UPDATE โครงการ "น้ำใจไมตรี เพื่อพ่อหลวง"





โครงการ “น้ำใจไมตรี เพื่อพ่อหลวง”



1. ความเป็นมาของ โครงการน้ำใจไมตรี ที่สนามหลวง


         บ่ายวันที่ 21 พ.ย. 2559  ดร.อาทร จันทวิมล ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปริงนิวส์เกี่ยวกับเต๊นท์ร่มน้ำใจไมตรีที่สนามหลวง  ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่ในขณะนี้


        ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องย้อนหลัง ไปเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเตรียมการต้อนรับกีฬาโอลิมปิค มีศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งหกล้มที่สถานีรถไฟตอนเช้า  โดยไม่มีใครช่วยเหลือดึงแขนเขาขึ้นเลย เพราะทุกคนต่างรีบร้อนไปทำงานให้ทันเวลา  ศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนนั้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนและลูกศิษย์ฟังพร้อมกับให้ความคิดว่า น้ำใจของคนญี่ปุ่นหายไปไหน  เราต้องรณรงค์ให้น้ำใจกลับคืนมาสู่ประเทศญี่ปุ่นให้ได้  แล้วเขาก็ก่อตั้งองค์กรน้ำใจไมตรีญี่ปุ่นขึ้นมา รณรงค์ให้คนญี่ปุ่นยิ้มให้กัน ช่วยเหลือกัน เก็บขยะข้างถนน ปลูกดอกไม้ริมทางสวนสาธารณะ ฯลฯ


         และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน  ที่สหรัฐอเมริกาก็มีการก่อตั้งขบวนการน้ำใจไมตรีโลก World Kindness Movement (WKM) ขึ้น โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศร่วมก่อตั้ง  ในปี.. 2509 (ค.. 1966) ประธานาธิบดีโก๊ะโจ๊ะตง แห่งสิงคโปร์ ได้สังเกตเห็นว่าคนสิงคโปร์มีน้ำใจไมตรีต่อกันน้อยมาก  ดังนั้น จึงสั่งการให้กระทรวงวัฒนธรรมสิงคโปร์หาทางแก้ไข  และได้สืบค้นทางอินเทอร์เน็ต พบว่ามีการก่อตั้งองค์กรน้ำใจไมตรีญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จึงส่งคนไปดูงานแล้วก่อตั้งองค์กรน้ำใจไมตรีสิงคโปร์ขึ้น มีชื่อภาษาอังกฤษว่าSingapore Kindness Movement (SKM)


         สำหรับในประเทศไทยนั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สมัยเป็นสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทำการรณรงค์เรื่องน้ำใจไมตรีมาตั้งแต่ .. 2543




2. เริ่มงาน น้ำใจไมตรีที่สนามหลวง




          วันที่ 13 ตุลาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สวรรคต ชาวไทยทั้งแผ่นดินโศกเศร้าเสียใจ พากันไปที่พระบรมมหาราชวังเพื่อสักการะพระบรมศพ ในระยะแรก กราบได้เพียงที่กำแพงวัง ต่อมาสามารถเข้าไปกราบได้ถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยต้องเข้าคิวยาวมากกว่า 6 ชั่วโมง ถ้าเป็นวันหยุดอาจต้องรอถึง 10 ชั่วโมง  บางคนมารอเข้าคิวตั้งแต่ตี 3  ดยมีพวกลูกเสือและนิสิตนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยหลายแห่งเข้าไปทำกิจกรรมจิตอาสา เริ่มด้วยการเก็บขยะ  แจกน้ำดื่ม  ต่อมาพวกทหารและกระทรวงพัฒนาสังคมเห็นเข้าจึงไปหาเก้าอี้ล้อคนพิารมาให้ลูกเสือเข็น  และจัดสถานที่ให้เป็นที่ประสานงานลูกเสือภายใศูนย์อำนวยการร่วมของทหารกลางสนามหลวง มี นายอำนาจ สายฉลาด จากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายยินดี ปั้นแววงาม (ข้าราชการเกษียณ) เป็นผู้ประสานงาน  ซึ่งผลงานของลูกเสือ ยุวกาชาด เข็นรถผู้สูงอายุเข้าวังเป็นที่ประทับใจของประชาชนทั่วประเทศ




