุณ
วิธีนี้ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย เพราะโจมตีจุดอ่อนสองอย่างพร้อมกัน ความเชื่อใจที่เรามีต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร และความกลัวที่จะสูญเสียเงินที่หามาอย่างยากลำบาก การโจมตีด้วยความกลัวแล้วตามด้วยการยื่นมือช่วยจึงเป็นเทคนิคที่ทำให้คุณไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง และหลงทำตามคำแนะนำของมิจฉาชีพอย่างง่ายดาย

นี่คือหัวใจของกลลวงที่ต้องรู้

“รหัสอายัดบัญชี” หรือ “รหัสยืนยันความปลอดภัย” ที่มิจฉาชีพบอกให้กรอกนั้น ไม่มีอยู่จริง แท้จริงแล้ว ตัวเลขชุดยาวๆ ที่พวกเขาบอกคุณนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างแนบเนียน คือ
กลอุบายนี้คือการหลอกให้ทำธุรกรรมโอนเงินด้วยตัวเอง โดยที่เข้าใจผิดว่ากำลังทำตามขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย

วิธีรับมือ

3 วิธีรับมือที่ง่ายที่สุด ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคใดๆ เลย เพียงแค่ “ตั้งสติ” และทำตามขั้นตอนเหล่านี้
  1. วางสายทันที ไม่ต้องพูดคุยต่อ ไม่ต้องกลัวคำขู่ใดๆ จากมิจฉาชีพ ยิ่งคุณคุยนานเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะถูกโน้มน้าวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ควรทำคือการตัดการสนทนาให้เร็วที่สุด
  2. ห้ามทำธุรกรรมเด็ดขาด ห้ามเดินไปที่ตู้ ATM หรือเปิดแอปพลิเคชัน Mobile Banking ตามคำสั่งของปลายสายเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกเร่งรัดแค่ไหน การทำธุรกรรมใดๆ ตามคำบอกของคนที่ไม่รู้จักคือความเสี่ยงสูงสุด
  3. ตรวจสอบกับธนาคารโดยตรง หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลเกี่ยวกับบัญชีของคุณจริงๆ ให้วางสายจากมิจฉาชีพก่อน จากนั้นให้โทรศัพท์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ Call Center ของธนาคารโดยตรง โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ทางการที่อยู่หลังบัตร ATM หรือจากเว็บไซต์ของธนาคารเท่านั้น
มิจฉาชีพใช้ความกลัวและความไม่รู้ของเราเป็นเครื่องมือ สิ่งที่จะป้องกันเราได้ดีที่สุดก็คือ “ความรู้” และ “สติ” เพียงแค่หยุดคิดสักนิด ไม่หลงเชื่อ ไม่รีบร้อน และตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้เสมอ คุณก็จะปลอดภัยจากกลลวงเหล่านี้
หากพบเหตุการณ์น่าสงสัยหรือต้องการแจ้งเบาะแส

7 เมษายน 2569 – ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการรายงานตัวเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่เส้นทางชีวิตราชการ และชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน การได้เข้ารับราชการถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต และเป็นโอกาสในการร่วมพัฒนาประเทศผ่านการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา แม้เส้นทางการทำงานจะมีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ แต่ทุกคนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้ด้วยการพัฒนาตนเองให้เป็นทั้ง “คนดีและคนเก่ง” ควบคู่กัน โดยยึดหลักการทำงานที่คำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความเข้าอกเข้าใจ และพร้อมให้บริการอย่างเต็มศักยภาพ และเปรียบชีวิตราชการเสมือนการแข่งขันวิ่ง ที่แม้แต่ละคนจะเริ่มต้นต่างจังหวะกัน แต่สามารถก้าวไปสู่เส้นชัยอย่างสง่างามได้ด้วยความมุ่งมั่นและความเพียรพยายาม โดยกระทรวงศึกษาธิการคาดหวังให้ข้าราชการรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคนและระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ขอให้ทุกคนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนางานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยคนรุ่นใหม่มีศักยภาพด้านความรู้และเทคโนโลยีที่โดดเด่นอยู่แล้ว จึงควรต่อยอดด้วยความอดทน ความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการมีทัศนคติเชิงบวก และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในบทบาทผู้นำและผู้ตาม โดยเฉพาะด้านมนุษยสัมพันธ์ รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกคนสร้างความรักและความผูกพันต่อองค์กร ตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อร่วมกันสร้างองค์กรให้เข้มแข็งและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริตและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการศึกษาระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการบรรจุใหม่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งสิ้น 32 คน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ธรรมนารี ชดช้อย / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

7 เมษายน 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อยกระดับการบริหารและการปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้รับบริการ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และการนำเครื่องมือประเมินมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการพบว่าปัญหาการทุจริตยังเป็นประเด็นสำคัญของบุคลากรภาครัฐ การประเมิน ITA จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานให้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากสังคม” รองปลัด ศธ. กล่าว

รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาคน ต้องเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม พร้อมขอให้ผู้รับผิดชอบงาน ITA ของทุกหน่วยงานศึกษาและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด กระบวนการประเมิน และกรอบระยะเวลาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผลการประเมินสะท้อนข้อเท็จจริง และสามารถนำไปพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ จัดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงาน ป.ป.ช. ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่บุคลากร และผลักดันการยกระดับคะแนน ITA ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยการประเมินครอบคลุมปัจจัยการบริหารตามหลัก 5M ใช้ตัวชี้วัด 9 ตัว ผ่านเครื่องมือ IIT, EIT และ OIT พร้อมพัฒนาเครื่องมือให้สอดคล้องกับบริบท ภารกิจ และความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้น

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ

รู้ทันกลโกง! “คูปองน้ำมันฟรี” ที่อาจทำคุณเสียทรัพย์โดยไม่รู้ตัว

ราคาน้ำมันขยับขึ้นอีกแล้ว!! เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 6-10 บาทต่อลิตร ในยุคที่ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น ความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูง การมองหาส่วนลดหรือช่องทางประหยัดจึงกลายเป็น “ช่องโหว่” ชั้นดีที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกล่อเรา มิจฉาชีพจะส่งเหยื่อล่อมาให้ เช่น รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท หรือคูปองลดราคาสุดพิเศษ แท้จริงแล้วเป็นกับดักที่ทำให้คุณสูญเงินหมดบัญชีได้ในคลิกเดียว เพราะของฟรีที่ดูดีเกินจริง มักแลกมาด้วยความเสียหายที่คาดไม่ถึงเสมอ

เมื่อความ “ดีใจ” เป็น “จุดอ่อน” สู่การสูญเสียเงิน

มิจฉาชีพไม่ได้ใช้สกิลที่ซับซ้อน แต่พวกเขาใช้ช่องโหว่จากสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยการส่ง SMS ที่ระบุข้อความประเภท “ยินดีด้วย! คุณได้รับคูปองเติมน้ำมันฟรี” พร้อมแนบลิงก์สั้นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ความรู้สึก ดีใจที่เกิดขึ้นชั่วขณะนี่แหละคือ Phishing (ฟิชชิ่ง) ชั้นดีที่ทำให้เราเผลอกดลิงก์โดยไม่ตั้งสติ การคลิกเพียงครั้งเดียวอาจไม่ใช่แค่การเข้าเว็บไซต์ปลอม แต่มันคือการเปิดประตูบ้านให้ Malware เข้ามาติดตั้งในเครื่อง หรือการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทันที

ขั้นตอนจากคลิกเดียวสู่การสูญเสียเงิน

เราต้องมองแผนของมิจฉาชีพให้ออก มันเหมือนกับการเดินเข้าสู่กับดักที่วางไว้ 4 ระยะ ดังนี้

จุดสังเกต ลิงก์จริง vs ลิงก์ปลอม

ลักษณะลิงก์
แหล่งที่มา
ข้อมูลที่ร้องขอ
พฤติกรรม

“3 กฎเหล็ก” ป้องกันตัวจากลิงก์ปลอม

  1. อย่ากด : ห้ามกด SMS ที่ไม่รู้แหล่งที่มาเด็ดขาด หากเห็นข้อความแถมคูปองจากเบอร์แปลกๆ หรือชื่อที่เราไม่คุ้นเคย ให้ตั้งสติแล้วปัดทิ้ง หรือลบข้อความนั้นทิ้งทันที อย่าแม้แต่จะลองกดเข้าไปดูเล่นๆ
  2. อย่าให้ : ห้ามกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในหน้าเว็บที่ลิงก์ส่งมา บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่มีนโยบายขอเลขบัตรประชาชน หรือขอรหัส OTP ผ่านทาง SMS เพื่อแลกคูปองฟรีเด็ดขาด ถ้ามีการขอข้อมูลเหล่านี้ แน่นอนครับว่าเป็นมิจฉาชีพ
  3. ตรวจสอบ : ต้องเช็กข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการ (Official) เท่านั้น เข้าไปตรวจสอบโปรโมชั่นผ่านแอปพลิเคชันทางการของแบรนด์ หรือเพจ Facebook ที่มีเครื่องหมายถูก (Blue Tick) สีฟ้าท้ายชื่อเท่านั้น หากหน้าเพจดูโล่งๆ คนติดตามน้อย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม!

การป้องกันตัว

ถ้าพวกเราพลาดไปแล้ว หรือไปเจอคนรอบตัวกำลังถูกหลอก ให้รีบทำตามขั้นตอนนี้ทันที
ตั้งสติ : อย่ากลัวคำขู่ อย่าหลงของฟรี โทรเช็กที่ Call Center ของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง
ไม่เชื่อ : ข่าวโคมลอยหรือรางวัลใหญ่ที่เราไม่เคยสมัครร่วมกิจกรรม ให้ตีว่าเป็นปลอมไว้ก่อน
ไม่คลิก : ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไม่แตะลิงก์ที่ส่งมาใน SMS
ไม่กรอก : ข้อมูลส่วนตัวคือ “ทรัพย์สิน” อย่ามอบให้ใครบนเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ

AOC 1441 : สายด่วนศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ สามารถระงับบัญชีธนาคารได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา : เพจเฟสบุ๊ค ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

Top