homescontents
homescontents

 

 

“การทำความดี” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ต้องรอความพร้อม แต่คือวิถีชีวิตที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยต้นทุนที่น้อยแต่ให้ผลกำไรทางใจที่ยิ่งใหญ่

ทำความดี… เริ่มต้นอย่างไร?

การทำความดีคือการตั้งใจสร้างประโยชน์และลดความเห็นแก่ตัวลง โดยสามารถวิเคราะห์การทำดีในชีวิตประจำวันได้ดังนี้:
• ทำอะไร: เริ่มจากสิ่งเล็กน้อยใกล้ตัว เช่น การให้คำปรึกษาเพื่อนร่วมงาน การช่วยยกของ การเก็บขยะที่ขวางทาง หรือการพูดจาไพเราะ สร้างกำลังใจให้คนรอบข้าง
• ทำที่ไหน: ทำได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ในที่ทำงาน หรือบนท้องถนน
• ทำอย่างไร: ทำด้วยความเต็มใจและใช้สติปัญญา ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและการลงมือทำจริง
• ทำไมต้องทำ: เพื่อสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นในสังคม เมื่อเราไว้ใจกัน ความสงบสุขย่อมตามมา
• ทำแล้วได้อะไร: ผลกำไรที่ได้รับทันทีคือ “ความสุขใจ” และความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ให้ ซึ่งเงินทองไม่สามารถซื้อความรู้สึกนี้ได้
• ทำเมื่อไร: “ทำทันที” ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม เพราะความดีที่ทำได้เลยคือความดีที่ทรงพลังที่สุด

เข้าใจ “บุญกิริยาวัตถุ”: 10 ทางเลือกแห่งการทำดี ตามหลักพุทธศาสนา

สำหรับท่านที่ต้องการแนวทางที่ชัดเจน “บุญกิริยาวัตถุ” คือหลักการทำความดี 10 ประการที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิต ดังนี้:

1.ทานมัย (การแบ่งปัน): การให้สิ่งของหรือปัจจัยเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลัง
2.สีลมัย (การมีระเบียบวินัย): การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนหรือทำให้ใครเดือดร้อน
3.ภาวนามัย (การฝึกจิต): การฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ และใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ
4.อปจายนมัย (การอ่อนน้อม): การให้เกียรติและสุภาพอ่อนโยนต่อผู้อาวุโสและเพื่อนร่วมสังคม
5.เวยยาวัจจมัย (การช่วยเหลือ): การสละแรงกายช่วยงานส่วนรวมหรืองานอาสาสมัครด้วยความเต็มใจ
6.ปัตติทานมัย (การส่งต่อดี): การนำเรื่องราวดีๆ ไปเล่าสู่กันฟัง หรือเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ร่วมทำดี
7.ปัตตานุโมทนามัย (การยินดี): การมีจิตใจกว้างขวาง ร่วมชื่นชมเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำความดี
8.ธัมมเทสนามัย (การให้ปัญญา): การสอนงาน การแชร์ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ หรือเล่านิทานสอนใจ
9.ธัมมสวนมัย (การใฝ่เรียนรู้): การตั้งใจฟังและศึกษาเรื่องราวดีๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
10.ทิฏฐุชุกัมม์ (การปรับความคิด): การมองโลกตามความเป็นจริง มีทัศนคติที่ถูกต้องและเชื่อมั่นในผลของการทำดี

ต้นทุนความดี: ลงทุนด้วย “ใจ” กำไรคือ “ความสุข”

คำถามที่ว่า “ต้องลงทุนเท่าไร?” คำตอบคือ “ส่วนใหญ่ลงทุน 0 บาท” เพราะต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือ “ใจ” ที่ปรารถนาดี “เวลา” ที่สละให้ และ “แรงกาย” ที่ลงมือทำ

การทำความดีไม่ใช่เรื่องของการรอให้รวยหรือรอให้พร้อม แต่คือการใช้สิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งรอยยิ้ม กำลังกาย และปัญญา เพื่อพัดพาความสุขไปสู่ผู้อื่น สังคมไทยก็น่าอยู่ขึ้นได้ด้วยมือของเราทุกคน

******

บทละครสั้นลูกเสือแสดงรอบกองไฟ: “ขุมทรัพย์ที่ลงทุนศูนย์บาท”

แนวคิดหลัก: การทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

ตัวละคร:
1. พี่หมู่ (หัวหน้า): สุขุม รอบรู้
2. จอมซ่า: ใจร้อน อยากรวย อยากได้ลาภลอย
3. ไข่ต้ม: ซื่อๆ ขยัน แต่ขี้สงสัย
4. ก้อง: สุภาพ อ่อนน้อม
5. ชาวบ้าน/เพื่อนลูกเสือคนอื่นๆ

ฉากที่ 1: ล่าขุมทรัพย์
(ลูกเสือเดินแถวเรียงหนึ่งเข้ามากลางวงกลมกองไฟ จอมซ่าถือแผนที่กระดาษเก่าๆ ส่องไฟฉายหาของ)

จอมซ่า: “หยุด! แผนบอกว่าขุมทรัพย์มหาศาลที่ให้ผลกำไรยิ่งใหญ่ที่สุด อยู่แถวๆ กองไฟนี่แหละเพื่อนๆ”
ไข่ต้ม: “กำไรเยอะเหรอจอมซ่า? ต้องลงทุนกี่บาท? ผมมีติดตัวอยู่แค่ 20 บาทเองนะ”
จอมซ่า: “โธ่เอ๊ย! ขุมทรัพย์ระดับนี้ต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้านลงทุนสิ ถึงจะคุ้ม!”

พี่หมู่: (เดินเข้ามาตบไหล่) “ผิดแล้วจอมซ่า ขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้… ลงทุน ศูนย์บาท ก็รวยได้”

จอมซ่า: “โหพี่หมู่! ของฟรีมีที่ไหนในโลก ของดีก็ต้องแพงสิ!”

ฉากที่ 2: บทเรียน 10 ประการ
พี่หมู่: “งั้นลองดูนี่… พวกเราลองทำตามนี้นะ แล้วจะรู้ว่ากำไรใจมันเป็นยังไง”
(พี่หมู่เป่านกหวีดสั้นๆ ลูกเสือแต่ละคนออกมาแสดงท่าทางตามหัวข้อ)

1. ก้อง (เดินไปช่วยไข่ต้มถือของ): “นี่คือ ทานมัย กับ เวยยาวัจจมัย แบ่งปันแรงกาย ช่วยเหลือกัน ไม่ต้องใช้เงินสักบาท”

2. ไข่ต้ม (ยืนตรง พนมมือไหว้พี่หมู่): “นี่คือ อปจายนมัย อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น ใครเห็นเขาก็รัก”

3. จอมซ่า (ทำท่าจะทิ้งขยะ แต่หยุดแล้วเก็บใส่กระเป๋า): “เออ… นี่คือ สีลมัย มีวินัย ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เก็บขยะขวางทางก็ได้บุญแล้ว”

4. ก้อง (นั่งนิ่งๆ): “ฝึกใจให้มีสติ คือ ภาวนามัย ใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ไม่ใช้กำลัง”

5. ไข่ต้ม (หันไปปรบมือให้จอมซ่า): “เห็นเพื่อนทำดี เราก็ดีใจด้วย นี่คือ ปัตตานุโมทนามัย ยินดีกับความดีของคนอื่น”

6. พี่หมู่: “ยังมีการแชร์เรื่องดีๆ (ปัตติทานมัย), ตั้งใจฟังคำสอน (ธัมมสวนมัย), สอนน้องหุงข้าว(ธัมมเทสนามัย) และที่สำคัญที่สุดคือ… การปรับความคิดให้ถูกต้อง (ทิฏฐุชุกัมม์)”
ฉากที่ 3: กำไรที่แท้จริง

จอมซ่า: (ทำหน้าเข้าใจ) “อ๋อ! สรุปคือแค่เรายิ้ม พูดจาไพเราะ ช่วยเหลือกัน มันก็คือการลงทุนแล้วเหรอครับ?”

พี่หมู่: “ใช่! ต้นทุนคือ ‘ใจ’ กำไรคือ ‘ความสุข’ และความไว้วางใจในหมู่คณะ”

ไข่ต้ม: “แล้วต้องทำตอนไหนครับพี่หมู่? ต้องรอพรุ่งนี้เช้าไหม?”

ทุกคน (พร้อมกัน): “ทำทันที! ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม!”

