โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 161/2558
รมว.ศึกษาธิการ หารือกับ ทปอ.

พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยพลเรือเอก เรืองทิพย์ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประชุมร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และอธิการบดี/รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย 27 แห่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2558 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท สืบค้า ประธาน ทปอ. แถลงข่าวการเข้าพบในครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการมารับนโยบายจาก รมว.ศึกษาธิการ พร้อมทั้งเสนอประเด็นในการจัดการศึกษาอุดมศึกษาที่สำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้

1) การผลิตกำลังคนตอบสนองการพัฒนาประเทศ  ซึ่งได้เสนอให้มีการวิเคราะห์ความต้องการอัตรากำลังคนในภาพรวมของประเทศ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวง เพื่อสถาบันอุดมศึกษาจะได้ใช้เป็นแนวทางในการวางแผนผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับโครงการพัฒนาประเทศขนาดใหญ่ เช่น ระบบราง ทั้งในด้านของสถาบันและสาขาวิชาที่จะผลิต ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิศวกรรมการขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ ระบบการควบคุม เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวสถาบันอุดมศึกษาต้องใช้เวลาในการผลิตกำลังคน เพื่อให้ตรงกับความต้องการ ทันต่อเวลา และลดการจ้างบุคลากรจากต่างประเทศ

2) การวิจัยเพื่อก้าวสู่ World Class University  โดยได้เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดทำงานวิจัย การตีพิมพ์บทความในวารสารชั้นนำของโลก และการจดสิทธิบัตร เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในประชาคมโลก ตลอดจนการพัฒนาสถาบันการศึกษาให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบสนองกับการพัฒนาประเทศได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่กำลังผลักดันภาคเอกชนในเรื่องของการวิจัยด้วยมาตรการลดภาษี การกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้รัฐบาลได้เห็นชอบงบประมาณกว่า 11,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยของประเทศด้วย พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ 11 ศูนย์ทั่วประเทศ

3) ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา เพื่อจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา  ในประเด็นนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ทปอ. ได้เสนอแนวคิดของการเสนอร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา ซึ่งมีที่มาจากความเห็นที่สอดคล้องกันของ 3 ฝ่าย คือ 1) ทปอ. ทั้งจากผลการศึกษาวิจัยและความเห็นร่วมของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีความเห็นสอดคล้องในการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา 2) คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็ได้มีมติเห็นชอบการแยกกระทรวงอุดมศึกษา 3) คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นมติเอกฉันท์ที่จะให้มีการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เพราะทุกฝ่ายเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยการแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษา แต่มิได้เป็นการจัดตั้งหรือสร้างกระทรวงใหม่ เพราะสามารถใช้สถานที่ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เดิม อีกทั้งไม่มีการขออัตรากำลังเพิ่มเติม เนื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) ก็มีตำแหน่งเทียบเท่าระดับปลัดกระทรวงอยู่แล้ว

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ ก็สรุปว่าไม่ได้ขัดข้องที่จะมีกระทรวงอุดมศึกษา เพียงแต่การจัดตั้งจะต้องอาศัยช่วงเวลาที่เหมาะสมและพิจารณาถึงประเด็นการศึกษาที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนทิศทางนโยบายของคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา นอกจากจะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการแล้ว กฎหมายใหม่ยังจะช่วยเอื้ออำนวยให้บางสถาบันการศึกษาที่มีอุปสรรคทางด้านกฎหมายสามารถจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น รวมไปถึงการขยายขอบเขตการจัดการอุดมศึกษาสำหรับคนวัย 18-25 ปี เป็นการจัดการศึกษาสำหรับคนวัยทำงานในช่วงอายุ 15-60 ปีที่ยังไม่จบระดับอุดมศึกษาจำนวน 47 ล้านคน เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถและทักษะของกำลังคนในระบบแรงงาน ตลอดจนการดูแลวิทยาลัยชุมชนด้วย

