homescontents
homescontents

6 มกราคม 2569 – พลตรีหญิง ท่านผู้หญิง อรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ ประธานกรรมการที่ปรึกษาโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบหมายให้คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวัง นำโดย พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล รองหัวหน้าส่วนราชการพระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ ฝ่ายบริหาร เป็นผู้เชิญกระเช้าปีใหม่พระราชทานมอบให้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องดำรงราชานุภาพกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินงานสนองพระบรมราโชบายด้านการกีฬา การขับเคลื่อนกีฬาเพื่อสุขภาวะและสังคม เป้าประสงค์หลักของโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย คือการรณรงค์ให้ยุวชน เยาวชน และประชาชนทั่วไปหันมาสนใจการออกกำลังกายและเล่นกีฬา เพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และที่สำคัญคือการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพื่อห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนสามารถเติบโตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง โดย แนวคิด “โรงเรียนกีฬา” ต้นแบบการพัฒนาศักยภาพ

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวังได้ร่วมหารือกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งโรงเรียนกีฬา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของโรงเรียนหมอนทองวิทยา ที่เป็นต้นแบบในการพัฒนานักเรียนทั้งด้านการศึกษาและกีฬาควบคู่กันไป โดยทางโครงการได้ยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกมิติ ดังนี้

• ด้านบุคลากร มีความพร้อมทั้งครูผู้สอน โค้ชกีฬา และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเยาวชน

 ด้านองค์ความรู้และการจัดการ สนับสนุนด้านการบริหารจัดการและการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดนโยบายที่เป็นรูปธรรม

การศึกษาและกีฬาเพื่อสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมยังได้ให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาและการศึกษาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยมีแนวทางหลักคือ

1. การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เยาวชนมีเป้าหมายในชีวิต ลดปัญหาสังคม และสร้างความเข้าใจอันดีในชุมชน

2. การเคารพพหุวัฒนธรรม เน้นย้ำการจัดการศึกษาที่ต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสำนักพระราชวังที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล ร.น. และ พันโท สมานมิตร พัฒนา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการโครงการ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/17VW4KhQag/?mibextid=wwXIfr

กระทรวงศึกษาธิการ – 5 มกราคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ ศธ. ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ รวมทั้งตัวแทนเด็กและเยาวชน เข้าร่วมงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งในปี 2569 นี้ มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” เพื่อมุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต

โดยเริ่มในวันที่ 8 มกราคม 2569 จะมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีจะร่วมมอบโอวาทให้แก่น้อง ๆ เยาวชนดีเด่น จำนวน 652 คน และเป็นเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติจำนวน 810 คน รวมจำนวน 1,462 คน และยังมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เข้ารับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2,833 คน

สำหรับกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านการศึกษา ร่วมจัด 4 โซนกิจกรรมสร้างสรรค์ การแสดง และการเรียนรู้ที่หลากหลาย พร้อมมอบของขวัญและรางวัลมากมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน น้อง ๆ ที่มาร่วมงานจะได้รับทั้งความสนุกสนาน ความรู้ และแรงบันดาลใจ ควบคู่กับของขวัญและกิจกรรมเสริมทักษะที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฯ

กิจกรรมภายในงานยังได้มีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง โดยจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการศึกษา ตลอดจนการแสดงเชิงสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาและสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับกิจกรรมวันเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมส่งความสุข สร้างรอยยิ้ม และเติมเต็มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญและพร้อมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เด็ก ๆ อย่างทั่วถึง รวมถึงในส่วนของการฟื้นฟูสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแผนการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกิดสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนักเรียนที่อยู่ที่บ้านสามารถเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่นักเรียนที่อยู่ในศูนย์ฟื้นฟูหรือพื้นที่พักพิง ได้มีการจัดครูและกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงทางการศึกษา ซึ่งในวันนี้ได้มีการเปิดการเรียนการสอนเป็นวันแรกแล้ว

ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงกิจกรรมสร้างสรรค์และได้รับความสุขอย่างเท่าเทียม

“กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งใจจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ เพื่อมอบความสุข ความรู้ และแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ ทุกคน ขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง มาร่วมสร้างความทรงจำดี ๆ ในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านกิจกรรม “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ภายใต้แนวคิด เรียนดี มีคุณธรม”

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ Light of Wisdom, Creative Earth Lab, Sufficiency for Happiness และ Water Wonder Zone รวมกิจกรรมการเรียนรู้ นิทรรศการ การแสดง และบูธสร้างสรรค์จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านการศึกษากว่า 100 บูธ เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ สนุกสนาน และพัฒนาทักษะอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ลุ้นรับของรางวัลสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบ 4 โซน รวมถึงการแสดงบนเวทีกลางจากศิลปินและเยาวชนต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมปักหมุดสถานที่จัดงานและกิจกรรมเด่นให้เด็กและผู้ปกครองค้นหาข้อมูลได้ผ่านเพจ Facebook “ศธ. 360 องศา”

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยภายในงาน การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การดูแลกรณีเด็กพลัดหลง รวมถึงการจัดทำบัตรข้อมูลประจำตัวเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนที่พาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมอย่างปลอดภัย

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/17jJjfGKes/

จังหวัดพะเยา – 30 ธันวาคม 2568 / ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา และโรงเรียนอนุบาลพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้พบปะและมอบนโยบายแก่บุคลากรทางการศึกษา โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานเชิงประจักษ์ และได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติในการเสนอขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะสู่ระดับ “เชี่ยวชาญ” และ “เชี่ยวชาญพิเศษ” ได้

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับครูที่มีความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะพิจารณาจากหลักฐานการได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม ลดปัญหาข้อถกเถียงและความไม่ชัดเจนในอดีต โดยจะออกหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถเทียบเคียงได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือการตีความที่แตกต่างกัน

ในการนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงแนวทางการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและครูในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่อง สุขภาพจิตของนักเรียน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน โดยระบุว่า แม้ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาจะมีนักจิตวิทยาประจำอยู่ แต่ด้วยจำนวนเพียงเขตละ 1 คน ถือว่าไม่เพียงพอต่อการดูแลนักเรียนที่มีจำนวนมาก โดยเสนอแนวทางว่า “ควรให้ครูทุกคนเรียนรู้จิตวิทยาเด็กเป็นเรื่องสำคัญ โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาทำโครงการให้ความรู้ เพื่อให้ครูเป็นผู้คัดกรองเบื้องต้น” หากพบว่าเด็กคนไหนมีพฤติกรรมที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ จึงค่อยเชิญนักจิตวิทยาตัวจริงหรือส่งต่อประสานงานกับกรมสุขภาพจิตและโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้เตรียมหารือกับสถาบันผลิตครูเพื่อเน้นย้ำเรื่องจิตวิทยาในหลักสูตรครุศาสตร์ต่อไป

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงสวัสดิการของคุณครูที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญ โดยระบุว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลคุณครู ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก ๆ อันเป็นอนาคตของประเทศ ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านพักครูที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในหลายจังหวัด พบว่าสภาพบ้านพักครูจำนวนมากมีความเก่าและเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องเร่งดูแลและปรับปรุงให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยในลักษณะชุมชนครู เพื่อให้ครูได้อยู่อาศัยรวมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างสังคมการทำงานที่เข้มแข็ง

“โครงการดังกล่าวมีแผนบรรจุไว้ในงบประมาณปี 2570 ซึ่งคาดว่าก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ จะเร่งผลักดันนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และขอฝากให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดต่อไปด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ “อาชีวะ–ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการตั้งจุดบริการอาชีวะอาสากว่า 150 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะเบื้องต้น รวมถึงดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมกล่าวชื่นชมและขอบคุณครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่เสียสละเวลาส่วนตัวมาร่วมให้บริการประชาชน พร้อมระบุว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของอาชีวศึกษาที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ

ในด้านการสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ยากลำบาก ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อมูลจากการประชุมสภาการศึกษาว่า ได้มีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับ โรงเรียนในรูปแบบ Stand Alone หรือโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก โดยจะมีการปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการจ้างบุคลากร การบริหารจัดการ การเดินทาง และงบประมาณสำหรับอาหารกลางวัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุภัยพิบัติ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีที่ต้องการช่วยเหลือครูและโรงเรียนที่ประสบอุทกภัย อยู่ระหว่างดำเนินการประสานงานเพื่อกำหนดเป็นหลักการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินเข้ามาดูแลกลุ่มข้าราชการครูและอาคารสถานที่ของโรงเรียนได้โดยตรงเมื่อเกิดภัยพิบัติ

และในช่วงท้าย ยังได้กล่าวถึง “ของขวัญปีใหม่” ที่กระทรวงศึกษาธิการมอบให้แก่ข้าราชการและประชาชน ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาคุณภาพครูและเด็กอีกด้วย

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ

ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1BpNq6Xkok/?mibextid=wwXIfr

เตือนภัย! การ์ดอวยพรปีใหม่ปลอม คลิกเดียว…มิจฉาชีพควบคุมมือถือ ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

ในยุคดิจิทัลที่ทุกคำอวยพรส่งถึงกันได้เพียงปลายนิ้ว เทศกาลปีใหม่ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกเชื่อมโยงและความสุข แต่ในบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีนี้เอง กลับมีภัยร้ายรูปแบบใหม่แฝงตัวอยู่ มิจฉาชีพกำลังใช้ความรู้สึกดีๆ ของเราเป็นเครื่องมือหลอกลวง เพียงแค่ลิงก์ทำการ์ดอวยพรปีใหม่ฟรีลิงก์เดียว อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้คุณสูญเสียการควบคุมโทรศัพท์มือถือไปทั้งหมด

กลลวงในคราบของขวัญปีใหม่: คำอวยพรที่แฝงมากับอันตราย

กลโกงนี้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและดูไม่มีพิษภัย มิจฉาชีพจะส่งข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหรือ SMS พร้อมแนบลิงก์ที่อ้างว่าคุณสามารถเข้าไปสร้างการ์ดอวยพรปีใหม่แบบออนไลน์ได้ฟรี ข้อความดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือและเข้ากับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อกดเข้าไปโดยไม่ทันระวังตัว คุณสามารถส่งการ์ดอวยพรปีใหม่ให้เพื่อนของคุณในชื่อของคุณได้ หากต้องการโปรดกดลิงก์ โปรดกดที่ลิงก์นี้เพื่อรับการ์ด

กับดักร้ายในคลิกเดียว: แค่กดลิงก์ก็เท่ากับส่งมอบมือถือให้มิจฉาชีพ

ทันทีที่เหยื่อหลงเชื่อและคลิกที่ลิงก์ดังกล่าว นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ ลิงก์นั้นจะนำไปสู่การติดตั้งไฟล์อันตราย (ไฟล์ APK) หรือมัลแวร์ลงบนโทรศัพท์มือถือโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น มิจฉาชีพจะสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ของคุณได้จากระยะไกล หรือก็คือ มือถือของท่านจะโดนควบคุมในทันที
ราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด: เมื่อข้อมูลและเงินในบัญชีถูกดูดจนหมด
เมื่อมิจฉาชีพควบคุมโทรศัพท์ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการสูญเสียความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัลทั้งหมดของคุณ พวกมันจะสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลสำคัญทุกอย่างที่อยู่ในเครื่อง โดยสิ่งที่คนร้ายจะขโมยไป ได้แก่:
• ข้อมูลส่วนตัว
• รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมด
• เงินในบัญชีธนาคารผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ซึ่งอาจถูกโอนออกไปจนหมดบัญชี

เกราะป้องกันที่ดีที่สุด: ท่องคาถา “ไม่เชื่อ ไม่คลิก ไม่เป็นเหยื่อ”

วิธีป้องกันตัวเองจากกลลวงนี้ที่ดีที่สุดคือการตั้งสติและมีความสงสัยอยู่เสมอ เมื่อได้รับข้อความหรือลิงก์ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะที่มาพร้อมข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ให้ “เอ๊ะ ๆ ก่อน” อย่าเพิ่งเชื่อใจใครง่ายๆ และยึดหลักป้องกันตัวที่สำคัญที่สุดไว้เสมอ นั่นคือ ไม่เชื่อ, ไม่คลิก, ไม่เป็นเหยื่อ เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันเงินในกระเป๋าของคุณให้ปลอดภัยได้
ท้ายที่สุดแล้ว ของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้กันได้ในเทศกาลนี้คือของขวัญแห่งความปลอดภัย ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่เราไม่เพียงแต่จะแบ่งปันความสุข แต่ยังแบ่งปันความรู้เพื่อปกป้องกันและกัน
จังหวัดพะเยา – 18.00 น. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ 3 กระทรวงพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดงาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งรัก พะเยา เทิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณริมกว๊านพะเยา และลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง จังหวัดพะเยา

โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระดับพื้นที่ ชูผลงานสถานศึกษาในงาน “Phayao Countdown Flora Fest 2026” และจัดนิทรรศการบริเวณลานกิจกรรมอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง เพื่อเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายในงาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026” ซึ่งมีการจัดแสดงผลงานจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พะเยา ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดพะเยา วิทยาลัยเทคนิคพะเยา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา เพื่อนำเสนอผลงานโดดเด่นของนักเรียนและสืบสานอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการจัดจุดตรวจสภาพรถฟรีจากอาชีวศึกษาเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว

การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อยกระดับพะเยาจาก “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” โดย ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะบริหารกระทรวงศึกษาธิการและบุคลากรที่เข้าร่วมงานและพิธีเปิด ทั้งนี้ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า พะเยาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จในการผลักดันพะเยาให้ขยับจากเมืองรองขึ้นเป็น “เมืองหลัก” เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Class Destination) ที่นักท่องเที่ยวโหยหา ภายใต้คอนเซปต์ “Amazing Thailand Healing is the new luxury” ที่เน้นความผ่อนคลายและคุณค่าทางวัฒนธรรม

กิจกรรมสุดตระการตาที่หลากหลายภายในงาน เพื่อมอบความสุขให้กับนักท่องเที่ยว อาทิ

• การแสดงแสงสีเสียง : การประดับไฟสวยงาม (Lighting Installation) ตลอดริมกว๊านพะเยา การแสดงโดรนแปรอักษร และการแสดงโขนสุดประทับใจ

• นิทรรศการเทิดพระเกียรติ : นิทรรศการ “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

• ความบันเทิง : การแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วัน ท่ามกลางบรรยากาศที่งดงามของกว๊านพะเยา

• กิจกรรม Content Creator : กิจกรรมเชิญชวนร่วมสร้างวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ความยาวไม่เกิน 1 นาทีครึ่ง เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมเติมเต็มความสุขแบบครบวงจร จาก 22 หน่วยงานในสังกัด ได้จัดโซน “ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา” ซึ่งประกอบด้วย

• จุดเช็คอินแลนด์มาร์ค : จำลองบรรยากาศ “มหากรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี 2569” พร้อมสวนไม้ดอกไม้ประดับและมาสคอตสัญลักษณ์ต่าง ๆ

• กิจกรรม DIY และ Work Shop : กิจกรรมสาธิตการประกอบอาหารและการทำงานฝีมือจากหน่วยงานราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับของที่ระลึกกลับบ้าน