ฉากจบ: สรุปบทเรียน(ลูกเสือทั้งหมดล้อมวงจับมือกันหน้ากองไฟ)

พี่หมู่: “ความดีไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของคนรวย แต่มันคือวิถีชีวิตของลูกเสือทุกคน”
จอมซ่า: “ขุมทรัพย์ ที่ลงทุนศูนย์บาท… แต่กำไรมหาศาลจริงๆ ครับ!”
ทุกคนพูดพร้อมกัน: “ทำความดี… เริ่มที่ใจ… ทำได้ทันที!”
(ทุกคนร้องเพลง จงทำดี https://share.google/Euhwm9yKAJ11nFpns )

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยThis document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

 

 

กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองที่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำเพียง “หน้าที่” ของตนเอง
นักเรียนเดินไปโรงเรียนและทำการบ้าน เพราะเป็นหน้าที่ พ่อค้าขายของและทอนเงินครบถ้วนเพราะเป็นหน้าที่
วันหนึ่ง มีผู้เฒ่านำ “พัดแห่งความดี” มามอบให้แก่ชาวเมืองหนึ่งพันเล่ม พร้อมกับคำแนะนำสั้นๆ ว่า “เมื่อใดที่จับพัดนี้ขึ้นมาโบกกระพือ ขอให้ทำความดีนอกหน้าที่คนละหนึ่งอย่าง”

เด็กชายคนหนึ่งหยิบพัดขึ้นมาโบก เขาเห็นขยะริมถนน เขาไม่ได้เดินผ่านไปเหมือนทุกวัน แต่ก้มลงเก็บขยะเหล่านั้นใส่ถัง “นี่ไม่ใช่หน้าที่นักเรียนอย่างฉัน แต่ฉันอยากทำเพื่อโลกของเรา”
คนกวาดถนนหยิบพัดขึ้นมาโบก ระหว่างที่เขากำลังกวาดถนนตามหน้าที่ สายตาเหลือบไปเห็นคนแอบขายยาเสพติดที่มุมตึก เขาไม่ได้นิ่งเฉยหรือคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน แต่รีบไปแจ้งตำรวจทันที “หน้าที่ของฉันคือกวาดถนน แต่ความหวังของฉันคืออยากเห็นชุมชนปลอดภัย”
พยาบาลคนหนึ่งโบกพัดหลังเลิกงาน เธอแวะแบ่งขนมและรอยยิ้มให้เด็กกำพร้าข้างทาง “หน้าที่ของฉันจบลงที่โรงพยาบาล แต่ความเป็นมนุษย์ของฉันไม่มีวันเลิกงาน”
ในวันนั้นเอง… เมื่อพัดหนึ่งพันเล่มถูกโบกสะบัด ความดีนอกหน้าที่หนึ่งพันอย่างก็เกิดขึ้นพร้อมกัน!
จากขยะชิ้นเล็กๆ ที่ถูกเก็บ… กลายเป็นถนนที่สวยงาม
จากเบาะแสเล็กๆ ที่แจ้ง… กลายเป็นชุมชนที่ปลอดยาเสพติด
จากขนมเพียงชิ้นเดียว… กลายเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
มเมืองที่เคยเงียบเหงา กลับมีชีวิตชีวาด้วยรอยยิ้มและการเกื้อกูลกัน
เพราะ “หน้าที่” ทำให้สังคมอยู่รอด แต่ “ความดีนอกหน้าที่” ทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข
หากท่านถือพัดเล่มนี้อยู่ในมือ…
วันนี้ท่านได้โบกพัดทำความดีนอกหน้าที่แล้วหรือยัง?

 

บทละครสั้นลูกเสือ: “พัดแห่งความดี… ที่เริ่มด้วยหัวใจ”
ตัวละคร:
1. นักเรียน : ตัวแทนความไร้เดียงสาและการเริ่มต้น
2. คนกวาดถนน : ตัวแทนความรับผิดชอบและความกล้าหาญ
3. พยาบาล : ตัวแทนความเมตตาที่ไม่มีขีดจำกัด
4. ผู้เฒ่า (ผู้กำกับลูกเสือ/ลูกเสืออาวุโส): ผู้มอบโอกาสและความคิด
5. คนขายยาเสพติด (แต่งกายมิดชิด/สวมหน้ากาก): ตัวแทนอุปสรรค
6. เด็กกำพร้า (แต่งกายมอมแมม): ตัวแทนผู้ต้องการความช่วยเหลือ
7. ตำรวจ (สวมเครื่องแบบ/สัญลักษณ์): ผู้รักษาความสงบ
8. ผู้พากย์เสียง: เล่าเรื่องและสรุปบทเรียน (หรือผู้กำกับลูกเสือบรรยายเอง)
อุปกรณ์ประกอบฉาก:
• พัด แห่งความดี (10 เล่ม):
• ขยะปลอม: ถุงพลาสติก, ขวดน้ำ
• ขนม: ใส่ห่อเล็กๆ
• ป้าย “โรงเรียน”, “ถนน”, “โรงพยาบาล” เพื่อบอกสถานที่ (หรือใช้เสียงบรรยาย)
ฉากที่ 1: เมืองที่เงียบเหงา
(เสียงบรรยาย): กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองที่เงียบเหงา ทุกคนต่างก้มหน้าทำตาม “หน้าที่” ของตนเองราวกับหุ่นยนต์
(นักเรียนเดินเข้าฉาก ก้มหน้้า ถือกระเป๋า)
นักเรียน: ฉันคือนักเรียน หน้าที่ของฉันคือเรียนให้เก่ง ทำการบ้านให้เสร็จ แล้วก็… (ถอนหายใจ) กลับบ้าน
(คนกวาดถนนเดินเข้าฉาก ถือไม้กวาด กวาดอย่างช้าๆ)
คนกวาดถนน: กวาด… กวาด… กวาด… หน้าที่ของฉันคือกวาดให้สะอาดตามคำสั่ง… เท่านั้นก็พอ
(พยาบาลเดินเข้าฉาก ถืออุปกรณ์การแพทย์ เดินหน้าเครียด)
พยาบาล: หน้าที่ของฉันคือ ฉีดยา ดูแลคนไข้ให้เสร็จตามตาราง… งานเสร็จแล้ว… ฉันเหนื่อยมาก
(เสียงบรรยาย): แม้ทุกคนจะทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แต่กลับไม่มีใครยิ้ม ไม่มีใครทักทาย ความเย็นชาปกคลุมไปทั่วเมือง

ฉากที่ 2: ผู้มอบ “โอกาส”
(เสียงบรรยาย): วันหนึ่ง มีผู้เฒ่าปริศนาปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับถุงใหญ่เต็มไปด้วย “พัด”
(ผู้เฒ่าเดินเข้าฉากพร้อมถุงใส่พัด)
ผู้เฒ่า (ยิ้มแย้ม): วันนี้ฉันมีของขวัญมามอบให้พวกเธอทุกคน… มันคือ “พัดแห่งความดี” จำนวน 1,000 เล่ม!
(นักเรียน, คนกวาดถนน, พยาบาล เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย)
นักเรียน: พัด… แล้วไงล่ะครับ? มันก็แค่พัดธรรมดาๆ
ผู้เฒ่า: มันจะธรรมดาหรือไม่… ขึ้นอยู่กับ “หัวใจ” ของเธอ… กติกาคือ: “เมื่อใดที่เธอจับพัดนี้ขึ้นมาโบก ขอให้เธอทำความดี ‘นอกหน้าที่’ คนละ 1 อย่าง” (ยื่นพัดให้นักเรียน) เชิญรับไปสิครับ

(ตัวละครทั้ง 3 รับพัดไป มองด้วยความงุนงง)

ฉากที่ 3: โบกพัด… เปลี่ยนโลก
(เสียงบรรยาย): นักเรียนโบกพัด… แล้วมองไปรอบๆ
(นักเรียนโบกพัด 1-2 ครั้ง แล้วมองไปเห็นขยะริมถนน)
นักเรียน: (มองขยะแล้วมองพัดในมือ) “หน้าที่ของนักเรียนอย่างฉัน ไม่ใช่กวาดถนน…” (ลังเล) “…แต่ ‘ความดีนอกหน้าที่’ คือการทำเพื่อโลก…”
(นักเรียนก้มลงเก็บขยะใส่ถุง แล้วยิ้มออกมา)
นักเรียน: เย้! เมืองของเราน่าอยู่ขึ้นแล้ว!

(เสียงบรรยาย): คนกวาดถนนโบกพัด… ในวันทำงานที่แสนธรรมดา
(คนกวาดถนนโบกพัด กวาดถนนต่อ)
(คนขายยาเสพติด เดินเข้ามาที่มุมฉาก ทำท่าแอบส่งของ)
คนกวาดถนน: (เห็นคนขายยา) “ไม่ใช่เรื่องของฉัน… ฉันแค่กวาดถนนให้เสร็จ” (มองพัดในมือ) “แต่ ‘ความดีนอกหน้าที่’ คือการปกป้องชุมชน…”
(คนกวาดถนนทิ้งไม้กวาด รีบวิ่งไปแจ้งตำรวจที่ยืนอยู่ใกล้ๆ)
(ตำรวจเข้ามาจับกุมคนขายยาเสพติด)
ตำรวจ: ขอบใจมากนะ! เบาะแสของเธอช่วยให้ชุมชนปลอดภัยขึ้นเยอะเลย!
คนกวาดถนน: (ยิ้มอย่างภูมิใจ) ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี!

(เสียงบรรยาย): พยาบาลโบกพัด… หลังเลิกงานที่แสนเหนื่อย
(พยาบาลโบกพัด เดินทางกลับบ้าน)
(เด็กกำพร้า นั่งมอมแมมอยู่ข้างทาง)
พยาบาล: “หน้าที่ของพยาบาลจบลงที่โรงพยาบาลแล้ว…” (มองพัดในมือ) “…แต่ ‘ความดีนอกหน้าที่’ คือการหยิบยื่นความเมตตา…”
(พยาบาลแวะแบ่งขนมให้เด็กกำพร้า พร้อมลูบหัว)
พยาบาล: (ยิ้มหวาน) ทานให้อร่อยนะจ๊ะ ไม่ต้องเหงา พี่อยู่ตรงนี้
(เด็กกำพร้า รับขนมแล้วยิ้มตอบ พยาบาลยิ้มอย่างสุขใจ)

ฉากสุดท้าย: สังคมเป็นสุข (ฉากสรุป)
(เสียงบรรยาย): และในวันนั้นเอง… เมื่อพัดหนึ่งพันเล่มถูกโบกสะบัด ความดีนอกหน้าที่หนึ่งพันอย่างก็เกิดขึ้นพร้อมกัน!
(นักเรียนเก็บขยะ, คนกวาดถนนจับมือตำรวจ, พยาบาลกอดเด็กกำพร้า ยืนพร้อมหน้ากันตรงกลางฉาก)*
(ทุกคนถือพัดในมือ)

นักเรียน: เมืองที่เคยเงียบเหงา…
คนกวาดถนน: …กลับมีชีวิตชีวา…
พยาบาล: …ด้วยรอยยิ้มและการเกื้อกูลกัน
ทุกคน (ตะโกนพร้อมกัน): เพราะ “หน้าที่” ทำให้เราอยู่รอด! แต่ “ความดีนอกหน้าที่” ทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข!

