กล่องข้อความ: ชุดฝึกอบรมครู : ประมวลสาระ        http://area.ge.go.th/phayao1/data/b08.doc  23/08/2546      

 

 

 

 

 


บทที่ 8

เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.นิคม  ทาแดง
รองศาสตราจารย์กอบกุล  ปราบประชา
ดร.อำนวย  เดชชัยศรี

 

 


คำนำ

                                หลักการสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือการกระจายอำนาจการบริหารการจัดการศึกษา การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งการดำเนินการให้บรรลุตามหลักการดังกล่าว จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสร้างกลไกและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง สร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ ทำหน้าที่ประสานและส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประสานการจัดทำชุดฝึกอบรมต้นแบบ เพื่อเป็นคู่มือให้กลุ่มเป้าหมายได้ใช้ศึกษาและพัฒนาตนเอง

                ชุดฝึกอบรมต้นแบบที่จัดทำขึ้นมีจำนวน 3 ชุด คือ (1) ชุดฝึกอบรมผู้บริหาร (2) ชุดฝึกอบรมครู และ (3) ชุดฝึกอบรมผู้นำชุมชน โดยชุดฝึกอบรมต้นแบบแต่ละชุด ประกอบด้วย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ ในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ จะประกอบด้วย ประมวลสาระ และ แนวทางการศึกษา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำชุดฝึกอบรมต้นแบบดังกล่าวไปผลิตเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่รับผิดชอบ เพื่อใช้ในการศึกษาและพัฒนาตนเองต่อไป

                เอกสารเรื่อง เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสื่อสิ่งพิมพ์ในชุดฝึกอบรมครู ประกอบด้วยสาระสำคัญ 9 เรื่อง คือ

1.       หลักการจัดการศึกษา

2.       การพัฒนาวิชาชีพครู

3.       การกระจายอำนาจทางการศึกษา

4.       การประกันคุณภาพการศึกษา

5.       หลักสูตรสถานศึกษา

6.       การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

7.       การวิจัยในชั้นเรียน

8.       เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้

9.       ครูกับการจัดการศึกษาของชุมชน

ในการจัดทำชุดฝึกอบรมดังกล่าว สำนักงานปฏิรูปการศึกษาในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ร่วมกันอุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะ จนเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการประสานงานโครงการฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี

 

 

 


                                                                                                               (.ดร. ปรัชญา เวสารัชช์)

                      ประธานคณะกรรมการประสานงาน

    โครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา

                                                                                       ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                                                                                                        มีนาคม 2545

 


สารบัญ

                                                                                                                หน้า

 

คำนำ

บทที่ 8  เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้                                                                    1

เรื่องที่  8.1      เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542                                  3

8.1.1    แนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา                                            3

            แห่งชาติ พ.ศ.2542

8.1.2    บทบาทของครูในการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้                                                            8

เรื่องที่  8.2   สื่อการศึกษา                                                                                     11

8.2.1   ความหมาย ประเภท และคุณค่าของสื่อการศึกษา                                                                           11

8.2.2   การเลือก การวางแผนผลิต และการใช้สื่อการศึกษา                                                                         17

เรื่องที่  8.3   การส่งเสริมทักษะการใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้                                           22

8.3.1 แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้                                                                                                                 22

8.3.2 กระบวนการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้                                                                    24

8.3.3 ผู้เรียนกับการใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้                                                                                       26

8.3.4 ครูกับการเตรียมความพร้อมของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้                                                              29

บรรณานุกรม                                                                                                                                                                         35


บทที่      8

เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้

 

วามนำ

                คำว่า "เทคโนโลยี”(Technology) มาจากรากศัพท์ "Technic" หรือ "Techno" ซึ่งมีความหมายว่า วิธีการ หรือการจัดแจงอย่างเป็นระบบ รวมกับ "logy" ซึ่งแปลว่า “ศาสตร์” หรือ “วิทยาการ” ดังนั้น คำว่า "เทคโนโลยี" ตามรากศัพท์จึงหมายถึง ศาสตร์ว่าด้วยวิธีการหรือศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการ หรือการจัดแจงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดระบบใหม่และเป็นระบบที่สามารถนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้ได้ ซึ่งก็มีความหมายตรงกับความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรม คือ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ดังนั้น เทคโนโลยีการศึกษาจึงเป็นการจัดแจงหรือการประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพมาใช้ในกระบวนการของการศึกษา ซึ่งเป็นพฤติกรรมศาสตร์ โครงสร้างมโนมติของเทคโนโลยีการศึกษาจึงต้องประกอบด้วย มโนมติทางวิทยาศาสตร์กายภาพ มโนมติทางพฤติกรรมศาสตร์ โดยการประสมประสานของมโนมติอื่นที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น  การประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพทางวิศวกรรมและทางเคมีได้เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ สามารถผลิตหนังสือตำราต่างๆ ได้ และจากการประยุกต์หลักพฤติกรรมศาสตร์ทางจิตวิทยา จิตวิทยาการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้และหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้ได้เนื้อหาในลักษณะเป็นโปรแกรมขั้นย่อย ๆ จากง่ายไปหายาก เมื่อรวมกันระหว่างวิทยาศาสตร์กายภาพและพฤติกรรมศาสตร์ในตัวอย่างนี้ ทำให้เกิดผลิตผลทางเทคโนโลยีการศึกษาขึ้น คือ "ตำราเรียนแบบโปรแกรม"

                อีกตัวอย่างหนึ่งการประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพเกี่ยวกับแสง เสียงและอิเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ใช้ระบบเลขฐานสองทำให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อประสมประสานกับผลการประยุกต์ทางพฤติกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ หลักความแตกต่างระหว่างบุคคล หลักการวิเคราะห์งาน และทฤษฎีสื่อการเรียนการสอนแล้วทำให้ได้ผลผลิตทางเทคโนโลยีการศึกษา คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI)

                จากข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษามีสองลักษณะที่เน้นหนักแตกต่างกัน คือ

                1. เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การประยุกต์หลักการวิทยาศาสตร์กายภาพและวิศวกรรมศาสตร์ให้เป็นวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการเสนอ แสดง และถ่ายทอดเนื้อหาทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายนี้พัฒนามาจากความคิดของกลุ่มนักโสต-ทัศนศึกษา

                2. เทคโนโลยีการศึกษามีความหมายโดยตรงตามความหมายของเทคโนโลยี คือ ศาสตร์แห่งวิธีการ หรือการประยุกต์วิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษา โดยคำว่า”วิทยาศาสตร์”ในที่นี้มุ่งเน้นที่วิชาพฤติกรรมศาสตร์ เพราะถือว่าพฤติกรรมศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งเช่นเดียวกับวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นต้น

                คำว่า “วัตกรรม” (innovation) หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้น การประยุกต์วิทยาศาสตร์ โดยวิธีการจัดระบบขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำว่า”ใหม่”ในที่นี้หมายถึงใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าใหม่บางส่วนหรือการใช้ของเดิมแต่จัดระบบขึ้นใหม่ และเป็นสิ่งที่อยู่ในระหว่างการทดลองใช้และติดตามผลการวิเคราะห์วิจัย ยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นนวัตกรรม เมื่อนวัตกรรมใดได้รับการทดสอบจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้ว นวัตกรรมนั้นก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีต่อไป นวัตกรรมจึงเป็นขั้นเริ่มต้นของเทคโนโลยี

                เทคโนโลยีการศึกษามีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เด่นชัดในปัจจุบันนี้ คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ในกระบวนการศึกษาด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

                1. ความเจริญอย่างรวดเร็วทางด้านวิชาการต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะระยะหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา  วิทยาการใหม่ ๆ และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ได้ถูกค้นคิดประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในสังคมมากมายเป็นทวีคูณ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวทางด้านหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษา และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงปัญหาการเรียนการสอน การเลือกโปรแกรมและการทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระใหม่ๆ ของนักเรียน ความรุนแรงและความสลับซับซ้อนของปัญหาเหล่านี้มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณเนื้อหาวิชาการใหม่ ๆ มีมากมายเกินความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง จะเลือกบันทึกจดจำและนำเสนอในลักษณะเดิมได้ จึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์เข้ามาช่วย เช่น การเสนอข้อมูลทางวิชาการโดยเทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพ ไมโครฟอร์ม และแผ่นเลเซอร์ การแนะแนวการเรียนโดยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

                2. การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดังกล่าวมาแล้ว มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต การปรับตัว และพัฒนาการของนักเรียน การแนะแนวส่วนตัวและสังคมแก่นักเรียน จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ จึงจะสามารถให้บริการครอบคลุมถึงปัญหาต่าง ๆ ได้

                3. ลักษณะสังคมสารสนเทศหรือสังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นผลมาจากพัฒนาการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ทำให้ข่าวสารทุกรูปแบบ คือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟิ และข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถถ่ายทอดและส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วทุกมุมโลก สังคมในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นสังคมที่ท่วมท้นด้วยกระแสข้อมูลและข่าวสาร

ข้อมูลและข่าวสารจำนวนมหาศาลจะอยู่ที่ความต้องการของผู้ใช้อย่างง่ายดายมาก ความจำเป็นที่สถานศึกษาจะต้องเป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสารจะหมดความสำคัญลง การแนะแนวในสถานศึกษาจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการทำตัวเป็นแหล่งให้ข้อมูลมาเป็นการแนะแหล่งข้อมูล แนะนำการเลือกและการใช้ข้อมูลในการแก้ปัญหาและการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบทบาทอย่างนี้จะทำให้สำเร็จได้ยากหากไม่สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเชื่อมต่อกับระบบสารสนเทศในปัจจุบัน


เรื่องที่   8.1

เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ..  2542

 

                พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 ให้ความสำคัญต่อเทโลยีการศึกษาเป็นอย่างมากเพราะเทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นปัจจัยหลักในการเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนเป็นแบบมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดใหม่ทางเทคโนโลยีการศึกษาและเปลี่ยนบทบาทของครูตามแนวคิดใหม่ดังต่อไปนี้

 

8.1.1     แนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ได้บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรา 81 ที่เน้นให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมให้ประชาชนเกิดความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งเป็นที่มาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542  ที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ คือ (1) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย (2) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเข้มแข็งของคนไทย  (3) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุคโลกาภิวัฒน์     (4) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และสังคมไทย  โดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนรู้ตามข้อ (3) และ (4) จะเป็นไปได้นั้นจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยียุคสังคมข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสื่อหลัก

 

1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมีอิทธิพลโดยตรงต่อการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

                พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..  2542  มีเนื้อหาสาระรวม 9 หมวด หมวดที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้แก่ หมวดที่ 9 ว่าด้วยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  หมวดที่ 3 ว่าด้วยระบบการศึกษา และหมวดที่  4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา

                หมวดที่  9 เป็นหมวดโดยตรงที่ว่าด้วยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประกอบด้วยมาตรา  63  ถึง มาตรา 69 มีสาระสำคัญคือ ประการแรก รัฐต้องจัดโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่องทางและสื่อโทรคมนาคมเพื่อการศึกษา  ประการที่สอง รัฐต้องจัดให้มีโครงสร้างและหน่วยงานเฉพาะ เพื่อรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  ประการที่สาม รัฐต้องส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษาตลอดทั้งประชาชนให้มีขีดความสามารถในการผลิต และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในยุคสังคมข่าวสารในการแสวงหาความรู้และการศึกษาตลอดชีวิต

                หมวดที่  3  ว่าด้วยระบบการศึกษา  สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้แก่ การจัดการศึกษาทั้ง 3 ระบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีความลื่นไหล สามารถถ่ายโอนผลการเรียนระหว่างกันได้และประสมประสานให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (Life long education)  ดังนั้น เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามหมวดที่ 9 จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของปัจเจกบุคคลได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา และทุกวิธีการ

                หมวดที่ 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา สาระสำคัญในหมวดนี้ ได้แก่ การจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด หมายถึง การกำหนดจุดหมาย สาระ กิจกรรม แหล่งการเรียนรู้ สื่อการเรียน และการวัดประเมินผล ที่มุ่งพัฒนาคนและชีวิตให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้เต็มความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน สาระของหมวดนี้โดยสรุปแล้ว กล่าวถึงองค์ประกอบและกระบวนการของสังคมการเรียนรู้ซึ่งเป็นลักษณะของกระบวนการการเรียนรู้ในยุคสังคมข้อมูลข่าวสารที่ระบบการศึกษาจะต้องเป็นระบบเปิดให้อิสระภาพ ความเสมอภาค และตอบสนองต่อความจำเป็น ความต้องการ ความถนัดและขีดความสามารถของผู้เรียน โดยผ่านทางสื่อทุกรูปแบบและมีอัตราการเรียนการสอนแบบไม่เผชิญหน้ามากกว่าการเรียนการสอนแบบเผชิญหน้า (นิคม  ทาแดง : 2537)

 

2. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางการเรียนการสอน

การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดควรมีลักษณะที่แตกต่างกับการเรียนการสอนในปัจจุบันดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้        

 

 


เปรียบเทียบองค์ประกอบการเรียนการสอนปัจจุบันกับการเรียนการสอน

ตาม พ... การศึกษาแห่งชาติ 2542

 

ปัจจุบัน

 

ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542

 

 

 

 

ภาษา  คำพูด  ครู และตำรา

ประเภทของสื่อการสอน

ใช้สื่อทุกรูปแบบตามความเหมาะสมของสถานการณ์การเรียนการสอน

 

 

เป็นผู้กำหนดการเรียนการสอนทุกอย่างและควบคุมการเรียน

บทบาทของครู

ทำงานเป็นคณะเพื่อแนะแนวและสนับสนุนการเรียน

 

 

เสนอในรูปคำพูดและภาษาเป็นส่วนใหญ่

รูปแบบการเสนอ

เสนอในรูปแบบยืดหยุ่น ตามลักษณะของสื่อที่ใช้และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนแต่ละครั้ง

 

 

เป็นฝ่ายคอยรับข้อมูลข่าวสารและเนื้อหาจากครู

บทบาทของผู้เรียน

เป็นผู้ร่วมกิจกรรมการศึกษา การเรียนรู้เกิดจากผลของการกระทำกิจกรรม

 

 

เรียนเป็นกลุ่มใหญ่เป็นส่วนมาก

ลักษณะความสัมพันธ์ของ

ผู้เรียน

ตอบสนองความต้องการ

รายบุคคลและของกลุ่ม

 

 

ปกติกำหนดแน่นอน

เวลาเรียน

ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของรายบุคคล

 

 

ความรับผิดชอบทั้งหมดเป็น

ของผู้เรียน

ความรับผิดชอในกิจกรรมการเรียนการสอน

รับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้เรียน ผู้สอน ผู้ออกแบบระบบการเรียนการสอน

 

 

ปัจจุบัน

 

 

ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ2542

 

 

 

 

เน้นความจำเนื้อหาและภาษา

เนื้อหา

เน้นการจัดการข้อมูล

กระบวนการสารสนเทศ และกระบวนการแก้ปัญหา

 

 

วัดผลรวมเพื่อเปรียบเทียบว่าใครจำได้มากน้อยกว่ากัน

ลักษณะการประเมินผล

มีวัตถุประสงค์หลักในการประเมินกระบวนการ เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน

 

 

 

 

ไม่บ่อย

ความถี่ในการวัดและประเมินผล

บ่อยตามลักษณะของกระบวนการเพื่อรวบรวมข้อมูลของการร่วมกิจกรรม

 

 

 

อิงกลุ่ม

ฐานการเปรียบเทียบ

 

อิงเกณฑ์และวัตถุประสงค์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. ลักษณะการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

การศึกษาในยุคสังคมข้อมูลข่าวสารตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..  2542 มีลักษณะสำคัญ ดังต่อไปนี้

                3.1 การเรียนรู้คือชีวิต ชีวิตคือการเรียน กิจกรรมการเรียนรู้จะดำเนินไปตลอดชีวิต

                                3.2 การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ในชุมชนและทุกมุมโลก การเรียนรู้จะไม่จำกัดอยู่ในสถานที่เฉพาะอีกต่อไป

3.3 ประชาชนจะสามารถควบคุมระบบความรู้และเครื่องมือที่มีผลกระทบต่อชีวิตของตน และพลโลกสามารถเลือกเรียนรู้สิ่งที่ตนต้องการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ทุกเมื่อ จากแหล่งการเรียนรู้และสื่อประเภทต่างๆ

3.4 การศึกษาไม่ใช่การไปเข้าโรงเรียนเท่านั้น การศึกษาคือ กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระบวนการศึกษาจะต้องออกแบบเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการของปัจเจกบุคคล ผู้เรียนสามารถออกแบบระบบการศึกษาของตนเองได้

                                3.5 ประชาชนในสังคมข้อมูลข่าวสารจะสามารถเรียนรู้สิ่งที่ตนต้องการได้ทุกเวลาและสถานที่โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของตน

                                3.6 สาขาวิชาต่างๆ จะมีความสำคัญสำหรับแต่ละบุคคลแตกต่างกัน บุคคลจะเรียนได้ดีที่สุดถ้ามีอิสระในการเลือกเรียนสิ่งที่มีความจำเป็นและตรงกับความสนใจของเขาและโดยวิธีการของเขาเอง ในสังคมข้อมูลข่าวสารจะมีแหล่งบริการวิทยาการและสารสนเทศหลากหลายทั้งเนื้อหาสาระและวิธีการ บุคคลสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเองได้

                                โดยสรุปแล้ว ลักษณะของการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 จะเป็นการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ความจำเป็น และความสนใจของปัจเจกบุคลลได้ โดยเป็นการศึกษาแบบไม่เผชิญหน้าผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคมซึ่งเชื่อมโยงทั่วถึงทุกมุมโลก

 

4.  เทคโนโลยีและสื่อสารเพื่อการศึกษา

                เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาที่ต้องจัดหาและนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามลักษณะการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะต้องประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านช่องทางละสื่อ  ดังต่อไปนี้

                4.1  เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม (E-communication) ที่สำคัญได้แก่ การสื่อสารผ่านดาวเทียม เครือข่ายกระจายสารโลก เครือข่ายเส้นใยนำแสง เครือข่ายคอมพิวเตอร์

              4.2  ระบบการสอนผ่านจอภาพ  (On - Screen Interactive Instruction) ที่สำคัญได้แก่ การสอนด้วยคอมพิวเตอร์ การสอนด้วยโทรทัศน์ปฏิสัมพันธ์ การสอนด้วยการประชุมทางไกล การสอนด้วยเครือข่ายโลก

              4.3  ระบบสื่อตามต้องการ (Media On Demand) เช่น สัญญาณภาพตามต้องการ เสียงตามต้องการ  บทเรียนตามต้องการ เป็นต้น

                                4.4  ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System)  เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบฐานข้อมูล ซึ่งรวบรวมและจัดเรียงเนื้อหาข้อมูลตามลำดับที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวโดยใช้คำไข (Key  word) เป็นตัวค้นและตัวเรียกข้อมูล ส่วนฐานความรู้จะจัดข้อมูลไว้หลากหลาย เช่น ตามประเภทของหลักสูตร ตามกลุ่มอายุของผู้ใช้ ตามประเภทของวัตถุประสงค์ของการใช้ เป็นต้น การทำงานของฐานความรู้จะต้องทำงานประสานกันอย่างน้อย 3 ระบบได้แก่ ระบบสื่อสาร  ระบบสารสนเทศ  และระบบเหตุผล  เพื่อให้สามารถค้นและเรียกข้อมูล/ความรู้ที่ตรงกับอายุ  ความต้องการ วัตถุประสงค์ของการใช้และปัญหาของผู้เรียกใช้ 

 

8.1.2          บทบาทของครูในการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้

                บทบาทของครูในการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบสังคม วัฒนธรรม และกระบวนการเรียนการสอนตามยุคสมัยมาโดยตลอด กล่าวคือ 1) ในยุคสังคมบรรพกาลที่สังคมอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย การสื่อสารและคมนาคมยังมีข้อจำกัด การศึกษาเป็นการเลียนแบบ ทำตามและจดจำจากประสบการณ์ของผู้ใหญ่ บทบาทของครูจึงเป็นผู้จดจำและบอกเล่าให้ผู้เรียนท่องบ่น จดจำและทำตามที่ครูบอก เทคนิควิธีและสื่อต่างๆ จึงเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนจดจำและทำตามได้ง่าย 2) ในยุคสังคมอุตสาหกรรม และ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ระบบสังคมเป็นสังคมกระจุก โดยมากเกิดขึ้นในเมืองขนาดใหญ่ระดับนครและมหานคร วิทยาการต่างๆ มีมากมายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสาระโดยตรงจากความจำและประสบการณ์ของตนได้ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนไปเป็นนักออกแบบระบบการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อโสตทัศน์เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระแทนการบอกเล่าและเป็นผู้ให้เนื้อหาสาระด้วยตนเอง และ 3) ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารอย่างในปัจจุบันและการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเก่ง และแก้ไขปัญหาได้ ตลอดจนปลูกฝังให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสุข และรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ครูจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทไปเป็นนักจัดและออกแบบระบบการเรียนการสอน นักจัดการสารสนเทศ นักออกแบบและจัดการแหล่งสื่อการศึกษา นักออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมทางการศึกษา และเป็นนักแนะแนวและอำนวยความสะดวกการเรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

