อาชีวศึกษาเอกชนสู่สากล

จังหวัดชลบุรีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา และบรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางการอาชีวศึกษาเอกชนสู่สากล” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2556 ณ โรงแรมจอมเทียนปาล์มบีช โอเต็ล แอนด์รีสอร์ท พัทยา




รมว.ศธ.กล่าวว่ การอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษาที่กำลังมีความสำคัญต่อประเทศอย่างมาก เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาและแข่งขันอยู่ในเวทีโลก โดยการพัฒนากำลังคนสายอาชีพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น การจัดสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็นในการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงเป็นงานที่เป็นประโยชน์อย่างมาก และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ


การจัดการอาชีวศึกษาในแต่ละประเทศ อาศัยบุคลากรและทรัพยากรไม่เหมือนกัน บางประเทศอาจใช้การอาชีวศึกษาของภาครัฐเป็นหลัก บางประเทศอาจให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษาภาคเอกชนมากกว่า ประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาในการที่ภาคเอกชนเคยจัดการศึกษาค่อนข้างมาก และลดลงมาบ้างในช่วงหลังๆ แต่ภาคเอกชนก็มีความต่อเนื่องและเสมอต้นเสมอปลายในเรื่องของการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สามารถนำมาเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาให้กับสังคมทั่วไปได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลากร ทรัพยากรอื่นๆ อาคารสถานที่ เครื่องไม้เครื่องมือ และที่สำคัญที่สุดคือ บุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์อยู่ในภาคเอกชนจำนวนมาก ดังนั้น การจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ จะต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญข้อหนึ่งที่ได้ประกาศไปแล้ว


ปัญหาของการอาชีวศึกษา นอกจากเรื่องคุณภาพ ยังมีเรื่องของการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของประเทศ เพราะว่าไม่มีการรวบรวมความต้องการให้ชัดเจนว่าต้องการอะไรบ้าง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็มีการสำรวจกันมากขึ้นว่าประเทศต้องการกำลังคนทางด้านไหนบ้าง แต่ที่ไม่ค่อยได้สำรวจกันมากนัก คือ ต้องการกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถและสมรรถนะอย่างไร ทำอะไรเป็นบ้าง ในขณะที่การพัฒนาของประเทศต่างๆ ก็มีการแข่งขันและปรับตัวกันมากขึ้น การอุตสาหกรรมหรือการผลิตที่ทำรายได้ให้กับประเทศที่มีศักยภาพสูงก็เปลี่ยนไป จากที่เคยใช้แรงงานที่ไม่ต้องมีฝีมือมาก กลายเป็นว่าต้องมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น กำลังคนที่ต้องการก็เปลี่ยนไปอีก เพราะฉะนั้น ความต้องการในแง่นี้ก็ต้องมีรายละเอียดมากขึ้น การอาชีวศึกษาจะมีความสำคัญตรงนี้ คือ จะผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศอย่างไร และต้องมีคุณภาพด้วย เพราะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันต้องการคนที่มีคุณภาพ


เรื่องที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เรียกว่า การจัดการศึกษาแบบทวิภาคี คือให้วิทยาลัยร่วมกับสถานประกอบการในการจัดการศึกษา ซึ่งมีทั้งแบบที่ทำอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ หรือร่วมกันเพียงบางส่วน เช่น หากจะส่งคนไปอบรม จะต้องคุยกันว่าไปอบรมได้เมื่อไหร่ อย่างไร แล้วจึงส่งคนเข้าไปอบรมการยกระดับความร่วมมือในการจัดการศึกษาแบบระบบทวิภาคีให้ครอบคลุมตลอดกระบวนการ หมายความว่าจัดให้มีการคุยกันตั้งแต่ต้นว่าต้องการกำลังคนแบบไหน อุตสาหกรรมประเภทใดต้องการกำลังคนมากน้อยอย่างไร และควรจะมีผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการกำหนดคุณลักษณะของคนที่ต้องการผลิต การทำหลักสูตรร่วมกัน และรู้ว่าในหลักสูตรนั้นต้องสอนอะไรบ้าง หรือมีการฝึกอบรมอะไรบ้างในสถานประกอบการ และควรจะจ้างด้วยค่าจ้างหรือเงินเดือนประมาณเท่าไร กระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีงานทำ หางานง่ายขึ้น มั่นคงขึ้นและมีเงินเดือนสูงขึ้น คำว่า “จบ ปวช. ปวส. สามารถมีเงินเดือน รายได้สูงกว่าผู้จบปริญญาตรีทั่วไป” ขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว และวิทยาลัยของเอกชนก็มีการทำเป็นตัวอย่างแล้ว


ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการอาชีวศึกษาได้ดำเนินการในลักษณะนี้ทั้งนั้น การจะให้ผู้ที่จบอาชีวศึกษามีเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่จบปริญญาตรี จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นและทำให้เป็นค่านิยมใหม่ โดยมีระบบคุณวุฒิวิชาชีพที่พูดกันมานานแล้ว ซึ่งมีแนวความคิด คือ จะเรียนจบอะไร จบมาแล้วทำอะไรเป็นบ้าง และควรจะมีเงินเดือน มีรายได้เท่าไหร่โดยไม่ขึ้นกับปริญญา ระบบนี้จะเป็นระบบที่มาสนับสนุนและส่งเสริมให้การอาชีวศึกษาเป็นการศึกษาประเภทที่ผู้เรียนเรียนจบแล้วมีงานทำมั่นคง มีรายได้สูง




จากการที่ได้รับทราบมาว่า นิคมอุตสาหกรรมนิคมเดียวในจังหวัดชลบุรี บอกว่าต้องการแรงงานประมาณ 1-2 แสนคน
และภายในไม่กี่ปี จะต้องการถึง 5 แสนคน จำนวนแรงงาน 5 แสนคนเอามาจากไหน
ถ้าไม่เพิ่มสัดส่วนเป็น 51
: 49 หากเด็กเรียนไม่จบ ม.3 แล้วก็ออกไปเข้านิคมฯ นั้น สัดส่วนก็จะเป็นอย่างเดิม
เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปทำงานคือไม่ได้จบทั้งสายสามัญหรืออาชีวศึกษา
เมื่อเข้าไปทำงาน เงินเดือนก็จะน้อย เพราะเค้าไม่มีความรู้อะไร ถ้าจะให้โรงงานเหล่านั้นมีคนงานได้
ทางหนึ่งก็คงต้องเกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ แรงงานอาเซียนจะมีมากขึ้น
ซึ่งก็ไม่ได้จะกีดกันแรงงานดังกล่าว แต่ควรจะพัฒนาคนของเราให้มีความรู้ความสามารถและทำงานได้และให้มีรายได้มากขึ้น
จึงต้องผลิตแรงงานที่ผ่านอาชีวศึกษาให้มากขึ้น


ารเพิ่มสัดส่วนเป็น 51 : 49 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการบังคับ
เมื่อ สพฐ.เป็นผู้กล่าวเรื่องนี้เอง ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น รวมทั้งจะให้ สพฐ. มีหน้าที่หลักในการจัดให้มีการแนะนำอาชีพ
เชิญผู้ที่จบการอาชีวศึกษา ผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการอาชีวศึกษาเข้าไปแนะนำอาชีพในโรงเรียนของ สพฐ.
ซึ่งเลขาธิการ กพฐ.ก็เห็นตรงกันเพื่อให้เด็กได้เห็นว่ามาเรียนอาชีวศึกษาแล้วจะเป็นประโยชน์และมีงานทำอย่างไร
และจะมีโครงการที่ส่งเสริมให้นักเรียนสายสามัญไปเยี่ยมโรงงาน สถานประกอบการหรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา
เพื่อดูว่าผู้ที่เรียนสายอาชีพ เรียนกันอย่างไร และทำอะไรบ้าง
แต่ขั้นต้นจะต้องให้เด็กรู้ก่อนว่า ที่เรียนกัน สุดท้ายก็เพื่อไปมีอาชีพ
ไม่ใช่เรียนไปเรื่อยๆ เพราะหากไม่เรียนจะตกงาน คือ เรียนเพื่อแก้ปัญหาตกงาน
ไม่ใช่เพื่อให้ไปมีงานทำ
ดังนั้น จะต้องทำให้เด็กมีความรับรู้และความเข้าใจความสำคัญของการมีอาชีพ
และให้มีความรู้ว่าการมีอาชีพ มีได้หลายทาง เรียนได้หลายแบบ เพื่อให้เด็กตัดสินใจ


เรื่องใหญ่ที่สุด ก็คือ เรียนอาชีวะแล้วมีงานที่มั่นคงทำ มีรายได้สูง
และมีภาพพจน์ว่าเป็นผู้ที่ได้เรียน ได้รับการฝึกอบรมมาดี ได้ทำงานที่คนทั่วๆ ไปทำไม่ได้
และอาจจะต้องสร้างภาพพจน์ในเรื่องการทำงานเพื่อสังคม
การมีกิจกรรมร่วมกัน มีการสร้างสรรค์ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมกันมากขึ้น”






รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ศธ.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านเทคโนโลยี 3-4 แห่ง ทำการประเมินสถานการณ์อาชีวศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยขอให้ทางสถาบันเทคโนโลยีประเมินเรื่องต่างๆ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ต้องการปรับปรุงด้านไหนบ้าง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปได้กว่าร้อยละ 80 แล้ว และจะมีการสรุปออกมาเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ จะมีการนำผลการประเมินมาใช้ประกอบการวางนโยบาย ซึ่งจะมีการเชิญตัวแทนอาชีวศึกษาของเอกชนไปด้วย และจะจัดการประชุมหารือกับทางสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกัน


ในส่วนของความร่วมมือกับต่างประเทศ ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางสถานทูตและรัฐมนตรีไปบ้างแล้วประมาณ 4-5 ประเทศ คือ เยอรมัน สิงคโปร์ ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น และจะมีเพิ่มอีกในอนาคต โดยจะให้มีการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งใช้มาตรฐานหรือให้ใกล้เคียงกับของประเทศเหล่านั้นมากขึ้น หาโมเดลที่จะร่วมมือกันในการกำหนดหลักสูตรและทำเป็นโครงการนำร่องร่วมกัน ซึ่งจะทำเป็นคล้ายๆ วิทยาลัยสาธิต หากวิทยาลัยเอกชนใดสนใจก็ประสานกับทางกระทรวงศึกษาธิการได้ เพราะประเทศเหล่านี้มีความสำเร็จในเรื่องอาชีวศึกษาและมีนักลงทุนอยู่ในประเทศเราค่อนข้างมาก จึงได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย


นอกจากนี้ การผลักดันเรื่องระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ได้มีการเชิญทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพมาร่วมประชุมกับอาชีวศึกษาและทางภาคเอกชนไปแล้วรอบหนึ่ง แต่เรื่องที่ ศธ.เป็นห่วง คือ ระบบคุณวุฒิวิชาชีพอยู่ในระหว่างเริ่มต้น และเริ่มทำเป็นบางอาชีพเท่านั้น ซึ่งก็ได้มีการคุยหลักการกันไปแล้ว และจะไปหารือในเชิงลึกอีกครั้งหนึ่ง สำหรับการเข้าไปช่วยสถานประกอบการหรือโรงงานต่างๆ ที่มีแรงงานอยู่แล้ว ทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างด้าว อาจจะมีการเข้าไปจัดหลักสูตรสั้นๆ เพื่อพัฒนาแรงงานเหล่านั้น เพราะกำลังคนในระบบก็เป็นเรื่องสำคัญ และแรงงานต่างด้าวซึ่งอยู่ในประเทศไทย หากได้รับการพัฒนาน่าจะดีกว่าไม่พัฒนา เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ภาระของทางอาชีวศึกษาก็จะมีมากขึ้น และการเพิ่มสัดส่วนเป็น 51 : 49 ก็จะรวมส่วนที่เข้าไปอบรมและพัฒนาแรงงานในระบบได้ด้วย


เรื่องที่จะต้องทำกับต่างประเทศอีกอย่างหนึ่ง คือ สร้างเครือข่ายอาชีวศึกษาอาเซียน ซึ่งบางประเทศมีความสนใจที่จะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยในการพัฒนาการอาชีวศึกษา และสนใจให้ไทยเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศเหล่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แรงงานจะมีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทกันมากขึ้น การทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การถ่ายโอนหน่วยกิตหรือย้ายที่เรียนได้ ในอนาคตจะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีการเตรียมการ ซึ่งขณะนี้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศแล้วเพื่อร่วมมือกันอย่างจริงจัง


รมว.ศธ.ย้ำว่า ทุกเรื่องที่อาชีวะภาครัฐทำได้ อาชีวะเอกชนก็ำทำได้ โดย ศธ.ยินดีพร้อมให้การสนับสนุนในทุกเรื่องเช่นเดียวกันกับที่สนับสนุนอาชีวศึกษาภาครัฐ อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีคณะทำงานร่วมระหว่างภาคเอกชน ภาคการผลิต สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และทางอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมมือกันคิดหลักสูตรให้ชัดเจน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องมีกระบวนการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจ จึงขอฝากให้ช่วยกันชี้แจงให้สังคม ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน ให้เข้าใจ จึงจะสามารถผลักดันให้การศึกษาของอาชีวศึกษาพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไป และเพื่อเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศได้ จึงขอฝากแนวความคิดเหล่านี้ เพื่อช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างจริงจัง รวมทั้งให้คำแนะนำ ซึ่ง ศธ.ก็จะรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาต่อไป


กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
7/10/2556