(ผู้เฒ่าเดินเข้ามาในฉาก)*
ผู้เฒ่า (พูดกับผู้ชม): วันนี้พวกท่านโบกพัดทำความดีนอกหน้าที่แล้วหรือยัง? จงจำไว้… ความดีเริ่มได้ที่ตัวเราเอง

(ทุกคนร้องเพลง “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย”)

สรุป: ละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวอาจทำให้สังคมเป็นระเบียบ” แต่การทำ “ความดีนอกหน้าที่” คือการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ความเมตตา และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับสังคมอย่างแท้จริง

 

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

เตือนภัย!! วัยรุ่น Gen Z เมื่อมิจฉาชีพใช้กลลวง “ลักพาตัว” ผ่านวิดีโอคอล

ในยุคดิจิทัลที่ชีวิตของวัยรุ่น Gen Z ผูกติดอยู่กับโลกออนไลน์แทบจะตลอดเวลา การเชื่อมต่อที่รวดเร็วนี้ก็มาพร้อมกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือกลโกงที่กำลังพุ่งเป้ามาที่คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ด้วยวิธีการที่ซับซ้อนและน่ากลัวขึ้น เช่นกลอุบาย “ลักพาตัวเสมือนจริง” เพื่อข่มขู่และรีดไถเงินจากทั้งตัววัยรุ่นและครอบครัว สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายอย่างมาก

รู้จักกลโกง “ลักพาตัวเสมือนจริง” ทำงานอย่างไร?

กลโกงรูปแบบใหม่นี้เริ่มต้นเมื่อมิจฉาชีพติดต่อเหยื่อโดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นจะสร้างเรื่องหลอกลวงว่าเหยื่อเข้าไปพัวพันกับคดีความบางอย่างเพื่อสร้างความหวาดกลัว การข่มขู่โดยหลอกให้เหยื่อเปิดวิดีโอคอลด้วย จากนั้นมิจฉาชีพจะใช้ภาพจากวิดีโอคอลนั้นไปข่มขู่ผู้ปกครองของเหยื่อโดยตรงเพื่อเรียกเงินเพิ่ม เป็นกลลวงที่มักจะได้ผล เพราะอาศัยความกลัวและความรักของคนในครอบครัวเป็นเครื่องมือ

เกราะป้องกันตัว กฎ 3 “ไม่” ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

เกราะป้องกันที่ทรงพลังที่สุดในการรับมือกับกลโกงลักษณะนี้คือการยึดหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ที่จะช่วยให้คุณตั้งหลักและไม่ตกเป็นเหยื่อ
  1. ไม่เชื่อ (Don’t Believe) ตั้งคำถามกับทุกการติดต่อที่ไม่คาดฝัน
  2. ไม่รีบ (Don’t Rush) ไม่รีบทำตามคำสั่งทันที มิจฉาชีพใช้ความรีบเร่งเป็นอาวุธ
  3. ไม่โอน (Don’t Transfer) ห้ามโอนเงินเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกข่มขู่อย่างไร
กฎง่ายๆ สามข้อนี้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะมันทำลายหัวใจสำคัญของกลโกง นั่นคือการควบคุมเหยื่อผ่านความตื่นตระหนกและความรู้สึกเร่งด่วน เมื่อคุณหยุดและคิด คุณจะดึงอำนาจกลับมาอยู่ในมือของตัวเอง

อาวุธสุดท้าย คือสติและการตั้งคำถาม

นอกเหนือจากกฎ 3 ไม่แล้ว หลักการสำคัญที่สุดที่เป็นรากฐานของการป้องกันตัวคือการ มีสติ และตั้งคำถามก่อนตกเป็นเหยื่อ นี่คืออาวุธที่สำคัญที่สุดของคุณ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันและน่ากลัว การหยุดคิดสักครู่เพื่อตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น คนนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่? หรือ ฉันจะตรวจสอบข้อมูลนี้ได้อย่างไร? คือสิ่งสำคัญที่จะทำลายแผนการของมิจฉาชีพได้ทันที
มิจฉาชีพปรับเปลี่ยนกลโกงอยู่เสมอ แต่หลักการป้องกันตัวขั้นพื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการมีสติ และการตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่น่าสงสัย กฎ 3 ไม่ คือเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่ทุกคนควรจดจำไว้ให้ขึ้นใจเพื่อปกป้องตัวเองและคนที่คุณรัก

นิทานแห่งความดี
เรื่อง: “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

ในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ชื่อของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไม่ใช่เพียงศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลก แต่เธอคือ พลังอ่อนโยน “Soft Power” ที่มีชีวิต ทุกย่างก้าวของเธอคือเป็นปรากฏการณ์ “หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง”
“ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา และการตามรอย “ทะเลบัวแดง” ที่อุดรธานี ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ด้วยพลังของบุคคลเพียงคนเดียว
ที่ ร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ลิซ่าได้รับมอบ “พัดจักสาน” เล่มหนึ่งจากเจ้าของร้าน เพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เธอถือพัดเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใส พัดไม้ไผ่ที่เคยเห็นชินตาก็กลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกโหยหา ยอดสั่งจองถล่มทลาย
จาก “แรงศรัทธา” สู่ “การแบ่งปัน”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต เล็งเห็นว่ากระแส “พัดลิซ่า” นี้สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงได้ติดต่อกลุ่มแม่บ้านช่างจักสาน ผลิต”พัดแห่งความดี“รุ่นพิเศษจากไม้ไผ่และผักตบ ประดับคำว่า “THAILAND” มอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

“พัดแห่งความดี”รุ่นพิเศษนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้เป็น “ของสมณาคุณ” แทนคำขอบคุณแด่ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงใน “ถุงยังชีพ” ส่งต่อไปยังพี่น้องชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ

พัดแห่งความดี 1 เล่ม สร้างความดี 4 ต่อ (Ripple Effect)
• ต่อที่ 1: เชิดชูภูมิปัญญา – ประกาศศักดาความประณีตของงานจักสานฝีมือคนไทยสู่สายตาโลก
• ต่อที่ 2: สร้างรายได้ชุมชน – เงินสดไหลกลับสู่มือชาวบ้านโดยตรง สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
• ต่อที่ 3: เป็นสะพานบุญ – เชื่อมโยงน้ำใจจากผู้ให้ สู่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือสังคม
• ต่อที่ 4: บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ – หยาดเหงื่อของช่างจักสานและเงินบริจาค กลายเป็นอาหารชุดแรกที่ถึงมือผู้ประสบภัยในยามวิกฤติ

 

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ
ชื่อเรื่อง: พัดลิซ่าแห่งความดี
ตัวละคร:
1. เจ้าจุก: ลูกเสือ (ถือโทรศัพท์)
2. ยายสาย: ช่างจักสานผู้ใจดี (สานพัดไม้ไผ่)
3. พี่ลิซ่า (สมมติ): ลูกเสือหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบลิซ่า (ถือพัดแห่งความดี)
4. ชาวบ้าน/ลูกเสือคนอื่นๆ: ผู้ประสบภัย
[ฉาก: ลานกิจกรรมกลางหมู่บ้าน ช่างจักสานสูงอายุกำลังนั่งสานพัดอย่างเงียบเหงา]

เจ้าจุก: (เดินไลฟ์สด) “สวัสดีครับแฟนเพจ! วันนี้จุกมาดูของดีเมืองไทย แต่ดูท่าจะขายไม่ออกนะครับ ยายสายสานพัดจนมือหงิกแล้ว ยังไม่มีใครซื้อเลย!”

ยายสาย: (ถอนหายใจ) “เฮ้อ.. จุกเอ้ย งานฝีมือมันต้องใช้เวลา แต่คนสมัยนี้เขาใช้พัดลมไฟฟ้ากันหมดแล้ว ยายจะเอาเงินที่ไหนไปส่งหลานเรียนล่ะเนี่ย”

[ทันใดนั้น พี่ลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมท่าเต้นเบาๆ]

พี่ลิซ่า: “สวัสดีจ้า ยายสาย! พัดนี้สวยจังเลยค่ะ ขอลิซ่าลองถือถ่ายรูปหน่อยนะคะ”
(ลิซ่าหยิบพัดขึ้นมาโพสต์ท่าถ่ายรูป ยิ้มหวาน)

เจ้าจุก: (ตะโกนลั่น) “เหวอออ! ทุกคนดูนี่! พี่ลิซ่าถือพัดยายสาย! ยอดไลฟ์พุ่งกระฉูด! มีคนถามว่า พัดรุ่น ‘THAILAND’ นี้หาซื้อได้ที่ไหน!”

