เวทีปฏิรูปการศึกษา

ภาพข่าว/รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.moe.go.th/websm/2014/jul/159.html

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น – กระทรวงศึกษาธิการ จัดเวทีสาธารณะ : ปฏิรูปการศึกษา เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2557 ระหว่างเวลา 9.00-15.30 น. ที่ห้องประชุมเมจิก 3


ภาพ : กุณฑิกา พัชรชานนท
กราฟิก : สำนักงานรัฐมนตรี

 ภาคเช้า

ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา และขับเคลื่อนการศึกษาในเชิงรุก โดย ศธ.ได้ร่าง Roadmap การปฏิรูปการศึกษา ตามนโยบายและเจตนารมณ์ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ที่ได้เน้นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษา จะต้องเริ่มต้นจากครอบครัว และครูจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม มีอุดมการณ์ และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในฐานะที่ ศธ.รับผิดชอบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนทั้งประเทศ ได้นำหลักการดังกล่าวมาเป็นแนวทางการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ช่วยพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และมีศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ 

สำหรับร่าง Roadmap การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ.2558-2564 มีกรอบแนวทางปฏิรูปการศึกษา ใน 6 ประเด็น ได้แก่ ปฏิรูปครู เพิ่มและกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ปฏิรูปการบริหารจัดการ การผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ปฏิรูปการเรียนรู้ และวางระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา  โดยได้กำหนดกลไกขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการระดับชาติ พร้อมทั้งเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาจากเด็กและเยาวชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนที่สนใจ จำนวน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ปฏิรูปการศึกษา : www.edreform.moe.go.th เฟซบุ๊ก ThailandEdReform และอีเมล : edreform@moe.go.th จากนั้นจะรวบรวมประเด็นจากเวทีสาธารณะและช่องทางทั้งหมดสรุปเสนอ คสช.เพื่อเป็นประเด็นหนึ่งในการปฏิรูปประเทศไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การยกร่าง Roadmap การปฏิรูปการศึกษา จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา และเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป

 

 

ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ที่ปรึกษาด้านสังคมจิตวิทยา คณะที่ปรึกษา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาของประเทศแล้ว ยังเป็นหนึ่งในประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยด้วย ซึ่งได้เสนอให้ปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และปฏิรูปการเรียนรู้จากข้างในออกไปข้างนอก หรือจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ใน 5 ประเด็น ดังนี้

  • สิทธิและโอกาสของผู้เรียน โดยเสนอให้รัฐควรให้สิทธิและโอกาสแก่ผู้เรียน โดยจัดบัตรทองการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกสถานที่เรียนได้  อุดหนุนโรงเรียนและสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนตามผลการประเมินที่เป็นที่ยอมรับและความนิยมของผู้เรียน  ให้แรงจูงใจในการเรียนบางสาขาที่สำคัญ เช่น อาชีวศึกษา ปรับระบบการกู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้ทั้งเพียงพอและมีการใช้คืน ตลอดจนถึงให้ทุกคนมีโอกาสเรียน รวมทั้งคนพิการและคนไร้สัญชาติ

  • ผู้เรียนได้ครูที่ดีและรับผิดชอบ นำครูกลับสู่ห้องเรียน ประเมินครูโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน เปลี่ยนบทบาทครูเป็นผู้นำทางการเรียนรู้  ปรับให้มีระบบคัดเลือกและอบรมครูที่ดี ให้คนเก่งได้เป็นครู รวมทั้งให้ ผอ.โรงเรียนทำหน้าที่ครูใหญ่อย่างเต็มที่และอยู่ประจำโรงเรียน

  • ผู้เรียนมีหลักสูตรและสื่อการศึกษาที่ดี จัดหลักสูตรสร้างความรู้และทักษะของผู้เรียนและความต้องการของสังคมยุคใหม่ จัดหาและพัฒนาสื่อ

  • ผู้เรียนมีสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกสถานศึกษาที่ดี จัดให้มีการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น โรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นต้น ครอบครัวเอาใจใส่การเรียนและบรรยากาศในบ้านเอื้อต่อการเรียนรู้  ตลอดจนสื่อมวลชนและสิ่งแวดล้อมทั่วไปต้องส่งเสริมความใฝ่รู้ของผู้เรียนด้วย

  • ผู้เรียนได้งานที่ดี และสามารถใช้ความรู้ความชำนาญจากการเรียน  โดยเสนอให้จัดระบบการวัดฝีมือแรงงานที่มีเอกภาพ มีความร่วมมือระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาและการจ้างงาน

รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ จะทำอย่างไรให้การใช้งบประมาณภาครัฐกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนคุณภาพการศึกษา ซึ่งได้เสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาใน 7 ประเด็น ดังนี้