3. ร่มน้ำใจไมตรี

         จากการที่ประชาชนหลายหมื่นคนเข้าแถวรอเข้าไปสักการะพระบรมศพ ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทำให้บางคนต้องเข้าแถวรอนานกว่า 6 ชั่วโมงในวันธรรมดา และกว่า 10 ชั่วโมงในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ การอคอยด้านนอกพระบรมมหาราชวังนั้น มีเต๊นท์  เก้าอี้นั่ง  อาหาร น้ำดื่ม  และห้องสุขาบริการอย่างเต็มที่  แต่พอก้าวเข้าประตูพระบรมมหาราชวัง ประชาชนต้องเข้าแถวเดินตามกันไปโดยไม่มีเต๊นท์บังแดดบังฝน  หากฝนตกลงมาหลายคนจะเปียกปอนเหมือนคนตกน้ำ  ซึ่งได้พยายามขอตั้งเต๊นท์และเก้าอี้ภายในพระบรมมหาราชวัง  แต่ไม่สำเร็จ  เพราะเป็นทางผ่านของประมุขของประเทศต่างๆ ที่มาสักการะพระบรมศพ  ดังนั้นจึงเหลือทางออกเพียงร่มกับเสื้อกันฝนเท่านั้น  มีหลายหน่วยงานได้นำร่มและเสื้อกันฝนมาแจกฟรีแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่  เช่น มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก  มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ตำรวจ  ทหารบก  ธนาคารออมสิน  วัดเพลง จ.ราชบุรี  ศาลอาญา และกลุ่มนิสิตเก่าจุฬา




         กลุ่มน้ำใจไมตรี ได้วิเคราะห์เรื่องนี้แล้ว จึงได้ตั้งศูนย์ร่มน้ำใจไมตรี ขึ้นที่เต๊นท์หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ทำการเก็บรวบรวมร่มใช้แล้วจากประตูเทวาภิรมย์ จากจุดเก็บร่มต่างๆ นำมาตรวจคุณภาพ  ถ้าชำรุดจะทำการซ่อมหรือทิ้งเป็นขยะ  ส่วนร่มที่ใช้ได้ดีจะแยกเป็นร่มดำและร่มสี ร่มดำที่ดีนำไปแขวนที่ศูนย์อำนวยการร่วมของทหารบก  ส่วนร่มสีที่ดีเก็บรอไว้ใช้ตอนฝนตก  พอฝนตั้งเค้าฟ้ามืดทะมึนมาไกลๆ พวกเราจะขนร่มสีทั้งหมดที่มีอยู่ และร่มดำบางส่วนขึ้นรถปิคอัป หรือรถกอล์ฟ นำร่มไปแจกฟรีให้คนที่อยู่ในเต๊นท์หน้าพระบรมมหาราชวัง ที่กำลังจะต้องเดินฝ่าสายฝนไปเข้าวัง ทำให้ร่มกว่าสามร้อยคันหายไปในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  และถ้ายังมีความต้องการอีก  เราก็จะนำรถไปกวาดร่มที่เหลือหน้าศูนย์อำนวยการร่วมมาแจกจ่ายอีก  เช่นเมื่อคืนวันที่ 22 พ.ย. เราได้แจกจ่ายร่มไปกว่า 1,000 คัน