ยายสาย: (งง) “เอ้า! จริงหรือลูก? พัดไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะ?”

พี่ลิซ่า: “ไม่ใช่แค่พัดธรรมดาค่ะยาย แต่นี่คือ ‘พัดแห่งความดี’ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตจะนำพัดนี้ไปมอบให้คนใจบุญที่บริจาคช่วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ค่ะ”
[ฉากตัดมาที่: เสียงฟ้าร้องและจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (ลูกเสือช่วยกันเขย่าผ้าสีฟ้า)]

ชาวบ้าน: “ช่วยด้วย! น้ำท่วมนาข้าวหมดแล้ว ไม่มีข้าวกินเลย!”

เจ้าจุก: “ไม่ต้องห่วงครับ! เพราะ ‘พัดลิซ่าแห่งความดี’ กลายเป็นเงินบริจาคที่ซื้อถุงยังชีพมาให้พวกเราแล้ว!”

[ลูกเสือทุกคนเดินออกมา พร้อมพัดในมือและถุงยังชีพ ส่งมอบให้ผู้ประสบภัยด้วยรอยยิ้ม]

 

[จบด้วยการร้องเพลงรักกันไว้เถิด ต่อด้วยเพลงรำวง “ใกล้เข้าไปอีกนิด งามแสงเดือน และลอยกระทง“]

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

 

ประกาศรายชื่อข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจ

เตือนภัยใกล้ตัว! กลลวง “แจกซิมฟรี” ที่ซ่อนภัยมืด

ในยุคที่เราเดินไปไหนก็เจอแต่บูธกิจกรรมและโปรโมชันล่อตาล่อใจ หลายครั้งที่เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ปกครองเองมักจะถูกดึงดูดด้วยข้อเสนอของฟรี ไม่ว่าจะเป็นขนม ของเล่น หรือของใช้จุกจิก แต่หนึ่งในไอเทมที่ต้องระวังเป็นพิเศษในขณะนี้คือ “ซิมการ์ดโทรศัพท์” ที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย แต่เบื้องหลังอาจแฝงไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง

 

กลลวง “ของฟรี” ที่ไม่มีอยู่จริง

มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้มาในรูปแบบที่น่ากลัวเสมอไป แต่มาในคราบของผู้นำโชคที่หยิบยื่นสิทธิพิเศษให้ถึงที่ โดยเฉพาะกลยุทธ์ “หลอกแจกซิมฟรี” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ “เด็กและเยาวชน” เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เข้าถึงง่าย มีความเกรงใจ และอาจจะยังไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมทางการตลาดที่แฝงมากับคำว่าฟรี มิจฉาชีพเล็งเห็นว่าเด็กอาจจะยังไม่มีความรู้เท่าทันเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และมักจะยอมทำตามขั้นตอนได้ง่าย

 

สิ่งสำคัญที่มิจฉาชีพต้องการ

ขั้นตอนที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การรับซิมการ์ดฟรี แต่คือ “การสแกนใบหน้า” เพื่อยืนยันตัวตน ในปัจจุบัน ข้อมูลใบหน้าไม่ใช่แค่รูปถ่ายทั่วไป แต่คือ ข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ซึ่งถือเป็น “กุญแจส่วนบุคคล” ที่ใช้ในการทำธุรกรรมสำคัญและการลงทะเบียนเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของตามกฎหมาย ความร้ายแรงของการเสียข้อมูลนี้ไปคือ ใบหน้าเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ ต่างจากรหัสผ่านหรือเบอร์โทรศัพท์ที่ยังพอจะแก้ไขได้หากข้อมูลหลุดรั่ว

มิจฉาชีพจะใช้วิธีสแกนใบหน้าเพื่อนำไปเข้าระบบยืนยันตัวตน โดยที่เด็กอาจเข้าใจเพียงว่าเป็นการลงทะเบียนรับของฟรีทั่วไป แต่แท้จริงแล้วนั่นคือการมอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของชื่อตนเองให้กับอาชญากรโดยสมบูรณ์ พวกเขาจะสามารถสวมรอยเป็นเราเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายได้ทุกอย่างทันที

 

สัญญาณอันตราย (Red Flags) พฤติกรรมต้องสงสัยที่ควร “เอ๊ะ!”

มิจฉาชีพมักปรากฏตัวตามจุดต่างๆ ที่มีเยาวชนรวมตัวกัน เช่น หน้าโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ในกลุ่มแชทออนไลน์ หากเจอเหตุการณ์เหล่านี้ ให้ตั้งสติและ “เอ๊ะ!” ทันที

 

“ซิมผี” คืออะไร และทำไมเราถึงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่รู้ตัว?

เมื่อมิจฉาชีพได้ทั้งข้อมูลส่วนบุคคลและภาพสแกนใบหน้าไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ “ซิมผี”
ซิมผี คือ ซิมการ์ดที่ถูกลงทะเบียนด้วยชื่อและตัวตนของเหยื่อ แต่ตัวซิมกลับไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพหรือขบวนการผิดกฎหมาย ซิมเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังกลุ่ม “สแกมเมอร์” เพื่อใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด

ความเสียหายที่มักเกิดขึ้นจากซิมผี มีดังนี้

 

แนวทางป้องกัน

  1. เช็ก (Check) ตรวจสอบตัวตนผู้ให้ หากไม่ใช่พนักงานที่มีบัตรประจำตัวชัดเจนและไม่มีบูธกิจกรรมที่เป็นทางการจากค่ายมือถือ (AIS, TRUE, dtac) ให้ปฏิเสธทันที
  2. ชัวร์ (Sure) “ไม่สแกนหน้า ไม่ให้ข้อมูล” คือกฎเหล็ก ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลต้องทำผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น หากพลาดไปแล้วให้รีบไปที่ศูนย์บริการเครือข่ายมือถือเพื่อตรวจสอบว่ามีเบอร์แปลกปลอมจดทะเบียนในชื่อเราหรือไม่
  3. ช่วย (Help) หากตกเป็นเหยื่อ “อย่าเก็บไว้คนเดียว” ให้รีบบอกพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูทันที และแจ้งเหตุผ่าน แอปพลิเคชัน Police Care ซึ่งเป็นช่องทางทางการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความช่วยเหลือและบันทึกหลักฐานการถูกหลอกลวง

 

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยนายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการฟื้นฟูโรงเรียนบ้านท่าไทร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) สงขลา เขต 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมีนายชูเชิด ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ตลอดจนเครือข่ายการศึกษา ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมโรงเรียน

รมช.ศธ. กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการดูแลฟื้นฟูโรงเรียน ทั้งอุปกรณ์การเรียน อาคารเรียน และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปีของจังหวัดสงขลา โดยเรามีความพยายามที่จะทำให้โรงเรียนกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การเรียนการสอนต้องหยุดชะงัก ซึ่งจากการรายงานข้อมูลความเสียหายในพื้นที่ สพป.สงขลา เขต 2 ทราบว่า มีสถานศึกษาได้รับความเสียหาย จํานวน 125 โรงเรียน (ร้อยละ 100) มูลค่า 90,517,550 บาท นักเรียน จํานวน 17,683 คน (ร้อยละ 79.3) ตลอดจนครูและบุคลากรทางการศึกษา จํานวน 1,200 คน (ร้อยละ 63.35) อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือประชาชนและสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“ในวันนี้ผมต้องการติดตามการฟื้นฟูโรงเรียน พร้อมมารับฟังปัญหาและความต้องการของพื้นที่โดยตรง เพื่อช่วยประสานหรือสนับสนุนเพิ่มเติม โดย ศธ.ยินดีรับฟังและร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาดำเนินการจัดการศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่จะเป็นการลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจากการรับฟังรายงาน พบว่าสถานศึกษามีความต้องการงบประมาณสำหรับปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่น 73 แห่ง ระบบไฟฟ้า 6 แห่ง ระบบประปา 2 แห่ง ตลอดจนค่าเครื่องแบบนักเรียน จํานวน 4,017 คน อุปกรณ์การเรียนและสื่อการเรียนการสอนทดแทน จํานวน 4,144 คน หนังสือเรียน จํานวน 3,766 คน และครุภัณฑ์ทดแทน จํานวน 15 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะ เก้าอี้ กว่า 1000 ชุด และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม จํานวน 119 แห่ง โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณสำหรับจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นประเด็นสำคัญและจำเป็นต้องนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกหลานของเรา” รมช.ศธ. กล่าว

รมช.ศธ. กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือว่าได้รับประโยชน์อย่างมาก นอกจากได้มารับฟังปัญหาและความต้องการแล้ว ยังได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ซึ่งได้สะท้อนประเด็นสำคัญเรื่องการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่มุ่งให้เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษา โดยไม่มีเด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผมขอบคุณและขอชื่นชมการดำเนินงานของ สพป.สงขลา เขต 2 ที่สามารถดำเนินการได้ดี ทั้งสำรวจและรายงานผลกระทบ, การทําความสะอาด ปรับปรุง และฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหาย, ให้ความช่วยเหลือดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งด้านความเป็นอยู่ สุขภาพกาย และสุขภาพจิต, การถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาแผนเผชิญเหตุอุทกภัยของสถานศึกษา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูและเยียวยาอย่างเป็นระบบต่อไป พร้อมขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วน ที่ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนและช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ ถือเป็นพลังสำคัญที่ทำให้โรงเรียนสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ณ ที่นี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน เพื่อให้การศึกษาของลูกหลานในพื้นที่จังหวัดสงขลากลับมามีความเข้มแข็งและมีคุณภาพต่อไป

