Next Gen of HE

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิกฤตอุดมศึกษา: ปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ” ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง การปฏิรูปอุดมศึกษาไทยแบบพลิกโฉม: ร่วมสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลง (Next Gen of HE) เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2562 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ



ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร กล่าวว่า หากจะกล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลง” สิ่งที่ชาวอุดมศึกษาต้องมีความเข้าใจเป็นลำดับต้น ๆ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อวิถีการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือแม้กระทั่งคนวัยทำงานในยุคสมัยนี้ให้เปลี่ยนแปลงไปด้วย นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของการปฏิรูปการอุดมศึกษา ที่จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะจัดการศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศ ให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการต่าง ๆ ซึ่งปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและเทคโนโลยีไปนานแล้ว เพราะหากไม่ปรับก็จะอยู่ไม่ได้


ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นฝ่ายการผลิตกำลังคนก็ยิ่งต้องปรับตัวตาม โดยมีปัจจัยความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ที่ฝ่ายการผลิตกำลังคนจะต้องตอบสนอง ดังนี้




  • การขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalizing Knowledge-Based Economy) เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยและการพัฒนา การผลิตสินค้า บริการ และนวัตกรรม ทุกอย่างอยู่บนฐานของความรู้และการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่จะช่วยตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลด้านต่าง ๆ เป็นต้น



  • ผลิตกำลังคนที่มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะสูง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) บัณฑิตที่มีความรู้เท่าทันในศตวรรษที่ 21 2) มีทักษะและสมรรถนะสูง ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ตอบความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างแท้จริง และ 3) มีคุณลักษณะสำคัญ 4 ด้านที่จะช่วยฐานของการเกิดสมรรถนะ ได้แก่ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving), ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation), ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information and Media Literacy) และทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ตลอดจนมีอุปนิสัยพื้นฐานที่จะสร้างความสำเร็จในการทำงาน อาทิ การรู้หน้าที่ มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม ใฝ่รู้และใฝ่เรียนตลอดชีวิต เป็นต้น



  • ป้อนกำลังคนแรงงานที่มีทักษะและความชำนาญตรงกับความต้องการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ความต้องการกำลังคนระดับช่าง (ร้อยละ 70) ทั้งช่างที่เป็นนักปฏิบัติมืออาชีพ และช่างที่มีความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรม และความต้องการกำลังคนระดับบัณฑิต (ร้อยละ 30) ที่มีความสามารถด้านการให้คำปรึกษา การวิจัยและวิทยาศาสตร์


นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าการปรับตัวเพื่อผลิตคนให้ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้ปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกไปก่อนแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ยาก และแต่ละสถาบันอุดมศึกษาก็มีความถนัดและความชำนาญในการผลิตที่แตกต่างกันออกไป จึงขอเสนอให้สถาบันอุดมศึกษาหาความถนัดที่จะเป็นจุดเด่นของตัวเองให้เจอ โดยเลือกที่จะดึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา พร้อมทุ่มเทและลงทุนเพื่อการพัฒนาและต่อยอดไปสู่การจัดการศึกษาในยุค 4.0 ให้ได้


เมื่อนั้นจึงจะสามารถชูความเก่งความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นจริง โดยจะต้องคำนึงถึงโลกของกำลังแรงงานในอนาคตด้วย เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรงกับอาชีพใหม่ ๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะสร้างความเจริญให้กับองค์กรที่ไปอยู่ และสิ่งสำคัญคือ Digital Skill ที่มิใช่เพียงใช้สื่อเป็นเท่านั้น แต่จะต้องสร้างเนื้อหาเพื่อนำเสนอผ่านสื่อดิจิทัลให้ได้ รวมทั้งทักษะภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้สร้างความสามารถด้านการสื่อสารในในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การต่อรอง การนำเสนอ ฯลฯ ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ นอกเหนือจากความเก่งของคนไทยที่ไม่เคยแพ้คนชาติใดในโลกนี้อยู่แล้ว


 


ในส่วนของการเสวนา เรื่อง “ความท้าทายในการเตรียมพร้อมกำลังคนเพื่ออนาคต” มีสรุปสาระสำคัญ ดังนี้


ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บทบาทสำคัญของการอุดมศึกษาในอนาคตอันใกล้นี้ การจัดการศึกษาเรียนรู้สำหรับคนวัยทำงานและการศึกษาทุกช่วงวัยถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมา ซึ่งจะเป็นรูปแบบของการเรียนรู้เพื่อ Reskill หรือ Upskill ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการส่งเสริมผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่น ๆ ที่สนใจจะเรียนรู้ความรู้ วิทยากร ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปใช้ทำงานได้จริง ส่วนผู้เรียนที่อยู่ในระบบการศึกษา ต้องพยายามปรับให้ได้เรียนในสิ่งที่เป็นความถนัดและสนใจ ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนต้องรู้ หรือกระตือรือร้นที่จะเรียนมากขึ้น ซึ่งครูหรืออาจารย์ผู้สอนก็สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างที่ถ่ายทอดความรู้ได้ เพื่อทำให้เกิดบัณฑิตหรือกำลังแรงงานที่สามารถคิดวิเคราะห์ มีความทันโลกทันสมัย เกิดทักษะ สมรรถนะ และเป็นแรงงานที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง


รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากจะกล่าวถึงการอุดมศึกษาไทยในอนาคตที่ต้องการเห็น การจัดการศึกษาเรียนรู้ที่มีความหลากหลายศาสตร์และสาขาวิชา คงจะเป็นอีกความท้าทายที่สถาบันอุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะศาสตร์ของการสื่อสาร ทั้งการสื่อสารภายในองค์กรและสถาบันอุดมศึกษา ให้มีความเข้าใจและสามารถปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคต ตลอดจนเรื่องของภาษาต่างประเทศและภาษาเพื่อนบ้าน ที่มีความจำเป็นต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบัน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาปรับการเรียนการสอนให้ทันยุคทันสมัย มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันที่จะทำให้บัณฑิตมีทักษะ มีสมรรถนะ และมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีมาตรฐาน ตลอดจนรองรับโลกในอนาคตได้


ศ.ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาด้านการอุดมศึกษาไทยที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งการอุดมศึกษาของไทยนั้นมิได้ด้อยไปกว่าชาติอื่น ๆ ในโลก เพียงแต่ยังขาดความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษาเรียนรู้อยู่มาก จึงเห็นควรให้มีการปรับแนวคิดทั้งในส่วนของครูอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียน พร้อมปรับสูตร กระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะต้องมีการเรียนรู้ในสถานที่จริง จากของจริงมากขึ้น ควบคู่กับการเรียนเพื่อการวิจัย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำทักษะและความรู้ที่ได้จากการเรียนมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับการทำงานได้จริง

















Written by ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว, นวรัตน์ รามสูต
Photo Credit
อิทธิพล รุ่งก่อน
Rewriter นวรัตน์ รามสูต
Editor บัลลังก์ โรหิตเสถียร