กระทรวงศึกษาธิการ – 1 พฤษภาคม 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายโอตากะ มาซาโตะ (H.E. Mr. Otaka Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ ไทย – ญี่ปุ่น ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสการครบรอบ 139 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – ญี่ปุ่น และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง จึงเชื่อมั่นว่าความร่วมมือด้านการศึกษา ไทย – ญี่ปุ่น จะเป็นการส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้านหลัก เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา ได้แก่ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก 2. การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศ 3. การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และ 5. การปรับปรุงกฎหมาย พรบ. การศึกษาแห่งชาติ
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางผลักดันการขยายความร่วมมือใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้ารับการฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการของญี่ปุ่น ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น 2. การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียนและครูด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กรอบความร่วมมือกับโคเซ็น (KOSEN) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 3. การสนับสนุนครูอาสาสมัคร โดยเฉพาะด้านภาษาญี่ปุ่นและวิทยาศาสตร์ เพื่อบูรณาการการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นควบคู่กับวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์
“ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และคาดหวังว่าความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปอย่างเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และยั่งยืนยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสองประเทศร่วมกันในอนาคต”
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ กล่าวแสดงความยินดีกับการดำรงตำแหน่งของ รมว.ศธ. และขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการทุนการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยย้ำว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการศึกษาในฐานะกลไกหลักของการพัฒนาสังคม และขอชื่นชมนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไทยที่มีความครอบคลุม โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่ผู้ปกครองต้องทำงานเต็มเวลา ซึ่งญี่ปุ่นมีต้นแบบการดำเนินงาน เช่น โมเดล TOPPAN ที่สนับสนุนการดูแลเด็กนอกเวลาเรียน
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนผ่านสถาบันต่าง ๆ อาทิ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) ซึ่งมุ่งผลิตบุคลากรที่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงนักศึกษาไทยจาก Asia Pacific University ในประเทศญี่ปุ่นกว่า 200 คน ที่ได้เข้าทำงานในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญ เช่น Japan Foundation, Japan International Cooperation Agency (JICA) ภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) ในด้านการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง
หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์,
รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี / ข่าว
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1MAntPXKpZ/
เมื่องานรีวิว กลายเป็นกับดักกลโกงที่คนอยากมีรายได้เสริมต้องระวัง
ในยุคปัจจุบันที่ใครก็อยากมีรายได้เสริมจากงานออนไลน์ แต่ความอยากมีรายได้เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเปลี่ยนความขยันของคุณให้กลายเป็นโอกาสในการโจรกรรม บทความนี้จะช่วยเจาะลึกกลโกงของ “งานรับจ้างรีวิว” เพื่อให้คุณทันเล่ห์เหลี่ยมและปกป้องทรัพย์สินของตนเองได้
ขั้นตอนหลอกลวง
มิจฉาชีพมักมีขั้นตอนการหลอกลวงที่เป็นระบบ เพื่อทำลายความระมัดระวังของเหยื่อ
1.การเข้าหาและการแอบอ้าง : เริ่มต้นด้วยการทักแชทหาเหยื่อโดยตรง หรือโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย โดยแอบอ้างเป็นตัวแทนจากแบรนด์ดัง ร้านค้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียง หรือเอเจนซี่โฆษณาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในทันที
2.การล่อซื้อด้วยผลตอบแทน : ใช้จุดอ่อนเรื่องความต้องการรายได้เสริม โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เช่น งานง่ายๆ แค่ถ่ายรูปหรืออัดคลิป แต่ให้รายได้วันละหลายร้อยหรือหลักพันบาท เพื่อกระตุ้นความโลภ
3.การทำภารกิจและโอนเงิน : เมื่อเหยื่อสนใจ มิจฉาชีพจะให้ “โอนเงิน” หรืออ้างว่าต้องจ่าย ค่าประกันสินค้า, ค่าสมัคร, ค่าเปิดระบบ ก่อนเริ่มงาน โดยเน้นย้ำว่าต้องโอนเงินไปก่อนเพื่อจองงานหรือรับค่าคอมมิชชั่น
สัญญาณอันตราย (Red Flags)
- กลวิธีคืนเงินระยะแรก : ในช่วงแรกที่ยอดเงินโอนยังน้อย มิจฉาชีพจะโอนเงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชั่นให้จริง เพื่อให้เหยื่อเกิดความเชื่อมั่นและยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่ในภารกิจถัดไปที่ยากขึ้น
- พฤติกรรมเมื่อเหยื่อโอนเงินก้อนใหญ่ : เมื่อเหยื่อเริ่มโอนเงินหลักหมื่นหรือหลักแสน มิจฉาชีพจะเริ่มอ้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่ให้ถอนเงินได้ หรือบล็อกการติดต่อหายไปทันที
- ต้องการข้อมูลส่วนตัว : ข้อมูลคุณ “ห้ามส่งให้คนแปลกหน้าทางแชทโดยเด็ดขาด” ได้แก่
- รูปถ่ายบัตรประชาชน : มิจฉาชีพอาจนำไปสวมสิทธิ์ทำเรื่องผิดกฎหมาย
- เลขบัญชีธนาคาร : มิจฉาชีพอาจนำไปใช้เป็น “บัญชีม้า” เพื่อรับเงินจากเหยื่อรายอื่น ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยไม่รู้ตัว
- รหัสผ่าน : ข้อมูลลับที่ใช้เข้าถึงทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล
วิธีป้องกันตัว
เพื่อให้คุณเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมบนโลกออนไลน์ ตำรวจสอบสวนกลางได้สรุปแนวทางป้องกันที่ต้องนำไปใช้ทันที ดังนี้
1.งานไหนให้โอนเงินก่อน ให้ตัดการติดต่อทันที : ไม่ว่าจะอ้างเป็นค่าอะไรก็ตาม หากต้องควักเงินตัวเองจ่ายก่อนเพื่อจะได้ทำงาน ให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน
2.ห้ามส่งข้อมูลส่วนตัวสำคัญให้คนแปลกหน้า : บัตรประชาชนและเลขบัญชีคือของหวงแหน ห้ามส่งผ่านแชทโดยเด็ดขาด อาจจะถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
3.ตรวจสอบกับช่องทางหลักเสมอ : ก่อนจะตกลงรับงาน ให้ตรวจสอบผ่าน Official Page หรือเว็บไซต์ทางการของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง อย่าหลงเชื่อเพียงแค่รูปโปรไฟล์หรือคำแอบอ้างในแชท
หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก หรือตกเป็นเหยื่อไปแล้ว รีบโทรแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วน AOC 1441 ทันที เพื่อระงับความเสียหายให้เร็วที่สุด
—————————————
ที่มา : เพจตำรวจสอบสวนกลาง