• พื้นที่ Oasis : บริเวณพักผ่อนพร้อมบริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง เปรียบเสมือนจุดพักใจให้กับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดกิจกรรมออกร้านของกลุ่มอาชีพปักผ้าชาวเขาและกลุ่มผู้สูงอายุ บูรณาการความร่วมมือเพื่อประชาชน โดย นางสาวอรภา โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวปิดท้ายว่า จังหวัดพะเยาพร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อส่งต่อความรักและความอบอุ่นในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมงาน อาทิ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัด ศธ.นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. นางสาวอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา และนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลธิการ สกสค.ตลอดจนผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/14LbpqwW23T/?mibextid=wwXIfr

26  ธันวาคม 2568 – นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาอำเภอแม่เมาะ ปีการศึกษา 2568 สนับสนุนงบประมาณโดยกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะจังหวัดลำปางโครงการทุนการศึกษาอำเภอแม่เมาะ ปี 2568 ดำเนินการโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง โดยนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารครูและตัวแทนนักเรียน เข้าร่วม ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

“อะไรก็ตามที่พัฒนาการศึกษา พัฒนาคุณภาพผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กของเราได้มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ นับเป็นสิ่งที่ที่ดี โดยเฉพาะจังหวัดลำปางซึ่งเมื่อก่อนเป็นศูนย์เศรษฐกิจและศูนย์การศึกษาของภาคเหนือ ผู้เรียนจากหลายจังหวัดนิยมเข้ามาเรียนที่ลำปาง บ่งบอกถึงศูนย์กลางของภาคเหนือในอดีต เรื่องประวัติศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำ เชื่อว่าแม่เมาะ สามารถทำให้เกิดเกิดขึ้นจริงได้ และโอกาสให้กับเด็กในจังหวัดลำปาง” ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าว

สำหรับโครงการทุนการศึกษาอำเภอแม่เมาะ ปี 2568 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีขวัญกำลังใจ มุ่งมั่นในการศึกษาแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวและเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชมในพื้นที่ แบ่งเป็นประเภททุนเด็กดี มีคุณธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนที่มีความประพฤติดีและมีจิตอาสา, ทุนเรียนดี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้มีผลการเรียนดี 3.50 ขึ้นไป และทุนส่งเสริมการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครองให้กับนักเรียนทุกคน รวมถึงทุนนอกพื้นที่ สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนในสถานศึกษาในเขตอำเภอแม่เมาะ แต่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่เมาะ

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบทุนการศึกษาจำนวน 11,282,900 บาทจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะพร้อมมอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่เรียนในสถานศึกษาเขตพื้นที่อำเภอแม่เมาะ 22 แห่ง จำนวน6,076 ทุน รวมเป็นเงิน 6,081,200 บาท และทุนนอกพื้นที่ จำนวน 1,969 ทุน รวมเป็นเงิน 5,199,300 บาท รายชื่อโรงเรียนดังต่อไปนี้ รร.กอรวกพิทยาสรรค์ รร.บ้านจำปุย รร.บ้านทาน รร.บ้านนาแช่ รร.บ้านนาสัก รร.บ้านแม่จางรร.บ้านแม่ส้าน รร.บ้านแม่ส้าน สาขาบ้านกลาง รร.บ้านวังตม รร.บ้านสบเติน รร.บ้านใหม่รัตนโกสินทร์ รร.วัดท่าสีรร.วัดบ้านแขม รร.วัดสบจาง รร.วัดหัวฝาย รร.สบป้าดวิทยา รร.สบเมาะวิทยา รร.อนุบาลแม่เมาะ (ชุมชน 1) รร.แม่เมาะวิทยา รร.สบจางวิทยา รร.เทศบาลแม่เมาะ และวิทยาลัยเทคนิค กฟผ.แม่เมาะ 

จากนั้นได้เดินทางไปยังโรงเรียนแม่เมาะวิทยา เพื่อพบปะผู้เรียน ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมรับชมนิทรรศการทางการศึกษา ของสถานศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอแม่เมาะ อาทิ การจัดการเรียนรู้ Coding ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนด้วยเทคโนโลยี, การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต, อารยเกษตร อารยชนคนสบจาง ภายใต้อัตลักษณ์วิถี อารยเกษตรสุนทรียภาพ ทักษะอาชีพ, ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน “เมาะ มาศ เมี่ยน” และกิจกรรม อยู่.น้อย ”ใส่ใจอาหาร ปลอดภัย มีสุขภาพดี“, การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ Active Learning ผ่านกระบวนการ 6C Model, เทคโนโลยีและนวัตกรรมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพสู่ชุมชน และ สกร. สร้างโอกาส วางรากฐาน สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

ในเวลาต่อมาได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเทคนิคลำปาง เพื่อพบปะผู้บริหารและผู้เรียนในพื้นที่พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานเด่นของเด็กอาชีวะ อาทิ เครื่องอบกระเทียมดำประหยัดพลังงานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน IOT 4.0, เครื่องผสมเกสรดาวเรือง (pollinator), อุปกรณ์แจ้งเตือนเด็กติดในรถ (OVEC KIDS ALARM) และ สิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่สุ่มดอกฉลุไม้ ประสานลายประจำชุมชนวัดไหล่หินหลวง

ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เพื่อรับฟังการขับเคลื่อนงาน โดยได้มอบแนวทางนโยบายว่า ยินดีที่วันนี้มาช่วยรับฟังปัญหาของผู้ปฏิบัติจริงในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารในกระทรวง จะได้เข้าใจบริบทในแนวทางเดียวกัน เรื่องการคืนครูสู่ห้องเรียนถือเป็นเรื่องหลักที่พยายามทำให้สำเร็จ โดยใช้หลากหลายวิธีเข้าไปแก้ปัญหา หลังจากฟังเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหารการศึกษาคิดว่ากำลังเดินมาถูกทางแล้ว ต่อด้วยการพัฒนาผู้เรียนที่เป็นหน้าที่หลักของพวกเราทุกคน การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่มีอยู่จำนวน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเราได้เล็งตั้งสหกรณ์กลางในการแก้ไขเคสที่ต้องดูแลเร่งด่วนก่อน ประมาณ 2,000 กว่าราย 

ส่วนเรื่องการประเมินวิทยฐานะครู ที่ตอนนี้ได้ปรับเป็นเชิงประจักษ์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ครูในการเพิ่มรายได้รวมถึงระบบย้ายครู TRS คาดว่าเดือนมกราคมจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ทุกสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คาดว่าจะเป็นการคืนความสุขให้ครูได้มีกำลังใจที่จะใช้ในการสอนในห้องเรียนได้ ขอฝากความหวังของผู้เรียนให้กับผู้บริหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง และฝากกำลังใจให้บริหารพัฒนาการศึกษาไทย ช่วยกันตั้งเป้าหมายร่วมกันให้เกิดความสำเร็จให้ได้ 

ในการนี้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัด ศธ. ได้ชี้แจงสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบนโยบายเรียนดีมีคุณธรรม โดยได้เน้นย้ำในเรื่องครู ผู้เรียน และปฏิรูปกฎหมาย ภาพรวมการศึกษาจะให้นโยบายดีอย่างเดียวไม่ได้เพราะการนำมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติก็สำคัญเช่นกัน “สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่เล็กที่สุดในโครงสร้าง แต่คือหัวใจของกระทรวงศึกษาธิการ” 

