กระทรวงศึกษาธิการ – 27 เมษายน 2569 / ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม MOE Human Capital Blueprint Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์“ ณ หอประชุมคุรุสภา
พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง ศธ. ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เข้าร่วม
ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา เพราะ “การศึกษาเป็นเรื่องที่เราอยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง” ซึ่งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เคยเรียนมา เช่น ด้านคอมพิวเตอร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ อาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยี” แต่คือ “การให้คุณค่ากับคน” และการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการ Re-skill และ Up-skill เพื่อให้สามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลง
สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเป็นรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอาจจะช้าไปสำหรับเด็กคนนึงที่จะปรับตัว เวทีในวันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายสำคัญในการสร้างฉันทามติร่วมกันจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจำเป็นต้องรับฟัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ
โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่ผู้รวบรวมและพื้นที่กลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิ์ออกเสียงต่าง ๆ ได้ ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้นำข้อมูลจากอดีตมาประมวลผล และจัดกระบวนการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
ในส่วนของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของคนไทยให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การวางรากฐานที่สำคัญในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการส่งเสริมโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
การเริ่มต้นทำตามความฝันโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบเดิม เป็นแนวคิดสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคใหม่ เด็กทุกคนควรมีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนตามที่ต้องการ โดยต้องคำนึงด้วยว่าผู้เรียนในแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงควรมุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว
“การผนึกกำลังของบุคลากรที่มีองค์ความรู้จากหลากหลายกระทรวงและภาคส่วน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมในการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อขยายผลการปฏิบัติ เพราะ “เรื่องการศึกษาไม่สามารถรอได้” และควรเร่งผลักดันให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว โดย พรบ. ฉบับใหม่นี้ จะต้องเป็นฉันทามติของทุกภาคส่วน ภายใต้อุดมการณ์ร่วมกัน คือ “การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า”

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า จากผลการประเมิน PISA 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ในทุกด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยขาดศักยภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สถาปัตยกรรมของระบบการศึกษา” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าครูไทยจะมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับภาระงานเอกสารและกระบวนการประเมินต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ในมิติของตลาดแรงงาน โลกมีการ Reskill อย่างต่อเนื่องในรอบระยะเวลาเพียง 3 ปี แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการพัฒนาทักษะ อีกทั้งยังมีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำงานและมีรายได้แล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้แนวคิดเรื่องระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข” “การพัฒนาทุนมนุษย์” หมายถึงการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่มีความรอบด้าน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีศักยภาพในการทำงานและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด
กระทรวงศึกษาธิการจะจัดเวทีในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยน และวิพากษ์แนวคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเปลี่ยนข้อสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เราแบ่งการระดมสมองออกเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษา : เราจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และโรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรได้เองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร 2. การเรียนรู้ไร้รอยต่อ : เราจะทำให้ระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอนทักษะ เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร 3. คืนเวลาให้ครู : เราจะดึงงานเอกสารออกจากครูและแยกงานบริการอาหารกลางวันออกจากงานสอนได้อย่างไร 4. สถานศึกษาปลอดภัย : เราจะสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระได้อย่างไร และ 5. สถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่ : เราจะสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทยได้อย่างไร
การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง(โต๊ะรัฐมนตรี ศธ.) แล้วถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งมักจะไปไม่ถึงห้องเรียน กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้บริหารสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้ในครั้งนี้ โดยข้อมูลและประเด็นปัญหาที่นำมาพิจารณา ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคการศึกษา อาทิ Inskru เครือข่าย Thailand Education Partnership (TEP) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “All for Education” หรือ “ปวงชนเพื่อการศึกษา”
“พิมพ์เขียว (Master Blueprint) ที่เกิดจากการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในวันนี้ จะไม่ถูกเก็บไว้ในเชิงแนวคิดเท่านั้น แต่จะถูกนำไปใช้เป็นแกนหลักในการจัดทำร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ เพื่อปลดล็อกระบบการศึกษาไทยไปตลอดกาล”

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำถึง “ฐานราก” ที่สำคัญยิ่งของสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ของประเทศ นั่นคือ “ความปลอดภัยและสิทธิของเด็กนักเรียน” เราทุกคนทราบดีว่าต่อให้เรามีหลักสูตรที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงใด แต่หากเด็กนักเรียนยังต้องเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว หากเขายังถูกละเมิดสิทธิ ถูกบูลลี่ หรือรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังเมื่อเกิดภัย การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการดูแลและคุ้มครองเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง
หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดระเบียบเท่านั้น ยังรวมถึงการพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ที่สามารถนำไปใช้ มีความชัดเจน และที่สำคัญคือ “สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง” สำหรับเด็กนักเรียน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจหรือการปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น
สำหรับกิจกรรม Workshop ในวันนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมภารกิจที่ 4 ขอฝากความหวังในการร่วมกันออกแบบ “ระบบคุ้มครองสิทธิและระบบร้องเรียนการละเมิดสิทธิ” ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของเด็ก รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เด็กและครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงระบบการร้องเรียนนี้ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ
“เชื่อมั่นในศักยภาพของทุกคน และพร้อมให้การสนับสนุนแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและครูทุกคน ขอให้การระดมความคิดเห็นในวันนี้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
สมประสงค์ ชาหารเวียง
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / วิดีโอ
นัทสร ทองกำเหนิด / TikTok
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1Co3qSi6cw/
24 เมษายน 2569 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมผู้ประเมินสถานศึกษาพอเพียงและศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร
ปลัด ศธ. กล่าวว่า “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริที่มุ่งเน้นการดำรงชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตนเอง ควบคู่กับความรู้และคุณธรรม เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินชีวิต กระทรวงศึกษาธิการจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาดังกล่าวมาบูรณาการสู่การจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดให้มีการประเมินสถานศึกษาพอเพียงและศูนย์การเรียนรู้ฯ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพผู้ประเมินถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมาตรฐานการประเมินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถสะท้อนคุณภาพของสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง การฝึกอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การประเมินที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง มีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน และสามารถประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของตนเอง ชุมชน และประเทศชาติในระยะยาว พร้อมทั้งขอขอบคุณคณะวิทยากร คณะทำงาน และผู้เข้ารับการอบรมทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางปิยศิริ วรธนาวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้ประเมินให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักเกณฑ์และแนวทางการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงสร้างองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนชี้แจงแนวทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
สำหรับการอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มหาวิทยาลัยราชภัฏ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สอศ. สกร. ศธจ. และ ศธภ. รวมทั้งสิ้น 55 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง-กราฟิก
สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. / ภาพ-ข้อมูล
“…ข่าวดีของครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่แต่เดิมนั้นต้องสำรองเงินส่วนตัวออกไปก่อนในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภาระดังกล่าวก็จะได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูเอกชนไทย”
ความตอนหนึ่งของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิครูเอกชน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569
พบพร ผดุงพล / สรุป
ภารุจ พูลอำไภย์ / กราฟิก
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / เรียบเรียง
อานนท์ วิชานนท์ /แอดมิน
3 วิธีรับมือ! เมื่อถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน
ในวินาทีที่รู้ว่าตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพ และได้โอนเงินออกไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การตำหนิตนเอง แต่คือการ “ตั้งสติ” เพื่อหยุดความเสียหายทั้งหมด การจัดการตนเองในสภาวะวิกฤตจำเป็นต่อการติดตามเงินคืน และเพิ่มโอกาสในการระงับธุรกรรมได้ทันท่วงที “เวลาคือสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์นี้” ทุกนาทีที่ผ่านไปคือโอกาสที่มิจฉาชีพจะย้ายเงินออกสู่บัญชีม้าในลำดับถัดไป การลงมือทำทันทีคือเกราะป้องกัน ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่าง ข้อควรปฏิบัติทันที ให้รีบทำการบันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot) บทสนทนาทั้งหมด และสลิปการโอนเงินไว้เป็นหลักฐานก่อนที่มิจฉาชีพจะไหวตัวทันและลบข้อมูลทิ้ง
ขั้นตอนที่ 1 : ติดต่อธนาคารทันที (เพื่อการตรวจสอบและระงับบัญชีมิจฉาชีพ)
นี่คือขั้นตอนที่ต้องทำ “ทันที” และ “เร็วที่สุด” โดยไม่ต้องรอไปสถานีตำรวจก่อน เพราะหัวใจสำคัญคือการแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพโยกย้ายเงินออกไป
- โทรสายด่วนแจ้งอายัดบัญชีธนาคาร : ให้รีบโทรติดต่อ “สายด่วนของธนาคาร” ที่ใช้โอนเงิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อสาขาที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบเส้นทางเงิน และดำเนินการ “อายัดบัญชีปลายทาง” ของมิจฉาชีพไว้ชั่วคราว
- โทรสายด่วน AOC 1441 : ติดต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (All Online Complaint Center) ซึ่งเป็นศูนย์รวมการประสานงานระหว่างธนาคารและตำรวจที่รวดเร็วที่สุดในปัจจุบัน
เหตุผลที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเพื่อความรวดเร็วในการสกัดกั้นเงิน (Freeze) ก่อนที่มิจฉาชีพจะถอนเงินสดหรือโอนต่อไปยังบัญชีแถวอื่นๆ การอายัดผ่านธนาคารในทันทีคือวิธีที่ตัดวงจรการเงินได้ไวที่สุด เมื่อเราทำการระงับเส้นทางเงินเบื้องต้นกับธนาคารเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการสร้างหลักฐานที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย
ขั้นตอนที่ 2 : แจ้งความกับตำรวจ (เพื่อสร้างหลักฐานทางกฎหมาย)
การแจ้งความไม่ใช่เพียงการบันทึกเหตุการณ์ แต่คือการใช้กลไกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ โดยระบุความต้องการให้ชัดเจนต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้การอายัดนั้นมีผลต่อเนื่องและยาวนานขึ้นการแจ้ง
- ความเพื่อดำเนินคดี : ย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีจนถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ “บันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน” เพราะใบแจ้งความดำเนินคดีคือเอกสารสำคัญที่ธนาคารใช้ในการสั่งอายัดบัญชีถาวร
- การรวบรวมพยานหลักฐาน : นำหลักฐานที่เก็บไว้ ทั้งเลขบัญชีม้า ชื่อเจ้าของบัญชี และประวัติการสนทนา มอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อออก “หมายอายัดบัญชี” อย่างเป็นทางการ
- บทบาทต่อกระบวนการยุติธรรม : เอกสารนี้คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสืบค้นข้อมูลเชิงลึก และติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายคอมพิวเตอร์และกฎหมายฟอกเงิน
ขั้นตอนที่ 3 : แจ้งข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง (เพื่อตัดวงจรการโกง)
หากคุณถูกหลอกผ่านร้านค้าหรือโซเชียลมีเดีย การแจ้งเรื่องไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะช่วยปิดช่องทางไม่ให้มิจฉาชีพไปหลอกลวงคนอื่นได้อีก มิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่ของความน่าเชื่อถือบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในการหาเหยื่อ การแจ้งรีพอร์ตข้อมูลจะส่งผลโดยตรง
แพลตฟอร์มที่ต้องแจ้งและวิธีการ
- Facebook : ไปที่หน้าโปรไฟล์หรือเพจของมิจฉาชีพ มองหาปุ่ม “รายงาน (Report)” และเลือกหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการ “ฉ้อโกงหรือบัญชีปลอม (Scam or Fraud)” เพื่อให้ระบบ AI ตรวจสอบและระงับการเข้าถึงบัญชี รวมถึงป้องกันการยิงโฆษณาหลอกลวง
- Shopee : ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า (Help Center) หรือกดปุ่ม “รายงานผู้ใช้” เพื่อระงับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของร้านค้า และปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าปลอม