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1He6inXya7/

กระทรวงศึกษาธิการ – 16 มีนาคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการและนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้และประสานงาน เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน ปีการศึกษา 2568 ณ หอประชุมคุรุสภา

โดยมี เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) นายมานพ แย้มอุทัย – ทันตแพทย์ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตลอดจนคณะครูและนักเรียนเครือข่ายฯ ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า โรงเรียนคำพ่อสอน เริ่มต้นในปี 2559 ด้วยการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการปฏิรูปการศึกษาลงสู่การปฏิบัติ ความว่า

“..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี..“

โรงเรียนคำพ่อสอน มีเป้าหมายที่สำคัญคือเพื่อสร้างให้เด็กเป็นคนดี มีศีลธรรม พึ่งตนได้ ปลอดอบายมุข อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2569 – 2570 จากที่ได้เยี่ยมชมและรับฟังการนำเสนอของทุกศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคำพ่อสอน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ ทั้งที่ตัวครู นักเรียน ผู้ปกครอง ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพการเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ดีของนักเรียน ตรงตามเป้าหมายซึ่งควรมีการประสานความร่วมมือเพื่อขยายผลลงสู่โรงเรียนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือหล่อหลอมเด็กในวันนี้ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยนับว่ามีความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งเกิดมาจากสภาพครอบครัวไม่พร้อม ผู้ปกครองขาดความเข้าใจในการเลี้ยงดู อาจทำให้น้อง ๆ ขาดแบบอย่างที่ดี อีกทั้งการเข้าถึงสื่อออนไลน์อย่างอิสระ โดยที่เยาวชนยังไม่สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะสื่อที่มีโทษได้ จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ส่งผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต อาทิ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า การใช้ความรุนแรงต่อชีวิตผู้อื่น หรือแม้แต่การทำร้ายชีวิตตัวเองของเด็กวัยเรียนที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งขึ้น ล้วนมาจากสภาพปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคมปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราทุกคนในทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมด้วยช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์เหล่านี้

“ขอให้กำลังใจเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนทุกโรงเรียน ขอบคุณสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข ที่ร่วมกันดำเนินงานที่ดียิ่งแบบนี้ ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ยินดีให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนเพื่อขยายผลองค์ความรู้ของโรงเรียนคำพ่อสอน เพื่อสร้างพลเมืองดี มีศีลธรรม พึงตนได้ ปลอดอบายมุข เติบโตเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศต่อไป“

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1884L7ngKh/

กฎหมายใหม่ “Take it down” เหยื่อคุกคามทางเพศยื่นเรื่องถึงศาล สั่งลบภาพ-คลิปออนไลน์ได้โดยตรง ไม่ต้องรอฟ้อง!

การตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนตัวในลักษณะลามกอนาจาร คือฝันร้ายที่สร้างความรู้สึกสิ้นหวังและไร้อำนาจ หลายครั้งที่กระบวนการทางกฎหมายแบบดั้งเดิมนั้นช้าเกินกว่าจะหยุดยั้งความเสียหายที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
 
ในอดีต การจะสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลที่ผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์นั้นเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคอมพิวเตอร์เท่านั้น ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง แต่ต้องรอให้กระบวนการฟ้องคดีดำเนินไป ซึ่งมักใช้เวลายาวนานและไม่ทันต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
แต่ปัจจุบัน การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 284/4 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ โดยมอบสิทธิ์ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการคุกคามทางเพศ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ถือเป็นการให้อำนาจแก่ปัจเจกชนโดยตรงเป็นครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนที่เสียหายจากการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ สามารถร้องขอให้ศาลใช้มาตรการ Take it down ได้ ถือเป็นการเพิ่มสิทธิให้ประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น
 

ทุกขั้นตอนจบได้บนโลกออนไลน์

หลายคนอาจนึกภาพว่าการดำเนินการทางศาลเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และต้องเดินทางไปปรากฏตัวที่ศาล แต่สำหรับมาตรการ “Take it down” นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ศาลยุติธรรมได้พัฒนาระบบที่ทันสมัยเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด โดยช่องทางหลักในการยื่นคำร้องคือ ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ ระบบ CIOS (ซีออส) ซึ่งผู้เสียหาย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศาล และสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง
 
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมไทย ซึ่งมักถูกมองว่ามีกระบวนการที่ยึดโยงกับเอกสารและขั้นตอนแบบดั้งเดิม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกรณีที่ละเอียดอ่อนและต้องการความรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัย
 
กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การยื่นคำร้อง, การไต่สวน (หากศาลเห็นว่าจำเป็น), ไปจนถึงการส่งคำสั่งของศาลไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ล้วนเป็นกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ สิ่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การหยุดยั้งข้อมูลที่ผิดกฎหมายเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด
 
 

ขั้นแรก ต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ThaID

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการเข้าถึงสิทธิ์นี้ คือการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ในการจะเข้าใช้งานระบบ CIOS เพื่อยื่นคำร้อง “Take it down” คุณจำเป็นต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครองก่อน
 
สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือขอบเขตของมาตรการนี้ การยื่นคำร้อง “Take it down” มีวัตถุประสงค์หลักเพียงอย่างเดียว คือ ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลที่มีลักษณะลามกออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ผู้ยื่นคำร้องไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงินผ่านกระบวนการนี้ได้ หากคุณต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น คุณจะต้องดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแยกต่างหาก
 
ซึ่งทางศาลยุติธรรมได้เปิดใช้งานระบบ “Take it down” ผ่าน CIOS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ในระยะแรก การยื่นคำร้องผ่านช่องทางออนไลน์จะถูกส่งไปยัง ศาลอาญา เพียงศาลเดียว เนื่องจากมีเขตอำนาจที่สามารถพิจารณาคดีได้ทั่วราชอาณาจักร หากไม่สะดวกยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถยื่นคำร้องในรูปแบบเอกสาร (แบบกระดาษ) ได้ที่ศาลยุติธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันและเวลาราชการ
 

อนาคตของความปลอดภัยในมือคุณ

มาตรการ “Take it down” คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมให้ทันต่อภัยคุกคามในยุคดิจิทัล เป็นครั้งแรกที่อำนาจในการปกป้องตนเองจากภัยคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ถูกส่งมอบมาอยู่ในมือของประชาชนโดยตรงอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือสัญญาณว่าเสียงของผู้เสียหายจะถูกรับฟังและนำไปสู่การกระทำที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน
 

ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย: เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เนต

เสนอแนะโดย: ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย

ในวันที่สงครามลุกลามจนน้ำมันขาดแคลน ไฟฟ้าดับวูบ น้ำประปาหยุดไหล และสัญญาณสื่อสารตัดขาด… วิกฤตที่โลกตื่นตระหนกนี้ คือ “โอกาส” สำคัญที่จะดึงเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมานานกว่า 700 ปี กลับมาสร้างความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
ย้อนกลับไปในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้โดยไม่ง้อน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต และนี่คือ 5 ยุทธศาสตร์ทางรอดที่คนไทยสมัยปัจจุบันสามารถทำได้ทันที:

1. วิศวกรรมพลังงานธรรมชาติ (พลังงานฟรีจากภูมิปัญญา) เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราต้องใช้แสงแดด ลมและน้ำเป็นต้นกำลัง:
• ระหัดลมและระหัดชกมวย: ฟื้นวิชาการสร้างระหัดไม้เพื่อฉุดน้ำเข้านาหรือถังเก็บน้ำ โดยใช้เพียงแรงลมและแรงคน ช่วยให้การเกษตรดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มไฟฟ้า
• หลุก (กังหันน้ำ): ในพื้นที่น้ำไหล ให้สร้างกังหันไม้ไผ่เพื่อดึงน้ำขึ้นที่สูง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำงานให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
• สถาปัตยกรรมรับลม: กลับมาใช้พัดจักสานไม้ไผ่ และปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับ “บ้านใต้ถุนสูง” เพื่อรับลมธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ
. ใช้พลังงานแสงอาทิตย ทำกล้วยตาก ปลาแห้ง หมูแดดเดียว เตาอบแสงอาทิตย์ โซล่ารเซลล์
2. ยุทธศาสตร์ทางน้ำ: คืนชีพเส้นทางคมนาคมไร้เชื้อเพลิง เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก แม่น้ำลำคลองจะกลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่:
• เรือพาย เรือแจวและเรือกรรเชียง: ฝึกทักษะการบังคับเรือด้วยแรงกาย เป็นการขนส่งที่ปลอดภัย และไร้เสียงรบกวน
• เรือใบ: เรียนรู้วิธีดูทิศทางลมเพื่อเดินทางไกลเลาะชายฝั่ง ข้ามทะเล หรือลำน้ำสายใหญ่ เป็นการคมนาคมที่ใช้ต้นทุนต่ำ
3. คลังเสบียงยั่งยืน: โรงงานอาหารในครัวเรือน…ในวันที่ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอรมารเกต ปิดตัว เราต้องเป็นเจ้าของแหล่งอาหารเอง:
• สวนผักยุทธศาสตร์: ปลูกพืชกินได้ที่ทนทาน เช่น ถั่วพู, แคบ้าน, ชะอม และมะละกอ ไว้ทุกครัวเรือน
• แหล่งโปรตีนพื้นที่น้อย: เลี้ยงไก่ไข่ นกกระทา , เลี้ยงกบในล้อยาง เลี้ยงจิ้งหรีดหรือเลี้ยงปลาในบ่อดิน
• ภูมิปัญญาถนอมอาหาร: ฝึกทำปลาแห้ง, ปลาเค็ม, หมูแดดเดียว,ไส้กรอกอีสาน ,ปลาร้า ,กุ้งดอง ข้างตาก ข้าวเม่า ข้าวตัง ข้าวคั่ว เพื่อสะสมเสบียงยามยากลำบาก
4. เทคโนโลยีที่มีชีวิต: แรงงานสัตว์และการพึ่งพาตนเอง
• กสิกรรมธรรมชาติ: คืนชีพการใช้แรงงานวัวควายในการทำนา นอกจากไม่ต้องง้อน้ำมันแล้ว ยังได้ปุ๋ยคอกกลับคืนสู่ดิน
• พาหนะสื่อสาร: เตรียมใช้ม้ารถม้า เกวียน เป็นยานพาหนะสาธารณะและทางเลือกในการสื่อสารที่รวดเร็วในชุมชน