          นอกจากนี้ เรายังได้ให้บริการ แลกร่มเสียเป็นร่มดี แลกร่มสีเป็นร่มดำ และแลกร่มเก่าเป็นร่มใหม่อีกด้วย  เราใช้เงินบริจาคจากหนูแหวนจำนวนหนึ่งแสนบาทซื้อร่มใหม่เอี่ยมเพื่อนำมาแลกและแจกให้ผู้ต้องการแล้วพบว่า ร่มดำราคาคันละ 45-60 บาท แต่ร่มสีราคาเพียง 20-40 บาทเท่านั้น เราจึงพยายามหาวิธีเปลี่ยนร่มสีเป็นร่มดำ โดยตอนแรกจะไปอาศัยโรงงานพ่นสีรถยนต์ของนิสสัน ที่สุขุมวิทและโตโยต้าฉะเชิงเทรา แต่ทำไม่ได้ ทดลองย้อมแบบย้อมผ้าก็ไม่สำเร็จ   จึงไปถามคนขายร่มว่าใช้สีอะไรพิมพ์ชื่อสปอนเซอร์บนร่ม แล้วนำสีนั้นมาใช้แปรงทาบนร่มได้ผลดีพอควร  ผลพลอยได้จากการทาสีร่มคือ นายสมบูรณ์ น้อยสมศรี ได้ประดิษฐ์เลข ๙ ไทยบนร่ม  โดยเว้นสีพื้นของร่มเดิมไว้ ทำให้ร่มแต่ละคันมีลวดลายเลข ๙ ไม่เหมือนกัน  ปรากฎว่าสถานีโทรทัศน์ไทยและจีนตื่นเต้นกับร่มเลข๙  พอข่าวแพร่ไปทางโทรทัศน์ก็มีผู้สนใจอยากได้จำนวนมาก เราจึงตั้งราคาร่มเลข ๙ นี้โดยแลกกับร่มเก่าจำนวน 3 คัน  ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้เรามีร่มเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และเป็นเจ้าของโรงงานซ่อมร่มแห่งเดียวในสนามหลวง




4. ลมน้ำใจไมตรี


          กิจกรรมนี้คิดขึ้นได้เมื่อวันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีครั้งใหญ่ในสนามหลวง 22 ตุลาคม 2559 ที่มีคนมาเต็มสนามหลวงแน่นขนัดแทบไม่มีที่ยืน ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัดทำให้มีคนเป็นลมถูกหามเข้ามาในเต๊นท์วชิรพยาบาลหลายคน หญิงกลางคนคนหนึ่งที่เพิ่งฟื้นจากการเป็นลมมานั่งพักอยู่ข้างๆ  จึงใช้มีดตัดกล่องกระดาษ แล้วใช้มือจับกระดาษพัดให้ ผู้รับบริการมีความพอใจ แต่ผู้ให้บริการมีความดีใจมากกว่า เพราะได้ค้นพบวิธีทำความดีโดยไม่ต้องออกเงินหรือออกแรงมากมายอะไรเลย เนื่องจากเป็นการ “บริจาคลม”  ในบริเวณท้องสนามหลวง  มีคนนำพัดกระดาษอันเล็กๆ หรือพัดใบลานมาแจกซึ่งก็สามารถบรรเทาความร้อนอบอ้าวได้ตามสมควร แต่เมื่อพัดไปนานเข้าก็ชักเมื่อย  ดังนั้น จึงได้ทำการรณรงค์หาผู้บริจาคพัดลมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 22 นิ้ว ราคา 2,500 บาท  โดยในชั้นต้นเตรียมจะไปเปิดให้คนที่รอคิวอยู่ในเต๊นท์ แต่ต่อมาพบว่า กทม กำลังตั้งเต๊นท์ใหม่ที่มีพัดลมอยู่แล้ว  จึงได้นำพัดลมที่ซื้อมาไปบริจาคให้หน่วยงานต่างๆ ที่มาให้บริการประชาชนในสนามหลวง  เช่น โรงพยาบาลวชิระ  หน่วยพยาบาล กทม  ตำรวจสอบสวนกลาง  มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช  มูลนิธิร่วมกตัญญู  และได้จัดบริการที่นั่งพักแถมลมเย็นหน้าเตนท์น้ำใจไมตรีอีกด้วย