ด้วยส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนกัน บริบทในการทำงานจึงแตกต่างกันนโยบายต้องหลากหลายในการปฏิบัติ วันนี้ผลการทำงานของ ศธ.ค่อนข้างชัดเจนในการทำงานเชิงบูรณาการและการมีส่วนร่วมในจัดการศึกษาทุกช่วงวัย ไม่เพียงจัดศึกษาให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เราต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กลำปาง นี่คือหัวใจของพวกเราที่เป็น ONE TEAM จังหวัดลำปาง  สิ่งที่สำคัญที่อยากฝากคือการขับเคลื่อนแผนการศึกษาจังหวัดลำปางเพราะการศึกษาเป็นของคนทุกคน และเป็นความหวังที่จะทำให้ ศธ.เป็น ONE TEAM ได้จริง ขอเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในการปฎิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

📌 รูปภาพเพิ่มเติม https://drive.google.com/drive/folders/1Rb9aX4PROxZ4dLR9Fvbe7RZL5wj26ONz

พบพร ผดุงพล / ข่าว
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ 

26 ธันวาคม 2568 / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

 

รมช.องอาจ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดกิจกรรมงานวันครู จำนวน 6 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 1/2568) ประกอบด้วย คณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, คณะกรรมการสรรหาผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ, คณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานวันครู, คณะกรรมการจัดกิจกรรมวิชาการในงานวันครู, คณะกรรมการฝ่ายพิธีบูชาบูรพาจารย์งานวันครู และคณะกรรมการฝ่ายพิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในงานวันครู

 

โดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า การจัดงาน “วันครู” จะต้องไม่ใช่แค่เรื่องของครู แต่เป็นวันของคนไทยทุกคน ภายใต้แนวคิด “ศิษย์มีครู” แต่ให้ระลึกถึงพระคุณครูทั่วประเทศ ซึ่งการเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมงานวันครู ได้มอบนโยบายสำคัญแก่ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานวันครูในปีนี้ให้มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

– เปลี่ยน “วันของครู” ให้เป็น “วันของทุกคน” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า เจตนารมณ์ของการจัดงานในปีนี้ ไม่ต้องการให้เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อข้าราชการครูรับทราบกันเองภายในเพียงวันเดียว แต่ต้องการให้ “วันครูเป็นวันของพวกเราทุกคน” เพราะทุกคนต่างก็เป็น “ศิษย์มีครู” และเป็นวันที่ลูกหลานของชาติจะได้ระลึกถึงความสำคัญและพระคุณของครูบาอาจารย์

– ร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไกของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้การจัดงานกระจายสู่ระดับภูมิภาคอย่างทั่วถึง เป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้สู่สาธารณชนได้รับทราบและร่วมให้คุณค่า ความสำคัญกับครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมตามระเบียบวาระ แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างถึงบทบาทของครูที่มีต่อสังคม

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 ในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมมอบคำขวัญวันครู ซึ่งรูปแบบการจัดงานจะเป็นลักษณะผสมผสาน (Hybrid) ทั้งรูปแบบ On-site ณ บริเวณสนามหญ้าและหอประชุมคุรุสภา และรูปแบบ Online ผ่านแพลตฟอร์มวันครู (www.wankru.ksp.or.th) สำหรับส่วนภูมิภาค ได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิจารณาเพิ่มสถานที่จัดงานได้ตามความเหมาะสม พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือสถานศึกษาทุกสังกัดจัดกิจกรรม “สัปดาห์วันครู” ระหว่างวันที่ 11 – 17 มกราคม 2569 ประกอบด้วย กิจกรรมจิตอาสา, การกำหนดคำขวัญวันครูประจำสถานศึกษา, การจัดชุมนุมครูเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และกิจกรรมครูเยี่ยมบ้านนักเรียน

“การจัดงานวันครูในครั้งนี้ จะมีครู บุคลากรทางการศึกษา และแขกผู้มีเกียรติหลากหลายภาคส่วนมาร่วมงานจำนวนมาก เพื่อรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ และแสดงออกถึงพลังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารการจัดงานฯ อย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด” รมช.องอาจ กล่าว

 

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ /ข่าว-กราฟิก

อินทิรา บัวลอย /ภาพ

ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/share/p/1Ak2oixM6m/?mibextid=wwXIfr

กลลวง “แจ้งความออนไลน์ปลอม”

ความรู้สึกแรกหลังจากรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์คือความตื่นตระหนก สับสน และสิ้นหวัง หัวใจเต้นรัว สมองพยายามประมวลผลว่าเงินที่หามาอย่างยากลำบากหายไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดนี้ สัญชาตญาณแรกของคนส่วนใหญ่คือการคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วค้นหาความช่วยเหลือบน Google ด้วยคำว่า “แจ้งความออนไลน์” โดยหวังว่าจะเจอทางออกและได้เงินคืนโดยเร็วที่สุดแต่จะเป็นอย่างไรถ้าการค้นหาความช่วยเหลือครั้งนี้กลายเป็นกับดักที่สองที่รอซ้ำเติมคุณอยู่? นี่คือความจริงอันน่าตกใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มิจฉาชีพได้พัฒนากลลวงขึ้นมาใหม่ โดยสร้าง “เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ปลอม” เพื่อดักรอเหยื่อที่กำลังร้อนใจและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด กลยุทธ์นี้ออกแบบมาเพื่อขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ และเปลี่ยนความหวังให้กลายเป็นฝันร้ายที่หนักกว่าเดิม

 

กับดักอันดับหนึ่ง : มิจฉาชีพซื้อโฆษณาบน Google ดักรอคุณ

เมื่อคุณกำลังร้อนใจและพิมพ์คำค้นหาอย่าง “แจ้งความออนไลน์” ลงใน Search Engine ยอดนิยมต่างๆ เช่น Google.com หรือ Bing.com สิ่งที่คุณคาดหวังคือการเจอเว็บไซต์ของตำรวจเป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริงกลับน่ากลัวกว่านั้น มิจฉาชีพได้ทุ่มเงินซื้อโฆษณา (Ads) เพื่อให้เว็บไซต์ปลอมของพวกมันปรากฏขึ้นมาเป็นผลการค้นหาลำดับแรกๆกลยุทธ์นี้แยบยลอย่างยิ่งเพราะคนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในผลการค้นหาอันดับต้นๆ และมักจะคลิกเข้าไปโดยไม่ทันได้ตรวจสอบอย่างละเอียด กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ออกมาเตือนเรื่องนี้โดยตรงว่ามิจฉาชีพใช้เทคนิคนี้เพื่อดักเหยื่อโดยเฉพาะ ดังนั้น คำแนะนำอย่างเป็นทางการคือให้ระมัดระวัง! ผลการค้นหาที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “โฆษณา” หรือ “Ad” และทางที่ดีที่สุดคือการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่ถูกต้อง thaipoliceonline.com ด้วยตัวเองเพื่อป้องกันการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอม

 

โรงละครแห่งความน่าเชื่อถือ : ทนายปลอม ตำรวจปลอม และเอกสารปลอม

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ปลอม การแสดงละครฉากใหญ่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที กระบวนการนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อทำให้เหยื่อเชื่อสนิทใจ

1.ชักชวนเข้า Line : เหยื่อจะถูกแนะนำให้เพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน Line เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่

2.พบทนายปลอม : ใน Line เหยื่อจะได้พูดคุยกับบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” หรือ “ทนายความ” ซึ่งจะสอบถามรายละเอียดของคดี ขอหลักฐานการโอนเงิน และข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียด

3.สร้างเอกสารปลอมและเรียกเงิน : เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น มิจฉาชีพจะสร้างเอกสารปลอม เช่น หนังสือมอบอำนาจ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากำลังดำเนินการทางกฎหมายให้อย่างจริงจัง และมักจะเรียกเก็บ “ค่าดำเนินการ 10%” จากยอดความเสียหายทั้งหมดในขั้นตอนนี้ เพื่อเป็นค่าทนาย