5. วิชาชีวิตและการป้องกันตัว เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ใช้การไม่ได้ ทักษะพื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด:
• ศิลปะป้องกันตัว: ฝึกมวยไทย ฟันดาบและกระบี่กระบอง ไม่ใช่เพื่อการร่ายรำ แต่เพื่อฝึกสติและเตรียมพร้อมป้องกันภัยด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว
• ทักษะการยังชีพ: ฝึกการขึ้นต้นไม้เพื่อหาอาหารและสังเกตการณ์ รวมถึงการทำระบบกรองน้ำดื่มสะอาดด้วยชั้นหินดินทรายตามธรรมชาติ

บทสรุป:
ประวัติศาสตร์ไทยกว่า 700 ปี พิสูจน์แล้วว่า บรรพชนไทยสามารถสร้างบ้านแปรงเมืองให้ยิ่งใหญ่และอยู่รอดอย่างมีเกียรติได้โดยไม่พึ่งพาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

1. สาเหตุและจุดเริ่มต้น: สงครามครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:

· ภัยคุกคามนิวเคลียร์: สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสืบทราบว่าอิหร่านกำลังเตรียมผลิตอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายอิสราเอลได้ในพริบตา
· การโจมตีเชิงป้องกัน (Pre-emptive Strike): อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน สังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามตั้งแต่ต้นทาง และหวังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอิหร่านให้เป็นมิตรกับอิสราเอล

2. รูปแบบของสงคราม: การสู้รบที่กระจายตัวในหลายพื้นที่สำคัญ

· อิหร่าน: โรงกลั่นน้ำมันและฐานทัพบางส่วนถูกทำลาย แต่อาวุธหลักของอิหร่านยังคงปลอดภัยใน “นครขีปนาวุธใต้ภูเขา” ซึ่งถูกขุดลึกกว่า 500 เมตร ยากต่อการโจมตีจากทางอากาศ
· อิสราเอล: ต้องเผชิญกับการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับพันลำจากอิหร่าน แม้จะมีระบบมุ้งเหล็ก( Iron Dome ) ป้องกันไว้ได้บางส่วน แต่ก็ยังเกิดความเสียหายในเขตเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ
· พื้นที่ทางทะเล: เกิดการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก เรือสินค้าหลายลำได้รับความเสียหายจากลูกหลง รวมถึงเรือสัญชาติไทย
· อิหร่านส่งโดรนและจรวดโจมตีเมืองสำคัญในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ

3. ผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย

· วิกฤตพลังงาน: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง
· คนไทยในต่างแดน: รัฐบาลไทยเร่งอพยพแรงงานและนักเรียนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ
· เศรษฐกิจไทย: การส่งออกชะลอตัว และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความปลอดภัย

4. บทเรียนจากสงคราม

· การที่อิหร่านเตรียมตัวมานับสิบปี สอนให้เรารู้จักคำว่า “Be Prepared” (จงเตรียมพร้อม) แม้ในยามสงบ

· สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ: สงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง มีเพียงผู้ที่สูญเสียน้อยหรือมากเท่านั้น

· สติและการวางตัว: ประเทศไทยต้องใช้ความฉลาดทางการทูต รักษาความเป็นกลาง และพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกฝ่าย

5. แนวทางการรับมือของคนไทย

1. ประหยัดและสำรอง: ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และวางแผนการเงินเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. ความสามัคคีภายใน: ในยามที่โลกปั่นป่วน คนไทยควรสามัคคี ไม่แตกแยกกันเอง
3. การเรียนรู้: ศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเข้าใจต้นตอของความขัดแย้ง และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดกับบ้านเมืองของเรา
4. เตรียมพร้อมรับมือ: ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ
ชื่อเรื่อง:: บทเรียนจากสงครามตะวันออกกลาง 2569
ผู้แสดง: ลูกเสือ 6-8 คน (หรือมากกว่า)
อุปกรณ์: พลอง, ผ้าพันคอ, ไฟฉาย (แทนแสงระเบิด/เลเซอร์), กล่องกระดาษ (แทนโรงงาน/ฐานทัพ), ธงชาติจำลอง (สหรัฐฯ, อิสราเอล, อิหร่าน, ไทย)

[ฉากที่ 1: ชนวนเหตุแห่งความหวาดระแวง]
(บรรยากาศเงียบสงบ รอบกองไฟมืดลงเล็กน้อย)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): (ยืนกลางวง) กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569… โลกต้องตกใจเพราะไฟสงคราม!

(ลูกเสือ 2 คน สวมบท “สายลับสหรัฐฯ/อิสราเอล” ย่องเข้ามา ใช้ไฟฉายส่องไปที่ลูกเสืออีกคนที่สวมบท “คนงานนิวเคลียร์อิหร่าน” กำลังประกอบกล่องกระดาษที่มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์)

ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (กระซิบ) ดูนั่น! พวกมันกำลังจะทำสำเร็จ แล้ว ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์!

ลูกเสือ C (อิสราเอล): เรารู้แล้ว! และเราจะไม่รอให้มันระเบิดใส่บ้านเรา!

*(เสียงเอฟเฟกต์ระเบิด “ตูม!” (ลูกเสือรอบๆ ช่วยกันทำเสียง) ลูกเสือ C ทำท่าขว้างพลองใส่กล่องนิวเคลียร์จนล้มคว่ำลง) *

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): การโจมตีเชิงป้องกัน! อิสราเอลและสหรัฐฯ ถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน! หวังสยบภัยคุกคาม และเปลี่ยนระบอบปกครอง!

[ฉากที่ 2: สงครามกระจายตัว]
(บรรยากาศวุ่นวาย ลูกเสือวิ่งตัดกันไปมา)
ลูกเสือ D (อิหร่าน – วิ่งออกมาพร้อมธง): พวกแกกล้าดีแท้! ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่นิวเคลียร์ แต่อยู่ที่นี่!
(ลูกเสือ D และพรรคพวก ทำท่าขุดดิน (ฐานทัพใต้ภูเขา) แล้วชูพลองขึ้นฟ้าพร้อมกัน)
ลูกเสือ D: นครขีปนาวุธใต้ภูเขา! ลึก 500 เมตร! ยิงมันให้หมด!

(ลูกเสืออิหร่านทำท่ายิงจรวด (ชูพลองเฉียงขึ้น) ไปทางคนสวมบทอิสราเอล)
ลูกเสือ C (อิสราเอล): (ทำท่าถือโล่/พลองบังตัว)

(ลูกเสือรอบๆ ทำเสียง “ฟู่! ฟู่!” แทนสกัดกั้น แต่บางส่วนก็แสร้งทำเป็นล้มลงเพื่อสื่อถึงความเสียหายในเมือง)

ลูกเสือ E (ลูกเรือสัญชาติไทย – ยืนตรงกลางช่องแคบจำลอง): (ทำท่าบังคับเรือ) ช่วยด้วย! เรือสินค้าไทย! เราแค่จะไปส่งข้าว! ไม่เกี่ยวกับสงคราม!
(ลูกเสือที่เล่นเป็นจรวด วิ่งมาชนเรือสินค้าไทยจนล้มลง)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): ไฟสงครามลามไปทั่ว! โรงกลั่นน้ำมันถูกเผา, ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด, เรือไทยรับเคราะห์!

[ฉากที่ 3: ผลกระทบและบทเรียน]
(สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่เต็มไปด้วยความเศร้า)
ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (มองดูความเสียหาย) เราหยุดนิวเคลียร์ได้… แต่ราคาที่จ่ายมันแพงเหลือเกิน
ลูกเสือ D (อิหร่าน): เราสู้… แต่บ้านเมืองเราก็แหลกลาญ
ลูกเสือ F (ตัวแทนคนไทย – วิ่งออกมาพร้อมธงไทยและผ้าพันคอ): (ทำท่าปลอบลูกเรือไทยที่ล้มอยู่) พี่น้องคนไทยในตะวันออกกลาง! กลับบ้านเราเถอะ! รัฐบาลส่งเครื่องบินมารับแล้ว!
(ลูกเสือคนไทยช่วยกันพยุงคนที่ล้มขึ้น)

ลูกเสือ G (ตัวแทนลูกเสือไทย): (ยืนหน้าสุด ชูพลองขึ้น) สงคราม… ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริง

ลูกเสือ H (ตัวแทนลูกเสือไทยอีกคน): (ชูผ้าพันคอ) ดูอิหร่านเป็นบทเรียน… พวกเขาเตรียมพร้อมมาเป็นสิบปี “Be Prepared” คือคาถาสำคัญ แม้ในยามสงบ!