5. รองเท้าน้ำใจไมตรี


          กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนถูกรองเท้ากัดเข้ามาขอพลาสเตอร์ยาที่เต๊นท์ซ่อมร่ม  เนื่องจากบางคนนำรองเท้าใหม่มาใส่เตรียมเข้าวัง หรือไม่เคยใส่รองเท้าหุ้มส้น  เราจึงไปขอพลาสเตอร์ยาจากเต๊นท์พยาบาลข้างๆ  เอามาวางให้คนถูกรองเท้ากัดหยิบไปใช้ได้ฟรีๆ พร้อมกับเขียนป้ายเชิญรับพลาสเตอร์แก้รองเท้ากัด  เมื่อไปขอพลาสเตอร์หลายๆ ครั้ง ก็กิดความเกรงใจ จึงไปซื้อมาเองครั้งละ 100 แผ่น

          หลังจากนั้น มีคนใส่รองเท้าขาดอ้าปากเหมือนจรเข้เข้ามาถามว่าเรารับซ่อมรองเท้าไหม จึงไปขอรองเท้าฟรีมาจากร้านเสื้อผ้าดำฟรีของคุณกแมร์  และต่อมาก็ซื้อรองเท้านันยางในราคาลดพิเศษ มาแลกกับคนที่รองเท้าขาด

          เราดีใจที่ได้ค้นพบวิธีมอบน้ำใจไมตรีอีกแบบหนึ่งที่ไม่เคยพบในเอกสารต่างประเทศ คือ การมอบรองเท้าดีให้คนที่รองเท้าพัง




6. น้ำขวดแช่แข็งและหวานเย็นน้ำใจไมตรี


          กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อไปซื้อของที่แมคโคร เห็นตู้แช่เนชั่นแนลราคาหมื่นกว่าบาท  จึงคิดจะซื้อมาแช่น้ำขวด  เพราะในสนามหลวงหาน้ำแข็งยาก มีผู้หวังดีแนะนำให้ซื้อหวานเย็นในหลอดพลาสติกไปแจกเด็ก เพราะเหมาะสำหรับสภาพอากาศที่ร้อนจัด  เพราะเรามีตู้แช่แข็งอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงซื้อไปแจกวันละ 1,000 หลอด ราคา 500 บาท  และน้ำขวดที่แช่ในตู้แช่ค้างคืนจะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งขวด ทำให้ผู้ดื่มได้ดื่มน้ำเย็นเจี๊ยบเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง




7. รถสองแถวน้ำใจไมตรี




         เรื่องนี้อาจเป็นกิจกรรมน้ำใจไมตรีชนิดใหม่ของโลกอีกเหมือนกัน
         เหตุเกิดจากการเข้าคิวไปสักการะพระบรมศพด้วยตนเอง พอออกมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก็จะถูกบังคับให้เดินออกมาทางประตูเทวาภิรมย์ เมื่อออกประตูวังมาก็งงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนและจะกลับบ้านยังไง เนื่องจากเป็นสถานที่ไม่คุ้นเคย มองไปทั้งทางซ้ายและขวาเห็นแต่กำแพงวังยาวสุดลูกหูลูกตา ถามทางใครก็ไม่รู้เรื่องเพราะทุกคนเป็นคนต่างถิ่น