4.ส่งต่อถึงตำรวจไอทีปลอม : หลังจากสร้างความเชื่อใจและได้รับเงินก้อนแรกแล้ว “ทนายปลอม” จะส่งต่อเรื่องไปยัง “เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายไอที” ที่อ้างว่ามีความเชี่ยวชาญพิเศษและสามารถติดตามเงินคืนมาได้

กระบวนการเล่นละครที่ซับซ้อนนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีสภาพจิตใจของเหยื่อที่กำลังสับสนและเสียขวัญ ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาไตร่ตรอง และยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี

กลลวงซ้อนกลลวง : อ้าง “เจาะระบบ” แต่ล่อให้ไป “เล่นพนัน”

นี่คือหัวใจของกลลวงซ้ำสองที่คาดไม่ถึง “ตำรวจไอทีปลอม” จะอ้างกับเหยื่อว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเงินที่ถูกหลอกไปนั้นถูกนำไปฟอกผ่านเว็บไซต์พนันออนไลน์ในต่างประเทศ แต่ข่าวดีคือทีมไอทีของพวกเขาสามารถ “เจาะระบบ” หรือ “โจมตี” เว็บไซต์พนันนั้นเพื่อดึงเงินกลับคืนมาได้จากนั้น พวกเขาจะแนะนำให้เหยื่อทำตามขั้นตอนที่ฟังดูเหมือนการกู้เงินคืนด้วยตัวเอง คือให้สมัครสมาชิกเว็บไซต์พนันนั้น ผูกบัญชีธนาคารของตัวเอง แล้ว “โอนเงินเพิ่มเข้าไป” เพื่อใช้เป็นทุนในการปั่นระบบในช่วงที่ทีมไอทีกำลังโจมตีแพลตฟอร์ม เพื่อให้เล่นพนันชนะและได้เงินทั้งหมดกลับคืนมาจุดที่แยบยลที่สุดของกลลวงนี้คือ ในช่วงแรกๆ มิจฉาชีพจะยอมให้เหยื่อเล่นพนันชนะและสามารถถอนเงินจำนวนเล็กน้อยออกมาได้จริง การกระทำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความไว้วางใจขั้นสูงสุด พิสูจน์ว่า “ระบบ” ของพวกเขาได้ผลจริง เมื่อเหยื่อเชื่อสนิทใจแล้ว ก็จะยอมโอนเงินก้อนใหญ่เข้าไปเพื่อ “กู้คืนครั้งสุดท้าย” ก่อนที่มิจฉาชีพจะเชิดเงินทั้งหมดหนีไปและไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อีก

ตำรวจไซเบอร์ได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงเรื่องนี้ว่า

“บช.สอท. และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายให้ประชาชนติดต่อกับที่ปรึกษากฎหมาย หรือทนายความ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี เพื่อทำการติดตามทรัพย์สินที่ถูกหลอกลวงไปกลับคืนได้แต่อย่างใด”

 

“หน้าม้า” ในห้องแชท : สร้างกลุ่มเหยื่อปลอมเพื่อกดดัน

เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ มิจฉาชีพมักจะดึงเหยื่อเข้าไปในกลุ่มแชทที่มีสมาชิกรออยู่แล้วประมาณ 5-10 คน โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มของผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในกระบวนการเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว สมาชิกเกือบทั้งหมดในกลุ่มคือ “หน้าม้า” ที่ถูกสร้างขึ้นมาหน้าม้าเหล่านี้จะทำหน้าที่พูดคุยโต้ตอบกับ “ตำรวจไอทีปลอม” พวกเขาจะพิมพ์ข้อความขอบคุณ แสดงสลิปโอนเงินปลอมที่อ้างว่าได้รับเงินคืนแล้ว เพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ทำให้เหยื่อตัวจริงรู้สึกว่าวิธีนี้ได้ผลจริงๆ และคนอื่นก็ทำสำเร็จกันหมดแล้ว กลยุทธ์ฉันทามติที่สร้างขึ้นนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะมันโจมตีความต้องการการยอมรับของเหยื่อ การได้เห็นหลักฐานจากคนอื่นช่วยลบความลังเลสงสัยในใจ และผลักดันให้พวกเขาทำตามในที่สุด

 

วิธีสังเกตและช่องทางที่ถูกต้อง

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกแยะระหว่างกระบวนการของจริงและของปลอมให้ได้ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

สัญญาณอันตราย : กระบวนการของมิจฉาชีพ

• เว็บไซต์ปลอมมักมีฟังก์ชันการใช้งานน้อย กดลิงก์อื่นๆ ไม่ค่อยได้ และมีเป้าหมายเดียวคือผลักดันให้คุณ แอด Line เท่านั้น

• ติดต่อพูดคุยผ่าน Line เป็นหลัก

• มีการเรียกเก็บ ค่าดำเนินการ หรือค่าทนาย (เช่น 10% ของความเสียหาย)

• มีการส่งต่อให้คุยกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ที่อ้างว่าจะ “เจาะระบบ” เพื่อเอาเงินคืน

• สั่งให้คุณโอนเงินเพิ่ม เข้าไปในระบบอื่น เช่น เว็บพนัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกู้คืน

 

ช่องทางที่ปลอดภัย : กระบวนการของทางการ

• เว็บไซต์สำหรับแจ้งความออนไลน์มีเพียงเว็บเดียวเท่านั้นคือ https://thaipoliceonline.com

• กระบวนการคือให้ผู้เสียหาย ลงทะเบียนด้วยตนเอง และจะได้รับ “Case ID” เพื่อใช้ติดตามความคืบหน้าของคดี

• จะ ไม่มี การให้แอดไลน์เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคลเพื่อดำเนินคดี การสื่อสารจะผ่านระบบกลางเท่านั้น

• มีแชทบอททางการคือ @police1441 สำหรับให้คำปรึกษาเบื้องต้น แต่ ไม่ได้ใช้ ในการแจ้งความหรือให้เจ้าหน้าที่บริหารจัดการคดี

• ช่องทางติดต่อสอบถามสายด่วน 1441 หรือ 081-866-3000

 

โปรดจำไว้ว่ากระบวนการของภาครัฐถูกออกแบบมาให้เป็นระบบและปลอดภัย จะไม่มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการผ่านแชท หรือการสั่งให้ประชาชนโอนเงินเพื่อไป “แฮก” ระบบใดๆ ทั้งสิ้นกลลวง “แจ้งความออนไลน์ปลอม” ได้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์ไม่เพียงแต่ขโมยเงิน แต่ยังใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือความหวังและความสิ้นหวังของเหยื่อ การพยายามลุกขึ้นสู้และหาทางเอาเงินคืน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณปกติของมนุษย์ ได้กลายเป็นช่องโหว่ใหม่ให้พวกมันโจมตีซ้ำเติม

25 ธันวาคม 2568 / กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมปี 2569

ซึ่งคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดย นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีระกุล) คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” และได้มีกำหนดการจัดงานที่สำคัญ ดังนี้

• วันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 : จัดแถลงข่าวการจัดงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการ

• วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 : นำเด็กและเยาวชนดีเด่น รวมถึงเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และรับมอบเกียรติบัตร ณ หอประชุมคุรุสภา

• วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 : งานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ณ กระทรวงศึกษาธิการ และสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ประกอบด้วย กิจกรรม 4 โซนสุดสร้างสรรค์ และการจัดงานในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยแบ่งพื้นที่กิจกรรม ณ กระทรวงศึกษาธิการ ออกเป็น 4 โซนหลัก ที่เชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้แก่

โซนที่ 1 Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา)

โซนที่ 2 Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์)

โซนที่ 3 Sufficiency for Happiness (พอเพียงสร้างสุข)

โซนที่ 4 Small House in the Big Forest (โซนบ้านเล็กในป่าใหญ่)

