ความคิด การกระทำ และค่านิยม

 

 

สุพรรณี เหลืองเกรียงไกร
สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา


 

 

 

             ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำพาให้เกิดการกระทำขึ้น ถ้าการกระทำที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นช้า ๆ จนเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและเราก็เรียกการกระทำนั้นว่า "ค่านิยม" ดังนั้นความคิด การกระทำ และค่านิยม จึงมีส่วนทำให้ชีวิต สังคม ประเทศดีหรือไม่ดี เจริญหรือเสื่อมได้

             การพัฒนา "ค่านิยม" จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการพัฒนาคน องค์การ สังคม และประเทศ โดยการเน้นที่การพัฒนา ความคิด อันจะทำให้เกิดผลเป็นการกระทำที่ถาวร มั่นคง และสามารถเป็นจริงได้ ซึ่งต้องอาศัย ความศรัทธา ความมุ่งมั่น และความตั้งใจจริงที่จะกระทำเป็นสำคัญ

                โดยทั่วไป      เราสามารถพบบุคคลในองค์การหรือหน่วยงาน แบ่งตามความคิดและการกระทำได้ 4 ประการด้วยกัน คือ

                ประเภทที่ 1 : คิดและทำ

                ผู้ที่เป็นนักคิด คือ ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ปัญหาเป็น   มีหลักการ มีอุดมการณ์ และมีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตนเอง

                ผู้ที่เป็นนักปฏิบัติ คือ ผู้ที่มีความพร้อมในการทำงานหรือลงมือ  กระทำตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ผู้บริหารที่เป็นนักปฏิบัติจะต้องดูแลเอาใจใส่ ลูกน้อง   คอยติดตามงานและมีส่วนร่วมในการทำงานและรับผิดชอบทุกขั้นตอนของการทำงาน

               บุคคลที่เป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ ต้องมีความคิดและการกระทำอย่างผู้รู้   ซึ่งมีลักษณะ 3 อย่างด้วยกัน คือ

                1.ไม่ยึดมั่นในความรู้ คือ ไม่ยึดมั่นความรู้ว่าเป็นของตายตัวเสมอไป แต่ต้องแสวงหาประสบการณ์ที่ไม่เกินความสามารถเป็นหลักในการปฏิบัติให้มากขึ้นด้วย  

                2.พยายามหลีกหนีความเคยชิน เพราะความเคยชินจะทำลายจิตสำนึก     ที่ดีงามๆไปวันละเล็กละน้อยจนนานเข้าก็ไม่รู้สึกอะไรเลย   การปฏิบัติงานหากทำด้วยความเคยชินก็จะไม่มีการคิดและสร้างสรรค์เกิดขึ้น

                3.ใฝ่กระทำเป็นกิจนิสัย ต้องกระทำให้สม่ำเสมอและมีจุดมุ่งหมายแนวทาง     และพลังความปรารถนา เพื่อให้เกิดความสำเร็จในตนเองและงานในหน้าที่

                สำหรับภาวะปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอยู่ขณะนี้   ประเทศชาติต้องการผู้นำที่เป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ ซึ่งมีลักษณะที่คาดหวังและเป็นที่ต้องการของสังคม คือ  เป็นผู้นำที่ยึดหลักการ มีความรู้ มีวิสัยทัศน์ เป็นนักปฏิบัติ     และกล้าที่จะเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงและมีความมุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ดีในการทำงาน เพื่อสามารถพัฒนาและนำพาองค์การ สังคม       และประเทศให้พ้นภาวะวิกฤตไปได้

                ประเภทที่ 2 : คิดแต่ไม่ทำ

                บุคคลประเภทนี้ จะเป็นนักคิดแต่ไม่ลงมือปฏิบัติ   เหตุผลของการไม่ปฏิบัติของแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไป บางคนไม่กระทำเพราะไม่มีบทบาทหน้าที่   บางคนไม่กระทำเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวคิด บางคนไม่กระทำเพราะไม่มีกำลังใจ ท้อแท้ ผู้บริหารไม่สนใจ และไม่เห็นความสำคัญของงาน บางคนไม่ทำเพราะไม่มีโอกาสที่จะกระทำ   และบางคนไม่ทำเพราะเป็นค่านิยมส่วนบุคคลที่ชอบความสะดวกสบาย เป็นต้น

                ประเภทที่ 3 : ทำแต่ไม่คิด

                บุคคลประเภทนี้ เป็นนักปฏิบัติที่กระทำแต่ไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ กำหนดนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงานแต่อย่างใด หรืออาจจะเป็นบุคคลที่ชอบทำงานตามกฎระเบียบข้อบังคับ หรืองานประจำจนเกิดความเคยชินและไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์