         วันนั้นได้อาศัยซ้อนมอเตอร์ไซต์ฟรีที่จิตอาสามาให้บริการ จึงสามารถกลับไปตั้งหลักที่สนามหลวงได้อย่างปลอดภัย
         กลับมาคิดถึงคนแก่ที่ซ้อนมอไซด์ไม่ได้  คิดถึงคิวยาวรอมอไซต์ที่ไปได้ครั้งละคน  คิดถึงตอนฝนตก แดดร้อน คิดถึงคนที่เดินผิดทาง คิดถึงคนที่ต้องเดิน 5 กิโลเมตรกว่าจะไปเจอแทกซี่ว่างที่เสาชิงช้า คิดถึงคนที่เดินไกลเกิน 3 กิโลเมตรแล้วจะเป็นลมหรือขาเป็นตะคริว
         คิดหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยใช้รถสองแถววิ่งวนรอบพระบรมมหาราชวังและสนามหลวงแบบที่พัทยาหรือเชียงใหม่
         ใช้โทรศัพท์โทรหาคนขับรถสองแถวในซอยใกล้ถนนจันทน์ ซึ่งมีคิวรถสองแถวกว่าร้อยคัน ตกลงค่าเช่าวันละสองพันบาทต่อคัน ถ้า 10 คัน ก็วันละสองหมื่น  หนึ่งเดือนก็หกแสนบาท วิ่งระหว่างเวลา 09.00 – 21.00 น. ต่อจากนั้นก็ไปเจรจากับตำรวจจราจร พตท.สรรเสริญ ที่สมัครเป็นนายท่ารถสองแถวเฉพาะกิจ



         ขั้นตอนยากที่สุดคือการหาเงินบริจาคหกแสนบาทต่อเดือน ซึ่งธนาคารออมสินรับจะเป็นสปอนเซอร์ 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2559 ดังนั้นในช่วงแรกจึงต้องใช้เงินส่วนตัวของหน่วยเสือดำไปก่อนราวหนึ่งแสนบาท




8. เสื้อดำน้ำใจไมตรี



        เมื่อในหลวงสวรรคต ชาวไทยทุกคนต่างหาซื้อเสื้อดำ ทำให้เสื้อดำทั้งคอกลมและคอโปโลขาดตลาดอย่างรวดเร็ว
        หลายหน่วยงานคิดจะแก้ปัญหาขาดแคลนเสื้อดำด้วยการนำเสื้อสีมาย้อมสีดำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เทคนิคกรุงเทพ บริษัทกรุงไทยแทรกเตอร์และกศน. แต่ประสบปัญหาวิธีกำจัดน้ำเสียจากการย้อมผ้าที่ถ้าเทลงคลองปลาจะตาย  ถ้าเทใต้ต้นไม้ ต้นไม้จะตาย ทั้งสองกรณีผู้กระทำมีความผิดถึงขั้นจำคุก ต้องให้กทม. นำรถมาดูดน้ำเสียทุกหยดไปบำบัด




        พวกเราตั้งกลุ่มเสื้อดำขึ้นมา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มเสือดำ) เพื่อรวบรวมเสื้อผ้าสีจากคนรู้จักแล้วเตรียมจะไปฝากเทคนิคกรุงเทพหรือบริษัทกรุงไทยย้อมสีดำให้ แต่ประสบปัญหาต้องรอคิวนานหลายสัปดาห์  โดยที่บริษัทกรุงไทยยังมีเสื้อผ้าสีที่มีคนบริจาคอีกหลายตันยังไม่รู้จะย้อมให้หมดได้อย่างไร เจ้าของกรุงไทยออกปากยกเสื้อสีให้เราทั้งหมดฟรีๆ
       ตอนนั้นมีภาพข่าวหนังสือพิมพ์ตอนที่กระทรวงอุตสาหกรรมไปตรวจโรงงานย้อมผ้าที่ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว จึงขอให้กศน.ปราจีนส่งคนไปหา แต่ไม่พบ
       ดังนั้นจึงให้อ.ฉัตรชัย ขับรถไปลุยหาโรงย้อมผ้าที่โรงเกลือให้ได้ ผลปรากฎว่ามีอยู่ 3 แห่ง ซ่อนตัวอยู่หลังตลาด มีอุปกรณ์ทันสมัย ย้อมผ้าได้ชั่วโมงละ 500 ตัว คิดค่าย้อมตัวละ 9 บาท ค่ารีดตัวละ 1 บาท  หลังจากนั้นจึงให้อ.สมบูรณ์ ส่งเสื้อสีที่ได้ฟรีจากกรุงไทยไปย้อมที่สระแก้วราว 2,000 ตัว และส่งไปเทคนิคกรุงเทพราว 1,000 ตัว