 

1. ครูในฐานะนักจัดระบบและออกแบบระบบการเรียนการสอน

                การจัดระบบและการออกแบบระบบการเรียนการสอน เป็นขอบข่ายงานโดยตรงของนักเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และเป็นบทบาทของครูที่ต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ หรือผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะลักษณะของกิจกรรม สื่อ และกระบวนการในรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในขณะนั้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีการจัดระบบ หรือออกแบบระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม การเรียนการสอนนั้นๆ ก็จะประสบกับความล้มเหลวได้ง่าย ครูจึงจำเป็นต้องมีความสามารถและความชำนาญในการวิเคราะห์ระบบการเรียนการสอนเดิม การสังเคราะห์ระบบ การสร้างแบบจำลองระบบเพื่อการสื่อสารและการตรวจสอบ และการทดสอบระบบในเบื้องต้นก่อนนำไปใช้

 

2. ครูในฐานะนักจัดการสารสนเทศ

                สารสนเทศในยุคสังคมข้อมูลข่าวสารมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสื่อสารมวลชน สื่อสารผ่านเครือข่ายและโทรคมนาคม แหล่งสื่อเครือข่ายกระจายสารโลก เครือข่ายอินเทอร์เนตและเวบไซต์ ล้วนแต่เป็นแหล่งสารสนเทศมากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าครูไม่รู้จักแหล่งสารสนเทศเหล่านี้ หรือไม่รู้จักเลือกสรร จัดเก็บ และเตรียมเชื่อมโยงในการใช้ที่เหมาะสมแล้ว การเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเองก็จะประสบกับความล้มเหลว เพราะผู้เรียนจะถูกท่วมทับด้วยสารสนเทศที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือสารสนเทศที่ดึงผู้เรียนออกนอกเส้นทางการเรียน กลายเป็นสื่อนำผู้เรียนออกนอกบทเรียนไป

 

3. ครูในฐานะนักออกแบบและจัดการแหล่งสื่อการศึกษา

                การเรียนการสอนในยุคสังคมข้อมูลข่าวสารนี้ ครูไม่สามารถจะใช้สื่อโสตทัศน์ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและคุณภาพมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการเรียนรู้ได้เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อความคิด ความต้องการ และการสร้างสรรค์ของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน ครูจำเป็นต้องรู้แหล่งสื่อการศึกษา เช่น แหล่งสื่อชุมชนทุกรูปแบบ แหล่งสื่อฐานข้อมูล แหล่งสื่อเวบไซต์ และแหล่งสื่อฐานความรู้ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว ครูจะต้องสามารถจัดระบบการใช้ การสื่อสาร และการเชื่อมโยงกับแหล่งสื่อเหล่านั้น และสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอนด้วย

 

4. ครูในฐานะนักออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

สภาพแวดล้อมทางการศึกษาเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากสำหรับการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ พราะสภาพแวดล้อม ทางการศึกษาจะทำหน้าที่เป็นสื่อนำเข้าสู่บทเรียน สื่อจุดประกายความคิดของผู้เรียน และเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางและขอบข่ายการเรียนของผู้เรียน ครูจำเป็นจะต้องฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ ความสามารถในการออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สภาพแวดล้อมทางสังคม และสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของผู้เรียน

 

            5. ครูในฐานะนักแนะแนวและอำนวยความสะดวกการเรียน

                การแนะแนวการเรียนเป็นบทบาทสำคัญสำหรับการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ เพราะถ้าครูแสดงบทบาทเป็นผู้สอนเมื่อใด การที่จะมุ่งหวังให้ผู้เรียนคิดเป็น แก้ปัญหาได้ด้วยตนเองก็จะไม่บรรลุเป้าหมายได้ ผู้เรียนก็จะเป็นได้แต่เพียงนักจำและผู้ทำตามคำบอกของครูเท่านั้น การเป็นนักแนะแนวที่มีความสามารถย่อมสามารถวางแผนการเรียนได้ดี สามารถกำหนดขอบเขต และทิศทางการเรียนแต่ละบทเรียนได้แม่นยำ ซึ่งจะเป็นผลให้ครูสามารถจัดการและเตรียมสื่อและเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนได้เหมาะสมกับบทเรียนด้วย

 

                โดยสรุปแล้ว การใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542  ครูจะต้องมีบทบาทในฐานะนักจัดระบบและออกแบบระบบการเรียนการสอน ในฐานะนักจัดการสารสนเทศ ในฐานะนักออกแบบและจัดการแหล่งสื่อการศึกษา ในฐานะนักออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมทางการศึกษา และในฐานะนักแนะแนวและอำนวยความสะดวกการเรียน

 


เรื่องที่    8.2

สื่อการศึกษา

 

                การศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นบทบาทของครูจะเน้นหนักการเป็นผู้อำนวยการการเรียนรู้ คือ จะต้องเตรียมฐานความรู้ แหล่งสื่อ และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาไว้ให้ผู้เรียนได้เผชิญประสบการณ์ด้วยตนเองเป็นหลัก ดังนั้นครูจะต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องประเภทของสื่อและแหล่งสื่อการศึกษา การเลือกและการใช้สื่อการศึกษาให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน ดังจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

 

8.2.1     ความหมาย ประเภท และคุณค่าของสื่อการศึกษา

 

            1.   ความหมายของสื่อการศึกษา

            สื่อการศึกษา คือ ตัวกลางหรือสิ่งต่าง ๆ เช่น วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ  รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนา และสามารถนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปใช้ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ

 

            2.  ประเภทของสื่อการศึกษา

                สื่อการศึกษาแบ่งประเภทได้หลายลักษณะได้แก่ (1) การแบ่งประเภทตามช่องทางการส่งและรับสาร (2) การแบ่งประเภทตามโครงสร้างความคิด และ (3) การแบ่งประเภทตามโครงสร้างของสื่อ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                                2.1 การแบ่งประเภทตามช่องทางการส่งและรับสารสื่อการศึกษาที่แบ่งประเภทตามช่องทางการส่งและรับสาร มี 3 ประเภท ได้แก่

(1)   สื่อโสตทัศน์ ได้แก่ สื่อกราฟฟิก วัสดุลายเส้น และ แผ่นป้ายต่างๆ สื่อสามมิติประเภทหุ่นจำลอง และสื่อเสียง เช่น เทปเสียง เป็นต้น

(2)     สื่อมวลชน ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์

(3)   สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุสื่อสาร โทรทัศน์ ปฏิสัมพันธ์ ระบบประชุมทางไกล เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เนต เป็นต้น (ดูภาพที่ 8.1 ประเภทสื่อการศึกษา (1))

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 8.1  ประเภทสื่อการศึกษา (1)

 

                2.2 การแบ่งประเภทสื่อการศึกษาตามโครงสร้างความคิด

                                การแบ่งประเภทของสื่อการศึกษาตามโครงสร้างความคิด มีสองลักษณะ คือ แบ่งตามลักษณะของประสบการณ์ และแบ่งตามลักษณะการคิดของคน ดังต่อไปนี้

                                                (1) การแบ่งประเภทสื่อการศึกษาตามลักษณะประสบการณ์

                                                การแบ่งประเภทสื่อการเรียนการศึกษาตามลักษณะของประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับจากผลการใช้สื่อนั้น ๆ เอ็ดการ์ เดล เป็นคนแบ่งไว้มี 10 ประเภท (Dale, 1949) เริ่มแรกทีเดียวเขาแบ่งออกเป็น 11 ประเภท แต่ตอนหลังได้ปรับปรุงโดยรวมภาพยนตร์กับโทรทัศน์เป็นประเภทเดียวกัน จึงเหลือเป็น 10 ประเภท เรียกว่า “กรวยแห่งประสบการณ์” ตามลำดับจากรูปธรรมไปหานามธรรม ดังต่อไปนี้

(1.1) ประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนเจตนารับเป็นสื่อของจริง ได้แก่ วัตถุ สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์จริงที่ผู้เรียนสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสื่อที่มีความจำเป็นต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เสนอปัญหา ขั้นการทดลอง และรวบรวมข้อมูล เพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากสถานการณ์การเรียนการสอน

(1.2) ประสบการณ์จากสถานการณ์จำลองและหุ่นจำลอง สื่อประเภทสถานการณ์จำลองหรือหุ่นจำลองนี้ สามารถเน้นประเด็นที่ต้องการหรือกำจัดส่วนเกินที่ไม่ต้องการจากของจริงได้ มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในกรณีที่ของจริงหายากมีราคาแพง มีอันตรายมาก ใหญ่โตเกินไป เล็กเกินไป สลับซับซ้อนเกินไป ฯลฯ

(1.3) ประสบการณ์นาฏการที่ผู้เรียนได้รับรู้การแสดงด้วยตนเองหรือการชมการแสดง เป็นสถานการณ์จำลองที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์และกระบวนการบางอย่างได้ดี

(1.4) ประสบการณ์จากการทดลองสาธิต เป็นประสบการณ์ที่ได้จากสื่อ ซึ่งอาจจะเป็นสถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริง แต่เป็นสื่อที่มีจำนวนน้อย จึงสาธิตให้ดูเป็นกลุ่ม เป็นประสบการณ์ที่จะต้องรับรู้พร้อม ๆ กัน เหมาะสำหรับการทดลองสาธิตให้ผู้เรียนสังเกตและรวบรวมข้อมูลพร้อมกันหลายคน

(1.5) ประสบการณ์ทัศนศึกษา เป็นประสบการณ์ที่ได้รับจากสื่อการเรียนการสอนที่เป็นวัตถุ สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์จริง แต่แทนที่จะเป็นการนำสื่อเข้ามาหาผู้เรียน ก็เป็นการนำผู้เรียนไปยังแหล่งของสื่อ เหมาะสำหรับการนำเข้าสู่ปัญหาหรือการสรุปบทเรียน เป็นการยืนยันข้อสรุปที่ได้จากการเรียนในห้องเรียน