               ประเภทที่ 4 : ไม่คิดไม่ทำ

                บุคคลประเภทนี้ไม่เป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ    สาเหตุอาจเกิดจากค่านิยมส่วนบุคคลหรืออาจเกิดจากบุคคลประเภทที่ 2 คือ คิดแต่ไม่ทำมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า ความคิดริเริ่มถดถอยหมดกำลังใจที่จะคิดต่อไปจนกลายสภาพมาเป็นบุคคลประเภทนี้ได้

                บุคคลประเภทที่ 1    ที่เป็นทั้งนักคิดและนักปกิบัติ จึงเป็นบุคคลที่ประเทศชาติ ต้องการในการพัฒนามาก   โดยเฉพาะสภาวะปัจจุบันที่ทุกองค์การจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทตามสภาพสังคม ส่วนบุคคลประเภทที่ 2, 3 และ 4 นั้น   เป็นบุคคลที่ไม่อยากให้มีอยู่ในองค์กรเลย ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ และถือว่ามีบทบาทที่สำคัญในการบริหารงานในองค์การคงต้องให้ความสนใจกับปัญหาเหล่านี้

                การวิเคราะห์พฤติกรรมการทำงานของบุคคลในแต่ละบุคคลเป็นราย ๆ ไปนั้น     จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหาร พบว่า บุคลากรในองค์การนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร   และจัดอยู่ในประเภทไหน และสาเหตุของการไม่คิดและไม่ทำนั้น     เกิดจากอะไรที่เป็นต้นเหตุของการไม่คิดและไม่ทำของบุคลากรก็เป็นไปได้ การสรุปพฤติกรรมแบบเหมารวมโดย ไม่ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุและค่านิยมส่วนบุคคลนั้น จะเป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกประเมินเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้บริหารเองก็คงต้องวิเคราะห์   ตนเองว่าเป็นนักคิดและนักปฏิบัติหรือไม่ เพียงใด

                การแก้ไขปัญหาของการไม่คิดและไม่ทำของบุคลากรนั้น ต้องแก้ปัญหาที่สาเหตุโดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของระบบ โคตรงสร้างและบุคลากร ฯลฯ และต้องพัฒนาค่านิยมส่วนบุคคลและองค์การไปพร้อม ๆ กันด้วย    ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างของการเป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา การให้โอกาสแก่นักปฏิบัติให้ใ้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น   ข้อเสนอแนะ และร่วมกำหนดนโยบาย ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้นักคิดทั้งหลาย ได้มีส่วนในการปฏิบัติให้มากขึ้น จะมีส่วนช่วยให้บุคลากรในองค์การเป็นนักคิดและนักปฏิบัติได้มากไปด้วย

                วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน     ก็มีส่วนช่วยให้บุคลากรทำงานมากขึ้น ในเรื่องของการพิจารณาความดีความชอบ และผลงานที่ต้องพิจารณาจากผลงานที่เกิดจากการกระทำจริง ๆ   มากกว่าผลงานที่เกิดจากการเขียนรายงานเพียงอย่างเดียว   การมุ่งเน้นการเขียนผลงานหรือรายงานมากกว่าการทำงานที่เป็นการกระทำ องค์การหรือหน่วยงานจะมีแต่บุคคลที่เป็นนักคิดมากกว่านักปฏิบัติ ซึ่งผู้บริหารต้องติดตามการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงและยุติธรรมต่อผู้ที่ถูกประเมิน และจะเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานมีความกระตือรือร้นในการทำงานและเป็นการทำงานและนักปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น

                การประชุมสัมมนาและการฝึกอบรมก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาความคิด  การกระทำ และค่านิยม ซึ่งมักจะออกมาในรูปของการกำหนดนโยบาย แนวทางการปฏิบัติแบบกว้างๆ ความรู้ ทฤษฎี และความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ การที่จะทำให้การประชุมสัมมนาและการฝึกอบรมบรรลุผลสำเร็จตามความคาดหวังหรือจุดประสงค์หลักได้นั้นจะต้องนำความคิดสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลขึ้นจริงๆ      ผู้บริหารจะต้องคอยกระตุ้น ช่วยเหลือและติตามประเมินผลของการปฏิบัติตามแนวคิดเหล่านั้นด้วยจึงจะทำ ให้ความคิด การกระทำ และค่านิยมเกิดการพัฒนาขึ้นอย่างแท้จริง

                ดังนั้น ผู้บริหารจึงเป็นบุคคลที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้เกิดค่านิยมทั้งทางด้านการเป็นนักคิดและนักปฏิบัติ โดยการใช้ความคิด  ความรู้ โอกาสและอำนาจที่มีอยู่ ให้เกิดการกระทำดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนร่วม