        เมื่อได้เสื้อย้อมมาแล้วต้องนำไปรีดและใส่ถุงพลาสติกให้เหมือนเสื้อที่ขายตามห้าง โดยระดมแม่บ้านจากบ้านเครือญาติ 10 คนมารีดผ้ากันทั้งกลาวงันและกลางคืน
       เสื้อดำที่ย้อมได้มานำไปมอบให้รองแม่ทัพภาค 1 พล.ต ธรรมนูญ วิถี ที่ต้องการเสื้อดำให้ทหารไปแจกคนที่ไม่มี ส่งไปให้พยาบาลเสมาที่ลำปาง และพิษณุโลก




9.รถตุ๊กตาน้ำใจไมตรี



       เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเด็กหญิงไอรีน อายุ 3 ขวบ ชอบตามแม่ไปซื้ออาหารสดที่ห้างเดอะมอลล์ เพราะจะได้นั่งรถตุ๊กตา ซึ่งเป็นรถเข็นชอปปิ้งตามห้าง แต่ทำเป็นรูปตุ๊กตาการ์ตูน มีพวงมาลัยขับรถและมีแตรบีบปี๊นๆด้วย
       เมื่อคุณตาไปสนามหลวงเห็นลูกเสือเข็นรถล้อผู้สูงอายุ ก็เกิดความคิดว่าน่าจะนำรถเข็นตุ๊กตามาให้บริการเด็กที่พ่อแม่จำเป็นต้องพามาเพราะไม่มีใครดูแลที่บ้าน
      เนื่องจากคุณตาไม่รู้จักใครที่เดอะมอลล์ จึงต้องติดต่อผ่านคุณอรพิน ผู้จัดการโฮมโปร  คุณอรพินก็ติดต่อไปยังคุณปณิตา ผู้จัการเดอะมอลล์ และส่งรถตุ๊กตา 20 คัน มาให้บริการที่สนามหลวง


 


10. เขียนป้ายฟรีด้วยน้ำใจไมตรี



          จากประสบการณ์จัดงานนอกสถานที่ทำให้รู้ว่า  สิ่งขาดแคลนของนักจัดงานอย่างหนึ่งคือป้าย  เช่น  ป้ายบอกทางไปห้องน้ำ  ป้ายจุดเริ่มต้นคิว  ป้ายแจกพลาสเตอร์ยาเพื่อคนถูกรองเท้ากัด  ฯลฯ



          งานนี้เราได้อาจารย์ นักศึกษา จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภาและวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพฯ หลายสิบคนมาให้บริการเขียนป้าย  และบางวันก็มีเครื่องเคลือบพลาสติกมาให้บริการอีกด้วย


11. น้ำใจทหารพรานปักธงชัย



         ขณะกำลังจัดร่มอยู่ที่ศูนย์อำนวยการร่วมกองทัพบก บริเวณกลางสนามหลวง มีชายคนหนึ่ง มีป้ายติดหน้าอกตัวใหญ่ว่า “ทหารพรานปักธงชัย” เดินเข้ามาถามว่ามีรถเข็นของให้ยืมหรือไม่  จึงถามว่าจะเอาไปทำอะไร
        ทหารพรานคนนั้นตอบว่า กลุ่มของตนเป็นทหารพรานจากค่ายปักธงชัย นครราชสีมา ราว 20 คน อาสาสมัครมาช่วยงานพระบรมศพ โดยทีแรกก็ไม่มีที่ตั้งเพราะทุกเต๊นท์มีเจ้าของ จนได้ไปอาศัยที่กระทรวงกลาโหมใกล้ศาลหลักเมือง ทำงานโบกรถและเดินรักษาความปลอดภัยไปรอบสนามหลวง  ต่อมามีรถน้ำดื่มของกรมน้ำบาดาลมาจอดใกล้ๆ จึงรับอาสาหิ้วขวดน้ำใส่ถุงพลาสติกไปแจกประชาชนที่เข้าคิวรออยู่ในเต๊นท์ แต่หิ้วไปได้น้อยและต้องเดินไกล จึงอยากได้รถเข็นขวดน้ำสำหรับให้บริการประชาชน