30 เมษายน 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ พัฒนาคู่มือและแนวทางตรวจสรุป การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประเมิน ITA เป็นภารกิจสำคัญตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งแม้ไม่สามารถยุติได้ทั้งหมด แต่สามารถลดลงได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การปลูกฝัง การป้องกัน และการปราบปราม ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการปลูกฝัง เพื่อสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้กับเด็กและเยาวชน อันเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ที่ผ่านมา หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการได้เข้าร่วมการประเมิน ITA อย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน ป.ป.ช. มีการปรับปรุงตัวชี้วัดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากพบว่าบางหน่วยงานแม้ได้คะแนนสูง แต่ยังปรากฏข่าวการทุจริต สะท้อนว่าผลการประเมินอาจยังไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง จึงเป็นความท้าทายสำคัญในการยกระดับการประเมินให้สะท้อนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาการทุจริตในพื้นที่
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการดำเนินงานเริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ” คือการจัดทำแนวทางและคู่มือ ส่งต่อไปยัง “กลางน้ำ” ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และสิ้นสุดที่ “ปลายน้ำ” ในการติดตามและประเมินผล โดยคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมจะนำความรู้ไปขยายผล สร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และร่วมกันยกระดับผลการประเมิน ITA ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการให้สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
การประเมินดังกล่าวดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่อต้านการทุจริต โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ครอบคลุม 110 หน่วยงาน ผ่านระบบ ITA Online พร้อมปรับปรุงเครื่องมือ ตัวชี้วัด และข้อคำถามให้เหมาะสมกับบริบท เน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารงบประมาณและบุคคล
ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้จัดทำคู่มือและหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมจัดอบรมคณะอนุกรรมการ จำนวน 45 คน ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายการยกระดับผลการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
วิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงซื้อสินค้าทางออนไลน์
ในยุคที่ชีวิตเราแทบจะสิงอยู่ในโลกออนไลน์ 24 ชั่วโมง การไถฟีด ช้อปปิ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องไลฟ์สไตล์ แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว แต่รู้ไหมว่า… ท่ามกลางความสะดวกสบาย มี “กับดัก” ที่ถูกวางไว้รออยู่เพียบ การมีความรู้เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ จะช่วยให้รอดจากการถูกหลอกในโลกยุคใหม่นี้
สถานการณ์ภัยออนไลน์
จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตัวเลขเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรละเลย
- จำนวนคดีที่รับแจ้งต่อสัปดาห์ : สูงถึง 7,366 คดี
- มูลค่าความเสียหาย : รวมกว่า 400 ล้านบาท
จำนวนคดีอันดับ 1 : หลอกซื้อขายสินค้า เพราะการช้อปปิ้งคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มิจฉาชีพเน้นจำนวนครั้งที่มาก ทำให้มียอดคดีพุ่งสูงต่อเนื่อง
สร้างความเสียหายอันดับ 1 : หลอกทำงานออนไลน์ มิจฉาชีพใช้ “ความหวัง” และ “ความขยัน” มาเป็นเครื่องมือ ยิ่งเหยื่ออยากได้รายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโอนเงินออกไปมากเท่านั้น จนสร้างความเสียหายต่อรายบุคคลได้สูงกว่าการหลอกซื้อของทั่วไปหลายเท่าตัว
เมื่อการช้อปปิ้งและการหางานกลายเป็นกับดัก
ปัจจุบันมิจฉาชีพได้พัฒนาการหลอกลวงไปอีกขั้น โดยเฉพาะการใช้จิตวิทยาเพื่อให้เราหลงเชื่อ นี่คือข้อเปรียบเทียบของ 2 รูปแบบยอดฮิตที่เจอ
การหลอกโอนเงินซื้อสินค้า เป้าหมายของมิจฉาชีพ คือหลอกเอาเงินก้อนเล็ก-กลาง จากความอยากได้ของถูก โดยใช้วิธีโฆษณาโปรโมชัน เช่น ของเหลือชิ้นสุดท้าย , โปรนาทีทอง เพื่อให้เหยื่อรีบโอนเงิน เมื่อเหยื่อโอนเงินแล้ว มิจฉาชีพจะบล็อกหนี หรือส่งของปลอมมาให้
การหลอกทำงานออนไลน์ เป้าหมายของมิจฉาชีพ คือหลอกเอาเงินก้อนใหญ่ โดยใช้ค่าตอบแทนสูงเป็นตัวล่อ โดยใช้วิธีหลอกให้โอนเงิน เช่น โอนเพิ่มอีกนิดเพื่อถอนเงินเก่าคืน , ทำภารกิจสุดท้ายจะได้รับเงินทั้งหมด , โอนเงินค่าธรรมเนียมภาษี เมื่อเหยื่อเริ่มโอนเงินก้อนแรก มิจฉาชีพจะกดดันให้สำรองจ่ายเพิ่ม หรือลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
⚠️ คำเตือน!! กลโกงแบบผสม มิจฉาชีพยุคใหม่เริ่มใช้รูปแบบผสม โดยอ้างว่าขายของราคาถูก แต่มีเงื่อนไขว่า “ต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อน ถึงจะจัดส่งสินค้าให้” หรือต้องทำภารกิจเพื่อรับส่วนลด นี่คือการรวมเอาความอยากได้ของถูกมาดึงเราเข้าสู่วงจรการหลอกทำงานออนไลน์อย่างแนบเนียน
วิธีป้องกันตัว
เราไม่จำเป็นต้องระแวงจนไม่กล้าใช้เทคโนโลยี แต่ต้องระวังอย่างมีหลักการ โดยใช้ระบบที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์
• ใช้ระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” : เวลาช้อปออนไลน์ อย่าโอนตรงเข้าบัญชีส่วนตัวเด็ดขาด! ให้ซื้อผ่านแอปฯ ที่มีระบบนี้ เช่น Shopee หรือ Lazada ซึ่งแอปฯ จะถือเงินเราไว้ก่อน ถ้าเราไม่ได้ของหรือของไม่ตรงปก เราก็กดขอคืนเงินได้ เงินจะยังไม่ถึงมือคนขายจนกว่าเราจะกดยืนยัน
• สังเกตสัญญาณมิจฉาชีพ : เมื่อต้องการทำงานออนไลน์ จำไว้ว่า ถ้าดึงเข้ากลุ่ม Line เพื่อให้ “ทำภารกิจเสริม” , “ปั่นยอดวิว” หรือ “สำรองจ่ายเงินก่อน” ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลดูดีแค่ไหน นั่นคือมิจฉาชีพ 100%
• ตัดจบการสนทนา : ถ้าเริ่มรู้สึกว่าบทสนทนามาทรงนี้ ให้ “หยุดคุยและออกจากกลุ่มทันที” อย่าพยายามหาเหตุผลหรือด่ากลับ เพราะมิจฉาชีพพวกนี้ถูกฝึกมาเพื่อโน้มน้าวใจ ยิ่งคุยนาน โอกาสที่จะเผลอโอนเงินยิ่งสูง
รายการตรวจสอบความปลอดภัย (Safety Checklist)
ก่อนตัดสินใจโอนเงินหรือรับงานออนไลน์ ให้เช็ก 4 ข้อนี้ทันที
[ ] โอนเงินผ่านระบบกลางเท่านั้น ไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาโดยตรงเด็ดขาด
[ ] ถ้าคุยในแอปช้อปปิ้งแล้วถูกชวนไปคุยต่อใน Line หรือแอปอื่น “ปฏิเสธทันที”
[ ] ระวังหน้าม้าในกลุ่ม หากถูกดึงเข้ากลุ่มที่มีคนโชว์สลิปรายได้เยอะๆ ให้สันนิษฐานว่าเป็นพวกมิจฉาชีพ
[ ] หยุดเมื่อต้องจ่ายเงิน งานจริงไม่มีการให้พนักงานโอนเงินไปก่อนเพื่อเปิดระบบ หรือทำภารกิจ
[ ] ใจแข็งและเดินออกมา เมื่อเจอสัญญาณแปลกๆ ให้กด Leave และ Block ทันทีโดยไม่ต้องลังเล
สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย
ในโลกดิจิทัลที่หมุนไว “สติ” และ “ความรู้” คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมี บทเรียนจากมูลค่าความเสียหายกว่า 400 ล้านบาทต่อสัปดาห์สอนเราว่า มิจฉาชีพไม่ได้ฉลาดกว่าเรา แต่พวกเขาแค่เล่นกับความโลภ และความกลัวของเราเท่านั้น การมีภูมิคุ้มกันดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้สื่อออนไลน์ แต่หมายถึงการใช้งานอย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม และหมั่นอัปเดตข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ
29 เมษายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งระบบ ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ตลอดจนภาคเอกชนและประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เข้าร่วม โดยที่ประชุมฯ มีมติร่วมกันว่า การศึกษาคือภารกิจสำคัญเร่งด่วนของพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีหน้าที่หลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทุนมนุษย์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอแนะอันมีคุณค่าจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับคุณภาพครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชน โรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ทั้งการเทียบโอนหลักสูตรและการรับรองวุฒิการศึกษา การพัฒนาศักยภาพครู การแก้ปัญหาเร่งด่วน รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน

“ที่ประชุมได้หารือร่วมกัน โดยเห็นควรให้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ อาทิ การจัดตั้งบอร์ดด้านการศึกษาในพื้นที่ เพื่อประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสนอให้มอบหมายตัวแทนในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการศึกษาโดยเฉพาะด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะด้านภาษาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ให้มีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้นไปอีก พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ และย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการพร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกเสียงเสมอ เพราะทุกคนในวงการศึกษาคือทีมเดียวกัน ภายใต้บ้านหลังเดียวกัน
โดยผู้เข้าร่วมการประชุมหารือในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมด้วย อาทิ รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ : ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ : ภาพ
ข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1EgMhvrkkj/?mibextid=wwXIfr
29 เมษายน 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ด้านอาชีพ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสการมีรายได้ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ
โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายภูมิศักดิ์ ภูมิเขียว ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ พร้อมด้วยคณะทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนจากภาคเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาหลักสูตรอย่างใกล้ชิด ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมช.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งใช้ “การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างรายได้” โดยเร่งพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและโลกธุรกิจยุคใหม่ ผ่านการยกระดับทักษะ (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้ประชาชนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง หลักสูตรดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ การตลาดดิจิทัล ไปจนถึงการบริหารจัดการร้านค้าอย่างมืออาชีพ พร้อมเตรียมดำเนินการในรูปแบบโครงการนำร่อง ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ
ด้าน อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งเน้นให้ประชาชน “เรียนแล้วใช้ได้จริง” ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” โดยเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้ร่วมมือกับ Sea (Thailand) ดำเนินโครงการ “Shopee Learn to Sell” เพื่อพัฒนาทักษะอีคอมเมิร์ซให้แก่ครูและผู้เรียนกว่า 1,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดร้านค้าออนไลน์ การทำการตลาดดิจิทัล การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ และการสร้างรายได้ผ่านระบบ Affiliate
ขณะที่ผู้แทนจากภาคเอกชนแสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมืออย่างเต็มที่ โดย TikTok มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง Shopee สนับสนุนสื่อการเรียนรู้ครบทุกระดับ พร้อมระบบประเมินผลและการรับรองความรู้ ส่วน Lazada เสนอแนวทาง “Teach the Teachers” เพื่อขยายเครือข่ายผู้สอนสู่ชุมชน
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดการเรียนรู้ไทย ที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการสร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิตได้อย่างยั่งยืน
ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก
กรมส่งเสริมการเรียนรู้/ภาพ-ข่าว

โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางและการพัฒนากำลังคนเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการล่าวชื่นชมประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบการศึกษาที่ดี มีความก้าวหน้าอย่างมากในมิติการ Reskill และ Upskill ซึ่งตรงกับภารกิจหลักของ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ต้องการยกระดับหลักสูตรและการพัฒนาทักษะให้มีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับผู้เรียนที่อยู่นอกระบบ เด็กตกหล่น และกลุ่มเปราะบาง
โดยได้หยิบยกประเด็นความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1) การเปิดโอกาสด้านทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้แก่ผู้เรียนของ สกร. เพื่อให้ได้รับโอกาสเท่าเทียมกับเด็กในระบบ และ 2) การแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยขอความอนุเคราะห์ให้ญี่ปุ่นเป็นพี่เลี้ยง (Coach) ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยกล่าวต้อนรับและขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการศึกษาของญี่ปุ่น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเด็กไม่ไปโรงเรียน ผ่านการจัดตั้งศูนย์แนะแนวและเพิ่มบทบาทครูแนะแนว
สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแลกเปลี่ยนด้านวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ฅการจัดระบบ โคเซ็น (Kosen) ที่มุ่งพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะทักษะสูงป้อนสู่ตลาดแรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการให้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญผ่าน Japan International Cooperation Agency (JICA) ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และการฝึกประสบการณ์การทำงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยที่ได้สละเวลาสำหรับการหารือความร่วมมือในครั้งนี้ และได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนไทยทุกคนจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังท่ามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกยุคใหม่

