แถลงผลงานรัฐบาล

ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล – พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการแถลงผลงานรัฐบาล 3 เดือน โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแถลง และมีรองนายกรัฐมนตรีร่วมชี้แจงผลงานรัฐบาล 5 ด้าน โดยมีคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง โฆษกกระทรวง สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557

● ผลงานของรัฐบาลในภาพรวม

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชี้แจงผลงานของรัฐบาลในภาพรวม สรุปสาระสำคัญว่า ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่กันยายน 2557 ถึงปัจจุบัน รัฐบาลทำงานต่อเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในวันนี้เป็นการทำงานควบคู่กันในลักษณะประสานการปฏิบัติ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะปัญหาบางอย่างแก้ไขได้ด้วยระบบราชการปกติ แต่บางอย่างต้องอาศัยอำนาจพิเศษในการดำเนินการ ซึ่งก็ทำให้สถานการณ์เรียบร้อยดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงยั่งยืนในวันข้างหน้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน

หลักการ แผนงานการทำงานในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนโยบาย ส่วนของการขับเคลื่อน และส่วนของผู้ปฏิบัติ ที่ทั้ง 3 ส่วนนั้นจะต้องประสานสอดคล้องซึ่งกันและกัน โดยวันนี้รัฐบาลมีภารกิจ 3 ประการ คือ  1) การรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ คสช. และส่วนราชการปกติดำเนินการอยู่ 2) การขับเคลื่อนบริหารประเทศของรัฐบาลที่มี คสช. เป็นผู้ช่วยเหลือ 3) การปฏิรูปและการร่างกฎหมายต่าง ๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ซึ่งทั้ง 3 ารกิจจะต้องเดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้พูดคำนี้ว่าจะวันนั้น วันนี้ เดือนนี้ ทุกอย่างกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไปดูสิว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ท่านทำได้สำเร็จตรงไหนก็ตรงนั้นครับ เร็วที่สุดก็เร็วที่สุด ผมไม่ได้ไปยืดเยื้อไปดึงเวลาไปต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอยู่ที่พวกท่านทุกคน ไม่ใช่โยนกลับมาที่ผมคนเดียว ผมเข้ามาเป็นกรรมการ เข้ามาเป็นครูใหญ่ มาแนะนำ ทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้นในการทำงานเท่านั้นเอง อาจจะมีความเป็นทหาร มีความรวดเร็วอยู่บ้าง บางท่านก็อาจจะไม่เข้าใจ ผมก็ทุกครั้งที่สั่งอะไรลงไปหรือเป็นนโยบายลงไปนั้นผมก็นอนไม่หลับ กว่าจะคิดออกมาได้ กว่าจะศึกษารายละเอียดได้ ผมก็ต้องทำการบ้านเยอะพอสมควร โดยเฉพาะกราบเรียนว่าอย่ากังวลว่าเราจะใช้อำนาจโดยที่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน ไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศชาติในสายตาของคนภายนอก ผมคิดว่าวันนี้เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาภายในประเทศของเราให้ได้ เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ในเวทีนานาชาติได้ในโอกาสต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ วันหน้าเราก็ไปไม่ได้

● หลักการทำงาน

รัฐบาลจะทำงาน 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน  ระยะที่ 2 ระยะกลางปานกลางคือในห้วง 1 ปีที่จะมีการปฏิรูป และระยะที่ 3 คือระยะยาวอย่างยั่งยืน  ฉะนั้นการทำงานวันนี้ต้องประสานสอดคล้องทั้ง 3 ระยะให้ได้ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 ในห้วง 3 เดือนแรก มีเวลาอีกไม่มากที่จะทำงานทั้งหมด ซึ่งต้องค่อยๆ ทำค่อยๆ แก้กันไป รัฐบาลจะต้องสร้างความเข้มแข็งของประเทศ ที่ความเข้มแข็งจะต้องสร้างด้วยคน ด้วยแผ่นดิน ด้วยหัวใจ ที่จะต้องทุ่มเทในความเป็นชาติ ฉะนั้นถ้ายังมุ่งเน้นถึงเรื่องผลประโยชน์ ความขัดแย้ง การใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต ไม่ชอบธรรม ก็จะสร้างความอ่อนแอให้กับประเทศ ความมีเสถียรภาพ ความสงบสุขจะไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น วันนี้เราต้องใช้วิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ที่ใดก็ตามที่มีความขัดแย้ง จะต้องแก้ไข ประเด็นใดที่เป็นความเห็นต่างต้องแก้ไข หาทางร่วมมือกันให้ได้ ต้องลดปัญหาทั้งหมดที่มีเป็นจำนวนมากให้ได้โดยเร็ว โดยปรับในสิ่งที่ตรงกัน ลดราวาศอกเข้าหากันให้ได้ ด้วยความคิดเห็นของคนที่ยอมรับในกติกาซึ่งกันและกัน ต้องใช้วิกฤตวันนี้เป็นโอกาสให้บ้านเมืองมีความเข้มแข็ง ด้วยการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและโปร่งใส ที่ต้องให้กำลังใจกับฝ่ายกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางก็คือเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายด้วย

● การพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในปี 2558 จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งคาบเกี่ยวทั้งความมั่นคง สังคมจิตวิทยา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ทุกประเทศในโลกหรือทุกประชาคมโลกถือเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ผู้แข่งขันกัน จึงต้องได้รับผลประโยชน์ที่ทัดเทียม ดังนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็ง รัฐบาลจึงเดินนโยบายให้ความสำคัญกับต่างประเทศเสมอกัน และต้องสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนให้ได้ ซึ่งจากที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนประเทศในอาเซียน ทุกประเทศชื่นชมประเทศไทยและพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศไทย ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนของทุกรัฐบาลที่จะต้องเป็นหุ้นส่วนในประชาคมอาเซียนให้ได้ในทุกด้าน รวมทั้งรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ประเทศ กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้าคือวิสัยทัศน์ 2015 – 2020 ที่ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่งและยั่งยืนตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เศรษฐกิจพอเพียง

ต้องมีการเผื่อแผ่แบ่งปัน ต้องนำประเทศก้าวข้ามจากกับดักคำว่าประชาธิปไตยให้ได้ เราติดกับดักตัวนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เราได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา และมีการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้ง ผมคิดว่าวันหน้าเราแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ เราจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งของประเทศ ของคนของเราทุกภาคส่วนให้ได้ ตั้งแต่คนที่มีรายได้น้อยขึ้นมาจนถึงรายได้สูง สูงมากเป็นเศรษฐีอะไรก็ว่าไป เราไม่สามารถจะดึงกลับมาสู่สังคมในระบบสังคมนิยมได้ ทุกคนเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้แล้ววันนี้ แต่ก่อนนี้ทุกคนก็อาจจะยากจนพอ ๆ กัน เสื่อผืนหมอนใบมา แต่เขาก็อดทนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา วันนี้อาจจะสร้างอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะว่าทรัพยากรลดลง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะไปรังเกียจรังงอนใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้ แต่ทำอย่างไรคนเหล่านั้นจะกลับมาดูคนที่ด้อยกว่า คนที่มีโอกาสน้อยกว่า ทำให้เขามีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้ได้นายกรัฐมนตรีกล่าว

วันนี้บ้านเมืองมีความสงบสุขพอสมควร แต่สิ่งที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งยังมีอยู่ รัฐบาลได้ทำงานทุกอย่างคู่ขนานกันไป ทำงานขับเคลื่อนประเทศ ให้มีความปรองดองในประเทศ ทำให้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมสามารถนำเข้าสู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้ โดยต้องสร้างความเข้าใจทั้งในประเทศ ให้มีการนำกฎหมายมาใช้ให้เกิดความสงบสุข ซึ่งการจะสงบสุขหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมมือกันของรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ธุรกิจต่าง ๆ และคนไทยทุกคนต้องนำพาประเทศไทยไปให้ได้ โดยภาคราชการต้องคิดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ระบบทางเศรษฐกิจ

จะต้องสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ ไม่มีอะไรกิน เพราะว่าถ้ามีความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรก็จะเลิกปลูกข้าว ส่วนที่รัฐบาลได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับจีนเรื่องการรถไฟนั้น จะเห็นว่าผ่านมา 3 รัฐบาลแล้วก็ทำไม่ได้ แต่รัฐบาลนี้ได้มีการเริ่มต้น ส่วนการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร ก็เป็นอีกนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งมีแนวคิดที่จะผันงบประมาณ แก้ไขปัญหาเรื่องภัยแล้งซ้ำซาก แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และหนี้สินเกษตรกร สำหรับการจ่ายเงินให้เกษตรกร ซึ่งบางบัญชีไม่เดินไม่เรียบร้อย ไม่ถึงมือประชาชน ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง เข้าไปดูปัญหา ส่วนที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าจ่าย เพราะกลัวการทุจริต โดยวันนี้ต้องจ่ายให้ทัน จะมีการติดตามดูอย่างจริงจัง ถ้าพบว่ามีเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการทุจริต จะต้องเอาออกก่อน แล้วสอบทีหลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า จากนี้ไป 3 เดือนข้างหน้าจะกำหนดจุดที่ต้องการ ทุกกระทรวงต้องทำตามให้ได้ ให้เห็นให้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อทุกกระทรวงได้กำหนดสิ่งที่ต้องการไว้แล้วจะต้องทำให้ได้ อะไรที่ทำได้ก็ให้เร่งทำ เช่นเรื่องของมาตรการทางภาษี แต่อะไรที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนก็สามารถชะลอได้ รวมถึงการปรับงบประมาณลงเพื่อนำไปสร้างโครงการที่จะเกิดประโยชน์ เช่น การปรับพื้นที่สร้างชลประทาน ระบบไอซีที การศึกษาด้านกีฬา ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องของการแก้โครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องกับปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าทุกเรื่องรัฐบาลจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ส่วนภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้หาตลาดร่วม และช่วยผลักดันให้ประเทศเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ทำทุกอย่างให้ยั่งยืนส่งต่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถทำงานได้


ภาพ สถาพร ถาวรสุข

ต่อจากนั้น พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมาย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลงานรัฐบาลด้านความมั่นคง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลงานรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีแถลงผลงานรัฐบาลด้านสังคม พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลงานรัฐบาลด้านต่างประเทศ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลงานรัฐบาลด้านกฎหมาย

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจากกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์
สำนักโฆษก
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สำนักงานรัฐมนตรี รายงาน
26/12/2557