สภาการศึกษาเสวนา

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานสภาการศึกษาเสวนา เรื่อง “Inclusive Education in Thailand: Policy to Practice” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับบริติช เคานซิล ประเทศไทย, องค์การยูนิเซฟ, องค์การ AET (สหราชอาณาจักร) และคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนายไบรอัน จอห์น เดวิดสัน (HE Mr Brian John Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย, บุคลากรทางการศึกษา, คณาจารย์ และนักวิชาการ เข้าร่วมงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2560 ณ ห้องจามจุรีบอลรูม โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวในพิธีเปิดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ ภายใต้การบริหารราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาในฐานะที่เป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติเพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาระดับชาติ โดยน้อมรับมติของสหประชาชาติว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ.2030

สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ รัฐบาลได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)  เพื่อนำพาการศึกษาของประเทศภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้าให้เท่าเทียมและเสมอภาคในทุกระดับการศึกษา ส่งเสริมให้กำลังคนมีความคิดสร้างสรรค์และมีสมรรถนะสูง ตลอดจนอยู่ในสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เหนือไปกว่าระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก อีกทั้งประเทศไทยยังต้องก้าวให้ทันตลาดของการแข่งขันต่าง ๆ เพื่อดำรงอยู่ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยจำเป็นต้องพึ่งพาทักษะที่นำไปสู่นานาชาติและทักษะทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การศึกษาที่เชื่อมโยงไปสู่นโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล จำเป็นต้องมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนสำหรับการปฏิรูปการเรียนการสอนในชั้นเรียน เพื่อสร้างผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ อาทิ การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างใช้วิจารณญาณ การรับมือกับปัญหาและการแก้ไขปัญหา การลงมือปฏิบัติจริงของผู้เรียน เป็นต้น ในขณะเดียวกันการฝึกอบรมทางวิชาชีพก็มีบทบาทสำคัญในการนำกำลังคนไปสู่ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์และลำดับความคิดได้อย่างดียิ่งขึ้น ซึ่งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ได้แสดงเจตจำนงและพันธะอย่างมุ่งมั่นต่อการพัฒนาการศึกษาดังเช่นรัฐบาลปัจจุบัน นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณของประเทศเป็นจำนวนที่สูงในด้านการพัฒนามนุษย์

เพื่อให้เห็นภาพวิสัยทัศน์ของรัฐบาลอย่างชัดเจนขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่จะขอความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ทุกท่านในการให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) อันเป็นหัวข้อการประชุมในครั้งนี้ โดยการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นเสมือนสิ่งเชื่อมโยงการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกประการของการจัดการศึกษากับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพที่จัดให้ตลอดชีวิตของผู้เรียน ดังตัวอย่างที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก และองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จในการจัดการศึกษาให้กับเด็กวัย 3-5 ปีของประเทศไทย ซึ่งมีเด็กร้อยละ 18 ได้รับการดูแลและการพัฒนา ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวจัดอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของ OECD

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานที่กล่าวในเบื้องต้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้ระยะเวลายาวเป็นทศวรรษในการดำเนินนโยบายการกระจายอำนาจและทรัพยากรทางการศึกษาไปสู่การประสานงานส่วนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากในการบริหารและจัดการศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ โดยก้าวต่อไปของการดำเนินงานดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทยภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ คือ การมุ่งเน้นคุณภาพของการให้บริการอันสะท้อนได้จากการที่ประเทศไทยมีผู้ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณสมบัติสูง มีมาตรฐานระดับชาติในเรื่องต่าง ๆ เช่น สถานดูแลเด็กปฐมวัย, เครื่องมืออุปกรณ์, สมรรถนะหลักของเด็กปฐมวัยเพื่อการเรียนรู้ที่สูงขึ้นในระดับประถมศึกษา และความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ในกรณีนี้การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) อ้างอิงตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะเป็นบรรทัดฐานทางยุทธศาสตร์ในการนำผู้เรียนหลากหลายประเภทไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระดับชาติ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกคนต้องร่วมดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ข้อเสนอของสหราชอาณาจักรต่อกระทรวงศึกษาธิการไทย ในเรื่องการศึกษาแบบเรียนรวมในประเทศไทย (Inclusive Education in Thailand) จึงได้รับการจัดทำขึ้น พร้อมกับช่วงเวลาของการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมเสวนาจะรับฟังเนื้อหาการนำเสนอของวิทยากรทั้งชาวอังกฤษและชาวไทยอย่างตรึกตรอง และช่วยชี้แนะหรือปรับข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้น โดยประสบการณ์ของทุกท่าน ทั้งผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จะช่วยเสริมและเพิ่มพูนคุณค่าของข้อเสนอเชิงนโยบายให้เข้มข้น เพื่อที่จะสามารถใช้ขับเคลื่อนได้จริงและนำไปสู่การปฏิรูปในอนาคต

ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านผู้ทำให้โครงการนี้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ British Council ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินงานตลอดจนให้การสนับสนุนทางเทคนิคของโครงการนี้ ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามาโดยตลอด แต่เหนือสิ่งอื่นใดขอขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ที่ได้สละเวลาอันมีค่ามาเข้าร่วมการประชุม


จิรายุทธ คามขุนทด, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
21/3/2560