        ทหารที่เฝ้ารถเข็นคนแก่ ตอบว่าเคยมีรถเข็นขนของแต่คนเอาไปใช้แล้วยังไม่ส่งคืน  เราเห็นความตั้งใจดีของทหารพรานจึงบอกว่าจะให้เงิน 4,000 บาทไปซื้อรถเข็นใหม่ 2 คัน แต่ทหารพรานก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน จึงให้ อ.สมบูรณ์ ขับรถปิ๊คอัปพาไปเลือกซื้อที่ร้านใกล้ภูเขาทอง
       ทหารพรานดีใจมากที่ได้รถเข็น ส่วนเราก็ดีใจมากเช่นกันที่มีส่วนช่วยเหลือประชาชนของพระราชา และได้ทหารพรานมาร่วมกลุ่มน้ำใจไมตรี


 


12. ไมตรีจากร่วมกตัญญู

       โรงครัวใหญ่สุดของสนามหลวง ดูเหมือนจะเป็นของมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ใช้คนทำอาหารเกือบร้อยคน ขนผัก หมู ไก่ มากองพะเนินเทินทึก  ใช้รังถึง 4 ชั้น  เพื่อหุงข้าวเลี้ยงคนมื้อละกว่าพันคนอย่างเอาเป็นเอาตาย

       เนื่องจากคุณป้อม ลูกสาวเถ้าแก่ใหญ่และคุณสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการเป็นคนรู้จัก เคยทำงานร่วมกันตั้งแต่สมัยตึกถล่มโคราช ดังนั้นจึงสามารถขอยืมรถกอลฟ์มาใช้ได้เป็นครั้งคราว และร่วมกตัญญูส่งอาหารกล่อง 20 ชุดให้เต๊นท์น้ำใจไมตรี และรถสองแถวทุกวัน

       เราตอบแทนความมีไมตรีของร่วมกตัญญูด้วยการส่งพัดลมอุตสาหกรรมที่ได้รับบริจาคจากคุณยายไปให้ 1 เครื่อง

 




13. เกียรติบัตรน้ำใจไมตรี

      ในช่วงงานที่ท้องสนามหลวง มีคนมารอเข้ากราบพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันละหลายหมื่นคน บางคนมารอตั้งแต่ตีสามตีสี่ แล้วเข้าแถวรอเป็นเวลานาน บางคนรอถึง 8 ชั่วโมง ไม่นับเวลาเดินทางจากจังหวัดไกลๆ

       การที่คนหลายหมื่นคนมาชุมนุมกันอยู่ในสนามหลวง ทำให้ต้องจัดการบริการต่อ “แขกของพระราชา” อย่างมโหฬาร ตั้งแต่ อาหาร น้ำดื่ม ผ้าเย็น เข็นรถผู้สูงอายุ คัดกรองผู้ไม่พึงประสงค์ ป้องกันการวางระเบิดและจับกุมพวกมิจฉาชีพ  ไปจนถึงการขนเก็บขยะ และดูแลห้องสุขา  โดยต้องใช้คนให้บริการต่างๆ อีกหลายพันคน

       ผู้ให้บริการเหล่านี้ บางคนเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ไม่เคยได้ชื่อเสียง หรือออกชื่อทางสื่อมวลชน เช่น คนลอกท่อ ขนขยะ เฝ้ายาม หรือสายสืบตำรวจลับ เพราะถึงแม้จะมีการให้รางวัล หรือขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่งตอนงานจบไปแล้ว รางวัลต่างๆ ก็มักจะได้แต่พวกหัวหน้าที่บางคนอาจไม่เคยลงมาคลุกฝุ่่นในสนามด้วยซ้ำไป

