ลงพื้นที่ชายแดนใต้

จังหวัดยะลา ปัตตานี และสงขลา – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และสงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2556 โดยมีภารกิจที่สำคัญรวมทั้งสิ้น 7 งาน สรุปดังนี้



1. เปิดงาน “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา


เมื่อเวลา 9.00 น. รมว.ศธ.เดินทางถึงหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อ.เมืองยะลา เพื่อกล่าวเปิดงานการพัฒนาคุณภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีพนักงานราชการ วิทยากรสอนศาสนาอิสลาม ครูอัตราจ้าง และลูกจ้างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตลอดจนสมาพันธ์เพื่อพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมประชุมกว่า 3,500 คน


รมว.ศธ.กล่าวในพิธีเปิดงานว่า ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ศธ.เดินทางมาพร้อมกัน เพื่อต้องการพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก ซึ่งภารกิจในวันนี้มีหลายกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการที่เคยได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือกับพี่น้องประชาชน รวมทั้งครู บุคคลที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง รวมทั้งเมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2556 ซึ่งมีข้อเสนอต่างๆ ที่เป็นประเด็นเร่งด่วน สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น เช่น การจัดกิจกรรมติวเข้ม การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น การเข้าค่ายภาษาจีน ภาษาอังกฤษ การส่งเสริมการสอนภาษามลายู การสร้างสนามหรือจัดแข่งขันกีฬา เป็นต้น


ทั้งนี้ เรามีความเชื่อว่า การบริหารจัดการและการทำงานของส่วนราชการหรือผู้ที่มีหน้าที่ทั้งหลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรจะต้องรับฟังความคิดเห็น ความต้องการของประชาชนให้มากๆ และนำมากำหนดเป็นแนวทางดำเนินงาน นโยบาย และมาตรการ ดังนั้นการที่เดินทางมาในครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราทำจริงๆ ตามความสนใจและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงปิดเทอมนี้เท่านั้น แต่หลายเรื่องที่เป็นประเด็นเชิงนโยบายและมาตรการ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันต่อไป โดยได้มอบให้ผู้เกี่ยวข้องไปพิจารณาปรับปรุงแผนและยุทธศาสตร์การศึกษาชายแดนภาคใต้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้มากขึ้น และนำมาผสมผสานกับมาตรการต่างๆ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป


อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงประเด็นคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอฝากว่าแม้จะอยู่ในพื้นที่หรือภาคใดๆ ก็ตาม จะต้องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อให้คนของเรามีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติศาสนาใดก็ตาม ควรมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อจะส่งผลต่อการมีอาชีพ มีงานทำ มีชีวิตที่ดีในอนาคต ซึงเป็นหลักทั่วไป แต่ลักษณะพิเศษหรืออัตลักษณ์ของจังหวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เรื่องหนึ่งที่ต้องพูดเสียก่อน คือ ความลำบาก ความไม่ปลอดภัย ความไม่สงบ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามปกติเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะการขาดแคลนครูผู้สอน และเวลาการสอนของครูที่มีจำกัดเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ


ดังนั้น จึงต้องมาคิดวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ แม้ว่าพื้นที่ปกติทั่วประเทศที่เราสอนภาษาไทย ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีเด็กจำนวนมากถึง 2 แสนคนทั่วประเทศในระดับชั้น ป.3 และ ป.6 ที่ยังอ่านไม่ได้ หรืออ่านได้แต่ไม่เข้าใจ รวมทั้งอ่านได้เข้าใจบ้างแต่ควรปรับปรุง ในขณะที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีลักษณะพิเศษเฉพาะคือประชาชนจำนวนมากมีเชื้อสายมลายู โดยใช้ภาษาแม่คือ มลายูถิ่น ที่ใช้พูดตั้งแต่เล็กๆ จนเข้าโรงเรียน หากเราเริ่มสอนโดยใช้ภาษาไทยภาคกลาง พูดไปเด็กก็ฟังไม่เข้าใจ และเรียนวิชาอะไรต่อไปก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ดังนั้นหากครูผู้สอนไม่เข้าใจอัตลักษณ์ในส่วนนี้ ก็จะเกิดความสำเร็จในการสอนน้อย ครูจึงควรสนใจอัตลักษณ์ของพื้นที่โดยเริ่มสอนจาการใช้ภาษาถิ่นก่อน หรือใช้ภาษาถิ่นมากกว่าในระยะแรก เพราะประเด็นนี้ตนเคยพูดเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาที่เคยเป็นรัฐมนตรี เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศแล้วพบว่า หากเราสอน 2 ภาษา โดยเริ่มจากสอนภาษาแม่ก่อน แล้วจึงขยับมาสอนภาษกลาง จะทำให้เด็กเรียนภาษาได้ดีกว่าเรียนแต่ภาษากลางอย่างเดียว และยิ่งกว่านั้น หากเริ่มต้นสอนด้วยไวยากรณ์หรือการเขียน จะยิ่งไม่ประสบความสำเร็จในการสอน เพราะการเรียนภาษาต้องเริ่มจากการฟังและพูด


