55182-6259.jpg

รมว.ศธ.เปิดเวิร์คช็อป CONNEXT EDรวมพลังภาคประชาสังคม และ33องค์กรภาคเอกชน ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

ข่าว ศธ.360 องศา 20 พฤศจิกายน 2562

รมว.ศธ.เปิดเวิร์คช็อป CONNEXT EDรวมพลังภาคประชาสังคม และ33องค์กรภาคเอกชน ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

(18 พ.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ประจำปี 2562 (CONNEXT ED Workshop 2019) พร้อมทั้งกล่าวสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้นำรุ่นใหม่สู่การขับเคลื่อนยกระดับการศึกษาไทย (School Partner) กว่า 900 คน ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานและร่วมผลักดันยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่โรงเรียนประชารัฐ 4,781 แห่งทั่วประเทศ โดยมีนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน ตลอดจนผู้แทนจากภาคประชาสัมคม และผู้แทน 33 องค์กรภาคเอกชนเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
– โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED (ชื่อเดิม สานพลังประชารัฐ) เป็นการผนึกกำลังสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
– ก่อตั้งโดย 12 บริษัท ปัจจุบันมี 33 บริษัทเข้าร่วมสนับสนุน
– เพื่อยกระดับการศึกษาไทย สู่การสร้าง “เด็กดี เด็กเก่ง” ของประเทศอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาศักยภาพคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศ
– รมว.ศธ.ย้ำความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยพัฒนาการศึกษาทำให้เกิด 3 ป คือ ประวัติศาสตร์ ปาฎิหาริย์ และปฎิรูปการศึกษา
– ศธ.ตั้งเป้าปีการศึกษา 2563 ครูทุกคนควรจะต้องพูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้
– รร.ต้องบริหารจัดการโครงการต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม ยาเสพติด ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องประกวดให้เป็นภาระครู-นักเรียน
– ศธ.พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เตรียมเชิญฝ่ายค้านมาหารือร่วมกันทำงาน ไม่แบ่งฝักฝ่าย

รมว.ศธ. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ กล่าวตอนหนึ่งว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการ สานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED อันเกิดจากกลไกความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาได้อย่างลงตัวและเห็นเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีความมุ่งมั่น มีจิตสาธารณะที่จะแบ่งปัน ทั้งด้านบุคลากร ทรัพยากร และองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการโรงเรียนประชารัฐ คณะครู และผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) และผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ของภาคเอกชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งมีความสำคัญมากในโลกปัจจุบัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูลสถานศึกษาที่โครงการฯ ได้รวบรวมไว้ในระบบ School Management มาวางแผนพัฒนา รวมถึงเดินหน้าผลักดันระบบอินทอร์เน็ตให้ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศ การพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน มั่นใจว่า ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จะเป็นผู้นำที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ส่งผลให้นักเรียนเติบโตเป็นกำลังและอนาคตของชาติต่อไป

ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษา ซึ่งตนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวเชื่อมและช่วยขยายการดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องในระยะที่ 3 ดังนั้นปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดที่ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม จะมาช่วยขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งระยะเวลา 3 เดือนในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยพัฒนาการศึกษาทำให้เกิด 3 ป ซึ่งมีความสำคัญมาก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ปาฎิหาริย์ และปฎิรูปการศึกษา เพราะเมื่อมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนเกิดขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการสร้าง ประวัติศาสตร์ ปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงความสำเร็จของการปฎิรูปการศึกษาไทยอย่างแน่นอน โดยอย่ามองปัญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นของคนใดคนหนึ่ง เพราะหากคิดเช่นนั้นปฎิรูปการศึกษาจะไม่สำเร็จและจะส่งผลไปถึงการพัฒนาประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ผู้บริหารและครูทุกคนก็ต้องปรับตัวให้มีทักษะด้านดิจิทัล และภาษาอังกฤษ โดย ศธ.ตั้งเป้าหมายในปีการศึกษา 2563 ครูทุกคนควรจะต้องพูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้ รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่น โรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด โรงเรียนสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไม่ต้องการให้มีการประกวดโครงการ เพราะจะส่งผลต่อภาระครูและนักเรียน แม้จะมีป้ายติดหน้าโรงเรียนหลายป้าย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้คุณภาพเด็กดีขึ้น แต่อยู่ที่วิธีบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนปลอดยาเสพติดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เอง โดยที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศหรือประกวด ซึ่งจะขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อยังไม่ต้องมาทำความร่วมมือกับโรงเรียนในโครงการต่าง ๆ อีก

นอกจากนี้ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในเรื่องปฎิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ และในเร็ว ๆ นี้จะเชิญฝ่ายค้านที่มีข้อเสนอด้านการจัดการศึกษามาให้ข้อคิดเห็น เพื่อร่วมกันทำงานโดยไม่ต้องแบ่งฝักฝ่ายอีกต่อไป

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบโล่เกียรติยศเชิดชูเกียรติแก่ตัวแทนภาคประชาสังคม และภาคเอกชน 33 องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยในโรงเรียนประชารัฐ โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ซึ่งประกอบด้วย 12 องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. ซีพี ออลล์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กลุ่มมิตรผล : กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เอสซีจี บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ 21 องค์กรเครือข่ายพันธมิตรใหม่ของโครงการ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น บมจ. บ้านปู สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่ บจ. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม และ บจ. สวนอุตสาหกรรมบางกะดี บมจ. บีอีซี เวิลด์ บจ. สลิงชอท กรุ๊ป บจ. เอดู พาร์ค บจ. เอ.พี. ฮอนด้า บจ. โพซิทีฟ โซลูชั่น บจ. เอส เค โพลีเมอร์ บจ. เบอร์แทรม (1958) บจ. โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) บจ. แม็คเอ็ดดูเคชั่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บจ. เควี อิเล็กทรอนิกส์ บจ. แอล แอนด์ อี แมนูแฟคเจอริ่ง บจ. เลิร์น คอร์ปอเรชั่น บจ. เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม (เทสโก้ โลตัส) และ บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย)

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ริเริ่มก่อตั้งขึ้นโดย 12 องค์กรเอกชนชั้นนำของไทย ได้แก่

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. กลุ่มเซ็นทรัล
  3. บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ)
  4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  5. บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย
  6. บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
  7. กลุ่มมิตรผล (กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่)
  8. บมจ.ปตท.
  9. บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
  10. บมจ.ไทย ยูเนี่ยนกรุ๊ป
  11. บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
  12. บมจ.ซีพีออลล์

โดยในปีที่ผ่านมา มีเครือข่ายพันธมิตรใหม่เข้าร่วมโครงการอีก 21 องค์กร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดการสนับสนุนและพัฒนาในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณดำเนินโครงการตามบริบทของโรงเรียน, การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการอบรมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา, การสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการสับสนุนด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ภาคเอกชนพร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ให้บรรลุตามเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน และมีแผนจะจัดทำสมุดพกดิจิทัลเพื่อให้สามารถประเมินผล และแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนรายบุคคล และเตรียมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ตลอดจนจัดทำระบบบริจาคออนไลน์เพื่อระดมทุนสนับสนุนด้านการศึกษา

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและเกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
ขอบคุณกราฟิก / CONNEXT ED
ข่าวเพิ่มเติม เดลินิวส์