- Lazada : ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า (Help Center) หรือกดปุ่ม “รายงานผู้ใช้” เพื่อให้แพลตฟอร์มตรวจสอบและ ระงับร้านค้าหรือบัญชีที่โกง
การป้องกันตัวเบื้องต้น
การรู้ลำดับขั้นตอนการดำเนินการ “ธนาคาร > ตำรวจ > แพลตฟอร์ม” จะช่วยให้จัดการปัญหาได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมาก แต่อย่างไรก็ตาม การมีความรู้และมีสติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ข้อแนะนำสั้นๆ
1.เช็กก่อนโอน : นำชื่อและเลขบัญชีไปค้นหาใน Google หรือเว็บไซต์ตรวจสอบคนโกงว่ามีประวัติหรือไม่
2.สังเกตความผิดปกติ : มิจฉาชีพมักใช้ของถูกเกินจริงมาล่อใจ และชอบพูดเร่งรัดให้เราตัดสินใจโอนเงินทันที
23 เมษายน 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าพบปะพูดคุยรับฟังการบรรยายเรื่องการดำเนินการ (Traffy Fondue ทราฟฟี่ฟองดูว์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่าน LINE Chatbot เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำรูปแบบ Traffy Fondue มาบูรณาการให้เป็นช่องทางในการส่งเรื่องแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง
รมช.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพ” เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดปัญหาหรือมีการถูกละเมิดสิทธิ กระบวนการแก้ไขของระบบราชการมักมีความล่าช้าและมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ตนได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึงเล็งเห็นระบบ Traffy Fondue ของ กทม. ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วและตรงจุด ในฐานะ “หน่วยหน้า” จึงตั้งใจมาศึกษาดูงานและลงลึกถึงระบบปฏิบัติการจริง โดยต้องขอขอบคุณทาง กทม. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาศึกษา และหวังให้ กทม. ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงศึกษาธิการ
“ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด การมีแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาที่ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน LINE จะช่วยให้น้องๆ นักเรียน หรือคุณครู สามารถรายงานปัญหาต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานชำรุด อาคารเรียนไม่ปลอดภัย หรือเหตุร้องทุกข์อื่นๆ ส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนระบบราชการ ลดขั้นตอนแบบเดิมๆ ของระบบราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาถึงมือรัฐมนตรีโดยตรง รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด” รมช.ศธ. กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจจริงที่จะพลิกโฉมการทำงานเรื่องความปลอดภัยและสิทธิของบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยลดอุปสรรคเดิมๆ ได้อย่างมหาศาล ซึ่งในระยะต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะได้เข้ามาร่วมหารือและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้เรียนและครูทั่วประเทศ
ภาพ-ข่าว: กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.
23 เมษายน 2569 – นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมลูกเสือและเนตรนารี (Pre-Camp 1) เพื่อเตรียมความพร้อมของคณะผู้แทนลูกเสือไทย ก่อนออกเดินทางเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ กลางปีนี้ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
รองปลัด “วรัท” เผย กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมลูกเสือ ได้มอบนโยบายในการนำคําปฏิญาณตนของลูกเสือมาขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบาย “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” และ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนเป็นที่ประจักษ์ ภายใต้แนวคิด “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” เพื่อพัฒนาคนไทยทุกคนในทุกช่วงวัยให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีศักยภาพและความพร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ “มั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน”
พร้อมกันนี้ รองปลัด “วรัท” ได้แสดงความยินดีกับลูกเสือ เนตรนารี ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นผู้แทนคณะลูกเสือไทยเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือ “Chamboree 2026” ณ ประเทศอังกฤษ ในครั้งนี้ และขอขอบคุณ ท่านผู้อำนวยการฝึกอบรม คณะวิทยากร และสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนของชาติ โดยใช้กระบวนการลูกเสือ ให้เป็นคนดี คนเก่ง ตามนโยบายการศึกษา และขับเคลื่อนกิจการลูกของกระทรวงศึกษาธิการ
สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตและทักษะทางเทคนิคในค่ายระดับสากล การปลูกฝังบทบาทการเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ของลูกเสือไทยในการนำเสนอเอกลักษณ์และสร้างมิตรภาพกับนานาชาติ ตลอดจนการบูรณาการนโยบายการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีความพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือระหว่างประเทศ “Jamboree 2026” ณ ประเทศอังกฤษ ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ลูกเสือและเนตรนารีไทยได้นำความรู้และทักษะจากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่า เพื่อนำกลับมาต่อยอดพัฒนาตนเอง สถานศึกษา และชุมชน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป
23 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิครูเอกชน โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
รมว.ศธ. กล่าวว่า เรื่องยกระดับสวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน เป็นความร่วมมืออีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของ ศธ. และสปสช. ในการพัฒนาระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ สำหรับโครงการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบ National Clearing House (NCH) ถือเป็นการยกระดับการให้บริการจากรูปแบบเดิม ที่ผู้มีสิทธิต้องสำรองเงินส่วนตัวจ่ายไปก่อน สู่ระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึงการรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และลดภาระการเงินของครูเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วงเงิน 150,000 บาท ต่อคน ต่อปี ซึ่งจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
วันนี้เป็นการชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิครูเอกชนแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบระบบ National Clearing House (NCH) ของ สปสช. และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูเอกชนทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลของรัฐเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนสถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างระบบบริการที่ลดภาระค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
“เรื่องนี้เป็นข่าวดีของครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่แต่เดิมนั้นต้องสำรองเงินส่วนตัวออกไปก่อนในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภาระดังกล่าวก็จะได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูเอกชนไทย” รมว.ศธ. กล่าว
พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
เตือนสติ! รู้ทันก่อนกดลิงก์ SMS ปลอม ป้องกันเงินในบัญชี
ในโลกยุคปัจจุบัน “มิจฉาชีพออนไลน์” ได้พัฒนาวิธีการหลอกลวงให้ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้น โดยเฉพาะการระบาดของ SMS ปลอมที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายมหาศาล จากข้อมูลพบว่าเหยื่อหลายรายต้องสูญเงินจนเกลี้ยงบัญชีเพียงเพราะการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความเพียงครั้งเดียว ลิงก์เหล่านี้ไม่ใช่แค่หน้าเว็บปลอม แต่เป็นประตูนำไปสู่การติดตั้ง “แอปพลิเคชันดูดเงิน” ที่จะเข้าควบคุมเครื่องสมาร์ทโฟนของคุณและโอนเงินออกไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว การสร้างความตระหนักรู้จึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะไปดูวิธีรับมือ ต้องเข้าใจก่อนว่ามิจฉาชีพเหล่านี้มักจะสวมรอยเป็นใครเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและล่อลวงเรา
รูปแบบการปลอมแปลงตัวตน
มิจฉาชีพมักจะแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่ดูน่าเชื่อถือหรือมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์และภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อเกิดความกังวล โดยมีรูปแบบการแอบอ้างที่พบบ่อยดังนี้
- หน่วยงานภาครัฐ : แจ้งสิทธิประโยชน์, เงินคืนภาษี, แจ้งการทำผิดกฎหมาย, หรือขอตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลผ่านลิงก์
- ธนาคาร/สถาบันการเงิน : แจ้งว่าบัญชีมีความผิดปกติ, ถูกล็อค, หรือให้ยืนยันตัวตนอัปเดตข้อมูลผ่านลิงก์
- บริษัทขนส่งพัสดุ : แจ้งเรื่องพัสดุตกค้าง, จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม, หรือให้ติดตามสถานะผ่านลิงก์
คาถาป้องกัน 3 ข้อที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ
“ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”
ไม่เชื่อ : อย่าเพิ่งเชื่อเนื้อหาใน SMS แม้ว่าชื่อผู้ส่งจะดูเหมือนหน่วยงานจริง หรือมีข้อมูลบางส่วนที่ดูถูกต้อง
ไม่รีบ : มิจฉาชีพมักใช้ “ความเร่งด่วน” และ “ความกลัว” เป็นจิตวิทยาบีบบังคับให้เราขาดสติและไม่มีเวลาปรึกษาใคร ให้หยุดคิดและตั้งสติเสมอ
ไม่โอน : ห้ามทำธุรกรรมการเงินทุกประเภท หรือกรอกข้อมูลรหัสผ่านใดๆ ผ่านการกดลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS โดยเด็ดขาด
สิ่งที่หน่วยงานจริง “ไม่ทำ”
ธนาคารและหน่วยงานรัฐ “ไม่มี” นโยบายส่งลิงก์ผ่าน SMS : ปัจจุบันทุกธนาคารและหน่วยงานภาครัฐได้ยกเลิกการส่งลิงก์เพื่อให้ประชาชนคลิกทำธุรกรรมหรือกรอกข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทาง SMS แล้ว
หากมีลิงก์แนบมา ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% : ไม่ว่าข้อความนั้นจะดูเร่งด่วนเพียงใด หากมีการแนบลิงก์มาด้วย ให้สันนิษฐานได้ทันทีว่าเป็นของปลอมโดยไม่มีข้อยกเว้น
ลิงก์คือจุดเริ่มต้นของการติดตั้งมัลแวร์ : การคลิกลิงก์มักนำไปสู่การหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน (ไฟล์ .apk) ที่แฝงมัลแวร์ ซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพสามารถรีโมทเข้าควบคุมเครื่องและดูดเงินจากแอปธนาคารของคุณได้
ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อได้รับ SMS ที่ผิดปกติ