(1.6) ประสบการณ์ที่ได้จากนิทรรศการ สื่อที่ให้ประสบการณ์ในลักษณะนี้อาจจะเป็นทั้งของจริงและสิ่งจำลองต่างๆ แต่จัดเรียงไว้ในรูปที่จะใช้ข้อมูลหรือเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของผู้จัด เหมาะสำหรับการสอนวิทยาศาสตร์ขั้นนำเข้าสู่บทเรียนหรือขั้นการสรุปบทเรียน

(1.7) ประสบการณ์จากภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ เป็นประสบการณ์ที่ได้จากภาพและเสียงที่พยายามทำให้เหมือนกับประสบการณ์ตรงโดยเทคนิคการถ่ายทำ เหมาะสำหรับการเสนอเนื้อหา เสนอข้อมูลหรือการสรุปบทเรียน

(1.8) ประสบการณ์จากภาพนิ่ง วิทยุและการบันทึกเสียง สื่อประเภทนี้ให้ประสบการณ์ที่เป็นรายละเอียดในประเด็นที่ต้องการเน้นได้ โดยเทคนิคการถ่ายภาพ การอัดขยายและการบันทึกตัดต่อในกรณีที่เป็นเทปเสียง

(1.9) ประสบการณ์จากสื่อทัศนสัญลักษณ์  ได้แก่ ภาพเขียนภาพลายเส้น วัสดุกราฟฟิกต่างๆ ที่สามารถเน้นโดยใช้รูปลักษณะและสีทำให้เกิดความสนใจในประเด็นที่ต้องการจะเน้น

(1.10) ประสบการณ์พจนสัญลักษณ์ ได้แก่ สัญลักษณ์ สูตร ภาษา ตำราต่างๆ เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอเนื้อหา มโนมติ หลักการ ทฤษฎีหรือกฎบางอย่างได้ดี

(2) การแบ่งประเภทสื่อการศึกษาตามลักษณะสื่อในกระแสความคิดของผู้เรียน

การแบ่งประเภทของสื่อการศึกษาตามลักษณะสื่อในกระแสความคิดของผู้เรียนนี้ แบ่งตามทฤษฎีโครงสร้างของความคิด (Cognitive Structure) ของบรูเนอร์ (Bruner, 1966) ซึ่งอธิบายไว้ว่า คนเราจะเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้โดยสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์ เร้าให้เกิดสื่อหรือสิ่งแทนในการะแสความคิดด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านกระทำ ด้านภาพ หรือด้านสัญลักษณ์  ดังนั้น สื่อในที่นี้จึงหมายถึงสื่อที่เป็นวัตถุหรือสถานการณ์กับสื่อที่เป็นลักษณะของความคิด ซึ่งอาจเทียบกับสื่อที่แบ่งประเภทตามแบบของ เอ็ดการ์ เดล ได้ดังนี้

(2.1) สื่อประเภทที่ก่อให้เกิดการกระทำ การเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจได้ ได้แก่ สื่อของจริง สถานการณ์จำลอง หุ่นจำลอง นาฏการ การทดลองสาธิต และการศึกษานอกสถานที่

(2.2) สื่อประเภทที่ก่อให้เกิดภาพนึก ได้แก่ สื่อนิทรรศการ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ภาพนิ่ง วิทยุ และแผ่นเสียง

(2.3) สื่อประเภทที่ก่อให้เกิดการคิดนึกเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ สื่อทัศนสัญลักษณ์และภาษา (ดูภาพที่ 8.2 ประเภทสื่อการศึกษา (2))

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 8.2 ประเภทสื่อการศึกษา (2)

                                             

 

2.3 การแบ่งประเภทของสื่อการศึกษาตามลักษณะโครงสร้างของสื่อ

ประเภทของสื่อการศึกษาตามลักษณะโครงสร้าง แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มฮาร์ดแวร์ และกลุ่มซอฟต์แวร์ ดังต่อไปนี้

(1) ฮาร์ดแวร์  ความหมายของฮาร์ดแวร์ตามพจนานุกรม หมายถึง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะและวัตถุเนื้อแข็ง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ตลอดทั้งชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ ความหมายของฮาร์ดแวร์ในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องกลไกและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่าฮาร์ดแวร์เป็นผลิตผลจากการประยุกต์ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยวัสดุสิ้นเปลือง เครื่องมือและอุปกรณ์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(1.1) วัสดุสิ้นเปลือง  หมายถึง วัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพเตรียมไว้ใช้ประกอบกับเครื่องมือและอุปกรณ์อื่น เมื่อถูกนำไปใช้แล้ววัสดุบางอย่างก็จะหมดสภาพการเป็นประเภทฮาร์ดแวร์ เพราะมีผลิตผลของการประยุกต์พฤติกรรมศาสตร์เข้ามาเป็นโครงสร้างของวัสดุนั้น กลายเป็นวัสดุสำเร็จพร้อมที่จะนำไปใช้ในกระบวนการแนะแนวตามต้องการได้ วัสดุสิ้นเปลืองที่นำมาใช้มากในกระบวนการแนะแนว ได้แก่ กระดาษ หมึก สี แผ่นโปร่งใสสำหรับเขียน และประเภทอาบสารไวแสงที่ยังไม่ได้ถ่ายภาพลงไป ฟิล์มถ่ายภาพ ฟิล์มภาพยนตร์ ฟิล์มพวกไมโครฟอร์มต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ เทปเสียง เทปภาพ ที่ยังไม่ได้บันทึก แผ่นฟลอบปี แผ่นดิสค์แม่เหล็ก แผ่นดิสค์ออพติก สำหรับเครื่องเลเซอร์ดิสค์ เป็นต้น

(1.2) เครื่องมือ หมายถึง เครื่องช่วยเครื่องประกอบในกิจการแนะแนว เช่น ปากกา ดินสอ มีด คัตเตอร์ จอบ เสียม เป็นต้น

(1.3) อุปกรณ์  ได้แก่ เครื่องอุปกรณ์หนักต่าง ๆ ที่เป็นครุภัณฑ์ตามระเบียบการเงินของราชการไทย เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพทึบแสง เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องเทปเสียง เครื่องรับวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องบันทึกภาพ (VTR) กล้องวิทยุโทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ เป็นต้น

(2)  ซอฟต์แวร์  ซอฟต์แวร์เป็นคำที่นำมาใช้ในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยที่ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นจะต้องมีคำสั่งหรือโปรแกรมที่เป็นภาษาของเครื่องช่วยจึงจะสั่งเครื่องให้ทำงานตามต้องการได้ วิธีการทำโปรแกรมคำสั่งหรือเทคนิคในการจัดทำชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ และผลผลิตที่ได้เป็นโปรแกรมต่าง ๆ นี้เรียกว่าซอฟต์แวร์ แต่ในที่นี้นำคำว่าซอฟต์แวร์มาใช้ในความหมายกว้าง ๆ หมายถึง ผลผลิตจากการประยุกต์พฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการศึกษาและการแนะแนว ซึ่งได้แก่ลำดับขั้นตอน ระบบกระบวนการ โปรแกรมและวิธีการเก็บรวบรวม จัดแจง และการเสนอสารสนเทศทางการศึกษาและการแนะแนว ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น วัสดุสำเร็จรูป กิจกรรมและเกม และวิธีการ

(2.1) วัสดุสำเร็จรูป  ได้แก่ วัสดุที่ได้ดำเนินการออกแบบและจัดบรรจุเนื้อหาสาระเป็นระบบเพื่อการศึกษาและการแนะแนวเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะนำไปใช้ เช่น ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเป็นเรื่องราวเรียบร้อยแล้ว ตำราแบบโปรแกรม แผ่นฟลอบปีดิสค์โปรแกรมการสอน เป็นต้น

(2.2) กิจกรรมและเกม  ได้แก่ การเลียนแบบ สถานการณ์จำลอง บทบาทสมมติ และเกมที่จัดเตรียมไว้เพื่อสร้างสถานการณ์การสื่อสาร การตัดสินใจ เสนอประเด็นความคิด หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแนะแนว เป็นต้น

(2.3) วิธีการ หมายถึง เทคนิควิธีลำดับขั้นตอนและระบบในการรวบรวมหรือเสนอเนื้อหาสาระและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาและการแนะแนวในสถานศึกษา (ดูภาพที่ 8.3 ประเภทสื่อการศึกษา (3))

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 8.3 ประเภทสื่อการศึกษา (3)

 

โดยสรุป สื่อการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ สื่อการศึกษาประเภทวัสดุบางชนิดสามารถใช้ได้ทันที ผู้เรียนสามารถอ่านและศึกษาได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่อง เช่น ตำรา เอกสาร แผนภูมิ รูปภาพ เป็นต้น แต่สื่อประเภทวัสดุบางชนิดต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเครื่อง เช่น CD-ROM แผ่นโปร่งใส  เทปวิดีทัศน์ สไลด์ เป็นต้น ประเภทที่ 2 คือ สื่อการศึกษาประเภทอุปกรณ์หรือเครื่องต่างๆ เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ ประเภทที่ 3 คือ สื่อการศึกษาประเภทเทคนิควิธีการและกิจกรรม เช่น กิจกรรมพัฒนาชุมชน  การจัดนิทรรศการป้องกันโรคเอดส์  การรณรงค์ป้องกันยาเสพติด  เป็นต้น


3.  คุณค่าของสื่อการศึกษา

                คุณค่าของสื่อการศึกษา สามารถสรุปได้ดังนี้

                                3.1  สื่อการศึกษาจะสามารถช่วยให้คุณภาพการเรียนรู้ดีขึ้น

                                3.2  ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นในเวลาที่กำหนด

                                3.3  สื่อการศึกษาสามารถสร้างแรงจูงใจและเร้าความสนใจได้เป็นอย่างดี

                                3.4  ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้

                                3.5  การเรียนรู้จากสื่อการศึกษาจะทำให้ผู้เรียนจำได้นาน เรียนรู้ได้เร็วและดีขึ้น

                                3.6  ผู้เรียนมีประสบการณ์จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม

                                3.7  สื่อการศึกษาสามารถเอาชนะข้อจำกัดต่างๆได้ เช่น

                                - ทำสิ่งที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น

                                - ทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม

                                -  ทำสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วให้ดูช้าลง

                        - ทำสิ่งที่เคลื่อนไหวช้าให้ดูเร็วขึ้น

                                - ทำสิ่งที่ใหญ่มากให้ย่อขนาดลง

                                - ทำสิ่งที่เล็กมากให้ขยายขนาดขึ้น

                                - นำอดีตมาศึกษาได้

                                - นำสิ่งที่อยู่ไกลหรือลี้ลับมาศึกษาได้

                                3.8 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนสำเร็จง่ายขึ้นและสอบได้มากขึ้น

                               