  • มุ่งมั่น ทุกฝ่ายจะต้องมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

  • พัฒนาคุณภาพครู โดยฝึกปฏิบัติจริงและสร้างการเรียนรู้เน้นให้ครูนำไปต่อยอด สำหรับครูเอง จะต้องมีความเป็นครู มีอุดมการณ์ และทัศนคติเหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนทำหน้าที่สอนเป็นหลัก มีการกำหนดมาตรฐานครูใหม่ ปรับระบบการสอนและบรรจุครูให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถมาเป็นครู

  • งบประมาณ ควรลงไปถึงตัวเด็กและโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนโดยตรง

  • ปรับระบบบริหารจัดการใหม่ ให้ผู้บริหารทุกระดับและครูมีความรับผิดและรับชอบ ปรับระบบการการย้ายโอนครู กระจายอัตราครูอย่างเป็นธรรมทั่วถึง  หลอมรวมโรงเรียนขนาดเล็ก และรักษาโรงเรียนที่จำเป็น เช่น โรงเรียนบริเวณชายแดน  รวมทั้งให้โรงเรียนที่มีศักยภาพได้เป็นนิติบุคคลและมีอิสระในการบริหารงาน

  • จัดการศึกษาสำหรับคนทุกภาคส่วน ต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยพ่อแม่ควรเป็นครูคนแรกของลูก จัดให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา และจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำสำหรับพื้นที่พิเศษ เช่น บริเวณชายแดน ชายขอบ พื้นที่พิเศษ ตลอดจนจัดให้มีโรงเรียนสอนวิชาชีพ

  • จัดหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนที่สร้างการคิดเป็น ความใฝ่รู้ และการมีคุณธรรม ซึ่ง ศธ.ควรเลือกคุณลักษณะที่สำคัญเพียง 12 ประเด็น เพื่อมุ่งพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การมีวินัย การเรียนรู้ ความเป็นพลเมือง พร้อมจัดหาสื่อการเรียนการสอนที่ดี โดยเฉพาะวิชาหน้าที่พลเมือง ควรแยกเป็นอีกวิชาและมีหนังสือเรียนต่างหากจากวิชาสังคม

  • การเมือง ไม่ควรให้เรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซงการศึกษาหรือมีผลประโยชน์ต่อครู โดยจะต้องช่วยกันคิดต่อไปว่า จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงระบบการศึกษา

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กำจร ตติยกวี เลขาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้เสนอว่า การจะพัฒนาคนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมทางการศึกษา โดยเริ่มต้นจากบ้าน คือมีพ่อแม่ พี่น้องที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ออกมาเจอสังคมที่ดี ได้แก่ เพื่อนบ้าน ชุมชน และโรงเรียน ตลอดจนถึงเสนอให้มีช่วงเวลาที่สื่อมวลชนทุกแขนงได้นำเสนอเรื่องการศึกษา เรียกว่า “Time for Education” และควรจัดสื่อถาวรเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

นายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้เสนอว่า ควรเพิ่มบทบาทของนักเรียนในการเป็นผู้ช่วยครู ทั้งในคณะกรรมการและในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และได้ทำงานจริง เน้นสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้ เข้าใจ และคิดนอกกรอบ กระตุ้นให้โรงเรียนอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง และจัดมีโรงเรียนเตรียมอาชีพ

รองศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอว่า ควรเปลี่ยนระบบการศึกษาเป็นระบบรัฐกึ่งสวัสดิการ เพื่อช่วยคนด้อยโอกาส และลดบทบาทของส่วนกลาง เน้นการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ให้มากขึ้น  ตลอดจนแปรค่านิยมจาก 12 ประการ ให้เหลือเพียง 5 ประการ และปฏิรูประบบหลักสูตรให้เน้นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คุณธรรมและวัฒนธรรมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์ ให้ข้อเสนอว่า ควรหามุมมองและวิธีแก้ไขหรือปฏิรูปเชิงระบบแบบใหม่ โดยเสนอว่าควรปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนถึงจัดบทบาทของกระทรวง โรงเรียน ผู้เรียน และองค์กรที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมด

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ควรกำหนดคุณค่าของเด็กไทยให้ชัดเจน และไปสู่การปฏิบัติ เช่น ขยัน พากเพียร รักชาติ มีวินัย โดยครูควรสอนเรื่องเกี่ยวกับชีวิต มีความรักเด็ก และเปิดโอกาสให้คนดีมาเป็นครู  ผู้อำนวยการโรงเรียนควรอยู่ประจำโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง มีการให้ทุนกับเด็กขาดแคลนจริงๆ ในส่วนของภาคเอกชนต้องมีบทบาทเข้ามาช่วยเหลือการศึกษา ร่วมจัดหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น ครูคลังสมอง  สำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ควรเน้นเกี่ยวกับการรู้เขารู้เรา และความเท่าเทียมทั้งนี้ เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้มีการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ

 ภาคบ่าย    และภาพถ่ายเพิ่มเติม จะนำเสนอภายในช่วงค่ำๆ ของวันนี้

นวรัตน์ รามสูต (สรุปภาคเช้า)
กุณฑิกา พัชรชานนท์ (สรุปภาคบ่าย)
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
         19/7/2557