สพฐ. ร่วมแถลงข่าว อียู-ยูนิเซฟ


          วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย และผู้แทนองค์การสหประชาชาติ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรายงานความท้าทายในการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ “ไร้เส้นกั้นการศึกษา แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทย” เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติ ณ ห้องประชุม อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ



          เนื่องจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสหภาพยุโรป ได้ออกรายงานฉบับล่าสุดที่มีชื่อว่า “ไร้เส้นกั้นการศึกษา: แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทย” เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติ โดยรายงานฉบับนี้รวบรวมกรณีศึกษาของการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติใน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ระนอง สมุทรสาคร ตาก และตราด ซึ่งแต่ละกรณีศึกษาชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนหลากหลายรูปแบบของการจัดการศึกษาของเด็กข้ามชาติในประเทศไทย อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงจากครูผู้สอน ผู้อำนวยการโรงเรียน เจ้าหน้าที่การศึกษา และภาคประชาสังคม



          รายงานฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งในประเทศไทยประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแก่เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กข้ามชาติ ซึ่งกรณีศึกษาต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบของความสำเร็จ 5 ประการ ประกอบด้วย 1) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผนและการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) การมีผู้นำที่เข้มแข็งมีแรงจูงใจและมีความสามารถในการสนับสนุนเด็กข้ามชาติ 3) การใช้กลยุทธ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิผล 4) การปรับปรุงการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และ 5) การมีส่วนร่วมของชุมชนและพ่อแม่/ผู้ปกครองของเด็กข้ามชาติ โดยปัจจุบัน มีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 150,000 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐ อันเป็นผลมาจากกฎหมายและนโยบายที่ก้าวหน้าของประเทศไทย เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 และมติคณะรัฐมนตรีปี 2548 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ที่กำหนดให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรี 15 ปี ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะอะไร หรือแม้จะไม่มีเอกสารใด ๆ เลยก็ตาม นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังให้ข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานการศึกษาระดับท้องถิ่น ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดอุปสรรคและจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ พร้อมเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติยังเป็นการช่วยบ่มเพาะแรงงานข้ามชาติรุ่นใหม่ให้อ่านเขียนได้ มีทักษะ และมีการศึกษา ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้นในอนาคต



          นอกจากนี้ การจัดการศึกษาให้แก่เด็กข้ามชาติ ยังถือเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาด้านการเข้าถึงการศึกษาของเด็กขาดโอกาสทั่วประเทศอีกด้วย นายอัมพร พินะสา รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กชาติไหนก็ตาม หากได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะได้รับโอกาสทางการศึกษาตามกฎหมาย การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้เด็กทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ด้านการศึกษา และการที่มีเด็กที่มีความแตกต่างและหลากหลายในระบบการศึกษา ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร สันติ และสมานฉันท์ ทั้งยังเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา” ทางด้าน ดร.จูเซปเป บูซีนี รองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การอพยพย้ายถิ่นของเด็กเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เด็กเหล่านี้ต้องย้ายถิ่นออกจากถิ่นกำเนิด เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สงครามความขัดแย้ง ความยากจน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งยังต้องเสี่ยงกับการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนั้น เด็กเหล่านี้ยังเข้าถึงการศึกษาได้อย่างจำกัด ซึ่งการศึกษาคือปัจจัยสำคัญในการปกป้องพวกเขาให้รอดพ้นจากภัยคุกคามเหล่านี้ ดังนั้น การปกป้องและคุ้มครองสิทธิของเด็กข้ามชาติเป็นเรื่องที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเด็กข้ามชาติจะอยู่ในสถานะใด เด็กเหล่านี้ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เราจะไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง ซึ่งการลงทุนด้านการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาตินั้นจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนมา ไม่เพียงแต่เด็กข้ามชาติเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ แต่ชุมชนและประเทศที่รองรับเด็กเหล่านี้ก็จะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน” ขณะที่ นายปีเตอร์ โฟร์เบล รักษาการผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “รายงานฉบับนี้ออกมาในเวลาใกล้เคียงกับการครบรอบ 30 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และการมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการพิทักษ์สิทธิของประชากรกลุ่มข้ามชาติโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 35 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยูนิเซฟขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่ได้จัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ และเราพร้อมจะแบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาให้กับทุกโรงเรียน เพื่อที่จะได้ไปพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาให้แก่เด็กทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีพื้นฐานหรือสถานะใดก็ตาม”




ที่มา : สพฐ.