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): สำหรับประเทศไทย… เราต้องใช้สติ! รักษาความเป็นกลาง! ประหยัดพลังงาน! และสามัคคีกัน!
(ลูกเสือทุกคนยืนเรียงหน้ากระดาน ถือพลองตั้งตรง)
ทุกคน (พร้อมกัน): สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ! ลูกเสือไทย… จงเตรียมพร้อม!
(ทั้งหมดร้องเพลงเราสู้ แล้วเดินกลับเข้ากอง)*

”นิทานแห่งความดี“

เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

 

จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ใน พศ 2569 ที่มีการสังหารผู้นำอิหร่าน โจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือขนส่ง ส่งผลกระทบต่อ คนทั่วโลก จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
หากโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง คนไทยอาจต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตคล้ายในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 ยุครัตนโกสินทร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 400 ปีที่ผ่ทนมา ซึ่งคนไทยเคยดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิมาแล้ว
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประชาชน “อยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ” ในยามวิกฤต ดังนี้

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ในสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตระดับโลก ระบบสาธารณูปโภคและห่วงโซ่อุปทานอาจสะดุด ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
• น้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันบางแห่งอาจไม่มีน้ำมันจำหน่าย
• ไฟฟ้าอาจดับเป็นช่วง ๆ หรือมีการจำกัดการใช้พลังงาน
• น้ำประปาหยุดไหล ไม่สะอาดหรือแรงดันน้ำไม่เพียงพอ
• ระบบธนาคารหรือการโอนเงินขัดข้อง ไม่สามารถเบิกหรือโอนเงินผ่านโทรศัพทมือถือได้ชั่วคราว
• อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์อาจขัดข้อง ทำให้การสื่อสารยากขึ้น
• โรงพยาบาลและร้านขายยาขาดยา เนื่องจากการนำเข้าและการขนส่งสะดุด
• ร้านค้าขนาดใหญ่หรือร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น แม็คโคร หรือโลตัส อาจมีสินค้าบางประเภทหมดสต็อกชั่วคราว

เหตุการณ์สมมติเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศเคยเผชิญในช่วงวิกฤต ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่รอบคอบและมีสติ

1. ด้านการสัญจรและพลังงาน

น้ำมันเชื้อเพลิง
หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังเสมอ และเผื่อปริมาณสำหรับการเดินทางกลับ ไม่ให้น้ำมันหมดกลางทาง

ทางเลือกสำรอง
เตรียมจักรยาน หรือฝึกการเดินเท้าไว้ เผื่อกรณีรถยนต์หรือรถไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้จากการขาดพลังงาน

ไฟฟ้าสำรอง
ควรมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก กล่องพลังงานสำรอง (Power Box) วิทยุสื่อสาร และไฟฉายแบบมือหมุน เพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับ

รถไฟฟ้า อาจต้องรอคิวเครื่องชารจนาน หรือ ไฟฟ้าที่บ้าน/ที่ปั๊ม ดับ

2. การสำรองปัจจัยสี่ (อาหารและยา)

เสบียงอาหาร
ควรสำรองข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องแกงสำเร็จรูป และน้ำดื่ม ให้เพียงพออย่างน้อย 3–6 เดือน

ยารักษาโรค
ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอประมาณ 6 เดือน และอาจปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร สเลดพังพอน หรือสะเดา

เงินสดสำรอง
ควรมีเงินสดสำรองไว้บางส่วน เผื่อกรณีระบบธนาคารหรือระบบออนไลน์ขัดข้อง และควรใช้จ่ายอย่างประหยัด

3. การสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือน (การพึ่งพาตนเอง)

กสิกรรมครัวเรือน
ทยอยปลูกผักสวนครัวและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง คะน้า แตงกวา พริก มะละกอ มะม่วง เป็นต้น ปลูกหมุนเวียนทุกเดือนเพื่อให้มีอาหารกินต่อเนื่อง

การเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงไก่ไข่หรือปลานิลในบ่อเล็ก ๆ จะช่วยให้ครอบครัวมีแหล่งอาหารที่มั่นคง และควรฝึกการถนอมอาหาร เช่น ปลาแห้ง ปลาร้า กุ้งดอง ผักดอง เพื่อเก็บไว้บริโภคได้นาน

4. การจัดการสุขอนามัยและอุปกรณ์ยังชีพ

การจัดการขยะ
ควรแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ลดปัญหาสุขอนามัย ซื้อถุงชนิดย่อยสลายได้ เอาไว้ใส่เศษอาหาร และอุจจาระเอาไปฝังดินทำปุ๋ย

อุปกรณ์ยังชีพพื้นฐาน
ควรมีเตาถ่าน ตะเกียงน้ำมันพืช เทียนไข และไฟแช็ก เผื่อกรณีต้องใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต

บทสรุป

การเตรียมพร้อม ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการใช้สติและความรอบคอบ เหมือนที่คนไทยเคยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ น้ำท่วมใหญ่ หรือโรคระบาด

หากเรารู้จักเตรียมตัว พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือกันในชุมชน เราก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่มั่นคงยั่งยืนได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต
“กู้ชีวิตคนยากลำบาก”

 

บทการแสดงรอบกองไฟ ลูกเสือ (Campfire Drama) ที่เน้นความสนุกสนานแต่แฝงด้วยสาระตามแบบฉบับ “นิทานแห่งความดี” โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลูกเสือ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการร้องเพลง

บทการแสดงรอบกองไฟลูกเสือ:
เรื่อง: คนไทยเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ตัวละคร
1. ผู้นำกิจกรรม: (ผู้ดำเนินเรื่อง/พิธีกร)
2. ลุงมั่น: (ลูกเสืออาวุโส/ชาวบ้านผู้รอบคอบ แต่งกายแบบชาวสวน มีอุปกรณ์ครบมือ)
3. เจ้าเปี๊ยก: (ลูกเสือจอมประมาท ติดสมาร์ทโฟน ชอบความสบาย)
4. กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (3-4 คน เป็นตัวแทนคนไทยยุคต่าง ๆ)
ฉากที่ 1: ข่าวร้ายสายด่วน
(เปิดฉากด้วยเสียงระเบิดจำลอง “ตูม!” และเสียงไซเรน กลุ่มลูกเสือวิ่งวุ่นไปมา)

เจ้าเปี๊ยก: (ตะโกน) “แย่แล้วครับลุงมั่น! ข่าวใน ติ๊กตอกบอกว่าตะวันออกกลางรบกันหนัก น้ำมันจะหมดโลก ไฟฟ้าจะดับ เซเว่นจะปิด ผมจะสั่ง แกรปได้ยังไงเนี่ย!”

ลุงมั่น: (เดินออกมาอย่างใจเย็น) “เจ้าเปี๊ยกเอ๊ย… ตื่นตูมเป็นกระต่ายตกใจ ไปได้ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจำไม่ได้รึ? วิกฤตมันมาได้ แต่มันก็ทำอะไรคนที่มี ‘ความเตรียมพร้อม’ (Be Prepared) ไม่ได้หรอก”

ผู้นำกิจกรรม: “ใช่แล้วครับพี่น้องลูกเสือ ในยามที่โลกปั่นป่วน เราต้องย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์จนถึงอยุธยา ท่านอยู่กันมาได้อย่างมีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”

ฉากที่ 2: จำลองวิกฤต
(ไฟกองไฟหรี่ลง หรือทำท่าไฟดับ)

เจ้าเปี๊ยก: “โอ๊ย ไฟดับ มือถือแบตหมด เงินในแอปฯ ก็โอนไม่ได้ หิวข้าวด้วย ทำไงดี!”

ลุงมั่น: “นี่ไงล่ะ! (หยิบ ไฟฉายมือหมุน และ วิทยุสื่อสาร ออกมา) ในยามวิกฤต เทคโนโลยีไฮเทคอาจสู้ ‘High Touch’ แบบลูกเสือไม่ได้ เราต้องมีพลังงานสำรอง มีโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ และที่สำคัญ… มีสติ!”

กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (เดินออกมาพร้อมถือ เตาถ่าน และ ตะเกียงน้ำมันพืช)

“น้ำมันแพงเราไม่กลัว เรามีจักรยานปั่นไปนา ข้าวสารเรามีเต็มยุ้ง น้ำดื่มเรามีเต็มตุ่ม อยู่ได้เป็นปี!”

ฉากที่ 3: เพลง “เตรียมพร้อมรับมือ”
(ทุกคนล้อมวงเต้นท่าประกอบการทำกสิกรรม)
(เนื้อเพลง)
“ตะวันออกกลางเขารบกัน… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
น้ำมันขาดแคลนอย่าไปหวั่น… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
ปลูกผักสวนครัว มีพริกมีขิง… เลี้ยงไก่ไข่จริง มีกินทุกวัน
เงินสดต้องมี ยาดีต้องพร้อม… ไม่ต้องออดอ้อน พึ่งตนเองเอย!”