8.2.2          การเลือก  การวางแผนผลิต และการใช้สื่อการศึกษา

 

1. การเลือกสื่อการศึกษา

            สื่อการศึกษาจะให้ประโยชน์อย่างมาก  ถ้ามีการใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม  ดังนั้นในการเลือกสื่อการศึกษาควรพิจารณาสิ่งต่างๆ ดังนี้

1.1ลือกสื่อการศึกษาที่สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของการเรียนการสอนเรื่องนั้นๆ

1.2 เลือกสื่อการศึกษาที่สอดคล้องกับลักษณะการตอบสนองและพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของผู้เรียนที่คาดหวังจะให้เกิดขึ้น พฤติกรรมของผู้เรียนจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนมีความพึงพอใจในกิจกรรมและประสบการณ์ที่ได้รับ และความพึงพอใจย่อมก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี

                1.3    เลือกสื่อการศึกษาให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน

1.4 เลือกสื่อการศึกษาให้เหมาะสมกับความสามารถและประสบการณ์เดิมของผู้เรียน สื่อการศึกษาที่จัดให้ผู้เรียนควรง่ายและอยู่ในขอบเขตความสามารถของผู้เรียน

                                                1.5 เลือกสื่อการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ มีความสมบูรณ์ สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง

                                                1.6 เลือกสื่อการศึกษาที่มีอยู่ในท้องถิ่นเพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ

                                1.7  เลือกสื่อการศึกษาที่พอจะหาได้โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย  ประหยัด และสามารถใช้ได้สะดวก

 

            2. การวางแผนผลิตสื่อการศึกษา

                สื่อการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนและมีระบบ ดังนี้

                                2.1 การเตรียมการด้านวิชาการ

                        การเตรียมการด้านวิชาการเป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการผลิตสื่อการศึกษา ซึ่งมีหัวข้อที่จะต้องเตรียม คือ การกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การกำหนดเนื้อหาและการจัดลำดับเนื้อหา ระดับการผลิตสื่อการศึกษา บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการผลิตสื่อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                (1) การกำหนดจุดประสงค์การเรียนการสอน

                                                จุดประสงค์การเรียนการสอน หมายถึง ความคาดหวังที่จะได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งมุ่งผลที่ตัวผู้เรียน โดยทั่วไปจุดประสงค์การเรียนการสอนนั้น สามารถจัดระดับการกำหนดจุดประสงค์ได้ 2 ระดับ คือ

(1.1) จุดประสงค์ทั่วไป เป็นจุดประสงค์ที่กำหนดขอบเขตเอาไว้อย่างกว้างๆ เพื่อกำหนดให้รู้ว่าสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้นั้นคืออะไร อยู่ในระดับไหน เช่น

                                                                - ผู้เรียนมีความรู้เรื่องจุดประสงค์

                                                                - ผู้เรียนมีความเข้าใจเรื่ององค์ประกอบของการออกแบบวัสดุกราฟิฯลฯ

(1.2) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เป็นจุดประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อผู้เรียนผ่านบทเรียนนั้นๆ แล้ว ผู้เรียนมีความสามารถอะไรบ้าง ซึ่งความสามารถนั้นจะต้องแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้ การกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั้นเป็นการขยายความจุดประสงค์ทั่วไปให้ชัดเจนและมีความละเอียดขึ้นนั่นเอง ในบทเรียนหนึ่งๆ จุดประสงค์ทั่วไปและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจะต้องสอดคล้องกัน และโดยปกติจุดประสงค์ทั่วไป 1 ข้อ จะสามารถขยายความเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมได้มากกว่า 1 ข้อ

 


                (2) การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

                                                กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มของผู้เรียนที่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้ในจุดประสงค์ ในการผลิตสื่อการศึกษานั้น การวิเคราะห์กลุ่มผู้เรียนเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วผู้ผลิตสื่อจะไม่สามารถวางแผนการผลิต และเตรียมการผลิตสื่อให้ได้อย่างเหมาะสม  การวิเคราะห์กลุ่มผู้เรียนจะต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

(2.1) ลักษณะภายนอกของผู้เรียน ได้แก่ ระดับอายุ (วัย) เพศ และขนาดของกลุ่ม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการวางแผนการผลิตสื่อ เช่น เด็กเล็กชอบสื่อที่มีสีสด ผู้หญิงชอบภาพสวยงาม ผู้เรียน 50 คน ต้องใช้สื่อขนาดใหญ่ เป็นต้น ลักษณะทางการศึกษา ได้แก่ พื้นฐานความรู้เดิม ประสบการณ์เดิม วิธีการเรียนการสอนที่ชอบ ตลอดจนทักษะหรือความชำนาญที่มีมาก่อน เป็นต้น

(2.2) ลักษณะความรู้สึกภายใน ได้แก่ ความเชื่อ เจตคติ ความสนใจและความนิยมชมชอบ หรือความศรัทธา เป็นต้น

(2.3) สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และฐานะความเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

                (3) การกำหนดเนื้อหาและการจัดลำดับเนื้อหา

                                    การกำหนดหัวข้อเนื้อหาและการจัดลำดับเนื้อหาต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้

(3.1) พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดเพื่อหาความสำคัญของเนื้อหาแล้วนำความสำคัญของเนื้อหานั้นมากำหนดให้เป็นหัวข้อใหญ่

(3.2) พิจารณาหัวข้อใหญ่ทีละหัวข้อว่าควรมีหัวข้อย่อยอะไรบ้าง 

(3.3) หัวข้อเนื้อหาและลำดับเนื้อหาต้องให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

(3.4) จัดลำดับเนื้อหา โดยพิจารณาเลือกหัวข้อว่า หัวข้อใดเป็นพื้นฐานควรเรียนก่อน และหัวข้อใดยากควรเรียนหลังจากที่มีพื้นฐานความรู้แล้ว

                                                (4) ระดับการผลิตสื่อการศึกษา

                                                การผลิตสื่อการศึกษาสามารถแบ่งระดับการผลิตสื่อการศึกษาได้ 3 ระดับ คือ

(4.1) ระดับมูลฐาน ในการผลิตสื่อการศึกษาระดับนี้ เป็นการผลิตสื่อแบบง่ายๆ ไม่ต้องมีการวางแผนอะไรมากนัก เช่น

                                - การทำแผนภูมิโดยการตัดรูปภาพจากนิตยสารมาติดแผนภูมิ

                - การผนึกภาพ

                - การทำสำเนาสไลด์

                - การผลิตแผ่นโปร่งใสโดยการเขียนข้อความธรรมดา

(4.2) ระดับสร้างสรรค์  เป็นการผลิตในระดับที่สูงขึ้น ในการผลิตสื่อการศึกษาในระดับนี้ จะต้องมีการวางแผนและผ่านการตัดสินใจ เพราะมีลำดับขั้นตอนของการปฏิบัติงานมากกว่าระดับมูลฐาน เช่น

            - การทำแผนภูมิที่มีเทคนิคการนำเสนอสูงกว่าปกติ

                - การทำสไลด์ประกอบเสียง

                - การทำแผ่นโปร่งใสแบบซ้อน

                - การทำรายการโทรทัศน์

(4.3) ระดับก้าวหน้า เป็นการผลิตระดับสูงสุด โดยพัฒนาเอาสื่อการศึกษาที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกันเป็นสื่อประสม สื่อประสมเหล่านี้สามารถใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนแนวเดียวกันได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้ การจัดการเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้  เช่น

          - การทำชุดการสอน

          - การทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

- การทำรายการโทรทัศน์ที่ต้องใช้สื่อหลายสื่อมาสอดแทรกในรายการเดียวกัน

                                                ในการผลิตสื่อการศึกษานั้น ผู้ผลิตจะต้องพิจารณาให้ได้ว่าเนื้อหาที่จะทำการสอนนั้น ควรใช้สื่ออะไร ผลิตสื่อระดับใด ระยะเวลาในการผลิตมากน้อยเพียงใด สามารถผลิตได้เองหรือต้องอาศัยผู้อื่นและที่สำคัญคือ มีงบประมาณเท่าไร

                (5) บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการผลิตสื่อการศึกษา

                                                ในการผลิตสื่อการศึกษาที่ให้ประสิทธิภาพสูงต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง 3 กลุ่ม คือ

(5.1) กลุ่มนักวิชาการ เป็นกลุ่มครู อาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ในเนื้อหาที่จะผลิตสื่อการศึกษานั้นอย่างลึกซึ้ง กลุ่มนักวิชาการนี้จะเป็นผู้ดูแลความถูกต้องของเนื้อหาที่มีปรากฏในสื่อการศึกษา

(5.2) กลุ่มนักเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือนักโสตทัศนศึกษา เป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และเลือกสื่อการศึกษา นักเทคโนโลยีทางการศึกษาจะเป็นผู้พิจารณาเนื้อหา จุดประสงค์การสอน วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และเลือกสื่อการศึกษาที่เหมาะสม  เพื่อให้การเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพ  หน้าที่ของนักเทคโนโลยีทางการศึกษาอีกประการหนึ่งคือ การเป็นผู้วางแผน กำหนดรายละเอียดของสื่อการศึกษา รวมทั้งการเป็นผู้ควบคุมการผลิตด้วย

(5.3) กลุ่มเทคนิค กลุ่มนี้จะมี 2 ฝ่าย ดังนี้

- ฝ่ายงานกราฟฟิก หมายถึง ฝ่ายที่รับผิดชอบงานด้านศิลปะ การออกแบบตัวอักษร การวาดภาพ การทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิก และงานศิลปะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

- ฝ่ายช่างเทคนิค หมายถึง ฝ่ายที่รับผิดชอบด้านงานถ่ายภาพ ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว งานด้านเสียง-แสง และงานเดินสายไฟ เป็นต้น              

                                                บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวจะต้องร่วมมือร่วมใจทำงานประสานกันอย่างเหนียวแน่น งานการผลิตสื่อการศึกษาจึงจะได้ประสิทธิผล

 

                2.2 การผลิตสื่อการศึกษา

                                การผลิตสื่อการศึกษาแต่ละประเภทมีขั้นตอนการผลิตที่แตกต่างกัน ผู้สนใจที่จะเรียนรู้ในการผลิตสื่อการศึกษาจึงต้องศึกษาค้นคว้าฝึกปฏิบัติหรือเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการผลิตเฉพาะอย่าง การผลิตสื่อการศึกษาเป็นทักษะอย่างหนึ่ง หากผลิตบ่อย ๆ ก็จะเกิดทักษะ เกิดความชำนาญ สามารถผลิตได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ

        

          3. หลักการใช้สื่อการศึกษา

                สื่อการศึกษามีหลายประเภท ซึ่งมีความแตกต่างกันในรูปร่างลักษณะ และลักษณะการใช้งาน ผู้ใช้จะต้องศึกษาวิธีการใช้สื่อแต่ละชนิดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด และควรคำนึงถึงหลักการใช้สื่อ ดังต่อไปนี้

                3.1 ในบทเรียนหนึ่งๆไม่ควรใช้สื่อการศึกษามากเกินไป ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

3.2 ก่อนใช้สื่อการศึกษาจริงควรทดลองใช้จนเกิดความมั่นใจ เพื่อป้องกันการเกิดความ ผิดพลาด ซึ่งอาจจะทำให้ผู้เรียนลดศรัทธาในความสามารถของผู้สอนได้ ทั้งยังสามารถกำหนดเวลาและกิจกรรมที่เหมาะสมกับการใช้สื่อนั้นๆ

                3.3 ใช้สื่อการศึกษาที่ตรงกับบทเรียนและกระบวนการเรียนการสอน

                3.4 ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้สื่อการศึกษา

3.5 คำนึงเสมอว่าสื่อการศึกษาที่ใช้อยู่นั้นไม่สามารถใช้ได้กับทุกบทเรียนและกับทุกสถานการณ์

3.6 พยายามนำสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้เป็นสื่อการศึกษาเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและการลงทุน

 

 


เรื่องที่    8.3

การส่งเสริมทักษะการใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

 

                แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้สอนและผู้เรียนจะต้องมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทต่างๆ จึงจะสามารถเตรียมการและเลือกใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และกิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละประเภท

 

8.3.1     แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

 

             1.    ความหมายของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ หมายถึง ศูนย์รวมของวิชาความรู้ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ บุคคล สิ่งประดิษฐ์ วัตถุ อาคาร สถานที่  ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจาย ทั้งชุมชนเมืองและชุมชนชนบท อันเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของมนุษย์ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ค้นพบได้อย่างไม่รู้จบ

 

             2.   คุณลักษณะของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องสามารถสัมผัสกับบรรยากาศและสถานการณ์จริงโดยเอื้อประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้นั้นเกิดได้กับผู้เรียนทุกคน ทุกเวลา มีความหมาย มีความหลากหลาย สามารถเน้นทักษะและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ผู้เรียนมีอิสระในการตัดสินใจ คิดริเริ่มและ ปฏิบัติได้อย่างมีความสุข

 

               3.   ประเภทของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                ประเภทของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ จำแนกได้หลายประเภทตามทัศนะของนักการศึกษาแต่ที่เด่นชัด จำแนกเป็น 4 ประเภทใหญ่ คือ

                                3.1 แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทบุคคล หมายถึง บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม มีผลงานได้รับการยกย่อง เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งถือเป็นตัวอย่างต้นแบบกับบุคคลรุ่นหลังสืบไปในหลายสาขาอาชีพ ตัวอย่างเช่น แม่กิมลั้ง แม่กิมเนีย ที่มีความถนัดทางด้านปรุงแต่งขนมหม้อแกงเมืองเพชร โกฮับเจ้าเก่า ผู้บุกเบิกก๋วยเตี๋ยวเรือคลองรังสิตจนเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ ด้านการเรียนการสอน มีครูต้นแบบสร้างสรรค์  ผลงานนวัตกรรมทางการสอนขึ้นหลายรูปแบบ เช่น สอนให้สนุกเป็นสุขเมื่อได้สอน การสอนที่เน้นกระบวนการ การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อนสอนเพื่อน การสอนสิ่งแวดล้อมศึกษา การสอนดนตรีไทยและดนตรีพื้นเมือง

                                3.2 แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภททรัพยากรธรรมชาติ  หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในโลกและอวกาศ ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ เช่น ภูเขา ป่าไม้ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ และสัตว์ป่านานาชนิด  เป็นต้น

                                เนื่องด้วยปัจจุบันมีการนำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์อย่างมากจนเหลือจำนวนน้อยลง มนุษย์เริ่มตระหนักถึงภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะขาดธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงได้มีการรณรงค์สร้างสิ่งทดแทนธรรมชาติ ได้แก่ ปลูกป่า จัดระบบนิเวศวิทยา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการสอนพฤกษ-ศาสตร์ อนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ พันธุ์พืชนานาชนิด

                                3.3 แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทสื่อ หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร แยกได้  2  ประเภท  คือ

                                                (1) สื่อทางด้านกายภาพ ได้แก่  วัสดุ  ลักษณะสิ่งพิมพ์ ฟิล์ม แผ่นภาพโปร่งใส เทปบันทึกภาพ  เทปบันทึกเสียง แผ่น  CD ชนิดเสียงและภาพ เป็นต้น  อุปกรณ์  เป็นตัวช่องทางผ่านในลักษณะเครื่องฉาย เครื่องเสียงชนิดต่างๆ เป็นต้น

                                                                        (2) สื่อทางด้านวิธีการ ด้แก่ รูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งการใช้ทคโนโลยีพื้นบ้าน และเทคโนโลยีระดับสูง  ได้แก่ 

(2.1) สื่อท้องถิ่น ประเภทเพลง เช่น หมอลำ หนังตะลุง ลำตัด อีแซว ลำนำเพลงซอ เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย และนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น

(2.2) สื่อกิจกรรม  เช่น  หมากเก็บ  หมากขะเหย่ง  ตี่จับ  มอญซ่อนผ้า  เดินกะลา  เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า สื่อกิจกรรมพื้นบ้านดังกล่าวมีมาแต่โบราณ หลายกิจกรรมเหมือนกับของชนเผ่าปิกมี่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกตื่นเต้นในกลุ่มเด็กๆ ปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ แต่ก็มีกิจกรรมที่ได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับ จนถึงการใช้เทคโนโลยีระดับสูง เช่น โปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ บทเรียนโปรแกรม โปรแกรมผ่านสื่ออินเตอร์เนต ระบบมัลติมิเดีย ประเภท E-Learning เป็นต้น ซึ่งการประชุมสัมมนา  การปฏิบัติงานกลุ่ม  การทัศนศึกษา ก็เข้าข่ายสื่อกิจกรรมชนิดหนึ่ง

3.4 แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทวัตถุและอาคารสถานที่ หมายถึง วัตถุและอาคารสถานที่ ที่มีศักยภาพเป็นแหล่งความรู้ด้วยตัวของมันเอง สามารถสื่อความหมายโดยลำพังตัวเอง เช่น สถาปัตยกรรมด้านการก่อสร้าง จิตรกรรมภาพฝาผนัง ปูชนียวัตถุด้านประวัติศาสตร์ ชิ้นส่วนของธรรมชาติที่ให้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ โบราณวัตถุทางด้านศาสนา พิพิธภัณฑ์  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

8.3.2     กระบวนการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

               

            1.  การดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                การดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยประการใด ต้องอาศัยระบบและกระบวนการในการบริหารการจัดการที่ดี บุคลากรทุกฝ่ายต้องร่วมมือดำเนินงานภายใต้แผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

                                1.1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์นโยบายของสถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาใช้เพื่อการวางแผน

                                1.2 วางแผนงาน หรือจัดทำโครงการตามสภาพที่ได้จากผลการวิเคราะห์

                                1.3 ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ทั้งด้านการผลิตและพัฒนาแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

                                1.4 จัดระบบและกำหนดยุทธศาสตร์การให้บริการทั้งในเชิงรุก คือ การจัดกิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์เข้าถึงตัวผู้รับบริการ เช่น การนำภาพยนตร์เข้าไปฉายในหมู่บ้าน การเชิญชวนเยี่ยมชมกิจกรรมที่วางเป้าหมายไว้ในรูปแบบการนำเสนอหลากหลายเข้าถึงตัวผู้บริโภค เป็นต้น และการให้บริการในเชิงรับ คือ การจัดเตรียมกิจกรรมรอคอยผู้บริโภคมารับบริการตามขั้นตอนที่วางกติกาไว้

                                1.5 นิเทศ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ โดยวิธีหลากหลาย และจัดทำเครื่องมือ นับตั้งแต่ การสังเกต การซักถาม การตรวจผลงาน การแนะนำ ดังขั้นตอนตามภาพที่  8.4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่  8.4  แผนภูมิแสดงกระบวนการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

ที่มา :  อำนวย  เดชชัยศรี  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน  กระทรวงศึกษาธิการ 2539

2. โครงสร้างแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมอันเกิดจากแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้จำเป็นต้องอาศัยการบริหารการจัดการอย่างเป็นระบบ และภายใต้ระบบมีขั้นตอนของกระบวนที่แน่นอน ซึ่งลำพังตัวสื่อแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพต่อผู้รับการบริการ หรือเป็นแหล่งค้นคว้าที่แท้จริงได้ จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างการเชื่อมโยงกิจกรรมแต่ละส่วนแต่ละตอนเสมือนเป็นการรับช่วงความรับผิดชอบ และดำเนินงานเป็นหมู่คณะร่วมมือร่วมใจเป็นเครือข่ายส่งถ่ายนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณค่า แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้จึงต้องอาศัยโครงสร้างการบริหารการจัดการทั้งภายใน และการเชื่อมโยงภายนอก ดังนี้

                                2.1  โครงสร้างแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ภายในโรงเรียน

                                โครงสร้างแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ภายในโรงเรียนต้องอาศัยฐานข้อมูลตามสาระการเรียนรู้และธรรมชาติของกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนการสอนแบบบูรณาการ สอดคล้องกับหลักสูตรท้องถิ่น และสอดคล้องกับสื่อและบรรยากาศการเรียนรู้ แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ภายในโรงเรียนสามารถดำเนินงานในเชิงรุก และเป็นแหล่งวิทยาการในเชิงรับได้ โดยมักจะมีลักษณะเป็นแหล่งถาวร หรือเป็นรูปแบบศูนย์ต่างๆ ในการให้บริการ

                                2.2  โครงสร้างแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน

                                โครงสร้างลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน การประสานสัมพันธ์ในการดำเนินงานซึ่งจะต้องมีการวางแผนงานที่ชัดเจน คล่องตัว และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายของกิจกรรมในแต่ละครั้งที่จะดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ โรงเรียนจะเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับภายนอก โดยมีศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นหน่วยงานออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับแต่ละสภาพการณ์หรือตามธรรมชาติของวิชา

 