หากคุณได้รับข้อความที่น่าสงสัย ให้ปฏิบัติตาม Checklist นี้ทันทีเพื่อตัดวงจรของมิจฉาชีพ
[ ] ห้ามกดลิงก์โดยเด็ดขาด : นี่คือกฎที่สำคัญที่สุด เพราะการกดคือการเปิดประตูรับภัยร้าย
[ ] ลบข้อความทันที : การลบข้อความทิ้งเป็นการป้องกันในเชิงเทคนิค เพื่อลดโอกาสที่เราหรือคนในครอบครัวจะเผลอไปกดโดนโดยไม่ตั้งใจในภายหลัง
[ ] บล็อกเบอร์ผู้ส่ง : บล็อกหมายเลขหรือชื่อผู้ส่งนั้นทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรายเดิมส่งข้อความมาหลอกล่อหรือรบกวนได้อีกในอนาคต
[ ] ตรวจสอบผ่านช่องทางทางการเท่านั้น : หากสงสัยว่าเรื่องที่แจ้งมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ห้ามโทรกลับเบอร์ที่ให้มาใน SMS แต่ให้โทรหา Call Center ผ่านเบอร์ที่อยู่หลังบัตรธนาคาร หรือใช้แอปพลิเคชันทางการที่ติดตั้งจาก Store เท่านั้น
ย้ำอีกครั้ง! อย่าหลงเชื่อตัวเลขหรือลิงก์ในข้อความ ให้ใช้ช่องทางที่คุณหาเองจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
การต่อสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือ “ความรู้และสติ” ของผู้ใช้งานเอง การมีความรู้จะช่วยให้คุณไม่เป็นเหยื่อรายต่อไป
22 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณ ในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
ภายหลังการประชุม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้เป็นการประชุมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาร่วมกันก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเบื้องต้นได้ตั้งภาพรวมไว้ 450,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 50,000 ล้านบาท โดยมากกว่าที่เคยได้รับในปี 69 ไม่เกิน 20% ซึ่งเป็นกรอบที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้
ศธ. ยึดนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมอบไว้เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดนเน้นการใช้งบประมาณที่มีความจำเป็น ซึ่งจะนำนโยบายนายกที่มอบให้ ร่วมกับนโยบายของกระทรวงศึกษาที่จะขับเคลื่อนใน 5 ด้าน ทั้งเรื่องลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษา การขับเคลื่อนสมรรถนะการเรียนรู้ และโรงเรียนปลอดภัย
สำหรับข้อสังเกตบางเรื่องที่ได้สั่งการให้แต่ละส่วนไปปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับภารกิจ เช่น การลดภาระครูที่เป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น จุดใดที่บูรณาการงานร่วมกันได้ให้แต่ละหน่วยงานนำงบประมาณมาดูว่าจะเพิ่มให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลจริงในทางปฏิบัติ เป็นไปตามกรอบที่ตั้งไว้ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องวิกฤตพลังงาน จะใช้งบประมาณที่ได้รับอย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอโครงการและงบประมาณในภาพรวมที่สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ และโครงการ Quick Win รวมถึงมีการนำเสนอข้อมูลภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสรุปข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
พบพร ผดุงพล / ข่าว
อินทิรา บัวลอย / ภาพ
รู้จัก “สแกมเมอร์” ก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ในยุคที่ทุกกิจกรรมในชีวิตถูกเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงมากกว่าเดิม ที่มิจฉาชีพนำมาใช้ล่อลวงเราในรูปแบบต่างๆ การรู้เท่าทันกลโกงจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของไอที แต่คือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
สแกมเมอร์คือ…
สแกมเมอร์ (Scammer) คือกลุ่มมิจฉาชีพที่การหลอกลวงผู้อื่น เพื่อหวังทรัพย์สินมีค่า ซึ่งวิธีที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดคือ “การฟิชชิ่ง (Phishing)” คือวิธีหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น บัญชีธนาคาร หรือรหัสผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ สิ่งที่น่ากลัวของวิธีนี้คือ เป้าหมายหลักอาจไม่ใช่การเข้าถึงเงินโดยตรงในทันที แต่คือการขโมย “ข้อมูลอัตลักษณ์ (Identity)” ของคุณเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมแทนตัวคุณ ข้อมูลที่ดูเหมือนไม่มีมูลค่าในตอนแรก หากตกไปอยู่ในมือสแกมเมอร์ พวกเขาจะสามารถใช้มันเพื่อปลอมแปลงและเข้าถึงระบบธนาคารเพื่อโอนเงินออกจากบัญชีของคุณจนหมด
ข้อมูลสำคัญที่สแกมเมอร์จะขโมย
- ข้อมูลบัญชีธนาคาร
- ข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล
- ข้อมูลการรักษาพยาบาล
- บัตรประชาชน
- พาสปอร์ต
- เลขรหัสบัตรเครดิต
ช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้เข้าถึง
เพื่อให้เข้าถึงเหยื่อได้อย่างครอบคลุม สแกมเมอร์จึงกระจายตัวอยู่บนทุกแพลตฟอร์มการสื่อสาร โดยอาศัยจุดอ่อนของแต่ละช่องทางในการเข้าถึงตัว ดังนี้
- ผ่านทางข้อความ หรือ SMS : เน้นความรวดเร็วและการส่งลิงก์เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อทำรายการด้วยความตกใจ
- ผ่านทางการโทรเข้า : ใช้การเจรจาผ่านเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือสร้างสถานการณ์กดดันให้เหยื่อหลงเชื่อ
- ทางอีเมล : มักเป็นการปลอมแปลงตัวตนในนามหน่วยงานหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือเพื่อขอข้อมูลสำคัญ
- ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) : อาศัยความใกล้ชิดและการแฝงตัวเป็นคนรู้จัก หรือใช้ข้อมูลไลฟ์สไตล์ในการสร้างความไว้วางใจ
- ทางเว็บไซต์ : การสร้างหน้าเว็บปลอมที่ดูแนบเนียนเพื่อล่อลวงให้เหยื่อกรอกข้อมูลสำคัญลงไปโดยไม่สงสัย
- การเข้าถึงตัวบุคคล : การใช้สถานการณ์เฉพาะหน้าที่เน้นการปฏิสัมพันธ์โดยตรงเพื่อโน้มน้าวให้ยอมเผยข้อมูลสำคัญ
การป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เริ่มต้นจากการมี “สติ” และความตระหนักรู้ในการให้ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทุกชิ้นที่มองว่าเล็กน้อยอาจกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มิจฉาชีพใช้เพื่อเข้าถึงทรัพย์สินของคุณได้ในทุกช่องทาง การตรวจสอบความโปร่งใสของแหล่งที่มาและรักษาระยะห่างในการให้ข้อมูลส่วนตัว คือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย
21 เมษายน 2569 – นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด โดยมีนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ฯ ณ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ กระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้ความร่วมมือในการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้กับนักเรียน ครู และประชาชน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อต้องการรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
จากการติดตามข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) สะสมในจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนรวมทั้งสิ้น 11,211 จุด โดยพื้นที่ที่พบการเผาไหม้มากที่สุดคือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และอำเภอที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อำเภอศรีสวัสดิ์ ทองผาภูมิ และไทรโยค เพื่อควบคุมสถานการณ์ จังหวัดกาญจนบุรีได้ประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาและเขตการบริหารจัดการเชื้อเพลิง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
สำหรับการดำเนินงานเชิงรุก จังหวัดกาญจนบุรีได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดฯ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเน้นมาตรการป้องกันและลดมลพิษที่ต้นทางผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในเขตป่าไม้ พื้นที่การเกษตร และเขตชุมชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้แก่เกษตรกรในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผาในที่โล่ง
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนกลุ่มเสี่ยง การจัดตั้งโซนปลอดภัย (Safe Zone) รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยและสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง
ธรรมนารี ชดช้อย/ เรียบเรียง-กราฟิก
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา/ ภาพ-ข่าว
21 เมษายน 2569 / นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ประจำหน่วยงาน (Chief Complaint Executive Officer : CCEO) เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมสอาด พิมพ์สวัสดิ์ ชั้น 9 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1
รองปลัด ศธ. เปิดเผยว่า การทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวมมีตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนราชการในการขับเคลื่อน เพราะการจะให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดของกระทรวงและที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดได้นั้น จำเป็นต้องทำงานประสานกันในทุกระดับ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน และซักซ้อมแนวทางการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ดำเนินการมอบประกาศเกียรติคุณหรือรางวัลให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการเรื่องร้องทุกข์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเพื่อเป็นการสร้างต้นแบบที่ดี (Best Practice) เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยงานฯ บริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ได้ตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการประเมินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นครั้งแรก
สำหรับรางวัลการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์โดดเด่น (CCEO Outstanding Award) มีหลักเกณฑ์ในการประเมิน โดยที่ผู้นำการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ประจำหน่วยงานภาครัฐ ต้องวางแผนการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ โดยการบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการอื่นและสอดคล้องกับนโยบายและข้อสั่งการของรัฐบาล และบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งต้องมีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ โดยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเรื่องร้องทุกข์กับศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 ที่สำคัญต้องสามารถบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดได้ข้อยุติและแจ้งผลการดำเนินการไปยังผู้ร้องทุกข์ได้
ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ประมวลข้อมูลสถิติเรื่องร้องทุกข์จากระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (1111) ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 7 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด พบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น 425 เรื่อง โดยมีผลการประเมินอยู่ในระดับพื้นฐาน จึงได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดเข้าร่วมรับทราบข้อมูลและหารือแนวทางร่วมกัน เพื่อยกระดับผลการประเมินให้ดีขึ้น
ในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางขับเคลื่อนการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงขอให้ทุกส่วนราชการพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อนงานจัดการเรื่องร้องทุกข์ โดยมุ่งเน้นการลดจำนวนเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และเพิ่มสัดส่วนของเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในรอบการประเมินระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 ทั้งยังเป็นการรักษามาตรฐานการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ของหน่วยงานในสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนให้ผลการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการก้าวสู่ระดับดี หรือดีเด่นต่อไป
อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1AY6E1ojbE/
กับดักงานออนไลน์ เส้นทางสู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์
กับดักที่ดูเหมือนโอกาสในการทำงาน
เหยื่อถูกบังคับให้กลายเป็นโจร
ตัวเลขรายได้หลักแสนที่แลกมาด้วยอิสรภาพ
หนีกลับไทยแต่ไม่รอด เพราะกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น
ทหารและลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1,000 ต้น เตรียมเจาะน้ำมันจากต้นไม้เป็นพลังงานในอนาคต
กรมทหารช่างที่3 ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พิษณุโลก นำโดย พันเอกเฉลิมชาติ สุขเกษ ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ทำการปลูกต้นยางนา 1,000 ต้น ในพื้นที่ตำบลสมอแข อ เมือง จ พิษณุโลก เพื่อใช้เป็นฟืนเชื้อเพลิง และไช้เจาะน้ำมันยางนาเติมเครื่องยนต์อีก 10 ปีข้างหน้า หากน้ำมันปิโตรเลียมขาดแคลน
20 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการให้นโยบายกับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้นโยบายการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยให้แต่ละกระทรวงนำไปเป็นแผนงานในการปฎิบัติ และนำมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”
ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ
2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส
“นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง”
เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก
4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง”
ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน
5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่”
ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย
“นี่คือ 5 เรื่องหลัก ที่อยากให้แปลงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและใช้พลังจากพวกเราทุกคนในกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน “การศึกษาแยกจากการเมืองเด็ดขาด” ไม่ให้เรื่องการเมืองมาทำลายระบบการศึกษาใช้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่แน่นอนสู่ความถูกต้อง สวมหมวกทีมการศึกษาไทยทีมที่ไม่มีใครคิดร้ายต่อการศึกษาและสร้างเด็กขึ้นมาให้เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education และในสัปดาห์หน้าเราจะจัดเวิร์คช็อปทำงานเชิงรุก สร้าง Blueprint ขึ้นมาใหม่โดยนำผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบการทำงาน เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาที่ประสบความสำเร็จประเทศเจริญ เริ่มต้นจากการสร้างระบบการศึกษาที่เด็กทุกคนได้รับความคุณภาพเท่าเทียม สร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองของโลกนี่คือเป้าหมาย ทีมกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยกระดับพลมนุษย์ให้เป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุดของประเทศนี้” รมว.ศธ.กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการที่จะดูแลนักเรียน คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือเราจะดูแลผู้เรียน พร้อมลดขั้นตอนการตรวจราชการแนวปฏิบัติใหม่ แก้ปัญหาหาให้ได้จริงในพื้นที่ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อในอนาคตจะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน
พบพร ผดุงพล / ข่าว
“กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ความตอนหนึ่งของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การดำเนินโครงการทุน ODOS และข้อเสนอการผลิตครูระบบปิด ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569
จากประเด็นสำคัญรวม 5 เรื่อง โดย “กองทุน ODOS” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเห็นควรผลักดันให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ธรรมนารี ชดช้อย / สรุป
อินทิรา บัวลอย / กราฟิก
สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ
