ภารกิจที่ลพบุรี

จังหวัดลพบุรี – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “8 นโยบายการศึกษา พัฒนาสู่กลยุทธ์ สุดยอดเด็กไทย คิดไกล คิดเยี่ยม เปี่ยมคุณธรรม” ที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556



รมว.ศธ.กล่าวว่า ศธ.ได้ประกาศให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา และได้มีการนำเสนอนโยบายของ ศธ. 8 ข้อไปแล้ว ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ก็ได้นำเอานโยบายไปประยุกต์ และนำเสนอเพื่อให้กิจกรรมสอดคล้องกับนโยบาย การจัดแสดงนิทรรศการเป็นโอกาสที่สถานศึกษา ครูอาจารย์ ผู้บริหาร หรือนักเรียนได้มีโอกาสนำเอาสิ่งที่ดีๆ มาเสนอต่อกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเรียนการสอนวิธีใหม่ๆ การเรียนการสอนที่ดีที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ หรือที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเอง จะได้เป็นประโยชน์ในการนำไปปรับปรุงการเรียนการสอนกันต่อไป


การปฏิรูปการศึกษาที่อยู่ในระหว่างดำเนินการในขณะนี้ ศธ.ได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ รวมทั้งจัดให้มีการระดมความคิด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่แผนและมาตรการต่างๆ ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย เช่น การเลื่อนอันดับของประเทศไทยในการจัดอันดับขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ที่มีโครงการ Programme for International Student Assessment (PISA) ให้สูงขึ้น การทำให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษากับสายสามัญเป็น 50 : 50 หรือเป็น 51 : 49 และการส่งเสริมโอกาสความเท่าเทียมในการมีการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เป็นต้น


การจัดการศึกษา หรือหลายๆ ครั้งเรียกว่าการปฏิรูปการศึกษา เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีการออกกฎหมาย ออกพระราชบัญญัติการศึกษา การปรับกระทรวง ทบวง กรม พร้อมๆ กับกระทรวงอื่นๆ ซึ่งทำให้ ศธ.มีโครงสร้างใหม่ โดยนำทุกหน่วยงานด้านการศึกษามาร่วมอยู่ใน ศธ. และเป็นกระทรวงที่พิเศษ คือมีระดับ 11 หรือระดับปลัดกระทรวง 5 คน แต่ละคนขึ้นกับรัฐมนตรีโดยตรง ทำให้มีผลกระทบตามมา คือ หลายตำแหน่งหาที่ลงไม่ได้ การปฏิรูปที่ผ่านมาจึงใช้เวลาไปมากกับเรื่องของโครงสร้างและผลกระทบจากโครงสร้าง รวมทั้งการเยียวยาโครงสร้าง


ปัจจุบันระบบวิทยฐานะมีความก้าวหน้ามากขึ้น อาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาถือว่ามีความมั่นคงมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำกันน้อยเกินไป คือการปฏิรูปการศึกษา เรื่องสำคัญที่เป็นปัญหามากในระบบการศึกษาของไทย คือไม่มีตัวชี้วัด ทำให้ไม่สามารถประเมินการศึกษาได้ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนระบบการเรียนจากที่เป็นเปอร์เซ็นต์ และมีการสอบวัดผลกลาง มาเป็นระบบหน่วยกิตหรือเกรด อีกทั้งมีความคิดว่าให้โรงเรียนและครูเป็นผู้วัดผล ประเทศไทยก็บริหารจัดการศึกษากันโดยไม่รู้ว่าการศึกษาของตัวเองเป็นอย่างไร จากนั้นก็มีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 8-10 ปีมานี้ ซึ่งเป็นระบบที่ยังไม่ลงตัวนัก


จากการทดสอบวัดผลต่างๆ เช่น การทดสอบภาษาอังกฤษของโทเฟล (Test Of English as a Foreign Language – TOEFL) แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยสอบได้อันดับท้ายๆ ของอาเซียน การทดสอบวัดผล PISA ในเด็กอายุ 15 ปี ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผลครั้งล่าสุดปรากฏว่า เด็กไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 64 ประเทศ ในส่วนของการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ทำให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยของไทยติดอันดับ 1 ใน 355-400 เพียงแห่งเดียว การตั้งเป้าหมายจะทำให้คนทั้งระบบช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และสามารถวัดผลได้


หากปี 2558 สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษากับสายสามัญยังอยู่ที่ 34 : 66 ก็แสดงว่าความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษานี้ล้มเหลว และจะเป็นปัญหามาก เนื่องจากขณะนี้ความต้องการแรงงานสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อจะมีโครงการใหญ่เกิดขึ้น รวมถึงจะมีการลงทุนในประเทศไทยกันอีกมาก นิคมอุตสาหกรรมทางภาคตะวันออกแห่งเดียวบอกว่า ภายในไม่กี่ปีนี้จะต้องการแรงงาน 5 แสนคน และภายใน 1-2 ปีนี้จะต้องการแรงงานประมาณ 1 แสนคน แต่ผู้เรียนอาชีวศึกษา 1 ปีมีประมาณ 3 แสนกว่าคน ซึ่งไม่เพียงพอ หากปรับสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาและสายสามัญไม่ได้ก็หมายความว่า คนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานก็คือผู้ที่จะจบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อ และอาจทำให้โรงงานหรือภาคอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งย้ายไปประเทศอื่น เพราะมีใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น จึงต้องการผู้ที่มีทักษะ มีฝีมือมากขึ้น การกำหนดเป้าหมายดังกล่าวมีเหตุผล คือเพื่อให้การผลิตคนมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ


การผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ต้องดูว่าคุณภาพคนที่ประเทศกำลังต้องการในขณะนี้เป็นอย่างไร หรือเทียบเคียงได้จากทั่วโลกว่าคิดกันอย่างไรเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาคน ขณะนี้มีการกล่าวถึงคุณลักษณะพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นแนวความคิดของทั้งสหประชาชาติและองค์การยูเนสโก ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประเทศที่เจริญดีจะมีการพัฒนาการศึกษาที่ดี และมุ่งในการสร้างลักษณะคนคล้ายกัน คือต้องมีทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สื่อสารได้ ทักษะในการทำงานและเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต และทักษะในการใช้ชีวิตหรือเรียนรู้ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าทันและได้ประโยชน์จริง


การจะผลิตคนให้มีคุณลักษณะดังกล่าว ต้องมีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และที่ได้เสนอนโยบายเรื่องการปฏิรูปการศึกษา การเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน การพัฒนาครู ระบบทดสอบ การวัดและประเมินผล เน้นให้มีทักษะเพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปการเรียนการสอนให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องภาษาไทย จากการที่ได้เชิญผู้อำนวยการโรงเรียน และครูมาประชุมกัน ทำให้ทราบว่ามีการทดสอบให้เด็กที่จะสอบเข้า ม.1 ประมาณ 300 คน อ่านข้อความในกระดาษ ปรากฏว่าเด็ก 10 คน หรือ 1 ใน 3 อ่านหนังสือไม่ออก และต้องให้ครูช่วยอ่านทีละประโยค เมื่อผลการทดสอบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (National Test – NT) ของเด็ก ป.3 ออกมา ทำให้ทราบว่าเด็กอ่อนวิชาภาษาไทย จึงได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สแกนเด็กนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ในสังกัด สพฐ. พบว่าเด็กเหล่านี้อ่านไม่ออกเป็นหมื่นคน และอ่านไม่เข้าใจ อยู่ในขั้นต้องปรับปรุงถึง 2 แสนกว่าคน ฉะนั้น ปัญหาเรื่องภาษาไทยจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก


ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการสอนให้เด็กจำเป็นคำ ไม่สอนการสะกด และมีการเรียนการสอนแบบไม่เข้มข้น ไม่เน้นการอ่านและการทำความเข้าใจ หรือไม่มีการให้อ่านแล้วเขียนรายงาน นอกจากนี้ มีการสอนเด็ก ป.1 – ป.3 ถึง 8 กลุ่มสาระวิชา ทำให้ครูไม่มีเวลาสอนภาษาไทยและคณิตศาสตร์ได้อย่างเข้มข้น ทั้งที่จริงแล้วควรเน้นให้เด็กเรียนภาษาไทยหรือคำนวณก่อนที่จะเรียน 8 กลุ่มสาระวิชา เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนหลักสูตร เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการวัดผล คือ การทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานและเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับการเรียนการสอนจะต้องมีขึ้น และการทดสอบวัดผลของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็จะโยงไปถึงการสอบและคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย


การที่ ศธ.ขอให้มีการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัย ก็เกี่ยวข้องกับการการทดสอบวัดผล เมื่อมีการทดสอบอะไรก็ตาม ผู้สอนและผู้เรียนก็จะมุ่งไปทางนั้น ยิ่งการทดสอบที่มีอนาคตต่อผู้เรียนด้วย ก็จะยิ่งเห็นได้ชัด เช่น การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรมีบอกว่าเรียนวิทยาศาสตร์ต้องมีการทดลอง ครูก็อยากให้มีการทดลอง แต่เมื่อการทดลอง การเข้าห้องแล็บ และใช้เครื่องมือ ไม่ได้มีผลอะไรต่อการสอบโอเน็ตหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย ทั้งครูและนักเรียนจึงไม่ให้ความสนใจ


การทดสอบจะต้องมีมาตรฐาน สอดคล้องกับหลักสูตร และใช้การทดสอบ ไม่ใช่มุ่งให้เด็กแข่งขันกันหรือให้เด็กเครียดมากขึ้นเท่านั้น ในหลายประเทศใช้การทดสอบวัดผลเป็นเครื่องมือเพื่อให้ครูทราบว่าเด็กเรียนเป็นอย่างไร หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สพฐ. ทราบว่าโรงเรียนต่างๆ จัดการศึกษาอย่างไร แต่ระบบการวัดผลของไทย ห้ามให้เกรด 0 กับเด็ก ห้ามให้เด็กสอบตก โรงเรียนใดมีเด็กได้เกรด 0 สมศ.ก็ไม่ให้ผ่าน การแก้ไขคือ ครูติวให้เด็กเก่งขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่า คือหากเด็กได้เกรด 0 ครูก็แก้ให้เป็นเกรด 1 และจัดให้มีการสอบซ่อมเสริมเพื่อไม่ให้เด็กสอบตก เช่น การสอบซ่อมเสริมแบบรวบรัด โดยให้นักเรียนหญิงไปช่วยจัดดอกไม้ หรือให้นักเรียนชายทำความสะอาด เป็นต้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในบางโรงเรียนเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว จึงนำมาสู่การเสนอเรื่องสอบตกซ้ำชั้น บางคนตกใจว่าหากให้เด็กซ้ำชั้น เด็กก็จะเสียเวลาหนึ่งปี และอาจจะอายคนอื่น มีแต่คนเป็นห่วงว่าเด็กตกซ้ำชั้นจะเสียเวลา 1 ปี แต่ไม่ค่อยมีคนพูดเป็นห่วงว่าเด็กเรียน 6 ปีแล้วอ่านหนังสือไม่ออก คือการเสียเวลาทั้ง 6 ปี และหากขึ้น ม.3 แล้วยังอ่านไม่ออกอีก ก็จะเสียเวลาถึง 9 ปี และในปัจจุบันมีการเรียนเป็นแบบหน่วยกิตหรือเกรด ฉะนั้นการจะจัดให้มีระบบเหมือนวิชาเลือก หรือเรียนซ้ำเป็นวิชาได้หรือไม่ ก็ต้องฝากให้ช่วยกันคิด ตัวอย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่ หากนักศึกษาติด F ก็สามารถเลื่อนชั้นไปปี 2 ได้ แต่ต้องมาลงเรียนวิชาของปี 1 ที่ติด F อยู่ เพราะวิชานั้นอาจจะไม่ใช่วิชาที่เป็น Prerequisite หรือวิชาบังคับก่อนจะไปเรียนวิชาต่อไป คือเป็นวิชาที่ไม่มีผลต่อการเรียนวิชาอื่น แต่มีผลต่อการจบการศึกษา


ในด้านการเรียนภาษาต่างประเทศ บางภาษาเป็นเหมือนการเรียนแบบบังคับ ทั้งๆ ที่ไม่ได้บังคับ เช่น วิชาภาษาอังกฤษมีการจัดการสอนให้ทุกคนได้เรียน แต่อาจจะต้องมาพิจารณาว่ามีวิชาเลือกที่ให้เรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นได้หรือไม่ การเปิดสอนวิชาสนทนาที่เป็นการเรียนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า Interactive เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจมากๆ มาเรียนเป็นวิชาเลือกได้หรือไม่ เพราะการจัดการสอนในวิชาสนทนาสำหรับทั้งประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งประเทศไทยก็คล้ายกับอีกหลายประเทศในเรื่องการเรียนการสอน เช่น วิชาภาษาอังกฤษที่จัดการสอนแบบไม่มีวิชาสนทนาเลยแม้แต่ชั่วโมงเดียว ทำให้ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี ซึ่งเป็นสาเหตุที่โทเฟลต้องเปลี่ยนการสอบ เนื่องจากสรุปได้ว่าเด็กเอเชียคล้ายกัน คือเรียนภาษาอังกฤษแล้วได้แต่คำศัพท์กับไวยากรณ์ อ่านเข้าใจ ตอบได้ ไวยากรณ์ถูกต้อง แต่พูดและเขียนไม่ได้ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีโรงเรียนระบบทวิภาษา (Bilingual School) และโรงเรียนที่มีการสอนเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) แต่หลายโรงเรียนยังรักษาประเพณีดั้งเดิม คือจัดการเรียนการสอนโดยไม่มีวิชาสนทนา


รมว.ศธ.กล่าวถึงประเด็นสำคัญของการปฏิรูปการเรียนการสอน ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า ปฏิรูปเรียนรู้ การเรียนรู้ โดยหลีกเลี่ยงคำว่า สอน และมักจะไปพูดว่าสอนน้อยๆ ให้เรียนมากๆ แต่การเรียนจะไม่มีการสอนไม่ได้ การเรียนต้องมีผู้ที่รู้มาสอน ซึ่งก็คือครู ฉะนั้นการพัฒนาและการผลิตครูจะต้องเกิดขึ้น หากต้องการให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น แต่สอนแบบให้จำ และให้เชื่อครูทั้งหมด เด็กก็จะคิดวิเคราะห์ไม่ได้  การสอนเด็กในยุคอินเทอร์เน็ตก็มีหนังสือออกมาว่า ในยุคกูเกิล ยุคอินเทอร์เน็ต ครูจะต้องมีหน้าที่อย่างไร การสอนหรือให้การบ้านเด็กก็จะไม่เหมือนเดิม การให้เด็กไปค้นหาคำตอบจากอินเทอร์เน็ตเป็นการทดสอบความสามารถในการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีวิชาการสอนเด็กในยุคที่มีอินเทอร์เน็ต และขณะนี้ได้มีการปรับที่เรียกว่า “Flip the Classroom” คือปรับสิ่งที่เด็กเคยทำที่โรงเรียนให้ไปทำที่บ้าน และสิ่งที่เคยให้เด็กทำที่บ้านให้กลับมาทำที่ห้องเรียน


ในการพัฒนาครูก็จะมีอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องวิทยฐานะให้โยงกับผลสัมฤทธิ์ เรื่องเทคโนโลยีทางการศึกษา ปัจจุบันไม่มีครูดูแลเรื่องเทคโนโลยีทางการศึกษา ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีทางการศึกษาก้าวหน้าไปมาก อาจจะต้องมาคิดเรื่องอัตราและการผลิตครูที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาในโรงเรียนให้มากขึ้น และต้องมีการคิดเรื่องการผลิตและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและจริงจัง บางประเทศใช้การวัดผลสัมฤทธิ์เด็กเพื่อทดสอบวัดผลและพัฒนาครู เช่นกรณีที่ไทยกำลังดำเนินการ ส่วนบางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ไม่เน้นเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์เด็ก แต่เน้นที่การพัฒนาครู เพราะมีความเชื่อว่าหากมีการพัฒนาครูที่ดี เด็กก็จะดีเอง และจากการจัดอันดับ PISA ปรากฏว่าฟินแลนด์ได้อันดับที่ 1 แต่ประเทศไทยคงต้องเริ่มจากการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนก่อน แล้วจึงพัฒนาครู


เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะต้องอาศัยผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันคิด แล้ว ศธ.จะเป็นผู้รวบรวมความคิด ทำให้เข้าใจตรงกัน และสร้างให้เป็นระบบ มีแบบแผน มีกลไกรองรับ และที่สำคัญคือ ต้องให้ทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ภาคเอกชนมีส่วนร่วม เห็นตรงกัน ให้การสนับสนุนและร่วมกันผลักดัน การปฏิรูปหลักสูตรจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกันขนานใหญ่ จึงยินดีที่จะให้ทุกฝ่ายช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็น และมีส่วนร่วม รวมถึงต้องส่งเสริมภาคเอกชนและโรงเรียนเอกชนให้มีบทบาทในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น


ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องการอาชีวศึกษา ได้ฝากให้ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในการแนะนำอาชีพ และขอความร่วมมือให้เป็นภารกิจร่วมกันของ สพฐ.กับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อเร่งทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่เป็นการลดจำนวนนักเรียนในสังกัด สพฐ. แต่สิ่งสำคัญคือ จะต้องทำให้เห็นว่าจะมีการพัฒนาการอาชีวศึกษาขนานใหญ่ โดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชนร่วมกันคิดว่าต้องการคนแบบไหน ทำอะไรเป็น มีหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรมอย่างไร ขณะนี้ได้มีความร่วมมือกับ 5-6 ประเทศ เพื่อนำโมเดลของประเทศต่างๆ ในด้านการอาชีวศึกษาทำให้เป็นมาตรฐานร่วมกัน และจะพัฒนาการเรียนอาชีวศึกษากันอย่างจริงจัง หากไม่เริ่มดำเนินการวันนี้ ประเทศไทยจะไปไม่รอด ไม่สามารถพัฒนาอะไรได้ เนื่องจากไม่มีกำลังคนและแรงงานฝีมือ หาก ศธ.ไม่สามารถผลิตแรงงานได้ตามความต้องการของประเทศ ก็จะต้องใช้แรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้ อาจจะกลับประเทศ ส่งผลให้แรงงานในไทยจะขาดแคลน การผลิตก็จะหยุดชะงัก ประเทศจะเสียโอกาสในการพัฒนา ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันแนะนำ ทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการที่ดำเนินการต่อไปในการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา


จากการนำเสนอและหารือกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เห็นชอบและกล่าวว่า “การศึกษาคือวาระแห่งชาติ” จึงขอฝากให้ช่วยกันคิดต่อว่า หากการศึกษาไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศและประเทศจะพัฒนาไปต่อไม่ได้ การศึกษาจึงต้องเป็นวาระแห่งชาติ แต่อีกความหมายหนึ่งที่จะต้องฝากช่วยคิด คือ การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ หมายความว่า คนทั้งชาติต้องช่วยกันพัฒนาการศึกษา ปฏิรูปการศึกษา ทั้งภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทุกส่วนต้องร่วมกัน ช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรต่อไป ผู้ปกครองจะทำอะไรได้บ้าง ประเทศเกาหลีประสบความสำเร็จในด้านการศึกษามาก ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือผู้ปกครองของเด็กเกาหลีทั้งประเทศให้ความสำคัญกับการดูแลลูกมากในการเรียน ให้ความสนใจว่าโรงเรียนสอนอะไร ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ผู้ปกครองของนักเรียนในประเทศไทย มีส่วนร่วมมากขึ้น


กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

27/10/2556


โปรดติดตามสรุปข่าวและภาพถ่ายที่ https://www.moe.go.th/websm/2013/oct/366.html