แนวคิดการทำงาน




ศึกษาธิการ – ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนในเครือเนชั่น เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ (MOC) เกี่ยวกับแนวคิดและนโยบายการทำงานที่เน้นจะดูแลลูกหลานของประชาชน เหมือนลูกหลานของเรา และดูแลครูอาจารย์ที่สอนลูกหลานประชาชน ให้เหมือนน้องชายน้องสาวของเรา ต้องเปลี่ยนจากการควบคุม เป็นการให้โอกาสกับเด็ก









 src=

“ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี” เห็นว่าบทความการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศธ.ในหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉบับวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ หน้า ๑๕-๑๖ ซึ่งเรียบเีรียงโดยเสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์ น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อทิศทางการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขออนุญาตนำลงเผยแพร่

ประกาศว่าจะเน้นย้ำนำปรัชญาการทำงานของพรรคเพื่อไทยมาใช้กับการบริหารงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หลังจากเข้ารับตำแหน่ง และได้มอบนโยบายให้กับข้าราชการแล้ว นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช บอกทันทีว่า “จะดูแลลูกหลานของพี่น้องประชาชน เหมือนลูกหลาน เราจะไม่ทำร้ายประชาชน ไม่โกงประชาชน เมื่อมาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ เราก็จะดูแลลูกหลานของประชาชน เหมือนลูกหลานของเรา และเราจะดูแลครู อาจารย์ที่สอนลูกหลานประชาชน ให้เหมือนน้องชาย น้องสาวของเรา”

จากนโยบายการศึกษาหลักจะนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาอย่างไร

ทุกนโยบายจะมุ่งสู่ปรัชญาหลัก โดยจะแยกเป็น 2 ระดับ คือระดับนักเรียนมัธยม จะให้เด็กได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันทุกคน ได้มีความรู้ มีจินตนาการ ให้คิดเป็นทำเป็น และต้องให้เด็กได้เรียนรู้หลายๆ เรื่อง เมื่อถึงระดับอุดมศึกษา หรืออาชีวศึกษา จะทำให้เด็กเก่งในด้านที่ตัวเขาสนใจ เมื่อรู้จักคิดเป็นทำเป็น รู้ว่าชอบอะไรก็ส่งเสริมให้เด็กมีความเป็นมืออาชีพในด้านนั้นๆ

อย่างกรณีการแจกแท็บเล็ตเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถทางการศึกษาของเด็ก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปกระดานดำจะค่อยๆ ลดบทบาทลง หากใครปฏิเสธแท็บเล็ตตอนนี้ ก็เท่ากับปฏิเสธหนังสือที่เขียนบนกระดานดำ และอนาคตก็จะติดอินเทอร์เน็ตให้กับโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 20,000 แห่ง เพื่อให้เด็กได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

จะทำให้มีความเท่าเทียมทางการศึกษาได้อย่างไร

สิ่งที่รัฐจะให้เด็กก็คือความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ส่วนใครจะมองว่าการให้แท็บเล็ตอาจเป็นดาบสองคม ซึ่งนอกจากทำให้เด็กได้ใช้เรียนหนังสือแล้วอาจจะใช้เข้าอินเทอร์เน็ตดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองรู้ว่าอะไรไม่เหมาะสมก็ต้องให้คำแนะนำ ส่วนเด็กกรณีเล่นเกมต้องย้อนถามตัวเองว่า ตอนเด็กๆ เราเล่นเกมหรือเปล่า ซึ่งทุกคนก็เล่นเกมทั้งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เล่นเกมจะเรียนไม่เก่ง คนเหล่านี้โตมาก็ประสบความสำเร็จเยอะแยะ

“ผู้ใหญ่ชอบไปตีกรอบเด็ก ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้เด็กมีอิสรภาพทางความคิดและมีจินตนาการ ดังนั้นผมจะส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการ เพราะจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เช่น เวลาสอนหนังสือเราอาจจะไม่ต้องบอกว่าต้องทำอย่างนี้ถึงจะถูกต้อง แต่เราต้องถามเด็กว่าคิดอย่างไรกับสิ่งนี้ ซึ่งอาจจะไม่มีถูกไม่มีผิด เด็กสามารถแสดงความเห็นตามจินตนาการของเขาได้”

จะลดปัญหาของครูที่จะส่งผลต่อการศึกษากับเด็กอย่างไร

ระบบการศึกษาที่ผ่านมาก็มักจะบังคับให้ครู-อาจารย์ ต้องทำตามกฎระเบียบมากมาย เช่น การจะขอเลื่อนขั้นก็ต้องทำผลงานให้ผู้อำนวยการโรงเรียนพิจารณาประเมินผล ซึ่งจะลดกฎระเบียบเหล่านี้ให้น้อยลง และให้เด็กนักเรียนเป็นผู้ประเมินครูแทนเวลาที่มีการขึ้นเงินเดือนหรือประเมินวิทยฐานะ นอกจากนั้นต้องประเมินคุณภาพของเด็กจากผลการเรียนด้วยและต้องประเมินภาพรวมของโรงเรียนด้วย