4) การดูแลพนักงานในมหาวิทยาลัย และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ได้เสนอข้อมูลในการดูแลพนักงานมหาวิทยาลัยและข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ดังนี้

  • เงินเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินเยียวยาสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยที่ทำงานอยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ที่เสียเปรียบน้องที่เข้ามาทีหลังเป็นจำนวน 21 เดือน (1 มกราคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2556) แบ่งเป็นส่วนแรกคือ เงินในส่วน 4.5 เดือนแรกให้มหาวิทยาลัยใช้เงินรายได้ของตนเองจ่ายให้พนักงาน ซึ่งเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการแล้ว ส่วนที่สองคือ 4.5 เดือนต่อมาทางสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณให้แต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งบางแห่งได้รับแล้ว แต่บางแห่งยังไม่ได้รับ ส่วนที่สามคือ 12 เดือนที่เหลือที่ควรจะได้รับในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ที่จะต้องระบุไว้ในคำของบประมาณปี 2559 ซึ่งจะนำเสนอต่อรัฐสภาด้วย นอกจากนี้ยังมีเงินตกเบิกกรณีเช่นเดียวกันนี้กับพนักงานมหาวิทยาลัยอีก 2 รุ่น คือ รุ่นวันที่ 1 มกราคม 2556 และรุ่นวันที่ 1 มกราคม 2557

  • เงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงานในระดับเดียวกัน แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการครูในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 8% ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนแล้ว และจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

  • เงินช่วยเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งชำนาญการพิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์  จากการที่คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ 5 ฉบับที่เกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย ตำรวจ ทหาร รัฐสภา ครู อีก 4% และปรับเพดานให้สูงขึ้น 10% ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีการอนุมัติไปแล้วนั้น ในภาพรวมถือเป็นหลักการที่ดีที่จะขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ก็ยังพบช่องโหว่คือ มีข้าราชการบางส่วนที่มีตำแหน่งสูงแต่ได้เงินเดือนน้อยที่จะไม่ได้ขึ้นเงินเดือน อาทิ ข้าราชการในมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนระดับชำนาญการพิเศษ (ซี 8) ที่มีเงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการสายสนับสนุนระดับชำนาญการ (ซี 7) จะไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน 4%  เช่นเดียวกับข้าราชการสายวิชาการ (อาจารย์) จะได้รับการขึ้นเงินเดือนอีก 4% ทั้งๆ ที่มีเงินเดือนมากกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์/รองศาสตราจารย์บางท่าน  อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวได้ระบุไว้ว่ารัฐมนตรีเจ้าสังกัดในแต่ละกระทรวงสามารถออกประกาศหรือกฎกระทรวงเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวได้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการนั้น รมว.ศึกษาธิการได้มอบหมายให้เลขาธิการ กกอ. ติดตามการดำเนินงานในเรื่องนี้เพื่อช่วยเหลือเยียวยาข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษหรือตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์/รองศาสตราจารย์ที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการระดับชำนาญการหรืออาจารย์ให้ได้ขึ้นเงินเดือน 4% ด้วย โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่จะได้ขึ้นเงินเดือน 4%

พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือในครั้งนี้ว่า ได้กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสพบปะกับคณะผู้บริหารและสมาชิกของ ทปอ.ในครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ติดตามการจัดการอุดมศึกษาอยู่ห่างๆ เนื่องจากมอบหมายให้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ประกอบกับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีสภามหาวิทยาลัยและกรรมการมหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่แล้วด้วย จึงได้ฝากนโยบายการพัฒนาคุณภาพการอุดมศึกษาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • นโยบายรัฐบาล  การเข้ามาดำเนินงานของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน โดยจะเข้ามาทำงานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ดังนั้นในเรื่องใดที่จะสามารถช่วยพัฒนาปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารงาน การจัดการศึกษา ตลอดจนกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้ดีขึ้น มีความคล่องตัว และขจัดปัญหา/อุปสรรคให้หมดไปได้ ก็จะเร่งดำเนินการให้ และขอให้ทุกท่านช่วยกันให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาเข้ามาด้วย