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตอบรับเข้าร่วมจัดกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 49 หน่วยงาน โดยจัดในกระทรวงศึกษาธิการ 32 หน่วยงาน เช่น กิจกรรมสันทนาการจากกระทรวงมหาดไทย การเรียนรู้ด้านสาธารณสุข และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จาก อพวช. นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม ณ ที่ตั้งหน่วยงานอีก 17 แห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล และกองบัญชาการกองทัพไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ฝากประชาสัมพันธ์เชิญชวนเด็กและเยาวชนเข้าร่วมงาน โดยเน้นย้ำว่าเด็ก ๆ ในต่างจังหวัดสามารถร่วมงานได้ในพื้นที่ทั่วประเทศผ่านกิจกรรมของ สพฐ. ในโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ยังมีการจัดงานในศูนย์พักพิง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มเปราะบางได้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคของขวัญและรางวัลเพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กกลุ่มนี้ด้วย

สำหรับการอำนวยความสะดวก ในด้านการจราจร จะมีการขอความอนุเคราะห์จากกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่ออำนวยความสะดวกและปิดการจราจรในบางเส้นทางรอบกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ถนนราชดำเนินนอก (ถนนคู่ขนาน) เพื่อติดตั้งเต็นท์กิจกรรมตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 โดยมีลูกเสือจิตอาสาคอยดูแลเด็กที่บกพร่องทางร่างกาย รวมถึงจัดจุดเฝ้าระวังเด็กพลัดหลงตลอดงาน

ทั้งนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงการรักษาความปลอดภัย และห่วงใยถึงการดูแลด้านอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับแก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน จึงขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานเครือข่ายที่มาร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาในสวนแห่งโอกาส ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันเตรียมดินและปุ๋ยความรู้ไว้ให้ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของชาติสอดคล้องกับคำขวัญที่ได้รับในปีนี้อย่างแท้จริง

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ และ ปวีณา ตาคำ /ข่าว – กราฟิก

อินทิรา บัวลอย / ภาพ

จังหวัดศรีสะเกษ – 25 ธันวาคม 2568 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีปล่อยคาราวาน “ลูกเสือช่วยผู้ประสบภัยชายแดนไทย–กัมพูชา” ภายใต้โครงการลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือแก่ลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน พร้อมด้วยนายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการ ศธ. ทำหน้าที่รองเลขาธิการ สลช. ผู้บริหาร ศธ. โดยมีนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ (ห้วยคล้า) ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองฯ

โครงการลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ถือเป็นปณิธานและนโยบายสำคัญของกิจการลูกเสือไทยภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มุ่งพัฒนาลูกเสือให้เป็นพลเมืองดีของสังคม ตามอุดมการณ์สำคัญของลูกเสือไทย โดยมุ่งปลูกฝังให้ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือยึดมั่นในคำปฏิญาณของลูกเสือ ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และการปฏิบัติตนตามกฎของลูกเสือ เพื่อให้ลูกเสือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประเทศชาติประสบภาวะยากลำบาก

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นระหว่างกองกำลังฝ่ายไทยและกองกำลังฝ่ายกัมพูชา บริเวณพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จึงร่วมกับสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด บูรณาการความร่วมมือจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อระดมพลังจิตอาสาและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย

นายวรัท พฤกษาทวีกุล กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรทางการลูกเสือ รวมถึงเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแสดงให้ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือทั่วประเทศได้เห็นว่า คำปฏิญาณของลูกเสือทั้ง 3 ข้อ ว่าลูกเสือจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ลูกเสือจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และลูกเสือจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าพวกเราสามารถลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้ พร้อมทั้งเป็นการส่งต่อความห่วงใย สร้างขวัญกำลังใจ และยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องประชาชนในยามวิกฤตอย่างแท้จริง

สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่อยู่เบื้องหน้าพวกเรานี้ คือสัญลักษณ์ของ “ความเอื้ออาทร” และ “ความรัก” ที่พวกเรามีให้แก่พี่น้องร่วมชาติ การเดินทางของคาราวานในวันนี้ คือการนำพาความห่วงใยจากกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ไปปลอบประโลมและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ยากลำบาก ผมขอชื่นชมการยึดมั่นในคติพจน์ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพราะความทุกข์ร้อนของประชาชนนั้นรอไม่ได้ การตัดสินใจลงมือทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบในวันนี้ จึงสะท้อนถึงประสิทธิภาพและหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการเสียสละของพวกท่านทุกคน

สำหรับขบวนคาราวานลูกเสือกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ ได้จัดกระจายความช่วยเหลือออกเป็น 7 สายหลักน้ำใจ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เป้าหมายใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ได้แก่

สายที่ 1 จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบและภัยพิบัติในหลายพื้นที่ ขบวนคาราวานได้เร่งนำความช่วยเหลือเข้าไปยังชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากและเสริมสร้างกำลังใจให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและฟื้นฟูความเป็นอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

สายที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี มุ่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนและชุมชนเปราะบาง โดยเฉพาะครอบครัวนักเรียนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและความมั่นคงในชีวิตประจำวัน

สายที่ 3 จังหวัดบุรีรัมย์ นำความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลและชุมชนชายแดนที่ต้องการการสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน ขบวนคาราวานลูกเสือได้ร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งต่อกำลังใจและความห่วงใยจากส่วนกลางสู่ประชาชนอย่างใกล้ชิด

สายที่ 4 จังหวัดสุรินทร์ มุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ โดยลูกเสือและบุคลากรทางการศึกษาได้ร่วมกันลงพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

สายที่ 5 จังหวัดจันทบุรี นำความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบางและครอบครัวนักเรียน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในระยะยาว

สายที่ 6 จังหวัดสระแก้ว มุ่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านการดำรงชีพ ขบวนคาราวานลูกเสือได้เข้าถึงชุมชนต่าง ๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจจากภาครัฐ

และสายที่ 7 จังหวัดตราด มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชายแดนและชุมชนชายฝั่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เสริมสร้างขวัญกำลังใจและความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่

การจัดขบวนคาราวานทั้ง 7 สาย มีเป้าหมายเพื่อ ส่งมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพ บรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง สะท้อนบทบาทของลูกเสือไทยในการ “ช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” อย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น รองปลัด ศธ. และคณะได้เดินทางลงพื้นที่ต่อไปยังอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยรถบรรทุกสิ่งของอุปโภคบริโภคจากวิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ เพื่อมอบความช่วยเหลือประชาชน ณ ศูนย์พักพิงวัดนิคมสายเอก ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพ 247 คน โดยมีผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมรับมอบ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อความห่วงใยและน้ำใจจากกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“การดำเนินโครงการคาราวาน “ลูกเสือช่วยผู้ประสบภัยชายแดนไทย–กัมพูชา” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุดมการณ์ของกิจการลูกเสือไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในยามวิกฤต ทั้งนี้ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมบทบาทของลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือให้เป็นกำลังสำคัญของสังคม พร้อมปลูกฝังจิตสาธารณะและจิตอาสาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกเสือไทยเป็นพลังแห่งความดีงาม ที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและประเทศชาติในทุกสถานการณ์ ตามอุดมการณ์ “ช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” อย่างยั่งยืน“ รองปลัด ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ภารุจ พูลอำไภย์ / ภาพ-วิดีโอ

ภาพเพิ่มเติม https://drive.google.com/drive/folders/1Vzg3Dij-30r380mZ7sdzSafiQ53l6z20?usp=sharing

เมื่อวานนี้ (24 ธันวาคม 2568) ศาสตราจารย์ ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารืออย่างกว้างขวางในประเด็นการปิดประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครขอรับการสนับสนุนมา โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การดำเนินการเรื่องนี้ควรเป็นไปตามบริบทความพร้อมของสถานศึกษา ด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 6 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ ด้านผู้เรียน การสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของรัชกาลที่ 10 และมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้านรูปแบบการเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรแบบบูรณาการและสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีศักยภาพแบบองค์รวมรองรับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งเสริมการสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาที่หลากหลาย ด้านทรัพยากร ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และด้านการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ มอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำความเห็นของคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับตัวชี้วัดไปปรับปรุงให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย เช่นเดียวกับ (ร่าง) ตัวชี้วัดในการดำเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จะต้องทบทวนให้มีความทันสมัยมากขึ้น

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ แทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจากการลาออก จำนวน 1 ราย และเห็นชอบการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 ครอบครัว มีผู้เรียน 19 ราย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ครอบครัว มีผู้เรียน 2 ราย และยังได้รับทราบรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี ระยะที่ 2 รุ่นที่ 10 ปีการศึกษา 2569 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2พร้อมรับทราบการขอยกเลิกจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 1 ครอบครัว ผู้เรียน 1 ราย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและแนวทางปฏิบัติราชการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือ

• ปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการปี 2569 เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ที่ประชุมได้พิจารณาแผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานครและตัวชี้วัดร่วม ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีมติให้ฝ่ายเลขานุการทบทวนตัวชี้วัดที่เน้นผลลัพธ์ (Outcome) เพื่อให้มั่นใจว่าค่าเป้าหมายทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณสามารถดำเนินการได้จริงตามสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

• อนุมัติการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว (Home Schooling) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยให้มีผลตั้งแต่นับแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป ซึ่งการอนุมัตินี้เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547

• สนับสนุนพื้นที่ประกาศเลือกตั้ง ส.ส. ตามความสมัครใจ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำกรุงเทพมหานคร ได้ขอความร่วมมือในการจัดสถานที่ปิดประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมและเป็นไปด้วยความสมัครใจ

• เร่งสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเสริมทัพยุทธศาสตร์การศึกษา เพื่อให้การดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ แทนตำแหน่งที่ว่างลงจำนวน 1 ราย โดยกระบวนการสรรหาจะเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค พ.ศ. 2567

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการศึกษาในปีงบประมาณหน้า และการขยายโอกาสทางการศึกษาทางเลือกให้แก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

เปรียบเสมือนการปรับจูนเข็มทิศและจัดเตรียมความพร้อมของบุคลากร เพื่อให้การจัดการศึกษาในกรุงเทพฯ ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน

สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / ข่าว – กราฟิก

อินทิรา บัวลอย /ภาพ

ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร

25 ธันวาคม 2568 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ สามารถขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษได้

“นี่เป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยยกระดับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเปิดทางเลือกให้ครูผู้ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้ในการเสนอขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ” ได้ ศาสตราจารย์นฤมล กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบายเพิ่มเติมว่า หลักเกณฑ์ฯ นี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครู ว 9 – ว 12/2564 เดิม (ว PA) โดยยังคงใช้รูปแบบการประเมินผ่านระบบ DPA ในด้านที่ 1 ด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์จากการปฏิบัติงาน โดยได้เพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ

“เราเพิ่มทางเลือกให้ข้าราชการครูที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด สามารถนำรางวัลนั้นมาเสนอเป็นผลงานในด้านที่ 3 ได้ เพราะเราเห็นว่า ครูที่ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบจนมีผลงานโดดเด่นและได้รับการยอมรับในระดับสูงเช่นนี้ สะท้อนถึงความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและคุณค่าเทียบเท่ากับการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการประเภทอื่น” ศาสตราจารย์นฤมล กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์เดิมของ
การประเมิน (ว PA) ที่ให้ความสำคัญกับผลการปฏิบัติงานจริงที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนและการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้ครูผู้ที่มีผลงานดีเด่นระดับสูง โดยยังคงต้องจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน มีคุณสมบัติตามที่กำหนด และผ่านการประเมินผ่านระบบ DPA เช่นเดิม

“นโยบายนี้จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและเป็นการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่นที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง
พร้อมทั้งเป็นแรงจูงใจให้ครูทุกคนพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษาไทย
ให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อเด็กและเยาวชนของชาติในระยะยาว”
 ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักเกณฑ์นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
16 พฤษภาคม 2569 โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. จะดำเนินการตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินฯ พร้อมจัดทำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน และพัฒนาระบบ DPA ให้รองรับหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต่อไป

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DJN8Q9fwD/

24 ธันวาคม 2568 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)
เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 13/2568 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายธนูขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ., ผู้บริหาร คณะกรรมการคุรุสภา และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กรณีผลการสอบวิชาชีพครูที่มีผู้สอบผ่านในสัดส่วนต่ำ ได้มอบหมายให้คุรุสภาร่วมกับกระทรวง อว. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านหลักสูตรการผลิตครูและการออกข้อสอบ พิจารณาและจัดทำแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอในการประชุมครั้งถัดไป โดยเน้นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางให้เหมาะสม

เป้าหมายสำคัญคือการผลิตครูที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของสถานศึกษาทุกสังกัด หากผู้สอบผ่านยังคงมีเกณฑ์ผ่านน้อยเช่นปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามวาระสำคัญ ดังนี้

  1. เห็นชอบรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ
    1.1 ปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา 13 แห่ง จำนวน 31 หลักสูตร
    1.1.1 ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 22 หลักสูตร
    1.1.2 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 4 หลักสูตร
    1.1.3 ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 3 หลักสูตร
    1.1.4 ปริญญาเอกทางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 2 หลักสูตร
    1.2 ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพมหานครจำนวน 1 หลักสูตร
  2. เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 12/2568 จำนวน 2,630 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 2,604 คน ในหลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่น ที่ผ่านการรับรองความรู้
  3. เห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ครั้งที่ 2 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 7,957 คน
  4. เห็นชอบอนุญาตการขอยกเว้นการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ฯ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)
  5. เห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 6 รอบ 2 เมษายน 2570 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ เป็นประธาน
  6. เห็นชอบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการคุรุสภา (ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม) ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน (3 ตุลาคม 2567 – 2 ตุลาคม 2568)

พบพร ผดุงพล , ปวีณา ดาคำ / ข่าว , กราฟิก
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

24 ธันวาคม 2568 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และสุราษฎร์ธานี) “สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่งต่อน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี นายชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยะลา สตูล ปัตตานี และสงขลา รวมถึงบุคลากรและผู้แทนจากหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ หลังจากหลายจังหวัดในภาคใต้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ แม้สถานการณ์จะรุนแรงเพียงใด แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ “น้ำท่วมมากขนาดไหนก็ยังแพ้น้ำใจ” และการรวมพลังของทุกคนในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังผู้ประสบภัย

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ด้วยความห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

“บทเรียนจากอุทกภัยครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงมาวางแนวทางรับมือ เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด หากต้องเผชิญสถานการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต” รองปลัด ศธ. กล่าว

รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง ที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง แม้บางพื้นที่บุคลากรทางการศึกษาจะเป็นผู้ประสบภัยเองก็ตาม รวมถึงขอขอบคุณทีมงานกระทรวงศึกษาธิการทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันแสดงศักยภาพของความเป็นหนึ่งเดียวในนาม “MOE ONE TEAM”ตลอดจนขอชื่นชมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่ร่วมกันแสดงพลังจิตอาสา ตามแนวคิด “ทำดี ทำได้ ทำทันที” สะท้อนถึงจิตสาธารณะ ความมีน้ำใจ และหัวใจแห่งการบริการเพื่อสังคม

ในเวลาถัดมา รองปลัด ศธ. พร้อมด้วย ผู้บริหาร ศธ. คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ร่วมกิจกรรม “ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการเสียสละ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เสริมสร้างทักษะทางสังคม ความสามัคคี การทำงานเป็นทีม และความมีระเบียบวินัย ตามหลักลูกเสือและคำปฏิญาณยุวกาชาด ณ โรงเรียนโพธิ์นิมิต