“ถ้ามองครูคือผู้ให้บริการ ส่วนเด็กคือลูกค้า เราจะใช้ระบบนี้ และลดระบบศักดินาลง เช่น เมื่อเด็กเป็นลูกค้าก็สามารถบอกได้ว่าครูสอนดีหรือไม่ดี มีข้อบกพร่องอะไร ส่วนกรณีการประเมินผู้อำนวยการโรงเรียน จะให้ทำข้อสอบปรนัยวิชาบริหาร ซึ่งออกโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่มีส่วนร่วมในการคอรัปชัน และเมื่อทำข้อสอบผ่านแล้วก็จะสามารถวัดผลของคนที่จะเข้ามาบริหารโรงเรียนได้ จะไม่ปล่อยให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ประเมินอย่างเดียว เพราะอาจจะมีการยัดเงินซื้อตำแหน่ง”

ทั้งนี้ตั้งใจให้ระบบคอรัปชันหมดไป หากทำระบบการประเมินเป็นไปด้วยความสุจริต ก็จะได้คนที่มีคุณธรรมไปบริหารโรงเรียน แต่ปัจจุบันมีคอรัปชันเยอะ เช่น เรียกเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ซึ่งการใช้ระบบนี้อาจจะได้ครูที่ทำข้อสอบได้เก่ง แต่อาจจะบริหารไม่เก่ง หรืออาจจะได้ครูที่บริหารเก่ง แต่ทำข้อสอบไม่เก่ง

จะพัฒนาศักยภาพด้านภาษาของเด็กไทยอย่างไร

สำหรับครูสอนภาษาถ้าไม่พอก็จะหามาเพิ่ม โดยจะเน้นภาษาที่สาม ซึ่งล่าสุดคณะผู้แทนสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้เข้าพบเสนอข้อมูลความร่วมมือด้านการศึกษากับจีน โดยมีการเสนอความร่วมมือเรื่องที่สำคัญ ได้แก่เรื่องการอบรมการศึกษาภาษาจีน โดยจีนจะจัดส่งครูผู้สอนภาษาให้ประเทศไทย 1,000 คน หรือไทยอาจจะจัดส่งครูไปเรียนภาษาจีนจำนวน 1,000 คน ก็ได้ ทั้งนี้ทางการจีนยินดีที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ และร่วมมือกันกำหนดหลักสูตรการสอนภาษาจีนในไทยด้วย

“ตอนนี้กำลังดำเนินนโยบายการพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนใน และถือเป็นเรื่องดีได้รับความร่วมมือจากจีน แต่คิดว่าครูสอนภาษาจีน 1,000 คน อาจจะไม่เพียงพอกับการสอนนักเรียนทุกระดับชั้น

ซึ่งอาจต้องใช้ครูจีนมากถึง 5,000 คน จึงได้ขอให้จีนเพิ่มจำนวนครูเข้ามาสอนภาษาจีนในสถานศึกษาทุกระดับของไทย และคาดว่าน่าจะเริ่มได้ช่วงเปิดเทอมนี้ คือช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนแล้ว ยังส่งผลต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย”

แนวทางการพัฒนาครูในอนาคตเป็นอย่างไร

ปัจจุบันก็มีการทดสอบครูจาก สมศ. อยู่แล้ว ซึ่งหากครูต้องการจะพัฒนาตัวเองก็สามารถศึกษาต่อให้สูงขึ้นก็ได้ ไม่ว่าจะศึกษาต่อด้วยทุนของตัวเอง หรือหาทุนไปเรียนต่อก็ได้ ทางกระทรวงไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณมาใช้ในเรื่องนี้ ซึ่งไม่มีประเทศไหนที่สามารถส่งครูไปเรียนได้ทุกคน ดังนั้นครูถ้าอยากพัฒนาตัวเองก็ต้องหาความรู้เพิ่ม

นโยบายของกระทรวงศึกษาฯ ไปในแนวเดียวกับการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่

ส่วนตัวมองว่าแนวทางการปฏิรูปการศึกษาเขียนไว้กว้างๆ แต่นโยบายที่กำหนดเป็นรูปธรรมที่แท้จริง คือ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ต้องไม่ครอบงำความคิดของเด็ก ต้องให้เด็กมีจินตนาการ ต้องให้เด็กคิดเป็นทำเป็นภายใต้ขอบเขตที่ไม่ผิดกฎหมาย แล้วประเทศก็จะเจริญขึ้น ไม่ใช่ห้ามทุกอย่างอันนี้ไม่ได้ อันโน้นไม่ได้

“ปัญหาทางการศึกษาไทยตอนนี้อยู่ที่วิธีคิดของผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องการศึกษาที่ไม่ไปไหน เพราะผู้ใหญ่เหล่านั้นมักคิดแต่จะควบคุมเด็ก ทั้งที่ควบคุมไม่ได้ หรือทำได้ยาก ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนจากการควบคุมเป็นการให้โอกาส”

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน


More Photos : ข่าวที่ 40/2555