ข่าว : สุกัญญา จันทรสมโภชน์
ภาพ : สมประสงค์ ชาหารเวียง
เรียบเรียงและแปลภาษา : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ และ รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี
กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1BCQfhyFrW/?mibextid=wwXIfr
29 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายพิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. ผู้บริหารระดับสูง และผู้ทรวงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมีความท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องโครงสร้างด้านกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ ช่องว่างของทักษะสมัยใหม่ ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และด้านภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษา ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนนักเรียนสายสามัญกับสายอาชีพอยู่ที่ 70 ต่อ 30 เป้าหมายอยู่ที่ 55 ต่อ 45 โดยความต้องการบุคลากรสายอาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. ประมาณ 50,000 คนต่อปี นี่คือความท้าทายที่ต้องผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ
สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการคือกำลังคน แม้จะมีระบบทวิภาคี และ พ.ร.บ.การศึกษาแล้ว แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน หากระบบการศึกษาไม่ปรับตัวตามก็ยังคงมีช่องว่างของทักษะใหม่ อีกทั้งความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมก็ยังไม่เป็นระบบไร้รอยต่อ นี่เป็นโจทย์ที่กระทรวงศึกษาและอาชีวะต้องสามารถผลิตและพัฒนาคนด้านทุนมนุษย์ให้เพียงพอกับความต้องการตรงสาขา และสิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษา ที่แม้จะมีความสำคัญในต่างประเทศมาก บางสายงานเรียนจบแล้วได้เงินเดือนที่สูงกว่าคนจบปริญญาตรี แต่เมืองไทยกลับมองอีกมุมและมีโอกาสหางานทำได้น้อยกว่า เราจะทำอย่างไรให้ค่านิยมเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และผู้เรียนสามารถนำทักษะแปลงเป็นหน่วยเก็บสะสมในธนาคารหน่วยกิตได้
สำหรับ 3 นโยบาย ขับเคลื่อนผ่านกลไก Human Capital Superboard ที่บูรณาการวางแผนอย่างตั้งใจในเรื่องของการบริหารคน สร้างการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม จึงเกิดเป็นนโยบายเรื่องที่ 1 “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ” เป็นมาตรฐานของประเทศ เข้าใจการเรียนรู้ของอาชีวะว่าคือการเรียนรู้จากการทำงานจริง
นโยบายที่ 2 “ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกเทคโนโลยี” เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ AI Robot ความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมใหม่ก็เกิดขึ้นเช่นกัน อุตสาหกรรมและการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมกัน สาขาที่จำเป็นของตลาดแรงงานถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม
นโยบายที่ 3 “ยกระดับภาพลักษณ์ของอาชีวะ” ทำให้อาชีวะไม่ใช่แค่อาชีพทางเลือกแต่ต้องสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนให้เป็นเป็นอาชีพแห่งความสำเร็จ
เพราะการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่สำคัญในองค์กร โดยเสาหลักที่ 1 ด้านมาตรฐานสมรรถนะวิชาชีพ เราจะจัดทำมาตรฐานร่วมกับหน่วยงานที่สำคัญ เช่นสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย และสภาวิชาชีพต่าง ๆ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายปี 70 ต้องมีมาตรฐาน เสาหลักที่ 2 คือ ชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน มีการกำหนดชัดเจนว่านักศึกษาชั้น ปวส. ต้องมีการฝึกงานจริงตามกรอบที่เหมาะสม ครูฝึกที่มีมาตรฐาน สถานประกอบการประเมินทุกภาคเรียน และเสาหลักที่ 3 คือเรื่องของแรงจูงใจให้ภาคเอกชน พยายามผลักดันผ่าน Superdoard จึงต้องวางนโยบายหลักก่อน
“นี่คือสิ่งที่ 3 เรื่องที่ต้องการทำ ฝากเรื่อง Credit Bank กับผู้บริหารหลักทุกองค์กรในสังกัด หากผู้เรียนที่จบอาชีวะเทียบโอนหน่วยกิตสู่ระดับปริญญาตรีได้โดยไม่ต้องเรียนซ้ำ จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กอาชีวะนำทักษะและความรู้ไปแปลงเป็นคุณวุฒิได้ สิ่งนี้เป็นนโยบายของกระทรวงที่อยากให้เกิดขึ้นจริง” รมว.ศธ. กล่าว
พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
29 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัด/องค์กรในกำกับ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า วาระสำคัญในครั้งนี้คือการพิจารณากลั่นกรองการจัดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยได้เสนอกรอบวงเงินรวม 440,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบบุคลากร 54.8 % งบดำเนินงาน 5.93% งบลงทุน 10.98% งบเงินอุดหนุน 23.9% และงบรายจ่ายอื่น 4.32% ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาคัดกรองโครงการที่อาจมีความซ้ำซ้อน เพื่อให้การใช้งบประมาณมีความรอบคอบและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยไม่ยึดติดกับความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และกำหนดกลไกการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ได้ตรวจสอบความสอดคล้องของคำของบประมาณฯ กับ 5 นโยบายหลักในการพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ 1) คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2) ปรับโครงสร้างความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3) ยกระบบการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4) โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และ 5) สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยยืนยันว่าทั้ง 5 นโยบายหลักได้รับการบรรจุไว้อย่างครบถ้วน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ภายใต้กรอบงบประมาณที่กำหนดและคำนึงถึงความจำเป็นอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้ได้ปรับปรุงรายละเอียดในรอบสุดท้าย และเตรียมนำเสนอในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้
เป้าหมายสำคัญของงบประมาณดังกล่าวมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการเสริมสร้างทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์และการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในระดับสากล รมว.ศธ. กล่าว
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อยกระดับสู่ระบบไร้กระดาษ (Paperless) และสนับสนุนรูปแบบการทำงานแบบ Anywhere Anytime ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจากทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหาร ติดตาม และประเมินผลการใช้งบประมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้ โดยได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาและนำเสนอแนวทางเพื่อหารือในลำดับต่อไป