       ทีมน้ำใจไมตรี มีความสนใจในผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง พวกปิดทองหลังพระเหล่านี้ จึงคิดจะออกเกียรติบัตรให้ไว้เป็นที่ระลึก  โดยได้ไปหารือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแล้วเห็นชอบด้วย

       เราจึงส่งจดหมายขอข้อมูลผู้ปฏิบัติงานที่สนามหลวงเกินกว่า 30 ชั่วโมง เพื่อนำมาตรวจสอบ แล้วออกเกียรติบัตรให้ จำนวนประมาณสองหมื่นใบ

       เราได้รับการตอบรับอย่างดีจากมูลนิธิร่วมกตัญญู  มูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง  กรมราชทัณฑ์ ตำรวจนครบาล และ กทม. 






14.  อาสาสมัครเก็บขยะ งานแรกของจิตอาสา



          บริเวณงานที่สนามหลวง   มีนักเรียนนักศึกษาหลายพันคนต้องการสมัครเป็นจิตอาสา เพื่อทำอะไรก็ได้ที่เป็นความดี เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

          แต่การทำความดีที่สนามหลวงไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะเมื่อลงพื้นที่ก็จะพบปัญหา แรกว่า “ไม่รู้จะทำอะไร” โดยเฉพาะผู้ที่ไปมือเปล่า ไม่มีของไปแจก หรือไม่มีหน่วยบริการที่แน่ชัด



        ในระยะแรกก็มีพวกนักศึกษาถือถุงพลาสติกเก็บขยะข้างทาง พอมีข่าวและภาพออกทางสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ก็มีคนทำตามมากขึ้น

        ในระยะต่อมาจิตอาสาที่ยังไม่มีสังกัดทั้งหลายจะต้องไปลงทะเบียน ที่ศูนย์อาสาสมัคร ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แล้วเลือกชนิดงานที่ต้องการจะทำ  ซึ่งถ้ายังไม่มีความเชี่ยวชาญพิเศษอะไรก็มักจะเริ่มต้นด้วยการ “เก็บขยะ”

        โดยต้องเข้ารับการอบรม ให้รู้จักขยะประเภทต่างๆ แล้วรับป้ายแขวนคอ และถุงใส่ขยะ เพื่อเดินไปเก็บขยะรอบสนามหลวง แต่ขยะในงานนี้ก็หายากหาเย็น เพราะมีคนเก็บขยะคนอื่นเดินนำหน้าไปก่อน  ต้องไปหาจุดยืนใกล้ที่แจกน้ำแจกอาหารแล้วตะโกนเชิญให้คนมาทิ้งขยะในถุงของตน กว่าจะได้เต็มถุงก็เล่นเอาเหนื่อยยยยยย




15. นักเรียนนายร้อยนายเรือ เสริฟน้ำและอาหารให้คนเข้าคิว

        

         คนเข้าคิวคอยเข้ากราบพระบรมศพ  หลายคนมาถึงสนามหลวงตั้งแต่ตี 3  แล้วนั่งรอ  ยืนรอกันกว่า 8 ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นไปกราบบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  แต่คนไทยผู้จงรักภักดี ทั้งหลายก็ไม่ย่อท้อ ทั้งนั่ง ทั้งเดิน แล้วก็รอกันอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ใครจะเข้าห้องน้ำหรือจะกินอาหารก็ลุกออกไปแล้วกลับมาเข้าที่เดิม



        ต่อมาก็มีนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ  นายเรืออากาศ และตำรวจ  แต่งเครื่องแบบครบชุด  ถือถาดใส่น้ำและอาหารมาให้บริการแก่คนที่รอคอยในแถว  เหมือนกับแอร์โฮสเตส ให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน

          

        บริการอย่างนี้มีที่เดียวในโลกนะครับท่าน



 




 






ข้อมูลและภาพ : Line artornfanpage2