  • ร่างพระราชบัญญัติกระทรวงอุดมศึกษา  มีความเห็นด้วยและไม่ขัดข้องต่อแนวทางการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาแต่อย่างใด แต่ขอให้มีการพิจารณาถึงช่วงเวลาในการจัดตั้งที่เหมาะสมด้วย เพราะขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงต่างๆ แต่สามารถเตรียมการไว้ก่อนได้ เพื่อนำเสนอได้ทันทีเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม

  • การขอเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ออกนอกระบบ) ของมหาวิทยาลัยต่างๆ  เพื่อช่วยให้การบริหารงานเกิดความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งพบว่ามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ออกนอกระบบไปแล้ว สามารถบริหารจัดการได้ดี ดังนั้นการบริหารงานจะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งด้วย อย่างไรก็ตามขอฝากถึงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบว่า เมื่อออกไปแล้วไม่ควรนำความเป็นส่วนราชการไปอ้างเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์อีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินจากการบริจาค ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่ในกรณีมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

  • การผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็น World University  โดยขอให้มหาวิทยาลัยยึดความต้องการเป็นตัวตั้งในการผลิตกำลังคน โดยจะต้องเพิ่มบทบาทในการผลิตคนที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ทั้งโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมระบบราง ระบบน้ำ การจัดการขยะ เศรษฐกิจดิจิทัล และการสร้างนวัตกรรมให้เหมาะสมกับคนแต่ละช่วงวัยและสนับสนุนการพัฒนาประเทศ

  • ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำถึงธรรมาภิบาล (Good Governance) ของคณะผู้บริหารและมหาวิทยาลัย กล่าวคือ ความรับผิดชอบต่อนิสิตนักศึกษา ที่จะต้องดูแลรับผิดชอบการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุที่ประเทศกำลังจะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นจะต้องปรับบทบาทการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมคนวัยทำงานหรือผู้ที่เกษียณอายุแล้ว ที่เรียกว่าการศึกษาตลอดชีวิต โดยอาจจะนำคนเหล่านี้กลับมาเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ตลอดจนการดูแลและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่อยู่บริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ทั้งในด้านวิชาการ การวิจัย และการจัดกิจกรรม ซึ่งได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่งปรับบทบาทในส่วนของการพัฒนาครูให้กับโรงเรียนต่างๆ ด้วยแล้ว


ภาพ สถาพร ถาวรสุข

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำว่าควรมีการพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการและมีระบบตรวจสอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ควรหลบเลี่ยงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือคนบางกลุ่ม โดยขอให้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน และยึดประโยชน์ของผู้เรียน ชุมชนและสังคมในพื้นที่ เป็นที่ตั้ง

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
12/5/2558

กรณีนำข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรีไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ของท่าน กรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาด้วย, ขอขอบคุณ

Follow us on TwitterFind us on Facebook

 

 

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี
 เกี่ยวกับ สกอ.

 

 

138 ผลประชุม ก.พ.อ.4/2558
133 พบอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ
107 ผลประชุม ก.พ.อ.3/2558
094 ประชุม คกก.กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย
077 พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์
074 รมช.ศธ.บรรยายกิจการนิสิตนักศึกษา ที่สงขลา
071 เครือข่ายเพื่อธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาเข้าพบ รมช.ศธ.
067 ตรวจเยี่ยม รร.สาธิต มศว ปทุมวัน
065 ประชุม ทปอ.1/2558
059 ผลประชุม ก.พ.อ.2/2558
051 พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา
035 ผลประชุม ก.พ.อ. 1/2558
024 วันมหกรรมวิชาการอัสสลาม ที่ ม.ฟาฏอนี จ.ปัตตานี

 

 

Bookmark and Share

 

 

 

 

 

 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : กุณฑิกา พัชรชานนท์, นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
AmazingCounters.com


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