นอกจากนี้ ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน ได้ย้ำถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและการพิทักษ์สิทธิของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับโครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่สามารถดำเนินการได้ทันที อาทิ การลดภาระครู และการจัดทำแผนยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ/ ภาพ
ศุภณัฐ วัฒนมงคล/ วิดีโอ
29 เมษายน 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการรับรู้ทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด พร้อมบรรยายพิเศษ “นโยบายการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาระดับภาคและกลุ่มจังหวัด” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานศึกษาภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ โรงแรมเดอะบาซาร์ แบงค็อก กรุงเทพฯ
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า งานด้านการศึกษาในพื้นที่ ถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ที่จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการทำงานทั้งในรูปแบบ Top Down (ผู้บริหารลงสู่ผู้ปฏิบัติ) และ Bottom Up (ผู้ปฏิบัติขึ้นสู่ผู้บริหาร) กลไกสำคัญในการบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำเป็นต้องวิเคราะห์และประสานความเชื่อมโยงให้สอดคล้องในการขับเคลื่อนแผนการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายของรัฐบาล
รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ (Agenda Based) ยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรหลัก (Function Based) ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด (Cluster Based) และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด (Area Based) ตลอดจนเป็นไปตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมนำสภาพปัญหา ความต้องการและความเร่งด่วนของกลุ่มจังหวัดมาเป็นจุดเน้นของการพัฒนาการศึกษา และเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการการศึกษาทุกระดับทุกประเภท
ในภูมิภาค เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนพัฒนาจังหวัด
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติในระดับภูมิภาคนั้น จำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ในเชิงนโยบาย และทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เราต้องเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการจัดทำข้อเสนอโครงการของส่วนราชการที่สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค และข้อเสนอโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อขอรับงบประมาณในการขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการบริหารจัดการการศึกษาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน
สอดรับกับนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง” ด้านสังคมของรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยจะพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ในวันนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่ทุกคนจะช่วยนำไปถ่ายทอดพัฒนาต่อยอดสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งตามบริบทของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัดที่มีประสิทธิภาพ จนสามารถยกระดับการบริหารจัดการการศึกษาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง”
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18K7NYD6zA/
‘ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ รมว.ศธ.กล่าวเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตจีน พร้อมเน้นย้ำความสัมพันธ์ “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” อันแน่นแฟ้น และเมื่อปี 2568 ถือเป็นปีมหามงคลในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน สะท้อนถึงความร่วมมืออันยาวนานในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบาย ๕ ด้านหลัก ได้แก่ ๑) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท ๒) ลดภาระครู เพื่อให้ครูมุ่งเน้นการเรียนการสอน ๓) ปรับปรุงหลักสูตร ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน (เช่น AI และ EV) ๔) เสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการใช้เทคโนโลยี ๕) ปรับปรุงกฎหมายการศึกษา เพื่อยกระดับระบบการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว จึงมีความประสงค์เสนอให้ฝ่ายจีนพิจารณาขยายความร่วมมือด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอาชีวศึกษา โดยเฉพาะการขยายสถาบันและห้องเรียนขงจื่อ การพัฒนาด้านการศึกษา AI การพัฒนานักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาให้มีทักษะตอบโจทย์ตลาดแรงงานในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

ฝ่ายเอกอัครราชทูตจีนแสดงความยินดีที่ได้เข้าพบ และแสดงความยินดีกับการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีฯ พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีรากฐานที่มั่นคง และได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศ และมีความหวังอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อไป โดยเฉพาะด้านการศึกษา AI ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความมุ่งหวังให้มีการลงนาม

ในโอกาสแรก เนื่องจากจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษา AI ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลก ด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความตั้งใจที่จะได้พบและหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทยในช่วงการประชุมดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ให้เกียรติเชิญกระทรวงศึกษาธิการไทยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้ให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษา ไทย – จีน อย่างดี และเกิดความร่วมมือในหลากหลายสาขาของการศึกษา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะพัฒนาร่วมกันต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว : สุกัญญา จันทรสมโภชน์
ภาพ : อินทิรา บัวลอย
แปลภาษา/เรียบเรียง : หงษ์ฟ้า วีระนพรัตน์ และ รุ่งกานต์ พันธุ์ภักดี
กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1CigBJJEVr/?mibextid=wwXIfr
28 เมษายน 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งหัวโต๊ะพูดคุยกับผู้บริหารสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เนื่องในโอกาสได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้กำกับดูแล ณ ห้องประชุมวชิราวุธ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ, ดร.เสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่รองเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ, ดร.สันติ สิงหาพรม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ พร้อมผู้อำนวยการส่วนต่าง ๆ
เลขาธิการ สลช. กล่าวว่า กิจการลูกเสือไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ โดยมีโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจน ประกอบด้วย สภาลูกเสือไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นสภานายก คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มีเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงาน วางยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนกิจการลูกเสือไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ และสร้างสรรค์สังคมตามวัตถุประสงค์หลักของคณะลูกเสือแห่งชาติ
ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ สลช. กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานเสือแห่งชาติ มีโครงการที่น่าสนใจอยู่ทั้งสิ้น 12 โครงการประกอบด้วย
- ระบบบันทึกความดี SCOUTDD ทำดี ทำได้ ทำทันที ระบบบันทึกความดีของลูกเสือไทย ที่มีการพัฒนาจาก LINE เป็น Application ที่รองรับทั้งระบบ Android และ IOS ปัจจุบันมีผู้ใช้งานร่วม 1 แสนกว่าราย เตรียมพัฒนาและเพิ่มการสะสม Points เพื่อแลกของรางวัล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
- กองลูกเสือวชิราพิทักษ์ “ด้วยรักและภักดี” กองลูกเสือที่สร้างเยาวชนผู้นำทางการลูกเสือ ที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แห่งความรักและความภักดี พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบ และเปิดรับสมัคร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2569 นี้
- สภาเยาวชนลูกเสือ เกิดขึ้นจากแนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน” มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีเยาวชนลูกเสือจำนวน 89 รายจากทั่วประเทศ แบ่งเป็นตัวแทนจังหวัด 71 ราย และผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภาคี 18 ราย มีวิทยากรและคณะทำงานร่วมกว่า 150 ราย
- อาสาสมัครลูกเสือ กลไกผู้ปกครอง ท้องถิ่น ชุมชน และคนในสังคม เพื่อ ให้มีส่วนร่วมสนับสนุนและพัฒนากิจการลูกมือ ปัจจุบันมีการออกระเบียบอาสาสมัครลูกเสือ พ.ศ. 2569 เครื่องมือเชิงนโยบาย เพื่อสร้างเครือข่ายสนับสนุนภารกิจลูกเสือและสังคม
- ร่างกฎกระทรวงว่าด้วย เครื่องแบบและการแต่งกายลูกเสือ พ.ศ…. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8 มีการจำลองภาพของเครื่องแบบลูกเสือประกอบการพิจารณา เพื่อความถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
- การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการลูกเสือ ตั้งแต่ปี 2567 – 2569 สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มีการปรับปรุงประกาศ และระเบียบ รวมแล้ว กว่า 11 เรื่อง
- ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อส่งเสริมให้ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือ น้อมนำโครงการจิตอาสาพระราชทานมาสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีลูกเสือจิตอาสารวมทั้งสิ้น 2 แสนกว่าราย ประกอบด้วยวิทยากรแกนนำลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจากสถานศึกษาทุกสังกัด และลูกเสือจิตอาสาพระราชทานในสถานศึกษา
- SAFE FROM HARM ความปลอดภัยในกิจการลูกเสือ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปกป้องเด็กและเยาวชน เพื่อการเติบโตอยากมีคุณภาพ ปัจจุบันมีการอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ จำนวน 3 รุ่น รวมทั้งสิ้น 180 ราย เพื่อนำไปใช้ในสถานศึกษา ตามโรดแมป “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง”
- งานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ณประเทศอังกฤษ Chamboree 2026 ก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย สู่งานชุมนุมลูกเสือโลก ซึ่งคาดว่าจะมีคณะผู้แทนไทยไปเข้าร่วม กว่า 57 ราย ประกอบด้วย ลูกเสือ เนตรนารี ผู้กำกับลูกเสือ และผู้ร่วมสังเกตการณ์
- การชุมนุมลูกเสือภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ปี 2572 ณ ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมมิตรภาพความเข้าใจระหว่างเยาวชนในแต่ละประเทศ เกิดการเรียนรู้เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน และปูทางสู่ความสัมพันธ์อันดี
- การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ปี 2573 ณ ประเทศไทย ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 45 ในปี 2571 ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำลูกเสือจาก 176 ประเทศ เพื่อสร้างศักยภาพ Soft Power กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล
ด้าน รมช.ศธ. “อัครนันท์” เผยแนวคิดปฏิรูปกิจกรรมลูกเสือไทย ชูโมเดลสร้าง “คอมมูนิตี้คนทำดี” ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม แก้ปัญหางบประมาณจำกัดด้วยพลัง Soft Power และความร่วมมือจากภาคเอกชน มุ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “วิชาบังคับที่น่าเบื่อ” สู่ “กิจกรรมสุดคลู” ที่เด็กอยากมีส่วนร่วม ผมยอมรับว่าถึงปัญหาเรื่องงบประมาณและการขยับเขยื้อนที่ทำได้ยากในอดีต จึงได้ทำการบ้านอย่างหนักเพื่อหาทางออก โดยมุ่งไปที่การสร้าง Value (มูลค่า) ให้กับกิจกรรมลูกเสือ ซึ่งจากการรายงานผมให้ความสนใจกับแอปพลิเคชั่น “SCOUTDD” ซึ่งจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบันทึกกิจกรรมแบบเดิมๆ แต่จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนาน (Gamification)
“เรามีลูกเสือ เนตรนารีทั่วประเทศจำนวนมาก โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เขาเข้ามาอยู่ในมัลติเวิร์สนี้ แล้วลืมคำว่าไม่อยากเรียนไปเลย เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความท้าทาย โดยดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนและสปอนเซอร์ เข้ามาสนับสนุนเด็กๆ แทนการพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว”
รู้ทันกลโกงและเทคนิคการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัย
ปัจจุบันการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความสะดวกสบายที่ได้รับมักแฝงมาด้วยภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเฉพาะวิธี “การเปิดเพจปลอม” เพื่อหลอกล่อผู้ใช้งานโซเชียล การสร้างทักษะการตรวจสอบเบื้องต้นจึงเปรียบเสมือนการสร้าง “เกราะคุ้มกันทรัพย์สิน” ที่สำคัญ อย่าเพิ่งตกใจหรือกลัวการใช้งานเทคโนโลยี เพียงแค่เริ่มเรียนรู้วิธีการสังเกตและกล้าที่จะตั้งคำถาม ก็สามารถปกป้องเงินในกระเป๋าและกลายเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างชาญฉลาด
สัญญาณอันตราย (Red Flags)
กลลวงที่มิจฉาชีพมักใช้ คือการหยิบยื่นข้อเสนอที่ดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้ เพื่อกระตุ้นความต้องการและลดความระมัดระวังของนักช้อป โดยมีจุดสังเกตดังนี้
1.ราคาและโปรโมชัน
- เพจที่น่าเชื่อถือ : ราคาสมเหตุสมผลตามกลไกตลาด
- เพจมิจฉาชีพ : ถูกมาก มากกว่าราคาตลาด ใช้คำโฆษณาให้รีบตัดสินใจซื้อ