3.  ภารกิจของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                การดำเนินงานด้านแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนาโรงเรียน โดยแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริการสื่อการเรียนการสอนทั้งครูและนักเรียน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งให้การฝึกอบรมครูในด้านเทคนิคการผลิตสื่อ การใช้สื่อ การเก็บบำรุงรักษาสื่อ ตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษา วัดและประเมินผลเกี่ยวกับสื่อในรายวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่ครูต้องการอย่างแท้จริง โดยมีภารกิจจำแนกได้ ดังนี้

                3.1 สำรวจความต้องการในการผลิต การใช้สื่อการศึกษา และการบริการแหล่งการเรียนรู้

                                3.2 ประชุมวางแผนการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน

                                3.3 จัดหา ออกแบบ  ผลิตและพัฒนาสื่อการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลของโรงเรียน

                3.4 ให้การบริการสื่อโดยกำหนดเป็นฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ และฝ่ายวิทยาการ ตลอดจนการฝึกอบรมทางด้านเทคนิคการผลิตสื่อและการใช้สื่อการศึกษา

                        3.5 จัดระบบการเก็บบำรุงรักษาสื่อการศึกษา และระบบฐานข้อมูลโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ

3.6 ประสานงานติดต่อวิทยากรให้การฝึกอบรมแก่ครูในด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา

3.7 ประเมินและรายงานผลงานการปฏิบัติงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

 

8.3.3     ผู้เรียนกับการใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

 

            1. การจัดบริการแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                การจัดแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนควรแบ่งภารกิจให้ฝ่ายต่างๆ ดำเนินงานสอดคล้องกัน  ดังนี้

                                1.1 การจัดบริการฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดวัสดุอุปกรณ์ให้แก่ผู้รับบริการ โดยคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็ว  ประหยัด  และมีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการในลักษณะบริการอยู่กับที่ และบริการเคลื่อนที่ควบคู่กันไป โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

(1) เน้นการบริการวัสดุอุปกรณ์ทางด้านโสตทัศนูปกรณ์ให้แก่ครูภายในโรงเรียน

(2) สนับสนุนให้มีการจัดหาสื่อบริการให้เพียงพอแก่ความต้องการของครูและนักเรียน

(3) ส่งเสริมให้ครูใช้สื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากที่สุด

(4)  ส่งเสริมให้เป็นศูนย์ความรู้พัฒนาแนวคิด  พัฒนาสื่อ  ฝึกอบรมการผลิตสื่อการใช้สื่อ และเทคนิคการสอน

(5)  เน้นให้เป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านสื่อการศึกษา

                                                             (6)  เน้นให้เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานของครูทางด้านสื่อการศึกษา  มีกิจกรรมที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

(7)  เน้นให้มีการจัดทำทะเบียนบัตรรายการสื่อ  วิธีการการจัดเก็บสื่อให้เป็นระบบเพื่อสะดวกแก่การใช้งาน

(8)  ให้ความรู้ในการจัดทำสถิติ  ข้อมูลประเมินผล  รวมถึงการรายงานการฏิบัติงานของหน่วยบริการสื่อการศึกษาตรงตามภารกิจ

 

 

1.2 การจัดบริการฝ่ายวิทยาการของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

ฝ่ายวิทยาการของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้รับผิดชอบในการสนับสนุนการเรียนการสอนโดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

                (1) จัดสภาพแวดล้อมให้นักเรียนได้มีโอกาสและฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

                (2) จัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่น ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน

                (3) จัดสภาพแวดล้อมภายในศูนย์ให้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น การอ่าน การเล่านิทาน การวาดภาพ การฝึกทักษะการคิด และการแสดงผลงานของนักเรียน

                (4) จัดหาสื่อและการจัดกิจกรรมในศูนย์ให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนในห้องเรียน

                (5) สังเกตพฤติกรรมและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อประสานงานกับฝ่ายวัดผลในการแก้ไขและส่งเสริมพฤติกรรมของนักเรียน

                (6) ประสานงานกับฝ่ายวัดผลในการรวบรวมผลงานของนักเรียนที่ทำในศูนย์วิทยาการ  เพื่อนำไปใช้ประกอบการประเมินผลการเรียนของนักเรียน

                (7) ประสานงานกับครูผู้สอนในการจัดหาสื่อให้เหมาะสมกับการเรียนของนักเรียนในแต่ละสัปดาห์

                (8) จัดปรับสภาพแวดล้อมภายในศูนย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารทันเหตุการณ์และเป็นปัจจุบัน

                                                (9) จัดทำระเบียบการให้บริการศูนย์ และประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทราบ

                                                (10) ให้คำปรึกษาครู ในการจัดหาและผลิตสื่อ

                                                (11) ประชาสัมพันธ์ให้ครู นักเรียนทราบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของศูนย์

                                                (12) ประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์ และรายงานผลต่อผู้บริหาร

 

1.3  การจัดมุมความรู้

                                                (1)  องค์ประกอบในมุมความรู้  ควรประกอบด้วยเนื้อหาวิชาต่าง ๆ  พร้อมทั้งมีสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย  แต่ละมุมจะมีกิจกรรมหรือเกมบริการให้แก่นักเรียน  เช่น

                                o  มุมภาษา                             -  จะเน้นทักษะทางด้านการฟัง  พูด  อ่าน  เขียน

                                o  มุมศิลปะ                            -  จะเน้นให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
                                                                               
    ความละเอียด  ความรอบคอบ  และมีจินตนาการที่ดีงาม

                                o  มุมวิทยาศาสตร์  -  จะเน้นให้นักเรียนมีการฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
                                                                               
    รู้จักสังเกต  ทดลอง  และปฏิบัติจริง

                                o  มุมนันทนาการ  -  เน้นให้นักเรียนได้สนุกหรือผ่อนคลายกับเกมสร้างเสริมวินัย 
                                                                               
   ให้รู้จักระเบียบวินัย  รู้จักแพ้  รู้จักชนะ

                                o  มุมทักษะพื้นฐาน              -  กิจกรรมอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้นักเรียนมีสมาธิในการค้นหาความรู้

 ได้ด้วยตนเอง จนเกิดหลักการที่ภาคภูมิใจของผู้เรียนได้  เช่น 

  มุมคอมพิวเตอร์  มุมประสาทสัมผัส  เป็นต้น

(2)   หลักการจัดมุมความรู้  ได้แก่

(2.1) จัดมุมความรู้ ให้มีมากพอกับจำนวนนักเรียนที่เข้าใช้บริการ

 (2.2) ตกแต่งห้อง/ศูนย์ให้สวยงาม และสะดุดตานักเรียน

 (2.3) จัดให้มีป้ายนิเทศเกี่ยวกับโลกความรู้และเกร็ดความรู้

 (2.4) จัดให้มีแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับความสนใจในการใช้มุมความรู้และแบบทดสอบความรู้ที่ได้จากมุมความรู้

                 (2.5) จัดให้มีกล่องใส่สัญลักษณ์ประจำมุมความรู้ เมื่อนักเรียนเข้าใช้บริการ

                 (2.6) จัดให้มีแผนที่โลก แว่นขยาย ที่วัดส่วนสูง และเครื่องชั่งน้ำหนัก

                 (2.7) จัดให้มีแฟ้มผลงาน และที่แสดงผลงานนักเรียน

 

(3)  ระเบียบการใช้บริการในมุมความรู้  เพื่อให้การใช้มุมความรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ควรมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติไว้ ซึ่งอาจครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

(3.1) ไม่ส่งเสียงดังและทำตามระเบียบ เมื่อเข้าออกภายในศูนย์จะต้องลงชื่อที่เคาน์เตอร์ทุกครั้ง

(3.2) หยิบสัญลักษณ์มุมความรู้ที่เคาน์เตอร์ (จะกำหนดด้วยสีและสัญลักษณ์) แล้วนำไปใส่ในกล่องสัญลักษณ์ประจำมุม

(3.3) ผู้รับบริการต้องศึกษาความรู้ด้วยตนเอง โดยอาจจะมีใบงานเป็นแนวทางให้ก็ได้

(3.4) นักเรียนสามารถเปลี่ยนมุมได้ภายหลังจากทำกิจกรรมหรือเล่นเกมในมุมเรียบร้อยแล้ว โดยนำสัญลักษณ์ไปเปลี่ยนที่เคาน์เตอร์

(3.5) เมื่อหมดชั่วโมงบริการจะต้องเก็บสื่อหรือเกมที่ทุกคนเล่นไว้ในที่เดิม พร้อมทั้งนำสัญลักษณ์กลับคืนที่เคาน์เตอร์

                                                                (3.6) ไม่หยิบของทุกชิ้นออกจากศูนย์

                                                                (3.7) มีป้ายกำหนดเวลาการบริการที่ชัดเจน

                                ซึ่งจากหลักการดังกล่าวแต่ละโรงเรียนสามารถนำไปประยุกต์เป็นข้อปฏิบัติโดยละเอียดตามสภาพที่คล่องตัว ทั้งลักษณะธรรมชาติของศูนย์และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งแตกต่างกันตามขนาดของศูนย์

 

2.  บทบาทของผู้เรียนในการใช้แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

                ผู้เรียนเป็นผู้รับการบริการจากแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ย่อมจะเป็นผู้ให้ข้อมูลความต้องการในการรับบริการ หรือการเป็นสมาชิกที่ดี ปฏิบัติตามกติกาที่ผู้เรียนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้แต่ละแห่งที่ได้กำหนดขั้นตอนของกระบวนการไว้ ดังนั้นการใช้บริการแต่ละครั้งควรมีการสำรวจข้อมูลและวางแผนกิจกรรมเป็นอย่างดี โดยการออกแบบของครู บทบาทของนักเรียนจะต้องสอดคล้องกับแผนกิจกรรมที่วางไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

2.1 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้

2.2 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้นั้นๆ

2.3ระหว่างการศึกษาค้นคว้าในแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ต้องปฏิบัติตามระเบียบกติกาของแหล่งการเรียนรู้นั้นๆ และคำนึงถึงความเหมาะสมด้านกาลเทศะของตัวนักเรียน

                2.4 สรุปสิ่งที่ได้รับจากการศึกษาแหล่งข้อมูลนั้นๆ

2.5 เอื้อเฟื้อ เอื้ออาทรแด่เพื่อนสมาชิกในการร่วมงาน รู้จักศึกษาตนเองในการทำงานเป็นหมู่คณะ  และรู้จักการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี

2.6 มีการประเมินข้อสรุปแต่ละกิจกรรมและนำเสนอผลงานทุกครั้งหลังจากปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนดไว้

 

8.3.4     ครูกับการเตรียมความพร้อมของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้

 

