หลักสูตรนาฏศิลป์

ศึกษาธิการ – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นข่าวการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรใหม่ และการยกเลิกการประมูลแท็บเล็ตในโซนที่ 3 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ที่ห้องประชุม MOC



การตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรใหม่


รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิดเรื่องวิชานาฏศิลป์ในหลักสูตรใหม่ โดยมีการส่งเผยแพร่ข่าวและส่งต่อกันในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งตนยังไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งในการพิจารณาจัดทำหลักสูตรใหม่ และจากการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้แล้วพบว่า ข้อความและข่าวที่ส่งต่อและเผยแพร่ออกไป ไม่ตรงกับความเป็นจริง กล่าวคือ หลักสูตรใหม่มีการจัดกลุ่มความรู้ใหม่ จากเดิม 8 กลุ่มสาระ เป็น 6 กลุ่มสาระวิชา โดยไม่ได้มีการตัดวิชานาฏศิลป์ออกไปจากหลักสูตรใหม่ที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ได้นำวิชานาฏศิลป์บรรจุไว้ในกลุ่มวิชาสังคมและความเป็นมนุษย์ ซึ่งในชั้นเด็กเล็กและประถมศึกษาให้เป็นวิชาพื้นฐาน ส่วนในชั้นมัธยมศึกษาให้เป็นวิชาเลือก


ขณะนี้การจัดทำหลักสูตรใหม่มีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งได้เร่งรัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีความสนใจมากขึ้น โดยให้มีการประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าเพื่อผู้สนใจจะได้ช่วยแสดงความคิดเห็น เพราะการจะปรับปรุงหลักสูตรใหม่เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นประโยชน์อย่างมาก หลักสูตรหลายอย่างไม่สอดคล้องกับความรู้ใหม่ในการให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชน นอกจากนั้น หลักสูตรเก่าเห็นได้ชัดเจนว่า 8 กลุ่มสาระวิชาในเด็กเป็นปัญหาการใช้เวลาในการเรียนพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ มีเวลาเรียนน้อย ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยและคณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างมาก เท่าที่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและรับฟังความเห็นจากครูอาจารย์ มีความเห็นพ้องกันว่า มีกลุ่มสาระวิชามากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ดังนั้น เป็นตัวอย่างถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับหลักสูตร


ส่วนเรื่องตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรใหม่ มีการขยายความอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงไปยังวิชาอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่า มีการตกแต่งจนเลยเถิดไปมาก ซึ่งการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรจะเป็นความจริงพอๆ กับการที่บอกว่า ตอนนี้จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กำลังประสบภัยแล้ง เป็นความจริงพอๆ กัน เหมือนๆ กัน



การยกเลิกการประมูลแท็บเล็ตในโซน 3


การประมูลแท็บเล็ตในโซนที่ 3 สตง.เคยมีความเห็นให้ ศธ.ทบทวน เพราะเห็นว่าอาจจะไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เป็นการสมยอมราคา ทำให้ต้องมีการพิจารณา และไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ในระหว่างนั้น จึงได้ให้ชะลอไว้ และให้มีการตรวจสอบพบว่า โซนที่ 4 มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นและได้ราคาที่ถูกกว่ามาก และกรรมการเองก็มีความเห็นว่า ควรจะยกเลิก ดังนั้น สพฐ.จึงไปดำเนินการ


จากนั้นมีความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับการ e-Auction ว่า ยกเลิกไม่ได้ จึงต้องหารือกับคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 แท็บเล็ตต่อ 1 นักเรียน ซึ่งมีคณะกรรมการจากตัวแทนกระทรวงการคลัง ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ด้วยว่า จะต้องทำอย่างไร ผู้มีอำนาจจะวินิจฉัยสุดท้ายของฝ่ายบริหารคือใคร เพราะ สตง.มีความเห็นให้ทบทวน ศธ.ก็ได้ยกเลิก แต่หาก ศธ.ไม่ยกเลิกและดำเนินการต่อไป สตง.จะติดใจไหม ในขณะที่คณะกรรมการบอกว่ายกเลิกไม่ได้ แล้วใครจะเป็นคนตัดสินวินิจฉัย


ย่างไรก็ตาม การตัดสินเรื่องนี้จะต้องพิจารณากฎหมายด้วย หากทำตามคณะกรรมการใดคณะกรรมการหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการทำตามกฎหมายเหมือนกัน ในกรณีที่มีความเห็นต่างกันเช่นนี้ ดังนั้นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ความเสียหาย แต่การที่เด็กและครูได้แท็บเล็ตล่าช้า น่าจะเป็นมูลค่ามหาศาลมากกว่า แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้มากนัก


นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
15/10/2556