บางท่านบอกว่าเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ค่อยสนใจในการค้นคว้าหาความรู้อะไรมากนัก แต่จากการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ผ่านมา กลับพบว่าเด็กสนใจห้องปฏิบัติการทางภาษาวิทยาศาสตร์ เพราะต้องการเรียนแบบให้มีการทดลองจริงจังมากขึ้น ซึ่ง ศธ.ก็รับฟังความคิดเห็นนี้ และพร้อมจะสนับสนุนให้มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น แท็บเล็ต มาใช้ในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ต้องทำเรื่องการส่งเสริมคุณภาพและปรับการเรียนการสอน พร้อมกับการพัฒนาครูผู้สอน เพื่อให้ครูมีคุณภาพมากขึ้น รู้วิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น การสอนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นที่ครูจะต้องออกเสียง เพราะครูออกเสียงสำเนียงที่ผิด เด็กก็จะเรียนด้วยสำเนียงที่ผิดๆ แต่หากนำคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตมาช่วยสอน เด็กก็สามารถเรียนรู้ผ่านแอพพลิเคชั่นในการออกเสียงและฟังภาษาที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษา หรือแม้แต่ภาษาไทยก็สามารถใช้แท็บเล็ตในการจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทย ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาแบบเข้มข้น


สำหรับปัญหาความต้องการเรื่องอื่นๆ หลายเรื่องได้ดำเนินการให้แล้ว เช่น มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ได้เห็นชอบในการปรับอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างรายเดือน นักการภารโรง และบุคลากรอื่นๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จ้างด้วยงบดำเนินงาน ให้เทียบเท่าการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ซึ่งสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 เพื่อรองรับการปรับดำเนินการดังกล่าวแล้ว จำนวน 3,300.8208 ล้านบาท


ส่วนข้อร้องเรียนประเด็นอื่นๆ เช่น ค่าตอบแทนพิเศษของ มรภ.ยะลา ก็ได้รับการพิจารณาไปแล้ว ส่วนกรณีเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ไปตั้งคณะำทำงานพิจารณา หรือเรื่องอื่นๆ ที่สมาพันธ์ฯ เสนอให้พิจารณานั้น จะมีผู้รับผิดชอบอีกหลายส่วนไปหารือร่วมกันต่อไป ยืนยันว่าอะไรที่หาทางแก้ปัญหาให้ได้ ยินดีที่จะทำเต็มที่ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ข้อเสนอใดที่เป็นเรื่องยาก เพราะเกณฑ์หรือกติกาต่างๆ ไปกระทบกับหน่วยงานหรือกระทรวงอื่น ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยินดีที่จะให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออก


“อะไรที่ได้เร็วก็จะทำให้เร็วที่สุด อะไรที่ยากก็จะไปค้นคิดวิธีการ พยายามอย่างเต็มที่ตามความสามารถ และอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร จะได้บอกให้ชัดเจนว่าทำเต็มที่แล้วไม่ได้ และจะหาทางออกหรือมีวิธีอื่นได้อย่างไรบ้าง หรือจะเจรจากับตัวแทนหน่วยงานอื่นได้อย่างไร หรือจะตั้งคณะทำงานร่วมกับ ศธ. ก็มาคุยกันก็ได้ว่าเรื่องไหนเป็นอะไร รายละเอียดเป็นอย่างไร อะไรที่ผมเป็นประธานและตัดสินใจได้เลยก็จะทำ ผมไม่ได้พูดแบบขายผ้าเอาหน้ารอด หรือพูดให้พ้นๆ ตัวไป แต่หลายเรื่องอย่างที่บอก ไม่ใช่ง่าย แต่ต้องช่วยกันคิด เพื่อสุดท้ายเราต้องแก้ปัญหา สุดท้ายก็ทำเพื่อเด็กและเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราต้องทำก็เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีการศึกษาที่มีคุณภาพ” รมว.ศธ.กล่าว


ติดตาม 7 ภารกิจทั้งหมดได้เพิ่มเติม ที่ https://www.moe.go.th/websm/2013/oct/344.html