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว, กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ภาพ
นัทสร ทองกำเหนิด/ วิดีโอ

ภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1am4VMx7Ap/?mibextid=wwXIfr

ท่ามกลางบริบทความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และความท้าทายด้านความมั่นคงของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “การศึกษา” ยังคงถูกวางบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และปูทางสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน ล่าสุด ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เดินหน้าภารกิจเชิงรุก จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ฉบับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี) และคำของบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่างวันที่ 22–24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

การประชุมครั้งนี้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่องแนวทางการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้บริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้บริหารการศึกษาจากหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านแผนงาน โครงการ และงบประมาณ จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกว่า 85 คน สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การยกระดับคุณภาพการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องอาศัยพลังความร่วมมือและการบูรณาการอย่างแท้จริง “แผนมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กร“ การจัดทำแผนปฏิบัติการในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารเชิงนโยบาย แต่ต้องเป็นแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ 1 นโยบาย หลากหลายการปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จของการจัดการศึกษา นักวางแผนต้องวางแผนให้ตอบโจทย์สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ “อยู่ดี กินดี และมีความสุข” อย่างยั่งยืน

“การประชุมเชิงปฏิบัติการตลอด 3 วันนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่เพียงมุ่งพัฒนาคน แต่ยังมุ่งสร้างความหวัง ความเข้าใจ และความมั่นคงให้เกิดขึ้นควบคู่กันไป ผ่านพลังการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างแท้จริง”

นายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวด้วยว่า การจัดประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 ที่จัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุน และบูรณาการการจัดการศึกษาร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของพื้นที่ เชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคง ตามยุทธศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” และนโยบายรัฐบาลด้านการเสริมสร้างสันติสุข

สาระสำคัญของการประชุม มุ่งเน้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ฉบับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี) และจัดทำคำของบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

โดยแผนดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือเชิงนโยบาย” และ “กรอบการทำงาน” ที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม (Action Plan) สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย แผนและงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิทยากรจากหน่วยงาน ที่มาจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ / ภาพ-ข่าว
อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง-กราฟิก

ภาพเพิ่มเติม

23 ธันวาคม 2568 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการให้กำกับดูแลการดำเนินงานของ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการ โครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 16 เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการบริหารวิชาการและกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงคัดเลือกวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดแนวทางการจัดทำรายงานทั้งผลงานรายบุคคล และผลงานกลุ่ม ให้มีความเหมาะสม โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนจากส่วนราชการ อาทิ สำนักงาน ก.พ. สพฐ. สอศ. สกศ. สกร. ก.ค.ศ. และ สช. รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า คณะทำงานฝ่ายวิชาการถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา โดยจำเป็นต้องยึดมั่นในหลักการและวิธีการทางวิชาการอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการสร้างกรอบความคิดที่รอบด้านในทุกประเด็นการพัฒนา ทั้งด้านแนวคิดเชิงวิชาการ การศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ การจัดทำโครงงานอิสระ (IS) รวมถึงการศึกษารายบุคคล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ประธานการประชุมได้เน้นย้ำถึงของกระบวนการพัฒนา นบสศธ. รุ่นที่ 16 ให้มีความเข้มข้นทั้งเนื้อหาสาระการเรียนรู้ กระบวนการพัฒนาควรมีความครอบคลุมทั้งความรู้ ร่างกาย และจิตใจ เพื่อให้ผู้เข้ารับการพัฒนา มีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น เป็นผู้นำที่สามารถนำพาองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หรือ Agile Transformative Leader ต่อไป

สำหรับโครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 16 กำหนดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 และดำเนินการพัฒนาจำนวนทั้งสิ้น 15 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 9 มีนาคม ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก
ปวีณา ดาคำ/ สรุป
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
ข้อมูล: สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

ภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1FLMMkHD1T/?mibextid=wwXIfr

“หัวใจสำคัญ คือ การบูรณาการให้สอดคล้องกับภารกิจปกติ ไม่แยกส่วนจนเป็นภาระงานเพิ่ม หากสามารถผสานโครงการเข้ากับหลักสูตรรายวิชาได้อย่างกลมกลืน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการบูรณาการควรเป็นเนื้อเดียวกันทั้งระบบ เปรียบเสมือน “ขนมเค้ก” ไม่ใช่ “ขนมชั้น” ที่แยกส่วนเป็นลำดับ”

ความตอนหนึ่งของ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สนองพระราชดำริ ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) วันที่ 19 ธันวาคม 2523

ธรรมนารี ชดช้อย / สรุป
ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / ภาพ
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

19 ธันวาคม 2568 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานนการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สนองพระราชดำริ ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting)

ปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สนองพระราชดำริ ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ที่มุ่งบูรณาการการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมควบคู่กับการจัดการศึกษา จึงจำเป็นต้องดำเนินงานอย่างรอบคอบ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่เป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ โดยกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้สถานศึกษาทุกแห่งเข้าร่วมโครงการ และวางแผนเพิ่มสัดส่วนการดำเนินงานในแต่ละปีอย่างเป็นขั้นตอน สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปี

ควรพิจารณาบูรณาการโครงการเข้าสู่หลักสูตรหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร พร้อมวางแผนการวัดและประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริหาร ก่อนขยายผลไปสู่นักเรียน ผ่านการเชิญชวนด้วยความสมัครใจ ให้เห็นถึงประโยชน์ของโครงการ และเปิดโอกาสให้ทุกสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างทั่วถึง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญ คือ การบูรณาการให้สอดคล้องกับภารกิจปกติ ไม่แยกส่วนจนเป็นภาระงานเพิ่ม หากสามารถผสานโครงการเข้ากับหลักสูตรรายวิชาได้อย่างกลมกลืน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการบูรณาการควรเป็นเนื้อเดียวกันทั้งระบบ เปรียบเสมือน “ขนมเค้ก” ไม่ใช่ “ขนมชั้น” ที่แยกส่วนเป็นลำดับ

โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ ในหลักการ แต่ขอให้ปรับแผนให้ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเสนอให้เพิ่มเป้าหมายการดำเนินงานจากเดิมร้อยละ 9 เป็นอย่างน้อยร้อยละ 20 ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมให้ทุกหน่วยจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างเค้าโครงแผนปฏิบัติการโครงการฯ ระยะ 5 ปีที่แปด (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574) โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้เป็นจุดเริ่มต้น กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ส่วนกลางมีบทบาทในการสนับสนุน กำหนดนโยบาย และเปิดโอกาสให้หน่วยงานขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาคการศึกษา ซึ่งเป็นพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระองค์ท่าน

ปลัด ศธ. ย้ำว่า แผนงานต้องสามารถปฏิบัติได้จริง วัดผลได้ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ และสามารถรายงานผลได้อย่างชัดเจน พร้อมขอให้ทุกหน่วยทบทวนเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของโครงการให้เข้าใจตรงกันทั้งองค์กร เริ่มจากผู้บริหาร ขยายผลสู่บุคลากรและนักเรียน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งสถานศึกษา โดยย้ำว่าโครงการไม่ใช่งานเพิ่ม แต่เป็นการเสริมศักยภาพการจัดการศึกษา และสามารถบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบ รายงานผลการดำเนินงานสนองพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และรับทราบข้อมูลโรงเรียน/สถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่สมัครเป็นสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

ธรรมนารี ชดช้อย / ข่าว – กราฟิก
อินทิรา บัวลอย / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1Bt3VgXPjW/?mibextid=wwXIfr


Top