ฉากที่ 4: การจัดการขยะและสุขอนามัย

เจ้าเปี๊ยก: “แล้วถ้าส้วมกดไม่ลง ขยะล้นเมืองล่ะครับลุง?”
ลุงมั่น: “ลูกเสือเราสอนเรื่องสุขาภิบาลมานานแล้ว ขยะอินทรีย์ก็ทำปุ๋ยหมัก ส่วนของเสียก็ใช้ถุงย่อยสลายฝังดินคืนสู่ธรรมชาติ เป็นปุ๋ยให้ต้นมะม่วงต้นมะละกอที่เราปลูกไว้ไงล่ะ อยู่อย่างสะอาด อยู่อย่างมีเกียรติ”

บทสรุป: คติสอนใจ
ผู้นำกิจกรรม: “พี่น้องลูกเสือครับ การเตรียมพร้อมไม่ใช่การกลัวจนขี้ขลาด แต่คือการมีสติรับมือกับความไม่แน่นอน เหมือนคำขวัญลูกเสือที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ และเราจะรักษาสัตย์ที่จะดูแลตัวเองและประเทศชาติให้รอดพ้นจากทุกวิกฤต”
ทุกคน: (ยืนตรง ทำวันทยหัตถ์) “เตรียมพร้อม! เพื่ออยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ!”

(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “ตื่นเถิดไทย” ร่วมกัน) ลองดูวิดีโอนี้ “ตื่นเถิดไทย ขับร้อง” https://share.google/NGSz2BgwmbuNBmTTa

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้แสดง:
• ควรมีอุปกรณ์ประกอบฉากจริง เช่น จักรยาน, พลั่วขุดดิน, ไข่ไก่จำลอง (เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ “ใครขายไข่ไก่”) เพื่อให้เห็นภาพการพึ่งพาตนเองที่ชัดเจน
• เน้นการแสดงที่กระฉับกระเฉง

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

13 มีนาคม 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “สร้างการรับรู้ การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี” ณ ห้องประชุมเพลินนา ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยมี นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นางสาววนิดา ดิลกธนกุล ศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วม

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า “การพัฒนาการศึกษาในปัจจุบันต้องอาศัยการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี (กศจ.) มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกเชื่อมโยงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการกับการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อให้การจัดการศึกษาตอบสนองทั้งยุทธศาสตร์ของกระทรวงและความต้องการของจังหวัดได้อย่างแท้จริง”

“การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัดจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันและความร่วมมือที่เข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมุ่งพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม และนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รองปลัด ศธ. กล่าว

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดนโยบายและทิศทางการพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการสู่ระดับพื้นที่ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกันของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านการศึกษาของจังหวัดสุพรรณบุรีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวคิด และประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เพื่อนำไปพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนและประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว
ภารุจ พูลอำไภย์/ ภาพ

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประกาศผลการประเมินระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงทุจริตตามเกณฑ์การประเมินเชิงคุณภาพ “ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต” (Corruption Risk Management Systems : CRMS) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับดีเยี่ยม (Excellent)

12 มีนาคม 2569 – สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี / นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเจริญพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ปีที่ 18 (5 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุม 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

โดยมี นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่รองเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ, นายสันติ สิงหาพรม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติเข้าร่วมโดยพร้อมเพียงกัน

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการลูกเสือของชาติ  มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551 ใช้ศาลาวชิราวุธ ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 ได้ย้ายอาคารสำนักงานลูกเสือแห่งชาติมาอยู่ที่ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี อาคารสถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียล อาคารสำนักงานที่สร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติในขณะนั้น ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยอาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางในการปกครองบังคับบัญชาลูกเสือทั่วราชอาณาจักร เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับสำนักงานลูกเสือโลก สำนักงานลูกเสือภาคพื้น และสำนักงานลูกเสือนานาชาติ

ปัจจุบันสำนักงานลูกเสือแห่งชาติมีอำนาจ หน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ และตามนโยบายของสภาลูกเสือไทย โดยมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่อนาคต (Vision for Scout)  2567 – 2570 พัฒนางานลูกเสือของประเทศให้มีความทันสมัย และส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน เป็นพลเมืองดี เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 สำนักงานลูกเสือแห่งชาติมีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ จำนวน 16 ราย และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 มีเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จำนวน 10 ราย รวมทั้งสิ้น 26 ราย ปัจจุบันมี ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

อนึ่งภายหลังจากพิธีเจริญพระพุทธมนต์แล้วเสร็จได้มีการมอบเงินสนับสนุนให้แก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติจากหน่วยงานภาคีต่าง ๆ และพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติผู้ประพฤติของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

ภาพ-ข่าว: สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

11 มีนาคม 2569 – ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2569 โดยมี โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญหลายประเด็น เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูและพัฒนาระบบการผลิตครูของประเทศให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในปัจจุบัน

โดยมีที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ดังนี้

เห็นชอบ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อกำหนดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เห็นชอบ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ฉบับที่ 2) รวมถึง (ร่าง) ประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาระดับนานาชาติ และเอื้อต่อผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศที่ต้องการประกอบวิชาชีพครูในประเทศไทย

เห็นชอบ การรับรองคุณวุฒิเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ จำนวน 311 ราย ประกอบด้วย
– ผู้ที่มีผลการเทียบคุณวุฒิจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 44 ราย
– ผู้ที่มีคุณวุฒิตรงกับฐานข้อมูลคุณวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศที่เคยได้รับการพิจารณาแล้ว 26 ราย
– ผู้ที่มีเอกสารครบถ้วนตามประกาศคุรุสภา 241 ราย

เห็นชอบ แนวทางการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู รวมทั้งเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อปรับปรุงระบบการประเมินสมรรถนะให้สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพครูอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ที่ประชุมมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิตครูอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ครอบคลุม 9 ประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับการคัดเลือกผู้เรียนเข้าสู่สถาบันผลิตครู การตรวจสอบมาตรฐานสถาบันและหลักสูตรการผลิตครู การพัฒนาคุณภาพอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และการสนับสนุนกระบวนการผลิตและบ่มเพาะครูคุณภาพ เพื่อให้ได้ครูที่มีสมรรถนะสูงและตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนในอนาคต

เห็นชอบ การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ รวม 29 หลักสูตร จาก 18 สถาบัน ประกอบด้วย
– หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 18 หลักสูตร จาก 8 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
– หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 6 หลักสูตร จาก 6 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น มหาวิทยาลัยทักษิณ (สงขลาและวิทยาเขตพัทลุง) มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และสถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ
– หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 
จำนวน 1 หลักสูตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

– หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 4 หลักสูตร จากมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เห็นชอบ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของหลักสูตรที่คุรุสภาเคยให้การรับรองแล้ว จำนวน 12 หลักสูตร จาก 3 สถาบัน โดยเป็นการปรับแผนการรับนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 11 หลักสูตร และหลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) อีก 1 หลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาของแต่ละสถาบัน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ธรรมนารี ชดช้อย/ ข่าว-กราฟิก
อินทิรา บัวลอย/ ภาพ
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา/ ข้อมูล

11 มีนาคม 2569 – นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) จังหวัดขอนแก่น พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 12 หน่วยงาน และบรรยายพิเศษ เรื่อง “การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout)” โดยนายวัชระ อันโยธา ศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษา ภาคีเครือข่ายหน่วยงานทางการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม ณ ห้องประชุมมงกฎเพชร โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

รองปลัด ศธ. กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงาน คือการทำให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากระบบการดูแลของรัฐ และได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อค้นหาและระบุเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาให้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนนำไปสู่การช่วยเหลือ ส่งต่อและดูแลอย่างเหมาะสม โดยต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่

แนวทางสำคัญของการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ประกอบด้วย 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลเด็กและเยาวชน การค้นหาและช่วยเหลือเด็กเป็นรายกรณี การจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทชีวิตของผู้เรียน และการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะอาชีพในรูปแบบ Learn to Earn เพื่อให้เยาวชนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการทำงาน ซึ่งความสำคัญของกลไกการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่คือไม่ต้องรอการสั่งการ โดยต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อร่วมกันค้นหา ติดตาม และดูแลเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

กระทรวงศึกษาธิการเชื่อมั่นว่า หากทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างจริงจัง “เน้นข้อมูลเดียวกัน บูรณาการร่วมกัน เน้นความหลายหลายในการดูแลช่วยเหลือ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนขับเคลื่อน” จะสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต

การจัดประชุมครั้งนี้ จัดโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่าง 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ถึง 5 สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการพัฒนาในรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทั้ง 12 หน่วยงาน ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ การใช้ข้อมูลสารสนเทศในการติดตามดูแล และการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
ศธจ.ขอนแก่น / ภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ – 11 มีนาคม 2569 / ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง ศธ. คณะกรรมการฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานฯ ว่า ที่ประชุมฯ เห็นชอบอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว (Home School) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 4 ครอบครัว ผู้เรียน 4 ราย แบ่งเป็นระดับอนุบาล 1 ครอบครัว ผู้เรียน 1 ราย และระดับประถมศึกษา 3 ครอบครัว ผู้เรียน 3 ราย รวมทั้งอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กทม.2) ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 3 ครอบครัว ผู้เรียน 3 ราย แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 ครอบครัว ผู้เรียน 2 ราย และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 ครอบครัว ผู้เรียน 1 ราย

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังรับทราบเรื่องสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/18U83JYzHU/


Top