                1. บทบาทของครูกับการให้บริการแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ครูจะต้องเน้นพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นผู้นำในการเรียน (ผู้เรียนเป็นสำคัญ) ในกรณีให้บริการแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ครูจะต้องออกแบบกิจกรรมหลากหลาย จูงใจนักเรียนให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน เกิดกระบวนการคิด เกิดทักษะ พบความเป็นจริง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักการตัดสินใจอยู่บนรากฐานของเหตุผลที่ถูกต้อง ดังนั้นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายวิทยาการของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ควร มีดังต่อไปนี้

                                1.1 จัดสภาพแวดล้อมภายในแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ โดยกำหนดมุมความรู้ต่างๆ ให้มีมากพอกับจำนวนนักเรียนที่จะมารับบริการ ประมาณกลุ่มละ 5-8 คน

                                1.2 จัดให้มีภาชนะใส่สัญลักษณ์ประจำมุมต่างๆ เพื่อให้เกิดลำดับนักเรียนเข้ารับบริการก่อน-หลัง

                                1.3 จัดป้ายนิเทศเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ และตกแต่งห้องให้สวยงานเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน

                                1.4 มีบริการแบบสอบถามและแบบทดสอบประจำมุมความรู้ต่างๆ

1.5 จัดให้มีแฟ้มผลงานและมุมแสดงผลงานของนักเรียน

2. การพัฒนาบุคลากร เพื่อบริหารจัดการหรือปฏิบัติหน้าที่ประจำแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องในรูปแบบการฝึกอบรมด้วยวิธีการหลากหลาย สำหรับสถานศึกษาที่มีจำนวนบุคลากรไม่มากนักสามารถฝึกอบรมในคราวเดียวกันได้ และสามารถติดตาม ประเมินผลเป็นระยะๆ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการพัฒนาบุคลากรตามรูปแบบ POPTM MODEL’13 ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยการศึกษารูปแบบการบริหารแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีการบริหารอยู่บนพื้นฐานขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ (System Approach) และผ่านขั้นตอนการทดลองปฏิบัติจริงมาแล้ว ดังภาพที่ 8.5

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่  8.5  รูปแบบการพัฒนาบุคลากรโดยใช้ “POPTM MODEL”

 


จากแผนภูมิการพัฒนาบุคลากรตามรูปแบบ POPTM  MODEL  ที่เสนอมาข้างต้นมีแนวปฏิบัติดังนี้

(1) วิเคราะห์ความต้องการ การวิเคราะห์ เพื่อหาความต้องการจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการผลิต การใช้ และการบริการสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

(2) เลือกเฉพาะปัญหาที่ต้องการและมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีการจัด  ฝึกอบรมเท่านั้น นำมาวิเคราะห์ใหม่เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ แต่ถ้าตัดสินใจว่าต้องการแก้ไขด้วยการฝึกอบรม ก็จะดำเนินการฝึกอบรมตามความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย

(3) กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย ในการกำหนดวัตถุประสงค์ทุกข้อจะต้องเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ที่สามารถปฏิบัติได้และวัดประเมินได้

(4) ประชุมคณะทำงาน  วางแผน มอบภารกิจ การดำเนินการตามขั้นตอนนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะต้องการความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละขั้นตอน

(5) เขียนโครงการฝึกอบรม  โดยจะต้องกำหนดเวลาที่แน่นอนของแต่ละกิจกรรมตามวัตถุ-ประสงค์ที่ระบุ เช่น กิจกรรมลักษณะกลุ่มที่ใช้ในการฝึกอบรม เป็นต้น

(6) ดำเนินการฝึกอบรม  ดำเนินการฝึกอบรมตามขั้นตอนของรูปแบบ POPTM MODEL

                (7) ประเมินผลการฝึกอบรม โดยดำเนินการประเมินผลตั้งแต่ก่อนเริ่มฝึกอบรม ระหว่างฝึกอบรม หลังการฝึกอบรม และประเมินผลรวมของโครงการทั้งกระบวนการในลักษณะ FORMATIVE และ SUMMATIVE ตามขั้นตอนของรูปแบบ POPTM MODEL

                (8) ฝึกภาคสนามที่ทำงานของตนเองระยะที่ 2 เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา ในขั้นตอนนี้เป็นการนำความรู้ความเข้าใจจากการฝึกอบรมไปทดลองในสภาพจริงและรวรวมผลงานเป็นระยะเพื่อรอการประเมิน

            (9) นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผล การติดตามการดำเนินกิจกรรมร่วมกันของคณะกรรมการบริหาร คณะทำงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ จะทำให้ทราบผลการดำเนินงานของแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ว่าให้บริการเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งผลดังกล่าวจะเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ต่อไป โดยมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ คือ

                   -   กำหนดขอบเขตวัตถุประสงค์ของการประเมิน

                   -   วางแผนและสร้างเครื่องมือ

                   -   ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

                   -   วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล

                   -  รายงานผลที่ได้จากการประเมิน

                สำหรับการนิเทศติดตามผลบุคลากรที่กลับไปปฏิบัติหน้าที่ภาคสนามภายหลังการฝึกอบรม โดยใช้วิธี “CIPP MODEL”  ของ  D.L. Stufflebeam ได้แก่

 

Context       =        ประเมินความจำเป็นโดยพิจารณาจากข้อมูลสภาวะแวดล้อม (บริบท) องค์รวมทั้งหมด

Input           =         ประเมินความพร้อมและความพร้อมของทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่เดิม หรือก่อนเริ่มโครงการใดๆ

Process       =      ประเมินกระบวนการโดยตรวจสอบการจัดกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบขั้นตอนการดำเนินงาน

Product       =       ประเมินผลการผลิตโดยการวัดหรือเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

 

            (10) การฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์โดยใช้กิจกรรม MINICOURSE

(10.1) รูปแบบกิจกรรม Minicourse คือ  ชุดฝึกอบรมที่มีความยืดหยุ่นเบ็ดเสร็จใน
ตัวเองอย่างสมบูรณ์ซึ่งใช้ได้กับบุคคล หรือกลุ่มบุคคล แต่โดยทั่วไปจะใช้สื่อและยุทธวิธีหลายประการ มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน สามารถบรรลุจุดประสงค์ได้ในระยะเวลาอันสั้น และอาศัยวิธีการทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาเป็นหลัก โดยปกติ Minicourse จะเน้นที่กลุ่มสัมพันธ์มากกว่าการศึกษาเป็นรายบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว

(10.2)  องค์ประกอบของ Minicourse แบ่งเป็น 6 ส่วน

                -  หลักการเหตุผล คำแนะนำ จุดมุ่งหมายและวิธีใช้

                -  รายละเอียดของคู่มือวิทยากร

                -  กิจกรรมสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม

-  การประเมินผลโครงการและประเมินความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม

 -  การกำหนดเนื้อหาเสริมตามความเหมาะสมเพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติมและทันสมัย

-  สื่อและอุปกรณ์สำหรับวิทยากรที่ใช้ในการดำเนินการฝึกอบรม

(10.3)  ลักษณะสำคัญและเป็นจุดเน้นของกิจกรรม Minicourse

                -   สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะเรื่องชัดเจน

                -   มีกิจกรรมเบ็ดเสร็จสมบูรณ์อยู่ในตัว

                -   ใช้ระยะการฝึกกิจกรรมที่เหมาะสมซึ่งไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง

                -   มีจุดประสงค์ชัดเจน สามารถบรรลุผลภายในระยะเวลาที่กำหนด

-  จะเน้นทักษะในการปฏิบัติตามประสบการณ์ของผู้เรียนในลักษณะกลุ่มมากกว่าตัวบุคคล

-  มีการร่วมกิจกรรมอย่างกว้างขวาง โดยทุกกิจกรรมอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการเรียนรู้

-  ใช้ยุทธวิธีในการฝึกอบรมหลายรูปแบบ สามารถบรรลุจุดประสงค์ในเวลาอันสั้นได้

                                                                -  ใช้สื่อการศึกษาในลักษณะสื่อประสม (Multi Media)

-  มีขั้นตอนแน่นอนทุกหน่วยวิชา และสอดคล้องกับกิจกรรม เนื้อหา จุดประสงค์ การประเมิน และสื่อโดยกำหนดไว้เป็นลำดับอย่างละเอียด

- ใช้กิจกรรมสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิดเพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง

- ใช้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาโดยยึดวิธีการระบบ (System Approach)

-  มีการประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาและการวางแผนกิจกรรมในอนาคตได้

-  มีการติดตามผล และการให้บริการคำปรึกษา ตลอดจนเอกสารประกอบความรู้เพิ่มเติมเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

 

(11) ประเมินตลอดโครงการฝึกอบรม  เป็นการประเมินผลจากการพัฒนาบุคลากรในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้รู้ถึงคุณภาพของบุคลากรซึ่งผ่านเกณฑ์ที่เจ้าของโครงการฝึกอบรมกำหนดไว้หรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


บรรณานุกรม

 

นิคม  ทาแดง  “หน่วยที่ 14  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคสังคมข่าวสาร” ใน ประมวลสาระชุดวิชา เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หน้า 38-83 นนทบุรี สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2537

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  จุดประกายการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ลำดับที่ 7 กรุงเทพมหานคร  ม.ป.ท. 2542

                        . หลากหลายวิธีสอนของครูต้นแบบ 2541 กรุงเทพมหานคร บริษัทพิมพ์ดีจำกัด 2542

                        . การปฏิรูปหลักสูตรตาม พ... การศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 กรุงเทพมหานคร วัฒนาพานิช 2543

สุรชัย  สิกขาบัณฑิต และคณะ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสื่อโสตทัศน์ ชุดฝึกอบรม กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2536

อำนวย  เดชชัยศรี  การศึกษารูปแบบการบริหารเทคโนโลยีการศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาในกรุงเทพมหานครด้วยวิธีระบบ ปริญญานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต กรุงเทพมหานคร   มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 2539 (เอกสารอัดสำเนา)

อุทัย บุญประเสริฐ  การศึกษาแนวทางการบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management) กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2543

Dale, Edgar. Audio-Visual Material of Instruction , Chicago : University of Chicago Press.
                     1949.

Kerlinger, Fred N. Foundation of Behavioral Research. 3rd  ed. Hong Kong : Holt Rinehart and Winston. Inc., 1988.

Koontz, Harold and Heing Weihrich. Management . New York : Mc Graw-Hill Book Company, 1988.

Rogers, Everett  M. and Schoemaker  F. Floyd. Communication of Innovations : A Cross  Cultural Approach. New York : The Free Press, 1971.