** ถูกจนน่าตกใจ และ ลดแรง! : เป็นกลวิธีทางจิตวิทยาที่ใช้ราคาเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความรู้สึกเสียดายหากไม่ได้ซื้อทันที จนละเลยการตรวจสอบความถูกต้องของร้านค้า
2.เงื่อนไขการชำระเงิน
- เพจที่น่าเชื่อถือ : มีทางเลือกหลากหลาย เช่น เก็บเงินปลายทาง
- เพจมิจฉาชีพ : บังคับ “โอนก่อน ส่งทีหลัง” เท่านั้น
** โอนก่อน ส่งทีหลัง : คือกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการปิดโอกาสไม่ให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบสินค้าก่อนจ่ายเงิน หรือเรียกร้องเงินคืนได้ง่ายหลังจากโอนเงินไปแล้ว มักจะอ้างว่าเป็นสินค้าโปรโมชั่นจำนวนจำกัดเพื่อเร่งให้คุณโอนเงินให้เร็วที่สุด
3.การนำเสนอสินค้า
- เพจที่น่าเชื่อถือ : ให้ข้อมูลครบถ้วน ตรวจสอบที่มาได้
- เพจมิจฉาชีพ : เน้นโปรโมชั่นหั่นราคา เพื่อเร่งรัดการตัดสินใจ แต่มีข้อมูลที่มา รายละเอียดไม่ชัดเจน
เทคนิคการเช็กเบื้องต้นก่อนโอน
เพื่อให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของการหั่นราคาที่ไม่มีอยู่จริง ขอแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติที่เรียบง่ายตามแนวทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ดังนี้
1.ตรวจสอบราคา
ให้เปรียบเทียบราคาตลาดกับราคาที่เพจปลอมเสนอ หากราคาต่ำกว่าปกติถึง 50-70% โดยไม่มีเหตุผลอันควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นเพจปลอมที่ตั้งราคาล่อใจ
2.ตรวจสอบเงื่อนไข
ระวังร้านค้าที่บังคับโอนเงินทันทีโดยไม่มีทางเลือกอื่น หากทางเพจไม่ยินยอมให้ใช้การเก็บเงินปลายทาง (COD) หรือบ่ายเบี่ยงการนัดรับสินค้าในกรณีที่เป็นสินค้าราคาสูง ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
3.ตรวจสอบผ่านช่องทางรัฐและโซเชียล
การนำชื่อร้านค้าหรือเลขบัญชีไปค้นหาในช่องค้นหาของ Facebook หรือ TikTok พร้อมกับพิมพ์แท็ก #cybercheck (เช่น “ชื่อร้านค้า #cybercheck”) เพื่อดูว่าเคยมีผู้ใช้งานรายอื่นโพสต์เตือนภัยหรือมีประวัติการโกงในระบบของหน่วยงานรัฐและเครือข่ายภาคประชาชนหรือไม่
**สิ่งที่ต้องทำทันที หากคุณพบเพจที่เข้าข่ายสัญญาณอันตราย ให้ “หยุด” การสนทนา เช็กข้อมูลผ่านแฮชแท็ก #cybercheck และ “เลิก” ความคิดที่จะโอนเงินจนกว่าจะมั่นใจ 100% ว่าร้านนั้นมีตัวตนจริง
รายการตรวจสอบ (Checklist) เพื่อความปลอดภัย
การเป็นผู้ซื้อที่ปลอดภัยเริ่มต้นที่ “สติ” และ “การตรวจสอบ” นี่คือรายการที่คุณควรเช็กทุกครั้งก่อนกดปุ่มยืนยันการโอนเงิน
[ ] ราคาไม่ถูกผิดปกติ : ตรวจสอบแล้วว่าราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ใช่ราคาลดแรงที่ดูเหลือเชื่อเกินไป
[ ] ไม่ถูกบังคับโอน : ร้านค้ามีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลาย และไม่กดดันให้โอนเงินในทันที
[ ] ตรวจสอบผ่าน #cybercheck แล้ว : ค้นหาแล้วไม่พบประวัติการโกงหรือการแจ้งเตือนจากผู้ใช้รายอื่น
[ ] เพจมีตัวตนจริง : ข้อมูลเพจมีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ มีรีวิวจากลูกค้าจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพจที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อทำโปรโมชั่นอย่างเดียว
“การเสียเวลาตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที สามารถช่วยป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับเงินของคุณได้ ขอให้ทุกคนมีความสุขและสนุกกับการช้อปปิ้งออนไลน์ในโลกยุคใหม่ได้อย่างปลอดภัย”
กระทรวงศึกษาธิการ – 28 เมษายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 5/2569 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการ คส. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ มีการพิจารณาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้
เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ
1. ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 5 แห่ง รวม 9 หลักสูตร
– ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) 4 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
– ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์จังหวัดนนทบุรี
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
– ปริญญาเอกทางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
2. ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษา 3 แห่ง รวม 3 หลักสูตร
– ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กรุงเทพมหานคร
– ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง
ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ksp.or.th หัวข้อ ตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่คุรุสภารับรอง
เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู
ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 4/2569 จำนวน 5,085 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 5,043 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 4,348 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 640 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 55 คน รวมทั้ง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 42 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบให้การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศของผู้ยื่นคำขอรับรองคุณวุฒิฯ ตามประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2566 จำนวน 297 ราย ได้แก่ คุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า จำนวน 286 ราย และคุณวุฒิปริญญาอื่นและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากต่างประเทศ จำนวน 11 ราย ทั้งนี้ ไม่รับรองคุณวุฒิฯ หลักสูตรที่มีการจัดการเรียนการสอนต่ำกว่า 30 หน่วยกิต จำนวน 5 ราย และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เห็นชอบรับรองผลการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู
สำหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว และรับรองความรู้ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ที่สะสมผลการอบรมครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 36 คน ได้แก่ ชาวไทย จำนวน 10 คนและ ชาวต่างชาติ จำนวน 26 คนและมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมฯ ยังเห็นชอบ (ร่าง) บันทึกข้อตกลงการประเมินความคุ้มค่า เพื่อพัฒนาองค์การมหาชนของคุรุสภารวมทั้งเห็นชอบ (ร่าง) รายงานผลการตรวจสอบการดำเนินงาน งานทดสอบและประเมินสมรรถนะ ทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2568 และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนรับทราบการพิจารณาอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวชาชีพ จำนวน 3 ราย รวมถึงรายงานการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนการควบคุมภายในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ถึงไตรมาส 2 (1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569) และรายงานการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 2-4/2569 จำนวน 20 เรื่อง
ประชาสัมพันธ์คุรุสภา / ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก
28 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการยกระดับระบบบริหารบุคลากรทางการศึกษา โดยอนุมัติการกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารในระดับพื้นที่ ภายใต้กรอบอัตรากำลังและงบประมาณเดิม โดยมีการยุบเลิกตำแหน่งเดิม 13 อัตรา เพื่อนำมาจัดสรรใหม่
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการกำหนดอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี โดยยกเลิกกฎเดิมและกำหนดใหม่ให้ชัดเจน ครอบคลุม และใช้งานได้จริง พร้อมเตรียมเสนอข้อมูลผลกระทบด้านงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ฉบับปรับปรุง จากเดิมที่ใช้มากว่า 17 ปี ให้สอดรับยุคดิจิทัล กำหนดระบบพัฒนาที่มีขั้นตอนชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูล และนำผลไปใช้ในการบริหารงานบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยย้ำว่าไม่เพิ่มภาระงาน แต่เป็นการจัดระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รมว.ศธ. ย้ำว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการจัดระบบการพัฒนาที่หน่วยงานดำเนินการอยู่แล้วให้มีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ข้อมูลเชิงระบบในการขับเคลื่อนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติแต่งตั้งอนุกรรมการผู้แทน กศจ. ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แทนตำแหน่งว่าง จำนวน 145 ตำแหน่ง เพื่อให้การบริหารงานบุคคลในระดับพื้นที่ดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและคล่องตัว
ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว, กราฟิก
ภารุจ พูลอำไภย์/ ภาพ
28 เมษายน 2569 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “คีตะนาฏยะสดุดีเทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน” ครั้งที่ 2 การแสดงนาฏศิลป์ดนตรีไทยเฉลิมพระเกียรติ โดย ม.ร.ว.ปิยฉัตร ฉัตรชัย ถวายธูปเทียนแพ พร้อมเปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ และนำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งนายโชคดีศรัทธากาล ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี อ่านสารปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ตึกทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ทรงพระเจริญพระชนมายุ 71พรรษา 2 เมษายน 2569 โดยความร่วมมือจากสมาคมครุภักดิ์แทนคุณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 2 บ้านนาฏศิลป์พุทธรักษา และเครือข่ายทางการศึกษาและวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นอกจากนี้ ประธานในพิธีได้มอบโล่เกียรติคุณ แก่หน่วยงาน บุคคล ผู้สนับสนุนกิจกรรม และมอบเกียรติบัตร แก่ครูดนตรีไทย ครูนาฏศิลป์ เด็กและเยาวชน โดยภายในงานมีการแสดง อาทิ “ปิยรัตน์ราชสุดาเจ้าฟ้าของปวงชาวไทย” การแสดงชุด “รากไทย” ,การแสดงระบำดาวดึงส์ , การขับร้องบทเพลง “พระเทพฯ ของชาวไทย” , การแสดงชุด“นาฏศิลป์สี่ภาคเทิดไท้พระบารมี” , การขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ส้มตำ” และการแสดงชุด “ มโนราห์เทิดพระเกียรติ” เป็นต้น
นายชัยเดช เครือเปรม นายกสมาคมครุภักดิ์แทนคุณแผ่นดิน กล่าวว่า การได้รับเกียรติจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยรองปลัดกระทรวงในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจอันสำคัญยิ่งของคณะผู้จัดงาน เป็นขวัญกำลังใจให้เด็กและเยาวชนในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมสืบสานมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทยสืบไป การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ
28 เมษายน 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม” MAE KLONG FLOW : มวลน้ำแห่งการเรียนรู้สู่โลกอนาคต พร้อมบรรยายพิเศษ หัวข้อIgnite the Future : ปลุกพลังผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษา” โดยนางอังคนา นุ่มวัด ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ หัวหน้าวิชาการจากทุกสังกัด ครูและบุคลากรทางการศึกษา 140 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมเดอะ เกรซ อัมพวา รีสอร์ท จังหวัดสมุทรสงคราม
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีเรียน และวิธีทำงานของคนทั้งโลก ไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสอนอะไรเด็ก” แต่เราจะทำให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อเนื่องได้อย่างไร การจัดการศึกษาจึงต้องปรับจากการถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การสร้างความสามารถในการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยง “โลกสมัยใหม่” เข้ากับ “บริบทของพื้นที่” เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมั่นคงและมีสมรรถนะพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับพื้นที่มาโดยตลอด เพราะเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
สำหรับแนวคิดการจัดการศึกษาในรูปแบบของ “MAE KLONG FLOW : มวลน้ำแห่งการเรียนรู้สู่โลกอนาคต” ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” เข้ากับ “นวัตกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่” ได้อย่างเหมาะสม ขอเน้นย้ำว่าทุกคน ทุกภาคส่วน ล้วนเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และขอให้ผู้เข้าร่วมในวันนี้โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษา ที่เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานการศึกษา ได้รับความรู้และแรงบันดาลใจ นำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปพัฒนาสถานศึกษาเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน หากผู้บริหารสามารถสร้างระบบและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ครูจะสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการสร้างคนให้แก่สังคม และนักเรียนของเราจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ
“นโยบายจากส่วนกลางจะสำเร็จขึ้นได้อยู่ที่ผู้ขับเคลื่อนตามภูมิภาคและจังหวัด การศึกษาจะสำเร็จหรือไม่ต้องดูที่สถานศึกษา เพราะเปรียบเสนาสมือนสนามรบภาคการศึกษาที่แท้จริง โจทย์ของเราวันนี้คือทำให้สถานศึกษาเข้มแข็ง มีความพร้อมเป็นมิติใหม่ สิ่งสำคัญคือการบูรณาการร่วมกัน “MOE one team” กระทรวงศึกษาธิการเป็นทีมเดียวกันไม่แยกส่วน สอดคล้อง Blueprint แผนพัฒนาจังหวัด มีกลยุทธ์ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเป้าหมายเดียวกัน เพราะผู้นำทางการศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็สามารถเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการศึกษาได้ สิ่งที่ต้องการเห็นคือสมุทรสงครามเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ทำห้องเรียนวิถีใหม่ สร้างทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพ ดึงดูดจูงใจให้เพื่อนร่วมงานช่วยกันไปสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน“ รองปลัด ศธ. กล่าว
พบพร ผดุงพล / ข่าว
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ
