คืนความสุขสู่ผู้เรียน

ติดตามข่าวนี้ได้ที่ https://www.moe.go.th/websm/2015/apr/118.html

ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี – พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ “สานพลังเรียนรู้ ครูนักปฏิบัติ : คืนความสุขสู่ผู้เรียน” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา (IRES) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2558 โดยมี รศ.ประภาภัทร นิยม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ และผู้สนใจ เข้าร่วมพิธีเปิดกว่า 2,000 คน

● เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จัดประชุมครั้งนี้ ในวันพิเศษของคนไทย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นวันที่พิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เนื่องจากพระองค์ท่านเป็นครูมา 30 กว่าปีในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทรงตั้งโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) และรับดูแลโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ทรงติดตามการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีใครอยากไปเป็นครู เพราะมีความยากลำบากและเด็กนักเรียนก็มอมแมม

ส่วนตัวเมื่อได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีหลายครั้ง ทำให้ได้เห็นถึงความทุ่มเท ความรู้และความเข้าใจด้านการศึกษา ตลอดจนความสนใจใส่ใจครูและผู้บริหารที่อยู่ในความดูแลในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จัดการประชุมวิชาการขึ้นในวันที่มีความสำคัญของคนไทยอีกวันหนึ่ง ซึ่งคนไทยให้ความเคารพนับถือพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง

● จุดเน้นการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับห้องเรียน ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน

การประชุมวิชาการครั้งนี้ มีเป้าหมายสอดคล้องและตรงกับการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา รวมทั้งข้อสรุปจากการประชุมที่จะเป็นข้อเสนอที่สำคัญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับหัวข้อการอภิปรายมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก กล่าวคือ การปฏิรูปที่ห้องเรียน ตัวครู ระบบการจัดการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการเปิดโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนการสอนแบบต่างๆ เพื่อจะได้นำไปขยายผลและใช้ประโยชน์ต่อไป

ที่ผ่านมา หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากการปฏิรูปในครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในห้องเรียน ในโรงเรียน และในพื้นที่ต่างๆ เป็นการทำงานโดยที่ไม่มีการปรับโครงสร้างแต่อย่างใด เพราะการปฏิรูปที่ผ่านมาส่วนใหญ่เน้นปรับโครงสร้างทำให้มีขนาดใหญ่ อุ้ยอ้าย และกลไกไม่เอื้ออำนวยให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

แต่ปัจจุบัน จุดเน้นของการปฏิรูปการศึกษาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน มีการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง ขณะนี้เริ่มดำเนินการจากจุดเล็กๆ เช่น การประชุมวิชาการในครั้งนี้ที่จะมีการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ก็เปรียบเสมือนกับการปฏิรูปจากห้องเรียนเล็กๆ ในแต่ละพื้นที่ เริ่มจากภาคปฏิบัติระดับล่าง ไม่ได้เริ่มจากด้านบนลงไป

● ย้ำให้เห็นความสำคัญต่อแนวทางการผลิตและพัฒนาครูด้วยวิธีการที่หลากหลาย

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพ โดยจะนำโครงการคุรุทายาทกลับมาใช้ในปีการศึกษา 2558 พร้อมทั้งเรียนรู้ปัญหาอุปสรรคในอดีตก่อนที่จะเริ่มดำเนินการโครงการนี้ต่อไป

ในส่วนของการพัฒนาครู ได้ดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้สู่รู้เรียน พัฒนาครูผ่านระบบสารสนเทศ ปรับระบบการพัฒนาครูจาก Hotel Based ให้เป็นการพัฒนาครูที่โรงเรียนด้วยวิธี Coaching ให้ความรู้แก่ศึกษานิเทศก์ และมีการจัด Coaching Team เพื่อเข้าไปช่วยครูในโรงเรียน

ขณะเดียวกัน มีการปรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ โดยเน้นให้ครูพัฒนาตนเองและผลงานของลูกศิษย์ในห้องเรียน เพื่อกระตุ้นให้ครูสนใจการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งจะพัฒนาควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเรียนรู้ หลักสูตร และปรับปรุงระบบการทดสอบทางการศึกษาที่จะลดจำนวนกลุ่มสาระวิชาในการสอบ O-Net จาก 8 วิชา ให้เหลือเพียง 5 กลุ่มสาระวิชาหลัก เพื่อลดความเครียดและความกดดันของเด็ก ส่วนอีก 3 กลุ่มสาระวิชาให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาจัดสอบตามบริบทพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเด็กและครูจะได้ประโยชน์มากขึ้น

● ยกตัวอย่างวิธีการการสอนแบบ “พี่สอนน้อง”

ในความเป็นจริง ครูแต่ละคนมีขีดความสามารถในการสอนไม่เหมือนกันและมีเทคนิคต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้การถ่ายทอดของครูสร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี จึงจำเป็นต้องพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถและเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น

ขอยกตัวอย่างวิธีการเรียนการสอนแบบ “พี่สอนน้อง” ซึ่งนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจ เพราะได้ประโยชน์ทั้งนักเรียน รุ่นพี่ที่มาช่วยสอน และครู  เรียกได้ว่า “Win Win Win” ทั้งสามฝ่าย เพราะเมื่อให้รุ่นพี่ชั้นโตกว่าไปสอนน้อง น้องก็จะไม่เกร็ง และมีความตื่นเต้นสนใจเรียน ทำให้กล้าพูดกล้าถาม ในส่วนรุ่นพี่เองก็ต้องเตรียมตัวศึกษาค้นคว้ามากกว่าบทเรียน เพื่อที่จะตอบข้อซักถามของน้องทั้งในและนอกเหนือจากบทเรียน ทำให้รุ่นพี่ได้ประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ส่วนครูที่ควบคุมการสอน ก็จะได้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงเทคนิควิธีการสอน ในกรณีที่นักเรียนรุ่นพี่มีเทคนิควิธีการสอนที่ดีกว่า สิ่งสำคัญคือ นักเรียนรุ่นพี่ที่สอน หากทำได้ดีจะมีความภูมิใจและมีแรงบันดาลใจที่จะเป็นครูในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าคนเหล่านี้จะเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพ

● นอกจากปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียน ต้องปรับปรุงกฎหมาย วางระบบบริหารจัดการต่างๆ ไปพร้อมกัน

นอกจากการปฏิรูปการศึกษาจากจุดเล็กๆ ข้างต้นแล้ว จะมีการปรับปรุงระบบกฎหมายการศึกษา พัฒนาระบบงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการติดตามประเมินผลให้มีความทันสมัยและเอื้อต่อการจัดการศึกษาในรูปแบบการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต และเสนอกฎหมายเพื่อจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้วย

● ต้องการเห็นการบูรณาการเรียนการสอนในโรงเรียน และความเป็นผู้นำของผู้บริหาร

จากที่ได้ไปตรวจเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง พบว่าในสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ดี จะใช้วิธีสอนแบบบูรณาการ โดยกำหนดหัวข้อปัญหา เพื่อให้นักเรียนช่วยคิดช่วยแก้ปัญหานั้น พร้อมทั้งนำละครหรือประวัติศาสตร์บางตอนมาวิเคราะห์ สอดแทรกวิชาต่างๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ทำให้เด็กได้รับความรู้ทุกด้าน ถือเป็นการเรียนการสอนที่ดี ที่จะต้องอาศัยครูที่มีประสิทธิภาพและมีความทุ่มเทเป็นอย่างมากในการยกปัญหา วิเคราะห์ และชี้นำให้เด็กได้คิดได้ทำ

● แนะให้ผู้บริหารกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และคิดนอกกรอบ

นอกจากนี้ โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง ส่วนใหญ่จะมีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความเป็นผู้นำสูง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ และอยู่นอกเหนือจากตำราเรียน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กระทรวงศึกษาธิการต้องการเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับใด ตั้งแต่รองผู้อำนวยการผู้อำนวยการสถานศึกษา/โรงเรียน ครูทุกคน ตลอดจนถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาในทุกเขตทุกพื้นที่ของประเทศ หากทุกคนมีความเป็นผู้นำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบ ใช้วิธีคิดแบบนอกกรอบโดยยึดเป้าหมายและผลประโยชน์เป็นหลัก เชื่อว่าผลการศึกษาของห้องเรียน โรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษาจะก้าวหน้าไปมาก

ภายหลังพิธีเปิดการประชุม รมว.ศึกษาธิการ ได้รับฟังการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา พาชาติออกจากวิกฤติ” โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี


นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวเพิ่มเติมถึงการประชุมวิชาการในครั้งนี้ว่า ได้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของเวทีสำหรับครูนักปฏิบัติที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในระดับพื้นที่ โรงเรียน จนถึงระดับห้องเรียน

โดย สสส. มุ่งหวังที่จะให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย มีขีดความสามารถ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ การจัดการความรู้ สร้างชุมชนนักปฏิบัติ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของโรงเรียน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพ มีทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่ออนาคต โดยมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้ระดับโรงเรียนและห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยน รวบรวบ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้ให้เป็นบทเรียนที่ดี สามารถเป็นตัวอย่างเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการศึกษาในอนาคต

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
2/4/2558