แถลงข่าว U-Net

ศึกษาธิการ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการหารือกับศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) และ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ.  โดยมี รศ.นพ. กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมหารือ เกี่ยวกับการจัดทดสอบการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือ U-Net (University National Education Test)  เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557


ภาพ บัลลังก์ โรหิตเสถียร (Smart Phone)

รมว.ศธ.กล่าวว่า แนวคิดการทดสอบ U-Net เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ผลการทดสอบ ซึ่งก็คือองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการรับทราบถึงสถานะและมาตรฐานของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา จากการดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีความพยายามพัฒนาการทดสอบให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ 5 ด้าน (คุณธรรม จริยธรรม, ความรู้ทักษะทางปัญญา, ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ, ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ตัวเลข และทักษะด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ)

โดยจะจัดสอบ 4 วิชา ได้แก่ 1) การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2) การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต 3) การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) 4) การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ซึ่งต้องยอมรับว่าการจะพัฒนาการสอบในวิชาต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา รวมถึงการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และการรับฟังความเห็นจากหลายฝ่าย

 

 

วิชาที่จะพัฒนาได้เร็วและง่ายกว่าวิชาอื่น คือ วิชาการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนที่เป็นชาวต่างชาติ เนื่องจากมีมาตรฐานให้เทียบเคียงทั้งของยุโรปและสหรัฐอเมริกา การทดสอบวิชาภาษาอังกฤษจึงสามารถดำเนินการได้ก่อนในปี 2557 และจะมีการจัดทดสอบในลักษณะนำร่อง แต่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ส่วนวิชาอื่นอยู่ในระหว่างการพัฒนาเช่นเดียวกัน และยังไม่มีแผนการดำเนินการทดสอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งการทดสอบโดย สทศ.ที่ใช้เป็นการนำร่องเพื่อการรับครูมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่การทดสอบ U-Net แต่เป็นการทดสอบที่มีลักษณะคล้ายกัน และใช้ประโยชน์ในการรับครูมืออาชีพเท่านั้น

การทดสอบ U-Net เป็นการทดสอบที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา การดำเนินการจะผ่านสถาบันการศึกษา และนักศึกษาผู้สอบก็จะมีการติดต่อหรือสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษา ในการทดสอบดังกล่าวจะไม่มีการบังคับด้วยกฎระเบียบ หรือการสร้างสภาพบังคับต่อผู้สอบ แต่ต้องเกิดจากความสมัครใจ เป็นการทดสอบที่ได้ประโยชน์ทั้งผู้เข้าสอบ สถาบันการศึกษา และระบบการศึกษา จึงมีการหารือเพื่อหาทางสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสมัครใจสอบ เนื่องจากการทดสอบ U-Net จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้สอบเอง และไม่เป็นผลเสียต่อผู้ที่ไม่สอบ

นอกจากนี้ การทดสอบ U-Net จะเป็นการสอบในลักษณะที่มีเพียงผู้สอบเท่านั้นที่รู้ผลสอบของตนเอง แต่สถาบันการศึกษา สถาบันที่ทำการทดสอบหรือสถาบันที่ประเมินผลจะทราบผลสอบโดยรวมเท่านั้น เพื่อรวบรวมข้อมูล นำไปวิเคราะห์และนำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาหรือการพัฒนาสถาบัน เหมือนการทดสอบของสถาบันในต่างประเทศ

ส่วนประเด็นที่มีความเป็นห่วงกันมากว่า การทดสอบในบางด้าน เช่น คุณธรรมจริยธรรม การสื่อสารภาษาไทย เป็นต้น จะมีการออกข้อสอบเป็นแบบอัตนัยหรือปรนัย และวัดผลได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นข้อห่วงใยที่มีเหตุผล ขณะนี้การออกข้อสอบเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนา และอาศัยองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะการทดสอบคุณธรรมจริยธรรมในต่างประเทศ ก็ไม่สามารถจะวัดได้สมบูรณ์ ต้องเลือกบางแง่มุมของแต่ละวิชา ก็ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยมีองค์ความรู้ไม่มากนัก และต้องพัฒนากันอีกมาก

การทดสอบวิชาการสื่อสารภาษาไทย เป็นวิชาที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วยาก เนื่องจากไม่มีมาตรฐานความรู้ภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาแม่ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากการสแกนเด็กไทยอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐาน สมรรถนะ และความสามารถทางภาษา สำหรับภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาแม่ และจะต้องพัฒนาถึงหลักสูตรการเรียนการสอน การทดสอบวัดผลและประเมินผล

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาการทดสอบวัดผลสำหรับบัณฑิต แต่ในทางเทคนิค องค์ความรู้ วิธีการ และขั้นตอนที่จะรวบรวมองค์ความรู้มาพัฒนา จนกระทั่งเป็นข้อสอบที่ลงตัว เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่สนใจของฝ่ายต่างๆ จะต้องใช้เวลาอีกมาก

ประเด็นสำคัญเรื่องสุดท้ายในขั้นนี้คือ จะต้องมีการหารือกันอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการเน้นเรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ TQF และการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ สทศ.มีความเข้าใจและจะต้องดำเนินการ ขณะเดียวกันต้องเน้นเรื่องการได้ประโยชน์ต่อผู้สอบ การพัฒนาสถาบันการศึกษาและระบบการศึกษา การใช้คำว่า “ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้” ในส่วนขององค์กร เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสภาการศึกษา (สกศ.) ที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ แต่ยังไม่มีเงื่อนไขหรือการแสดงความประสงค์ที่เป็นรายละเอียด เป็นรูปธรรมมาที่หน่วยงาน เพื่อให้มีการดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

สำหรับเงื่อนไขที่ต้องจัดสอบเพื่อให้เป็นไปตามการประเมินสถาบันอุดมศึกษาภายนอกรอบที่ 4 ภายในปี พ.ศ.2558 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) นั้น รมว.ศธ.กล่าวว่า จะหารือกับ สมศ. เพื่อให้คลายเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งหลังจากที่หารือกับ สทศ. และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แล้ว คาดว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะต้องใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาแนวทางการประเมินและข้อสอบวิชาอื่นๆ และเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จึงเป็นไปได้ยากที่จะจัดสอบในปี พ.ศ.2558 ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษที่จะจัดสอบในปี 2557

ดังนั้น จะมีการหารือกับ สมศ. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สมศ. (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ โดยการผ่อนคลายเรื่องการใช้การทดสอบ U-Net ที่เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ในแง่ของความเคร่งครัด และระยะเวลาที่จะใช้ ซึ่งจะทำให้ลดเงื่อนไขความจำเป็นที่ สทศ.จะต้องดำเนินการให้เกิดการใช้โดยเร่งด่วน และเชื่อว่า สมศ.จะสามารถปรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ หากมีการปรับเงื่อนไขแล้วก็จะไม่ถือเป็นการบังคับให้ สทศ.เร่งดำเนินการ และจะลดลงมาเป็นการทดสอบเพื่อให้บริการผู้สอบ เป็นประโยชน์ต่อผู้สอบ ต่อสถาบันการศึกษา และต่อระบบการศึกษา ด้วยความสมัครใจ ปัญหาต่างๆ ก็จะลดลง แต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และต่อตัวบัณฑิตเองก็จะยังเกิดขึ้นได้

กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

29/4/2557