MOU ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์การเรียน

เมื่อวันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ โดยนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “กัญชา-กัญชง” ซึ่งเป็นพืชล้มลุกจัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE) เหมือนกัน แต่ต่างสายพันธุ์ โดยให้สารออกฤทธิ์ทางยาในกลุ่มเดียวกัน ในสัดส่วนตัวสารสำคัญที่มีผลและไม่มีผลต่อจิตประสาทต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม พืชทั้งสองอย่างสามารถผสมข้ามสายพันธุ์กันได้ แต่จะให้ปริมาณและคุณภาพของสารมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ นี่จึงเป็นเหตุให้กัญชาและกัญชงแยกออกจากกันได้ยาก

ซึ่งกระแสของโลกในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าหลาย ๆ ประเทศ มีความนิยมและมีความล้ำหน้าในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากกัญชาหลายหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับสังคมไทยที่ใช้กัญชาเพื่อเป็นยา อาหาร และใช้ผสมในอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์บางชนิด มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และขณะนี้ประเทศไทยได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 “ให้มีการช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนานวัตกรรม เร่งศึกษาวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ของประชาชน โดยกำหนดกลไกการดำเนินงานที่รัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบทางสังคมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด”

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ในฐานะกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่คนทุกช่วงวัย ทั้งเชิงองค์ความรู้ทางวิชาการ ทักษะและสมรรถนะในการทำงานและประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมั่นใจ ตลอดจนเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ตามจุดเน้นกระทรวงศึกษาธิการและยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ของรัฐบาล จึงตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคนไทยทุกคน เกี่ยวกับประโยชน์ โทษ ตลอดจนผลข้างเคียง และวิธีใช้กัญชาอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้สังคมไทย และเพื่อให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรรายวิชาเลือก ทช 33098 กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรจนเสร็จสมบูรณ์ พร้อมมีการพัฒนาครูผู้สอนหลักสูตรรายวิชาเลือกฯ จำนวน 685 คน เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปสร้างความรู้ความเข้าใจ ในเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกัญชาและกัญชงสำหรับนักศึกษา

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการบูรณาการข้อมูลด้านการแพทย์กับการศึกษาที่สำคัญ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับกัญชาและกัญชงเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ในรูปแบบที่เหมาะสม ไปจนถึงการร่วมจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้แก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ตลอดจนเกิดการประสานความร่วมมือในรูปแบบภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่นักศึกษาและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

และในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณสำนักงาน กศน. โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ร่วมแรง ในการเตรียมความพร้อมให้กับสังคมไทย รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้กัญชาและกัญชงในการวิจัยและทางการแพทย์ ที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนคนไทยได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

การใช้กัญชาทางการแพทย์ของไทย :

ปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกกัญชา กัญชง เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ภายใต้หลักการของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 โดยได้ปรับบทบัญญัติบางประการให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดรับกับผลการวิจัยที่ว่า “สารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก” ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการห้ามมิให้ผู้ใด ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ให้รวมถึงการเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการฯ

จากนั้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทย” ระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เพื่อการปลูกและส่งผลิตกัญชาเป็นตำรับยาตามกฎหมาย โดยกำหนดแหล่งปลูกกัญชา 5 จังหวัดกระจายใน 4 ภูมิภาค ได้แก่
– ภาคเหนือ ณ แหล่งปลูกและผลิตกัญชาสด จังหวัดลำปาง เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่
– ภาคอีสาน ณ แหล่งปลูกและผลิตกัญชาสด จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลคูเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และแหล่งปลูกและผลิตกัญชาสด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร
– ภาคกลาง ณ แหล่งปลูกและผลิตกัญชาสด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลดอนตูม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม และศูนย์พันธุกรรมวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เพื่อส่งมอบให้กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
– ภาคใต้ ณ แหล่งปลูกและผลิตกัญชาสด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ “ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะ กัญชง (Hemp) พ.ศ. ….” แทนกฎกระทรวงฯ เดิม (ประกาศใช้ในเมื่อ พ.ศ.2559) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยมุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในการแพทย์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งมีสาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ ดังนี้

นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียง/อินโฟกราฟิก
อิทธิพล รุ่งก่อน: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน
29/1/2563